พันธกานต์ปราณอัคคี: Chapter 058 ตอนที่ 58
ตอนที่ 58 ฝันร้ายทำขวัญกระเจิง
รอบๆ ปกคลุมไปด้วยหมอกควัน มั่วชิงเฉินก้มหน้าดู ที่เหยียบอยู่ใต้เท้ากลับไม่ใช่พื้นดิน กลับเป็นปุยเมฆที่ซ้อนเป็นชั้นๆ
“นี่เราอยู่ที่ไหน...” มั่วชิงเฉินบ่นงึมงำพลางก้าวเท้าไปข้างหน้าอย่างไม่รู้ตัว
รู้สึกเพียงว่าเหยียบอยู่บนปุยเมฆมีความรู้สึกล่องลอย ใต้ฝ่าเท้านุ่มนิ่ม การก้าวเดินเป็นไปอย่างเชื่องช้า
ไม่รู้เดินนานเท่าใดแล้ว มั่วชิงเฉินได้ยินเสียงต่อสู้ลอยมา นางขึ้นไปข้างหน้าแล้วก็ต้องรีบเอามือปิดปากด้วยความตกใจ
เห็นเพียงข้างบนพื้นผิวบึงที่หมอกควันคละคลุ้งมองไม่เห็นฝั่ง มั่วเฟยเยียนยืนอยู่บนคลื่นกำลังสู้กับเฉินซื่อเจี๋ยอย่างดุเดือด
ไม่คิดว่ามั่วเฟยเยียนที่อยู่ระดับหลอมลมปราณขึ้นแปด กลับสามารถสู้กับเฉินซื่อเจี๋ยที่อยู่ระดับสร้างรากฐานได้อย่างสูสี
จากการปะทะของพลังวิญญาณของทั้งสองคน พื้นผิวบึงคลื่นลมเชี่ยวกราด ในช่วงเวลาหนึ่ง แสงวิญญาณสีต่างๆ เจิดจ้า
เห็นน้ำในบึงข้างหน้ามั่วเฟยเยียนกลายเป็นใบมีดน้ำแข็งนับไม่ถ้วนโบยบินกลางอากาศจู่โจมไปที่เฉินซื่อเจี๋ย ในเวลานี้เอง จู่ๆ เข้าหลังนางก็ปรากฏหญิงสาวในชุดสีเขียวเรียบนางหนึ่ง
“ระวัง...” มั่วชิงเฉินพูดออกปากกลับพบว่าไม่มีเสียงเปล่งออกมา นางอดร้อนรนไม่ได้ ร่างกายอยากจะพุ่งไปข้างหน้าแต่กลับพบว่าขาขยับไม่ได้แล้ว
มั่วชิงเฉินก้มหน้าดู เห็นเมฆที่อยู่ใต้เท้าเปรียบเหมือนเถาวัลย์ พันข้อเท้าของนางไว้เต็มไปหมด ยิ่งขยับก็ยิ่งพันแน่น
“ระวังนะ!” มั่วชิงเฉินกรีดร้องอย่างไม่มีเสียง พยายามโบกสะบัดมือหวังลมๆ แล้งๆ ให้มั่วเฟยเยียนสังเกตเห็นความเคลื่อนไหวทางนี้
ทว่าทุกอย่างล้วนเสียแรงเปล่า หญิงสาวชุดเขียวที่ปรากฏตัวข้างหลังมั่วเฟยเยียน เปลี่ยนพลังวิญญาณในมือเป็นคมดาบ แทงเข้าข้างหลังหัวใจมั่วเฟยเยียนอย่างแรง!
“กรี๊ด!” มั่วเฟยเยียนกรีดร้องอย่างทรมาน ค่อยๆ หันหน้ากลับมา
หญิงสาวชุดเขียวผู้นั้นหัวเราะอย่างน่ากลัว “มั่วเฟยเยียน คืนชีวิตข้ามา!”
มั่วเฟยเยียนหน้านิ่งราวน้ำแข็ง คิดโบกมือไปทางหญิงสาวแต่ข้างหลังถูกซัดเข้าอีกหนึ่งฝ่ามืออย่างแรง ในที่สุดก็พ่นเลือดออกมาแล้วแหงนหน้าล้มลง ใบมีดน้ำแข็งที่โบยบินอยู่นั้นกลายเป็นเม็ดฝนในพริบตา ร่วงหล่นลงมา
หญิงสาวชุดเขียวกับเฉินซื่อเจี๋ย มองมาทางที่ซ่อนตัวของมั่วชิงเฉินพร้อมกัน มั่วชิงเฉินรู้สึกเพียงว่าคอหอยเหมือนถูกมือใหญ่ที่มองไม่เห็นบีบไว้ ส่งเสียงไม่ออก ขยับไม่ได้
กลับไม่คิดว่า พวกเขาราวกับมองนางไม่เห็น เห็นเพียงเฉินซื่อเจี๋ยสะบัดแขนเสื้อกว้างหนึ่งที ภาพเบื้องหน้าก็เปลี่ยนไป ศาลาที่พัก ระเบียงริมน้ำป่าไม้ ราวกับทิวทัศน์ของจวนมั่ว
เฉินซื่อเจี๋ยผู้นั้นจูงมือหญิงสาวชุดเขียวกระโดดเข้าไปข้างใน เริ่มการเข่นฆ่าอย่างบ้าคลั่ง
เห็นใบหน้าที่คุ้นเคยค่อยๆ ล้มลงทีละคน มั่วชิงเฉินรู้สึกโกรธจนกัดฟันแทบแตก กลับถูกเถาวัลย์เมฆาพันไว้อย่างแน่นหนาให้หยุดอยู่ที่เดิมขยับไม่ได้
มองดูจวนมั่วโลหิตหลั่งเป็นแม่น้ำ ชายหนุ่มชุดขาวผู้หนึ่งบินมาจากที่ที่ไกลออกไป มือถือขลุ่ยหยกเลาหนึ่ง บรรเลงเสียงขลุ่ยไพเราะ
เฉินซื่อเจี๋ยและหญิงสาวชุดเขียวคล้ายถูกเสียงขลุ่ยรบกวน ค่อยๆ หยุดลง มองดูชายหนุ่มชุดขาวแขนเสื้อพลิ้วไหวทะยานมาทางพวกเขา จึงแปลงเป็นควันเขียวสองกลุ่มปนเข้าในม่านเมฆ
ชายหนุ่มชุดขาวมองดูมั่วชิงเฉินที่สีหน้าซีดเซียวแล้วยิ้มเบาๆ ยื่นมือให้นาง
ไม่คิดเลยว่าคือฮวาเชียนซู่!
“ขอบคุณ...” มั่วชิงเฉินเอ่ยอย่างไม่รู้ตัว ไม่คิดว่าจะออกเสียงได้แล้ว
กลับไม่คิดว่าเวลานี้เอง ฮวาเชียนซู่ที่กุมมือนางไว้จู่ๆ ก็ปล่อยมือ มั่วชิงเฉินจึงร่วงสู่ด้านล่างทั้งตัว
นางทะลุเมฆหมอกเป็นชั้นๆ ตกลงสู่เหวลึกไร้ที่สิ้นสุดอย่างรวดเร็ว จนอดเปล่งเสียงร้องตกใจไม่ได้
“กรี๊ด!” มั่วชิวเฉินร้องพลางลุกขึ้นนั่งโดยพลัน ถึงพบว่าที่แท้เป็นฝันร้ายฉากหนึ่ง ทว่ากลับชุ่มเหงื่อไปทั้งตัว
“คุณหนู ท่านเป็นอะไรไปเจ้าคะ ไม่เป็นไรใช่หรือไม่เจ้าคะ?” นอกประตูมีเสียงตบประตูอย่างร้อนรนของอวิ๋นจือลอยมา
“ข้าไม่เป็นไร...” มั่วเชิงเฉินเอ่ย กลับพบว่าเสียงอ่อนปวกเปียกไร้เรี่ยวแรง
ได้ยินเสียงมั่วชิงเฉินผิดปกติ อวิ๋นจือไม่วางใจว่า “ไม่เป็นไรจริงหรือเจ้าคะ คุณหนู ท่านป่วยแล้วใช่หรือไม่ เหตุใดเสียงถึงผิดปกติล่ะเจ้าคะ”
มั่วชิงเฉินเสียงแหบเล็กน้อยว่า “ไม่เป็นไร ข้าเพียงแค่ฝันร้ายเท่านั้นเอง พี่อวิ๋นจือ พี่กลับไปนอนเถอะ”
“อ้อ เช่นนั้นก็ดี อวิ๋นจือขอตัวนะเจ้าคะ หากมีเรื่องอันใดคุณหนูเรียกบ่าวนะเจ้าคะ” อวิ๋นจือเอ่ยพลางเสียงฝีเท้าค่อยๆ ไกลออกไป
มั่วชิงเฉินผมเผ้ายุ่งเหยิงนั่งอยู่บนเตียง ไม่คิดว่าในคืนเดือนสามจะรู้สึกหนาวทั้งกายใจ
ฝันนั่น...ช่างน่ากลัวเหลือเกิน!
มั่วชิงเฉินปลอบใจตนเองอยู่ในใจไม่หยุดว่านั่นเป็นเพียงฝันร้ายฉากหนึ่งเท่านั้น ทว่าใจกลับรู้สึกไม่สงบ มีลางสังหรณ์ไม่ดีตลอดเวลา
ผ่านไปเนิ่นนาน มั่วชิงเฉินเงยหน้าขึ้น แสงจันทร์อ่อนๆ สาดลงบนหน้า สะท้อนให้เห็นสีหน้าแน่วแน่
มั่วชิงเฉินแบมือออก ข้างบนมีโอสถสีเหลืองเม็ดเล็กๆ วางอยู่เม็ดหนึ่ง เปล่งแสงอ่อนๆ นั่นคือโอสถรวมวิญญาณ
เพียงแต่ โอสถรวมวิญญาณเม็ดนี้ต่างจากเม็ดอื่น เป็นโอสถรวมวิญญาณชั้นสูงเม็ดหนึ่ง นี่คือของที่เวลานั้นท่านปูหลอมออกมาแล้วแอบเปลี่ยนขึ้นมายัดให้ตน
ว่าไปแล้ว สองปีนี้มั่วต้าเหนียนแอบยัดโอสถรวมวิญญาณให้มั่วชิงเฉินอย่างน้อยสิบกว่าเม็ดแล้ว บวกกับของใช้ในการบำเพ็ญเพียรของมั่วชิงเฉินเองและของที่ชนะมาจากมั่วอวี้ฉี ต่อให้เป็นเช่นนี้ ถึงบัดนี้นางก็เพิ่งถึงสุดยอดระดับหลอมลมปราณขั้นสองเท่านั้น ว่าไปแล้วก็เป็นคนไร้ประโยชน์จริงๆ นั่นแหละ ต่อให้ในสายตาคนไม่น้อยรู้สึกว่าด้วยอายุของนางอยู่ระดับหลอมลมปราณขั้นสองก็ถือว่าไม่เลวแล้ว
มั่วชิงเฉินเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงความล้ำค่าของโอสถชั้นสูง ดังนั้นแม้เมื่อมีโอสถนางก็จะรับประทานทันทีเพื่อจะได้เปลี่ยนเป็นตบะได้ทันท่วงที แต่โอสถเม็ดนี้กลับเก็บไว้อย่างดีจนบัดนี้
ทว่าบัดนี้ตระกูลมั่วเกิดเรื่องเช่นนี้ กลับทำให้มั่วชิงเฉินรู้สึกถึงอันตรายอยู่ลึกๆ ต่อให้รู้ว่าตนกระจ้อยร่อยไร้สามารถ ทว่าสามารถเพิ่งพลังได้สักส่วนหนึ่งก็ยังดี
มั่วชิงเฉินมองดูโอสถรวมวิญญาณในมือ วางเข้าปากกลืนลงไปอย่างไม่ลังเลอีก
โอสถรวมวิญญาณชั้นสูงกับชั้นต่ำต่างกันราวฟ้าดินจริงๆ โอสถรวมวิญญาณนี้แม้เป็นโอสถชั้นต่ำ มีเพียงผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมลมปราณเท่านั้นที่ใช้ ทว่าความแตกต่างของของชั้นสูงและของชั้นต่ำ ย่อมไม่ใช่เพียงให้ฤทธิ์เป็นเท่าทวีเท่านั้น มิเช่นนั้นกลืนโอสถชั้นต่ำลงไปสักหลายๆ เม็ดก็เหมือนกัน
บัดนี้มั่วชิงเฉินได้สัมผัสถึงความอัศจรรย์ของโอสถรวมวิญญาณชั้นสูงด้วยตนเอง เมื่อโอสถลงท้อง ฤทธิ์ยาก็กระจายออกมารอบทิศ
ปราณวิญญาณไม่ขาดสายเปลี่ยนเป็นพลังวิญญาณ เวียนว่ายอยู่ในชีพจร ทุกครั้งที่ชนถูกสิ่งกีดขวาง หลังจากถูกต้านกลับมาแล้วจะกลับแข็งแกร่งขึ้นสามส่วนแล้วบุกต่อไป
เป็นเช่นนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า มั่วชิงเฉินรู้สึกได้อย่างชัดเจนถึงสิ่งกีดขวางที่มองไม่เห็นในร่างกายนั้นพังครืนลงมาดัง โครม พลังวิญญาณที่ไม่มีสิ่งใดขัดขวางอีกทะยานอยู่ในร่างกาย สุดท้ายค่อยๆ ไปสู่จุดตันเถียน
แต่มั่วชิงเฉินก็ไม่ได้หยุดลงมา จนกระทั่งฤทธิ์ยาของโอสถรวมวิญญาณชั้นสูงถูกดูดซึมจนหมดถึงยุติการบำเพ็ญเพียร
มั่วชิงเฉินลงจากเตียง ลุกขึ้นมองออกนอกหน้าต่าง เวลานี้ฟ้าเริ่มสางแล้ว
นางที่กระปรี้กระเปร่าใส่เสื้อผ้า ชำระร่างกายอย่างง่ายๆ แล้วเดินไปที่สวนดอกไม้เงียบเชียบที่ไปบ่อยๆ
สองปีมานี้ มั่วชิงเฉินยังคงไม่ได้หยุดฝึกฝนเข็มกล้วยไม้ปัดจุด เพียงแต่ไม่เหมือนสมัยแรกๆ เพื่อให้สำเร็จวิชาโดยเร็วจึงใช้เวลาไปส่วนใหญ่ หากแต่ใช้เวลาว่างในการบำเพ็ญเพียร ถือการฝึกฝนนี้เป็นการผ่อนคลาย
มั่วชิงเฉินมาถึงสวนดอกไม้ หันเข้าหาแสงตะวันยามเช้าเหมือนเช่นปกติใช้วิธีหมุนลูกตาฝึกพลังสายตา ทันใดนั้นกลับสัมผัสได้ถึงความเคลื่อนไหวของคลื่นพลังวิญญาณในอากาศ
มั่วชิงเฉินยกตามองไปในอากาศ เห็นเพียงกลางอากาศไกลออกไป มีจุดดำจุดหนึ่งหายไป
มั่วชิงเฉินขมวดคิ้ว นางรู้ว่าจิตสัมผัสของตนสูงกว่าผู้อื่นมาก จึงสามารถสัมผัสได้ถึงความเคลื่อนไหวของคลื่นพลังวิญญาณจากที่ที่ไกลเพียงนั้น ยิ่งกว่านั้นเพราะว่ายืนหยัดฝึกฝนพลังสายตา แววตายิ่งใช้การได้ดี ยืนอยู่ตรงนี้ยังสามารถเห็นจุดดำจุดนั้น เห็นชัดว่าเป็นเงาคนคนหนึ่ง!
ไม่เพียงเท่านี้ เหตุใดเงาคนนั้นจึงคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูกนะ
หรือว่าจะเป็นท่านหัวหน้าตระกูลหรือท่านปู่หก
ทั่วทั้งจวนมั่ว ผู้ที่สามารถเหยียบสิ่งของโบยบินก็คือพวกเขาสองคนแล้ว
มั่วชิงเฉินกดความสงสัยในใจลงไปแล้วเดินกลับสวนหย่างอี๋ช้าๆ
“นางหนู เจ้า...” มั่วต้าเหนียนที่นั่งสมาธิอยู่ในลานบ้านเห็นมั่วชิงเฉินที่มาจากข้างนอกสีหน้าชะงักงัน จากนั้นบนใบหน้าฉายแววดีใจ
“ท่านปู่ อรุณสวัสดิ์เจ้าค่ะ” มั่วชิงเฉินยิ้มแฉ่งแล้วเอ่ย
มั่วต้าเหนียนพยักหน้าติดๆ กันว่า “ไม่เลวๆ นางหนูเพียงแปดขวบก็อยู่ระดับหลอมลมปราณขั้นสามแล้ว เก่งจริงๆ”
มั่วชิงเฉินใบหน้ายิ้มอยู่ ในใจกลับว่าท่านปู่ท่านกล่อมข้าเป็นเด็กเล็กๆ ไปได้ ทว่าเมื่อคิดถึงมั่วอวี้ฉีเวลานั้นเก้าขวบก็เพียงแค่อยู่ระดับหลอมลมปราณขั้นสองเอง ก็รู้สึกว่าตนเองเหมือนจะไม่เลวจริงๆ สองปีนี้เพราะว่าของใช้สำหรับบำเพ็ญเพียรของนางถูกตนชนะมา เวลานี้ก็บำเพ็ญเพียรถึงแค่ระดับหลอมลมปราณขั้นสามเท่านั้น หากเห็นตนและนางตบะเท่ากันแล้ว ไม่รู้จะมีสีหน้าเช่นไร
เห็นมั่วชิงเฉินหัวเราะคิกคักอย่างซื่อบื้อ มั่วต้าเหนียนยิ้มว่า “ยายเด็กบ้านี่ ในใจคิดวางแผนพิเรนทร์อะไรอีกแล้วล่ะ”
“ท่านปู่...” มั่วชิงเฉินแกล้งต่อว่าคำหนึ่ง
ในเวลานี้เอง จู่ๆ ในลานบ้านกลับมีเสียงระฆังเสนาะหูดังขึ้น
มั่วต้าเหนียนสีหน้าเปลี่ยนเล็กน้อย จับข้อมือของมั่วชิงเฉินว่า “นางหนู ไปกับปู่”
มั่วชิงเฉินรู้สึกแปลกใจ ปากกลับไม่ได้ถามมาก ปล่อยให้มั่วต้าเหนียนลากเดินออกไปข้างนอกอย่างว่าง่าย
ระหว่างทาง ในที่สุดมั่วต้าเหนียนทนไม่ไหวว่า “นางหนู เจ้าอยู่ระดับหลอมลมปราณขั้นสามแล้วมิใช่หรือ”
“ใช่เจ้าค่ะ”
“เช่นนั้น...เหตุใดเจ้าไม่เรียนคาถาเหยียบลม ยังให้กระดูกแก่ๆ อย่างปู่ลากเจ้าอยู่ได้” มั่วต้าเหนียนเอ่ย
มั่วชิงเฉินสีหน้าฉายแววเก้อเขิน หัวเราะแฮะๆ ว่า “ชิงเฉินลืมเจ้าค่ะ...”
นางบำเพ็ญเพียรเสร็จก็ไปฝึกฝนสายตาด้วยความเคยชิน ลืมไปจริงๆ ว่าตนสามารถฝึกคาถาแรกได้แล้ว เมื่อนึกถึงตรงนี้ก็เกิดตื่นเต้นขึ้นมา
มั่วชิงเฉินตามมั่วต้าเหนียนมาถึงโถงหารือของตระกูลมั่ว พบว่าที่นั่นมีคนยืนอยู่ไม่น้อยแล้ว ล้วนเป็นคนมีรากวิญญาณของตระกูลมั่ว เมื่อเห็นมั่วต้าเหนียนจึงต่างคำนับทำความเคารพ
“นางหนู เจ้าไปหาพวกหู่โถวเถอะ” มั่วต้าเหนียนกำชับเสร็จ ก็เดินตรงไปหามั่วต้าซานที่อยู่กลางโถง
“พี่สาม?” มั่วต้าเหนียนพิจารณาสีหน้าของมั่วต้าซานแล้วนั่งลงข้างๆ
“รอคนมาพร้อมแล้วค่อยพูด” มั่วต้าซานเอ่ย
ไม่นานนัก ในโถงหารือก็เต็มไปด้วยผู้คน มั่วชิงเฉินกวาดตามองนิ่งเรียบ ผู้ที่มีรากวิญญาณในตระกูลมั่วต่างมากันหมดแล้ว เอ่อ ยกเว้นมั่วเก้า
มั่วต้าซานมองไปรอบๆ ทำให้คอโล่งขึ้นแล้วเอ่ย “ครั้งนี้เรียกทุกคนมา เพราะมีเรื่องสำคัญจะประกาศ”
ผู้คนในโถงต่างกลั้นลมหายใจ รอคอยสิ่งที่ท่านหัวหน้าตระกูลจะกล่าวต่อไปอย่างเงียบๆ
“คิดว่าสองปีนี้พวกเจ้าก็รู้ดี ที่มาของทรัพยากรสำคัญของตระกูลมั่วเรา เหมืองวิญญาณบนเขาลั่วหยางได้เหือดแห้งแล้ว เมื่อวาน ข้าได้รับคำเชื้อเชิญจากตระกูลฮวาไปหารือเรื่องนี้ สองปีก่อนตระกูลฮวาค้นพบชีพจรหินอัคคี ข้อสำคัญในการหารือ ก็คือปัญหาการแบ่งสันปันส่วนชีพจรหินอัคคี” มั่วต้าซานกล่าว
“ชีพจรหินอัคคี?” คนไม่น้อยในโถงต่างมีสีหน้ายินดี นี่เป็นของที่ล้ำค่ากว่าหินวิญญาณชั้นต่ำอีกนะ หากเป็นเช่นนี้ ของใช้ในการบำเพ็ญเพียรในภายภาคหน้าคงจะเพิ่มขึ้นได้ไม่น้อยสินะ
มั่วต้าซานมองดูสีหน้าทุกคน กล่าวต่อว่า “แน่นอนนี่เป็นเรื่องดี ตามธรรมเนียม สี่ส่วนในนั้นเป็นของตระกูลฮวา ส่วนที่เหลือสามตระกูลได้ครอบครองตระกูลละสองส่วน”
นี่ก็ถือว่ายุติธรรม ทุกคนพยักหน้า ร้อยปีก่อนตระกูลโอวหยางค้นพบเหมืองวิญญาณขนาดย่อมสักที่หนึ่งบนเขาลั่วหยางก็ใช้วิธีแบ่งสันปันส่วนเช่นนี้ ก็เพราะเหตุนี้พลังของตระกูลโอวหยางจึงค่อยๆ ขึ้นเป็นที่หนึ่ง
จากนั้นมั่วต้าซานเปลี่ยนหัวข้อเรื่อง “ทว่าหัวหน้าตระกูลเฉิน กลับยื่นข้อเสนอออกมาข้อหนึ่ง!”