ความลับแห่งจินเหลียน
ตอนก่อนหน้า
1 / 29

ความลับแห่งจินเหลียน: Chapter 001 ตอนที่ 1

#1Chapter 001

[ส่วนที่ 1 ปทุมมาศเบ่งบาน] ตอนที่ 1 เลิกรา

“เธอมันไม่มีมารยาท ไม่ให้เกียรติคนอื่น!”

“ขี้เกียจตัวเป็นขน ทำกับข้าวก็ไม่เป็น ต่อไปจะอยู่กันยังไง”

“แม้แต่เรื่องผู้ชายเป็นช้างเท้าหน้า ผู้หญิงเป็นช้างเท้าหลังก็ไม่เข้าใจหรือยังไง นอกจากทำอะไรไม่เป็นโล้เป็นพายแล้ว คิดว่าตัวเองได้เรียนหนังสือมานิดๆ หน่อยๆ ก็จะอยู่เหนือผู้ชายได้อย่างนั้นเหรอ”

“งานการดีๆ ไม่ทำ ผู้หญิงดีๆ ที่ไหนเขาทำงานเป็นเลขากันบ้าง หมิงหยางลูกชายฉันไม่ยอมโดนสวมเขาง่ายๆ หรอกนะ”

“หน้าตาเธอก็งั้นๆ กิริยามารยาทก็ไม่งาม ฉันเข้าใจดีนะว่าพวกชาวไร่ชาวนาก็อย่างนี้แหละ เธอคงคิดว่าถ้าได้แต่งงานกับหนุ่มเมืองกรุงแล้วจะได้ถือโอกาสย้ายทะเบียนมาอยู่ในเมืองซะเลยสินะ”

“ไหนๆ เธอก็ไม่ได้รักหมิงหยางลูกชายฉันอยู่แล้ว ฉันว่าพวกเธอเลิกกันตอนนี้ซะดีกว่า นี่ฉันไม่ได้บังคับเธอนะ...”

คำพูดตำหนิติเตียนต่างๆ นานาของหญิงวัยกลางคนนางนั้นดังวนเวียนอยู่ในโสตประสาทของซีเหมินจินเหลียน เธออดไม่ได้ที่จะยกมุมปากขึ้นนิดๆ อยากจะหัวเราะออกมา แต่น้ำตาเจ้ากรรมกลับไหลออกมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยเสียอย่างนั้น

ใช่แล้ว เธอมันเป็นคนบ้านนอก อาศัยความพากเพียรบากบั่นจนสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ จากนั้น เธอก็พยายามด้วยตัวเองจนได้งานที่เงินเดือนไม่เลวนักในเซี่ยงไฮ้ สถานที่ที่ได้ชื่อว่าเป็นนครที่ไม่เคยหลับใหล สมัยเรียนมหาวิทยาลัย เธอได้รู้จักและคบหากับหวังหมิงหยางที่เป็นรุ่นพี่ของเธอหนึ่งปีในภาควิชาการเงิน

ซีเหมินจินเหลียนเกิดที่หมู่บ้านชนบทในต่างจังหวัด เธอจึงเป็นคนหัวโบราณตามแบบฉบับสาวตะวันออก เมื่อคบหากับหวังหมิงหยางแบบคู่รักแล้ว เธอก็ตั้งใจว่าจะรักและอยู่กับผู้ชายคนนี้ไปตลอดชีวิต หลังจากที่คบหากันได้หนึ่งปี สิ่งที่เธอได้กลับมานั้นกลับกลายเป็นว่าที่พ่อและแม่สามีที่ตั้งท่ารังเกียจเดียดฉันท์เธอต่างๆ นานา

เธอพยายามสุดความสามารถที่จะทำทุกอย่างให้ดีที่สุดแล้ว แต่...ทำไมพวกเขาถึงยังไม่พอใจกันอีก เธอถึงขั้นยอมลาออกจากงานเพียงเพราะสวีจวิ้นหลันว่าที่แม่สามีนั้นไม่ชอบงานที่เธอทำ จนเธอต้องไปทำงานทอผ้าในโรงงานเล็กๆ แทน

วันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดของว่าที่แม่สามีของเธอ และเธอได้รู้ซึ้งถึงน้ำใจของครอบครัวและบรรดาญาติๆ ของหวังหมิงหยางในวันนี้เอง ไม่รู้ว่าใครกันแน่ที่ไม่มีมารยาทและไม่ให้เกียรติคนอื่น การที่ทำให้เธอต้องอับอายขายหน้าแบบนี้นี่มันเรียกว่าเป็นการให้เกียรติคนอื่นอย่างนั้นหรือ สรุปแล้ว มันก็มีอยู่แค่เรื่องเดียว ก็คือเรื่องที่เธอเป็นคนบ้านนอกและจนไม่ใช่หรือไง ที่ทำให้ว่าที่แม่สามีรังเกียจเธอขนาดนี้

ซีเหมินจินเหลียนรู้เหตุผลดี ถ้าครอบครัวเธออยู่ในเซี่ยงไฮ้ พ่อเป็นประธานบริษัท มีทรัพย์สมบัติเป็นสิบๆ ล้าน แค่เธอผายลม ผู้หญิงใจร้ายคนนั้นก็คงบอกว่ามันหอมแน่ๆ

ตำหนิว่าเธอไม่สวยอย่างนั้นเหรอ ซีเหมินจินเหลียนอยากจะหัวเราะเสียเหลือเกิน ตั้งแต่เด็ก เธอก็ได้รับการยอมรับจากคนในหมู่บ้านว่าเป็นเด็กสาวที่หน้าตาสะสวย ผิวขาวเปล่งปลั่ง ตาโตจมูกโด่ง ความสูงหนึ่งร้อยหกสิบสามเซนติเมตรที่สูงกำลังดี เธอสวยตามแบบฉบับความงามอย่างชาวตะวันออก แถมยังมีผมหยักศกเป็นลอนยาวสลวย เวลายิ้มก็ยิ่งมีเสน่ห์ ไม่จำเป็นต้องประดิษฐ์ประดอยใดๆ เพราะมันเป็นความงามตามธรรมชาติ ต่อให้ไม่ได้แต่งหน้า ความงามของเธอก็สามารถทำให้ผู้หญิงด้วยกันยังต้องอาย

พอพูดถึงเรื่องที่ผู้ชายเป็นช้างเท้าหน้า ผู้หญิงเป็นช้างเท้าหลังแล้ว ซีเหมินจินเหลียนก็อดไม่ได้ที่จะลูบขวดเซรามิกสีขาวอันเล็กจิ๋วที่ห้อยอยู่บนข้อมือตัวเอง มันเล็กมาก ขนาดเพียงเท่าถั่วลิสงครึ่งเมล็ด บนตัวขวดเซรามิกสีขาวมีเพียงดอกบัวสีทองแรกแย้มที่กินพื้นที่ไปครึ่งขวดประดับอยู่ นี่เป็นสร้อยข้อมือที่เธอสวมติดตัวมาตลอดตั้งแต่เกิด และยังเป็นที่มาของชื่อเธออีกด้วย

นามสกุลของเธอนั้นคือซีเหมิน ซึ่งเป็นนามสกุลเก่าแก่และเต็มไปด้วยเรื่องราวเล่าขานต่างๆ ที่โด่งดังที่สุดนั้นเห็นจะเป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับซีเหมินชิ่งคนสารเลวบ้ากามที่โกงสมบัติคนอื่น

แต่ซีเหมินจินเหลียนสาบานได้ว่าครอบครัวของเธอกับซีเหมินชิ่งคนนั้นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกันแม้แต่น้อย ส่วนชื่อของเธอนั้นย่าของเธอก็เป็นคนตั้งให้ ย่าบอกว่าขวดใบนี้เป็นขวดที่ย่าได้จากแม่ของย่าตอนแต่งงาน ว่ากันว่าเป็นเครื่องรางปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายได้

“จินเหลียนเอ๋ย...ทองคำเป็นสิ่งสูงค่า ผู้หญิงที่ดีคือผู้หญิงที่เข้มแข็งพึ่งพาตนเองได้” คำพูดของย่ายังคงดังเลือนรางอยู่ในโสตประสาท แต่ตอนนี้เธอกลับถูกว่าที่แม่สามีไล่ออกจากบ้าน

หลังจากเช็ดน้ำตาอุ่นร้อนบนใบหน้าทิ้งแล้ว ซีเหมินจินเหลียนก็ยิ้มให้กับตัวเอง ใช่แล้ว เป็นผู้หญิงต้องเข้มแข็ง ไม่มีหวังหมิงหยางสักคน เธอจะหาผู้ชายมาแต่งงานด้วยไม่ได้เลยเชียวหรือ

เลิกก็เลิกสิ แตงที่ฝืนเด็ดจากต้นย่อมไม่หวาน นี่เป็นสุภาษิตที่ชาวไร่ชาวนารู้จักดี เพียงแต่เธอยังรู้สึกเจ็บใจอยู่

และสิ่งที่ทำให้เธอเจ็บใจยิ่งกว่านั้นก็คือการที่เธอออกจากบ้านตระกูลหวังตั้งแต่ตีสอง แต่จนถึงตอนนี้ก็ล่วงเวลามาชั่วโมงกว่าๆ แล้ว ผู้ชายใจจืดใจดำคนนั้นกลับไม่โทรหาเธอเลยแม้แต่สายเดียว

หลังจากที่คอยดูโทรศัพท์มือถือจนนับครั้งไม่ถ้วนและรอคอยมาชั่วโมงกว่าๆ คราวนี้ซีเหมินจินเหลียนก็รู้สึกสิ้นหวังแล้วจริงๆ ผู้ชายคนนี้เป็นคนไม่มีหัวใจจริงๆ ดึกดื่นขนาดนี้แล้ว เธอต้องอยู่ข้างนอกเพียงลำพัง เขาไม่แม้แต่จะถามไถ่เธอสักคำเลยหรือ คบกันมานานขนาดนี้ ไม่มีแม้กระทั่งถ้อยคำถามไถ่แสดงความห่วงใยเลยหรืออย่างไร ต่อให้ไม่ใช่คนรักแต่เป็นแค่เพื่อนธรรมดาก็คงไม่เย็นชาและแล้งน้ำใจกันขนาดนี้มั้ง

ถึงจะได้ชื่อว่านครเซี่ยงไฮ้เมืองที่ไม่เคยหลับใหล แต่เวลาตีสามแบบนี้ก็แทบจะร้างผู้คนเหมือนกัน มีบางครั้งที่รถยนต์ที่เปิดไฟหน้าสว่างจ้านั้นจะขับผ่านซีเหมินจินเหลียนไปด้วยความเร็วสูง คนขับไม่แม้แต่จะชะลอความเร็วลงเลยสักนิด ทำให้ซีเหมินจินเหลียนรู้ซึ้งถึงน้ำใจของคนอีกครั้ง

ซีเหมินจินเหลียนทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ เสาไฟส่องทาง แสงไฟสีเหลืองนวลส่องไปยังทิศทางไกลออกไป แต่บริเวณใกล้ๆ นั้นกลับมืดสนิท เซี่ยงไฮ้ มหานครอันกว้างใหญ่ นครปารีสแห่งตะวันออก ตอนนี้เธอจะทำยังไงกับชีวิตดี

ตอนออกมานั้นเธอก็ไม่คิดที่จะหวนกลับไปอีก ดังนั้นเธอจึงหยิบบัตรประจำตัวประชาชน บัตรเอทีเอ็ม โทรศัพท์มือถือและของใช้ส่วนตัวอื่นๆ ออกมาด้วย นอกจากนี้ก็มีเพียงเสื้อผ้าสำหรับผลัดเปลี่ยนอีกสองชุดเท่านั้น จะว่าไปแล้วก็ช่างน่าสงสาร ตั้งแต่เธอคบกับผู้ชายคนนั้นจนถึงตอนนี้ เธอก็ไม่เคยซื้อเสื้อผ้าดีๆ เลยแม้แต่ชุดเดียว เหตุผลน่ะเหรอ......

ประหยัดกินประหยัดใช้ อนาคตเราจะได้มีเงินซื้อบ้านไง...

อนาคต...ระหว่างทั้งสองคนไม่มีอนาคตนั่นอีกต่อไปแล้ว!

ซีเหมินจินเหลียนต้องโมโหตัวเองอีกครั้งเมื่อนึกขึ้นได้ว่า เมื่อสามเดือนก่อนนั้นอดีตว่าที่แม่สามีสวีจวิ้นหลันอ้างเหตุผลร้อยแปดเพื่อให้เธอโอนเงินสามหมื่นหยวนเข้าบัญชีของหวังหมิงหยาง จนถึงตอนนี้ ในบัญชีของเธอเหลือเงินอยู่แค่เจ็ดแปดร้อยหยวนเท่านั้น

สำหรับนครเซี่ยงไฮ้ที่ทุกตารางนิ้วเป็นเงินเป็นทองไปหมดนั้น แน่นอนว่าเงินคือสิ่งที่ขาดไม่ได้ที่สุด

“ฉันจะทำยังไงดี” ซีเหมินจินหลียนบ่นงึมงัมกับตัวเอง เลิกกันนั้นเรื่องเล็ก แต่ไม่มีเงินนี่สิเรื่องใหญ่ แถมเธอยังลาออกจากงานแล้วด้วย......

ข้างหน้านั้นมีแสงไฟสว่างวาบแสบตาพุ่งตรงมาที่เธอด้วยความเร็วสูง ซีเหมินจินเหลียนยกแขนขึ้นโดยอัตโนมัติเพื่อบังแสงไฟที่แสบตานั้น แต่ทันใดนั้นตัวเธอกลับลอยละลิ่วขึ้นจากพื้น...ตัวของเธอเบาหวิว เหมือนกำลังล่องลอยอยู่บนปุยเมฆ...ล่องลอยไป...ลอยไป...

เสี้ยววินาทีก่อนที่สติของเธอจะหลุดลอยออกไปนั้น เธอคิดว่านี่เธอต้องมาตายแบบนี้จริงๆ เหรอ ซีเหมินจินเหลียนคิดแล้วก็เจ็บใจ

หลินเสวียนหลานหลับตาแน่นแล้วค่อยๆ ลืมตาขึ้น...โอ้ พระเจ้า! เขาแค่เผลอใจลอยไปแป๊บเดียว ทำไมถึงกลายเป็นเรื่องผิดพลาดอย่างไม่น่าให้อภัยแบบนี้ได้ เขาขับรถชนคนเข้าอย่างจัง แล้วดูเหมือนจะชนเด็กสาวซะด้วยสิ

ว่าแต่ เมื่อกี้เขาเห็นอะไรกันแน่นะ เสี้ยววินาทีที่รถชนนั้น เขาก็เห็นดอกบัวสีทองที่กำลังเบ่งบาน สาดแสงทองอร่ามไปทั่วอยู่กลางอากาศ จนละสายตาไม่ได้

“สงสัยจะดื่มเยอะเกินไปจนตาลายแน่ๆ!” หลินเสวียนหลานถอนหายใจออกมาแล้วเปิดประตูลงจากรถ ถึงแม้จะค่ำมืดดึกดื่นและไม่มีประจักษ์พยาน อีกทั้งแถวนี้น่าจะไม่มีกล้องวงจรปิดซะด้วย แต่เขาก็ไม่ใช่คนหนีความรับผิดชอบซะด้วยสิ

อาศัยแสงเหลืองนวลจากไฟส่องทาง หลินเสวียนหลานก็มองเห็นเด็กสาวอายุราวๆ ยี่สิบสาม ยี่สิบสี่ปีที่ตัวบิดงอนอนล้มอยู่ที่พื้นได้อย่างชัดเจน

“ตายแล้ว ตายแน่ๆ ไม่รู้เธอจะเป็นตายร้ายดียังไงบ้าง” หลินเสวียนหลานคิดพลางก้าวเดินไปที่ร่างของซีเหมินจินเหลียนอย่างรวดเร็ว เขายื่นมือไปประคองตัวเธอ แต่น่าแปลก ถูกรถชนจนสลบขนาดนี้ แต่ตัวเธอกลับไม่มีรอยเลือดเลยเหรอ เขาสะบัดหัวตัวเองแรงๆ แล้วมองไปรอบๆ ก็ไม่เห็นรอยเลือดหรือแขนขาขาดตรงไหน

หลินเสวียนหลานแอบดีใจอยู่เงียบๆ เขาประคองซีเหมินจินเหลียนขึ้นมา แล้วยื่นมือไปอังจมูกเธอ ยังมี...ยังมีลมหายใจอยู่ ดีแล้วที่ยังไม่ตาย เขาคิดในใจพลางสำรวจซีเหมินจินเหลียนตั้งแต่หัวจรดเท้า แต่ก็ไม่เห็นร่องรอยบาดเจ็บใดๆ

ไม่มีเลือดตกยางออก สมองไม่ไหล แขนขาก็ไม่ได้หัก ตับไตไส้พุงก็ไม่ทะลักอย่างที่จินตนาการเอาไว้ หลินเสวียนหลานถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งอก ไม่ตายและไม่พิการ ที่เหลือก็ไม่ยุ่งยากแล้ว

“คุณ...คุณ...” หลินเสวียนหลานเขย่าตัวซีเหมินจินเหลียนที่สลบเหมือดอย่างไม่ปรานี หวังว่าจะช่วยเรียกเธอให้ฟื้นขึ้นมาได้

ทว่า ร่างของซีเหมินจินเหลียนนั้นกลับแน่นิ่งไม่ไหวติง หลินเสวียนหลานอุทานออกมาเบาๆ “บ้าฉิบ หรือว่าจะช้ำใน” พอคิดได้แบบนี้ เขาก็อดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปสัมผัสตรงหน้าอกของเธอ ดูเหมือนตรงหน้าอกก็ไม่มีอะไรผิดปกตินี่นา แต่มือของเขาที่สัมผัสกับความนุ่มนิ่มของหน้าอกเธอนั้น ทำให้คนที่เพิ่งดื่มมารู้สึกใจสั่นไหวนิดๆ รู้สึกราวกับถูกไฟช็อต แปลบปลาบชอบกล

“ดูไม่ออกเลยนะเนี่ยว่าหน้าอกของเธอคนนี้จะไม่เล็กอย่างที่เห็น!” หลินเสวียนหลานอดไม่ได้ที่จะจินตนาการถึงขนาดหน้าอกของเธอ

“ไอ้บ้าเอ๊ย! แกมันน่าตายจริงๆ” หลินเสวียนหลานแอบด่าตัวเองในใจ นี่เขาคิดไปไกลถึงไหนแล้วเนี่ย อดไม่ได้จนต้องยื่นมือมาตบหน้าตัวเองเบาๆ เพื่อเรียกสติ เมาแล้วขับจนชนเธอสลบไม่พอ นี่ยังจะฉวยโอกาสแต๊ะอั๋งเธออีกเหรอ นี่มันจะเลวเกินไปแล้วนะ! เขายอมรับว่าตัวเองไม่ใช่คนเลวทราม ถึงจะ,uเหลวไหลไปบ้าง แต่เขาจะไม่ทำเรื่องต่ำช้าเด็ดขาด

“คุณ...คุณ...” เขาสำรวจดูอย่างละเอียดแล้ว ดูเหมือนเธอจะไม่ได้บาดเจ็บอะไร แต่นอนสลบไม่ฟื้นแบบนี้คงไม่ใช่เรื่องดีแน่! หลินเสวียนหลานคิดๆ แล้วก็อดไม่ได้ที่จะก้มหน้าลงสำรวจหญิงสาวที่อยู่ในอ้อมอกของเขาให้ละเอียดโดยอาศัยแสงสลัวๆ ที่มีอยู่ เด็กสาวคนนี้จัดว่าสวยทีเดียว ใบหน้ากลมน่ารัก จมูกโด่ง ปากแดงสีกุหลาบเป็นกระจับกำลังดี ขนตางอนยาวเป็นธรรมชาติ รับรองได้ว่าไม่ได้ทำมาแน่นอน ประหนึ่งพัดคู่ที่ถูกคลี่ออกเป็นแพ

ทว่า ดวงตาที่ปิดสนิทของหญิงสาวกลับมีหยาดน้ำใสๆ ไหลรินออกมา

ไม่รู้ว่าเพราะอะไร หลินเสวียนหลานมองดูหยาดน้ำตาของหญิงสาวที่นอนสลบไสลแล้วถึงรู้สึกเจ็บแปลบอย่างไม่มีเหตุผล

“คงทิ้งผู้หญิงให้นอนอยู่ข้างถนนแบบนี้ไม่ได้แน่ๆ” หลินเสวียนหลานถอนหายใจออกมา แล้วออกแรงอุ้มซีเหมินจินเหลียนไปยังรถของตัวเอง ในใจคิดไปว่าบางทีเธออาจจะแค่ตกใจจนเป็นลมไป ผู้หญิงตกใจง่ายอยู่แล้วนี่นา

แต่ว่า เสี้ยววินาทีที่สายตาของเขาปะทะเข้ากับรถของตัวเอง หลินเสวียนหลานก็แทบจะไม่เชื่อสายตาตัวเอง...กระจกไฟหน้ารถแตกละเอียด กระจังหน้ารถแตกหักยับเยิน ฝากระโปรงรถถูกชนจนบิดเบี้ยว

รูปการณ์แบบนี้ อธิบายได้เพียงอย่างเดียว...เมื่อครู่ รถของเขาชนเข้ากับของหนักอย่างแน่นอน

ความลับแห่งจินเหลียน: Chapter 001 ตอนที่ 1