พันธกานต์ปราณอัคคี: Chapter 059 ตอนที่ 59
ตอนนที่ 59 กลิ่นหอมอ่อนๆ ติดเสื้อ
มั่วต้าซานนึกถึงเมื่อวานหัวหน้าตระกูลทั้งสี่ตระกูลรวมตัวกันที่ตระกูลฮวาเพื่อหารือเรื่องชีพจรหินอัคคี เดิมทีหารือกันจนเกือบได้ความแล้ว กลับเห็นหัวหน้าตระกูลเฉินเฉินซื่อชงได้รับยันต์ถ่ายทอดเสียงใบหนึ่ง
ต่อมาก็เห็นเฉินซื่อชงสีหน้าเปลี่ยนทันที ปล่อยให้ยันต์ถ่ายทอดเสียงไหม้เป็นเถ้าถ่านจากนั้นก็ยื่นข้อเรียกร้องออกมาข้อหนึ่ง
“ข้อเรียกร้องอันใด” ผู้คนในโถงต่างถาม
มั่วต้าซานหยุดครู่หนึ่งว่า “หัวหน้าตระกูลเฉินบอกว่า สามวันให้หลัง จะประลองกับตระกูลมั่วเรา หากตระกูลมั่วชนะ เรื่องก่อนหน้านี้ก็ถือว่าแล้วกันไป หากแพ้ละก็...”
“แพ้แล้วจะเป็นเช่นไร” มั่วต้าเหนียนที่เป็นคนอารมณ์ร้อนถาม ทุกคนก็ต่างรอคอยคำตอบเช่นกัน
“แพ้แล้ว...ตระกูลมั่วต้องยกหนึ่งส่วนในนั้นให้ตระกูลเฉิน” มั่วต้าซานเอ่ยเสียงต่ำ
“นี่มันรังแกกันชัดๆ!” มั่วหกเฒ่าฟาดฝ่ามือลงบนโต๊ะชงชาไม้ประดู่
ผู้คนในโถงต่างวิจารณ์กันไปต่างๆ นานา รู้สึกเพียงว่าตระกูลเฉินวางแผนได้แยบยลนัก แพ้แล้ว ก็เพียงลบล้างเรื่องก่อนหน้านี้ ชนะแล้วกลับสามารถได้รับชีพจรหินอัคคีหนึ่งส่วนเต็มๆ!
“ข้าได้ตอบตกลงแล้ว” มั่วต้าซานกวาดสายตาใส่ทุกคนเนิบๆ ปราดหนึ่ง
“ท่านหัวหน้าตระกูล...”
“พี่สาม ข้อเรียกร้องที่เกินไปเช่นนี้ท่านตอบตกลงได้เช่นไร” มั่วหกเฒ่าเอ่ยอย่างร้อนรน
มั่วต้าซาน ฮึ เย็นเยียบหนึ่งที ในโถงเงียบลงทนที ได้ยินเพียงเขาเอ่ยนิ่งเรียบว่า “อย่าลืมว่า ตระกูลมั่วเราเป็นหนี้ตระกูลเฉินหนึ่งชีวิต! ร้อยปีมานี้ สี่ตระกูลใหญ่ผู้บำเพ็ญเพียรในเมืองลั่วหยางคงความสัมพันธ์อันดีมาตลอด ไม่เคยเกิดเรื่องเช่นนี้มาก่อน ตระกูลมั่วเราเป็นผู้ริเริ่มในการนี้ ย่อมไม่อาจจบอย่างง่ายดายเพียงนั้น อย่าว่าแต่ตระกูลเฉินเลย แม้แต่อีกสองตระกูลที่เหลือก็ไม่รับปาก”
นี่ก็เป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ สี่ตระกูลใหญ่เกี่ยวดองด้วยการแต่งงาน หากเกิดเรื่องเช่นนี้แล้วก็ปิดบังให้ผ่านไปโดยง่าย นั่นไม่เท่ากับว่าทุกคนต่างอยู่ในอันตรายหรือ
ได้ยินท่านหัวหน้าตระกูลพูดเช่นนี้แล้วทุกคนจึงสงบลง
มั่วชิงเฉินแอบมองมั่วเฟยเยียนปราดหนึ่ง เห็นเพียงสาวน้อยชุดขาวผู้นั้นยืนอย่างทระนง เปรียบดั่งต้นเหมยในฤดูหนาวก็ไม่ปาน ใบหน้าไม่มีสีเลือดแม้สักนิดเดียว
หากชนะแล้วก็ช่างเถอะ หากว่าแพ้แล้ว... คิดว่าด้วยความเย่อหยิ่งของมั่วเฟยเยียน ยังไม่รู้ว่าจะทำอะไรขึ้นมา มั่วชิงเฉินแอบกลัวอยู่ในใจ
“เอาล่ะ พวกเจ้าแทนที่จะไม่พอใจข้อเรียกร้องที่ตระกูลเฉินเสนอมา กลับไม่สู้ตั้งใจเตรียมตัว หรือว่า พวกเจ้าไม่มั่นใจว่าจะเอาชนะตระกูลเฉินได้” มั่วต้าซานใช้คำพูดยั่วยุ
“ท่านหัวหน้าตระกูล เราไม่มีทางแพ้ให้ตระกูลเฉิน!” ทุกคนต่างเอ่ย
“พี่สาม พวกท่านมีปรึกษาว่าจะประลองเช่นไรหรือไม่” มั่วต้าเหนียนถามคำถามที่ทุกคนเป็นห่วง
มั่วต้าซานเอ่ยนิ่งเรียบว่า “จะอะไรเสียอีกก็ทำตามธรรมเนียม ให้รุ่นเล็กเข้าร่วมการประลองเท่านั้นเอง ในสองตระกูล ผู้บำเพ็ญเพียรที่อายุต่ำกว่าสามสิบปี ระดับหลอมลมปราณระยะต้น กลาง ปลายต่างส่งระยะละหนึ่งคนเข้าร่วมการประลอง ชนะสองในสามยกเท่านั้นเอง”
มั่วชิงเฉินได้ฟังดังนี้ รู้ว่าเรื่องนี้น่าจะไม่เกี่ยวกับตนแล้ว ผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมลมปราณระยะต้นในตระกูลมั่ว มั่วหร่านอีตบะสูงที่สุด ได้อยู่ยอดสุดระดับหลอมลมปราณขั้นสี่แล้ว หากส่งเพียงคนเดียว ต้องให้นางออกศึกอยู่แล้ว
“มีข้อห้ามอะไรหรือไม่” มั่วต้าเหนียนถาม
มั่วต้าซานพยักหน้าว่า “การประลองระหว่างสองตระกูลนี้ ห้ามใช้ของสิ้นเปลืองเช่นยันต์ต่างๆ จุดนี้ต้องจำไว้ให้ดี ในจำนวนพวกเจ้าอาจมีบางคนคิดว่าไม่ถึงทีของตนต้องเข้าร่วมการประลอง แต่ก็อย่าชะล่าใจเด็ดขาด ต้องรู้ว่าไม่ว่าเรื่องใดๆ ย่อมเกิดอุบัติเหตุได้เสมอ เพื่อตระกูลมั่วของเรา ทุกคนจำเป็นต้องเตรียมตัวให้ดี ต้อนรับการประลองระหว่างสองตระกูลด้วยสภาพที่ดีที่สุด!”
ที่กำหนดว่าไม่อนุญาตให้ใช้ของสิ้นเปลืองเช่นยันต์ต่างๆ เพราะสี่ตระกูลล้วนไม่มั่งคั่ง ไม่มีความจำเป็นต้องสิ้นเปลืองเช่นนี้ แน่นอนว่าผู้ที่อยู่ระดับหลอมลมปราณระยะปลายสามารถใช้อาวุธเวทของตนได้ ส่วนระยะต้นและระยะกลาง ที่สำคัญก็คือการประลองใช้คาถาแล้ว
“ขอรับ/เจ้าค่ะ น้อมรับคำสั่งท่านหัวหน้าตระกูล!” ทุนคนในโถงเอ่ยพร้อมกัน
มั่วต้าซานพยักหน้าอย่างพอใจ ออกเสียงว่า “เอาล่ะ พวกเจ้าไปได้แล้ว พี่รอง น้องห้า น้องหกพวกเจ้าอยู่ก่อน”
ทุกคนรับคำถอยออกไป ประตูของโถงใหญ่ปิดเองโดยปราศจากลม
ทุกคนในโถงเฉาหยางไม่มีกะจิตกะใจบำเพ็ญเพียร ล้อมอยู่ด้วยกันถกเรื่องการประลองของสองตระกูล
“ไม่รู้ว่าท่านปู่หัวหน้าตระกูลจะส่งใครเข้าร่วมนะ” มั่วหนิงโหรวเอ่ยเสียงเบา
มั่วอวี้ฉีทำตาเหลือกว่า “นี่ยังต้องบอกอีกหรือ ระดับหลอมลมปราณระยะต้น ต้องเป็นพี่สิบอยู่แล้ว”
“อืม” ทุกคนพยักหน้า เห็นชัดว่าเห็นพ้องต้องกันในจุดนี้
“ถ้าเช่นนั้นระยะกลางและระยะปลายล่ะ” เจ้าสิบสามถามขึ้น
มั่วหร่านอีกวาดสายตาใส่เขาปราดหนึ่ง เอ่ยนิ่งเรียบว่า “ตระกูลมั่วเรา ผู้ที่อยู่ระดับหลอมลมปราณระยะกลางมีไม่น้อย ท่านอาแปด ท่านอาสิบสอง ท่านอาสิบสาม พี่รอง พี่สาม พี่เจ็ด พี่เก้ายังมีท่านอาสะใภ้ทั้งหลายอีก ล้วนอยู่ระดับหลอมลมปราณระยะกลาง ตามหลักแล้ว การประลองเช่นนี้ท่านอาสะใภ้ทั้งหลายไม่สะดวกเข้าร่วม ท่านอาแปดอายุเกินแล้ว ในจำนวนที่เหลือผู้ที่ตบะสูงที่สุดก็คือท่านอาสิบสอง ท่านอาสิบสามและพี่เก้าแล้ว ล้วนอยู่ระดับหลอมลมปราณขั้นแปด”
“เอ๋ เช่นนั้นต้องเป็นพี่เก้าเข้าร่วมแน่นอน!” มั่วหนิงโหรงตบมือ นิสัยขี้ขลาดอ่อนแอเช่นนาง เฉพาะเจาะจงนับถือมั่วเฟยเยียนนัก
มั่วหร่านอีกลับรู้สึกไม่สบายใจ ค้อนน้องสาวปราดหนึ่งว่า “นั่นก็ไม่แน่ ท่านอาสิบสามอยู่ยอดขั้นแปด มั่วเฟยเยียนเพิ่งอยู่ขั้นแปดระดับกลาง ยิ่งกว่านั้นมั่วเฟยเยียนก่อเรื่องใหญ่เช่นนี้ไว้ กำลังอยู่ในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวาน คนในตระกูลอาจให้นางหลบหน้าก็ได้”
มั่วชิงเฉินคิดในใจว่า มั่วหร่านอีเกรงว่าครั้งนี้เจ้าจะคิดผิดแล้ว นางนับว่าดูออกอย่างชัดเจนแล้ว ในตระกูล ผู้ที่พรสวรรค์ดีก็คือสมบัติที่ล้ำค่าที่สุดในตระกูล มั่วเฟยเยียนก่อเรื่องนี้ขึ้นมา เดิมทีก็รู้สึกว่าทำให้ทั้งตระกูลเดือดร้อนอยู่แล้ว หากไม่อาจออกศึก ความอึดอัดในใจไม่ได้ระบายออกมา เป็นไปได้มากที่จะมีผลต่อสภาพจิตใจของนาง ผู้อาวุโสทั้งหลายในตระกูลมั่ว ไม่มีทางให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้เด็ดขาด ต่อให้เป็นช่วงหน้าสิ่วหน้าขวาน ก็ต้องยอมทำตามสิ่งที่มั่วเฟยเยียนปรารถนา
เพียงแต่คำพูดพวกนี้ นางย่อมไม่พูดออกมาเถียงกับมั่วหร่านอี เพียงแค่ฟังนิ่งเรียบเท่านั้น
จากนั้นก็ได้ยินมั่วหร่านอีเอ่ยต่อว่า “ส่วนผู้ที่อยู่ระดับหลอมลมปราณระยะปลาย แม้ตระกูลมั่วจะมีหลายคน แต่ว่าภายในอายุสามสิบปี มีเพียงท่านอาสิบเอ็ดกับท่านอาสิบสี่เท่านั้นแล้ว”
“เฮ้อ เช่นนั้นมิใช่เสียเปรียบมากหรือ” มั่วหนิงโหรวถอนใจ
มั่วหร่านอียิ้มเยาะว่า “ไหนๆ แต่ละระยะส่งได้เพียงคนเดียวอยู่แล้ว หากความสามารถสูง เพียงคนเดียวก็พอแล้ว น่าเสียดายท่านอาสิบเอ็ดและท่านอาสิบสี่ล้วนอยู่ระดับหลอมลมปราณขั้นสิบเอ็ด หากตระกูลเฉินมีผู้อยู่ระดับหลอมลมปราณขั้นสิบสองหรือขั้นบริบูรณ์ละก็ เช่นนั้นก็ไม่ดีแล้ว”
ผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานขึ้นไปในดินแดนเทียนหยวนก็ถือว่าเป็นยอดฝีมือที่หายากแล้ว คนกลุ่มใหญ่ที่สุดต่างรวมอยู่ในระดับหลอมลมปราณ ส่วนผู้บำเพ็ญเพียรไร้สำนักและผู้บำเพ็ญเพียรตระกูลเล็กๆ ที่ร่อนเร่อยู่ข้างนอกมีตบะของระดับหลอมลมปราณระยะปลายก็นับว่าไม่เลวแล้ว
เช่นสี่ตระกูลผู้บำเพ็ญเพียรในเมืองลั่วหยาง คนหนุ่มสาวในระดับหลอมลมปราณระยะปลายมีไม่มาก ส่วนใหญ่จะอยู่ระยะต้นและกลาง
มั่วหนิงโหรวขมวดคิ้วว่า “เช่นนั้นก็ไม่ดีน่ะสิ รู้แล้ว หรือว่าไปหาพี่แปดสืบข่าวคราวเสียหน่อยดีกว่า เขาเที่ยวกับคนของตระกูลเฉินความสัมพันธ์ไม่เลวมิใช่หรือ”
มั่วแปดน้อยตั้งแต่ต้นปีปีนี้เพราะว่าอายุครบสิบหกปี ไม่มาโถงเฉาหยางแล้ว ขาดเขาไป กลับรู้สึกเงียบเหงาหมดสนุกไปไม่น้อย
“ใครจะไปรู้ว่าเขาไปไหนเสียแล้ว” มั่วอวี้ฉีเอ่ยเสียงเย็น
มั่วอวี้ฉีแอบเอ่ยว่า มั่วแปดน้อยนั้นถึงบัดนี้ก็แค่อยู่ระดับหลอมลมปราณขั้นสี่เท่านั้นเอง หากไม่เพราะอาศัยที่เป็นหลานของท่านหัวหน้าตระกูล ใครจะอดทนสนใจเขา! กลับลืมไปว่าตนก็อยู่แค่ระดับหลอมลมปราณขั้นสามเท่านั้น
นึกถึงตรงนี้มั่วอวี้ฉีถลึงตาใส่มั่วชิงเฉินอย่างร้ายกาจปราดหนึ่งอีก คิดไม่ถึงจริงๆ ว่ายายเด็กบ้านี่ก็จะอยู่ระดับหลอมลมปราณขั้นสามแล้วเหมือนกัน ฮึ เพราะว่าใช้โอสถและหินวิญญาณของตนทั้งนั้น มิเช่นนั้นนางจะบำเพ็ญเพียรได้รวดเร็วเพียงนี้ได้อย่างไร ช่างน่าเจ็บใจนัก!
มั่วชิงเฉินชินกับการดูถูกของมั่วอวี้ฉีมานานแล้ว จึงทำเป็นไม่รู้เรื่องฟังสองสามคนนั้นคุยสัพเพเหระไปเรื่อย
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว พริบตาเดียวก็ถึงสามวันให้หลัง!
สถานที่จัดการประลอง กำหนดไว้ที่ศาลาเหลิ่งเซียงในตระกูลฮวา
ท่านหัวหน้าตระกูลมั่วต้าซานนำทัพทุกคนไปยังบ้านตระกูลฮวาด้วยตนเองตั้งแต่เช้า มั่วหกเฒ่ายังคงเฝ้าอยู่ในตระกูลดังเดิม เพื่อป้องกันหากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน
มั่วชิงเฉินรู้สึกทั้งตึงเครียดและตื่นเต้น มาที่นี่นานเช่นนี้แล้ว นี่ยังเป็นครั้งแรกที่นางออกจากตระกูลมั่วไปที่อื่น ยิ่งกว่านั้นอีกสักครู่ยังจะได้เห็นการประลองระหว่างผู้บำเพ็ญเพียร การประลองระหว่างสองตระกูลเช่นนี้ คิดว่าคงต้องดุเดือดกว่าการประลองย่อยปลายปีภายในตระกูลมาก
มาถึงตระกูลฮวา ก็มีคนต้อนรับนำไปศาลาเหลิ่งเซียง ส่วนคนที่นำทางนั้น ไม่คิดว่าจะเป็นฮวาเชียนซู่!
มั่วชิงเฉินพบว่า สายตาของท่านอาสิบสามมั่วโยวไม่ห่างจากฮวาเชียนซู่แม้สักเค่อเดียว ส่วนฮวาเชียนซู่กลับทำท่าทางไม่รับรู้ สนทนากับมั่วต้าซานด้วยสีหน้าเปี่ยมยิ้ม
จวนตระกูลฮวานี้รูปแบบแตกต่างกับจวนตระกูลมั่วอย่างสิ้นเชิง ที่ชัดเจนที่สุดก็คือมวลบุปผาที่เบ่งบานเต็มที่ไปทั่วทุกมุม
เดินอยู่ท่ามกลางบุปผา กลิ่นหอมเตะจมูก ลมหอมแตะหน้า รอเมื่อเดินไปถึงศาลาเหลิ่งเซียง มั่วชิงเฉินรู้สึกว่าเสื้อผ้าของตนมีกลิ่นหอมจางๆ ของดอกไม้ติดเสียแล้ว
ศาลาเหลิ่งเซียงใหญ่โต ข้างในวางโต๊ะสี่เหลี่ยมไว้หลายตัว บนโต๊ะเต็มไปด้วยผลหมากรากไม้ ได้มีคนจำนวนไม่น้อยรออยู่ด้านในแล้ว
“พี่มั่ว!” ผู้เฒ่าชุดขาวท่าทางดุจเซียนท่านหนึ่งเห็นทุกคนมาถึงจึงกล่าวทักทาย
“พี่ฮวา อภัยที่ข้าน้อยมาช้าแล้ว” มั่วต้าซานหัวเราะเสียงดังว่า
“ฮึ!” อีกโต๊ะหนึ่ง ผู้เฒ่าชุดเทา ฮึ เสียงเย็นเยียบทีหนึ่ง
“พี่เฉิน” มั่วต้าซานออกเสียงทักทาย
ผู้เฒ่าชุดเทาผู้นั้นกอบหมัดเอ่ยนิ่งเรียบว่า “ในเมื่อมาแล้ว เช่นนั้นก็เริ่มเถอะ”
“พี่เฉินช่างใจร้อนนัก” มั่วต้าซานยิ้มว่า
ผู้เฒ่าชุดเทาเหล่เขาปราดหนึ่งว่า “แน่นอน จบเรื่องนี้เร็วขึ้นหนึ่งวัน ก็เริ่มเก็บชีพจรหินอัคคีได้เร็วขึ้นหนึ่งวัน ตระกูลเฉินเรา ขัดสนนักแล!”
“หึๆ ท่าทางพี่เฉินแน่ใจว่าจะต้องได้แน่แล้ว” มั่วต้าซานเอ่ยวาจาแฝงความนัย
“พูดไม่ได้ว่าแน่ใจว่าต้องได้ ทว่าพูดถึงความมั่นใจ ก็ยังมีหลายส่วนอยู่” ผู้เฒ่าชุดเท่าเอ่ยนิ่งเรียบ
มั่วต้าซานในใจรู้ดี ตั้งแต่มั่วต้าเหนียนปล่อยภาพเหตุการณ์ในหยกย้อนอดีตออกมาต่อหน้าผู้คน ทำให้ตระกูลเฉินเสียหน้าอย่างใหญ่หลวง เดิมทีเรื่องที่ดูมีเหตุผลกลับกลายเป็นเรื่องตลกให้คนหัวเราะเยาะ จะโทษเฉินซื่อชงพูดจาประชดประชันก็ไม่ได้แล้ว
แน่นอนตระกูลมั่วก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันเท่าใด อีกสองตระกูลต่างยินดีดูตระกูลมั่วตระกูลเฉินสองตระกูลทะเลาะจนแยกกันไม่ได้
มาถึงบัดนี้ก็ไม่มีสิ่งใดน่าพูดนัก ภายใต้การเป็นสักขีพยานของตระกูลฮวาและโอวหยางสองตระกูล การประลองกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว
นอกศาลาเหลิ่งเซียงเป็นบึงแห่งหนึ่ง ที่ประหลาดคือ ช่วงเวลาเดือนสามในบึงกลับเฉพาะเจาะจงมีแต่ดอกบัว ลมเอื่อยๆ พัดมาเงาดอกบัวพลิ้วไหว งดงามยิ่งนัก ก็ไม่รู้ว่าตกลงตระกูลฮวาใช้วิธีมหัศจรรย์อะไรกันแน่
ตรงกลางบึงมีเวทีหลังหนึ่ง สถานที่ประลองของทั้งสองตระกูล ก็จัดไว้บนเวทีนี้นี่เอง
“พี่เฉิน พี่มั่ว ตามธรรมเนียม การประลองเริ่มจากระดับหลอมลมปราณระยะกลางก่อน จากนั้นระดับหลอมลมปราณระยะปลาย หากยังไม่เห็นผลแพ้ชนะ ก็ให้เด็กๆ ในระดับหลอมลมปราณระยะต้นออกมา พวกท่านเห็นเป็นเช่นไร” ท่านหัวหน้าตระกูลฮวาถาม
เหตุที่จัดการเช่นนี้ เพราะการประลองของระดับหลอมลมปราณระยะต้น ไม่มีสิ่งใดน่าดูจริงๆ
ทั้งสองตระกูลไม่มีข้อขัดแย้ง ฮวาไป่เฉินว่า “เริ่มการประลอง ตระกูลเฉิน ตระกูลมั่ว ทั้งสองตระกูลเชิญส่งออกมาฝ่ายละคนเถอะ”