เมฆดำพบจันทร์กระจ่าง: Chapter 033 ตอนที่ 33
ตอนที่ 33 อูอวี้ 5 (2)
ผมไม่รู้ว่าผมหมดสติไปนานแค่ไหน ระหว่างสะลึมสะลือผมรู้สึกว่าใครบางคนกำลังเคลื่อนย้ายร่างกายของผม ความตื่นตระหนกในสมองที่แสนวุ่นวายปลุกให้ผมตื่นขึ้นมา
สิ่งแรกที่เห็นคือดวงจันทร์บนฟากฟ้า จันทร์ครึ่งดวงสว่างไสว ส่องแสงลงมาจนยอดต้นไม้สว่างไปหมด จากนั้นผมรู้สึกได้ว่ามีมืออ่อนโยนคู่หนึ่งยกศีรษะผมขึ้น แล้วยัดของนุ่มๆ ไว้ตรงท้ายทอย
ผมดูภาพด้านข้างของเธอในความมืดมิด เธอไม่ได้สังเกตเห็นว่าผมตื่นขึ้นมาแล้ว เธอเหม่อลอยไปครู่หนึ่ง ก่อนจะก้มศีรษะลงมากอดผมไว้ในอ้อมแขน
คราวนี้เปลี่ยนเป็นผมที่อึ้งงันไปแทน
ใบหน้าของผมซบอยู่ที่คอของเธอ ลมหายใจของเธอทั้งอ่อนโยน อบอุ่นและหอมหวาน เธอกระซิบ “อูอวี้ คุณจะไม่ตายใช่ไหมคะ รถพยาบาลยังอีกตั้งยี่สิบนาทีกว่าจะมาถึง คุณอย่าตายไปแบบนี้นะคะ ฉัน...รับไม่ไหวจริงๆ“
แม้ว่าร่างกายของผมจะเจ็บมาก แต่อารมณ์ของผมกลับดีขึ้นมาก เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันคือผมจูบบน กระดูกไหปลาร้าที่บางและเนียนนุ่มของเธอ
หลังจากจูบแล้วก็นึกเสียใจภายหลังอยู่บ้าง ผมกำลังทำอะไรอยู่กันแน่
ในทันทีทันใดนั้นเธอแน่นิ่งไม่ขยับ ผมจึงทักไป “ถานเจี่ยว”
เธอปล่อยมือจากผม ใบหน้าของเธอประหลาดใจระคนยินดี “คุณฟื้นแล้ว!”
“ถ้ายังไม่ฟื้นอีก มีหวังคุณได้คิดว่าผมตายไปจริงๆ แล้วน่ะสิ” ผมพยุงแขนเธอไว้ ลุกขึ้นยืนอย่างซวนเซ
เธอมองมาที่ผมอย่างเป็นกังวล “ท้ายทอยคุณปูดเป็นลูกใหญ่แถมยังมีแผลเลือดออกด้วยนะคะ!”
“ไม่เป็นไรครับ แค่กระแทกนิดหน่อย” ผมปลอบ
เธอคว้าแขนของผมด้วยมือทั้งสองข้าง ดวงตาเบิกกว้าง ไม่พูดอะไรสักคำ ความเย่อหยิ่งตามปกติหายไปหมด เธอเหมือนสัตว์ตัวน้อยที่กำลังตื่นตัว ผมจึงอดไม่ได้หัวเราะขึ้นมาอีก
เธอเผยสีหน้าหมดคำจะพูดออกมา พูดว่า “ยังจะหัวเราะอีก กระแทกจนเซ่อไปแล้วสิท่า”
ผมถามเธอว่า “คุณหาที่นี่เจอได้ยังไง”
เธอตอบว่า “แล้วคุณวิ่งเร็วขนาดนั้นทำไมคะ อยากเป็นฮีโร่ฉายเดี่ยว? รถฉันมีตั้งจีพีเอสอยู่ ฉันเห็นคุณจอดที่นี่ตลอดโดยไม่ได้ขยับเลย ฉันก็เลยตามมา จากนั้นตอนอยู่ตรงเชิงเขาก็โทรเข้ามือถือคุณ คุณก็ไม่ได้รับสายเลย ฉันเลยคิดว่าคงเกิดเรื่องแล้ว เดินตามหาขึ้นมาถึงที่นี่ โชคดีที่ฉันมาแล้ว”
ผมมองน่องขาเธอ มีคราบเลือดเล็กๆ เพราะถูกหนามเกี่ยวหลายจุด ข้อมือก็เหมือนจะมีอยู่ แต่ดูเหมือนเธอไม่ได้สนใจเลยสักนิด
แต่ผมสน
ผมจับมือข้างหนึ่งของเธอไว้แล้วลูบด้วยปลายนิ้วเบาๆ ถามว่า “ไม่กลัวหรือครับ”
เธออยู่นิ่งๆ ตอบว่า “จะไปคิดมากขนาดนั้นได้ที่ไหนกันคะ” ดวงตาของเธอสว่างไสวท่ามกลางแสงสลัวขนาดนั้น หลังจากผ่านไปสักพักเธอก็ชักมือกลับ ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเมื่อสักครู่นี้ เธอถามว่า “เกิดอะไรขึ้นกันแน่คะ”
ผมปล่อยให้เธอช่วยประคองผมเดินไปที่ป่าผืนนั้น ที่นั่นไฟดับหมดแล้วจริงๆ ทั้งคนและนกหายไปอย่างไร้ร่องรอย หนีไปแล้ว
ผมให้เธอแจ้งเสิ่นสือเยี่ยนให้รีบมาที่นี่ทันที จากนั้นผมก็เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นรวมทั้งสิ่งที่ผมเห็นก่อนหน้านี้ทั้งหมดให้เธอฟัง
ตอนที่ตำรวจมาถึง พวกเราสองคนนั่งพิงข้างก้อนหินใหญ่ก้อนหนี่ง รอบข้างยังคงมืดเหมือนเดิม มีแค่ไฟฉายอันหนึ่งในมือของเธอที่กะพริบติดๆ ดับ
“จูจื่อฮั่นคนนั้น มีอะไรพิเศษหรือคะ” เธอถาม
ผมตอบว่า “มองไปแล้วตัวเด็กก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษเลยครับ”
เธอมุ่นคิ้ว ครุ่นคิดสักพักแล้วพูดว่า “ต้องมีเหตุผลแน่นอน”
“ครับ”
ผมเงยหน้ามองท้องฟ้า คืนนี้ดาวน้อยมากเป็นพิเศษ ท้องฟ้าที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงจึงแลดูอ้างว้างเป็นพิเศษ ผมหยิบบุหรี่ออกจากกระเป๋าของผม กำลังคิดจะจุดบุหรี่ แสงไฟสะท้อนให้เห็นว่าดวงตาคู่นั้นของเธอหันมามองที่ผม เธอถามว่า “คุณขาดบุหรี่ไม่ได้ขนาดนี้เลยหรือ”
ผมคาบบุหรี่ไว้ ตอบไปว่า “คุณเคยเห็นคนงานคนไหนไม่สูบบุหรี่บ้าง”
เธอยิ้ม เหมือนมีความหมายที่ลึกซึ้งบางอย่างแฝงอยู่ในรอยยิ้มนั้น
ผมเอาบุหรี่ออกมาแล้วถามว่า “จะลองดูไหม”
เธอส่ายหัว “ฉันไม่ชอบผู้หญิงที่สูบบุหรี่”
ผมพูดว่า “ ดีมาก ผมก็ไม่ชอบเหมือนกัน”
หลังจากนั้นผมสังเกตได้ว่ามือของเธอยุกยิกอยู่ไม่สุข เธอกำลังดึงวัชพืชบนพื้นนั่นเอง จากนั้นก็ขยำไว้ในมือแล้วโยนทิ้งไป ผมมองการกระทำเล็กๆ น้อยๆ นั้นของเธอแล้วพูดว่า “ไหนบอกว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ยังมีคุณอยู่ คุณจะมาไขคดีไม่ใช่หรือครับ แล้วคุณยอดนักสืบตอนนี้มีความคิดเห็นอย่างไรบ้างครับ”
เธอตบมือปัดฝุ่นออกแล้วพูดว่า “คุณลองคิดดู ที่ผู้ชายคนนี้ลักพาตัวเด็กไปไม่ใช่เพื่อเงินหรอก เพราะถ้าเกิดว่าทำเพื่อเงินจริง ทำไมถึงไม่ไปลักพาตัวเด็กในครอบครัวที่มีฐานะล่ะคะ ตามที่คุณเล่ามาก็ไม่ได้มีร่องรอยการทรมานหรือทำร้ายเด็กอย่างเห็นได้ชัด จึงไม่ได้ทำเพื่อตอบสนองความต้องการของตนเองสำหรับเรื่องนี้ ถ้าจะบอกว่าเขาดูเหมือนคนโรคจิตลักพาตัวเด็กไป แต่การลงมือของเขาก็เด็ดขาดชัดเจนมากทุกครั้ง ทั้งความสามารถในการก่อเหตุและการตัดสินใจล้วนรวดเร็วมาก หนำซ้ำเด็กที่เขาลักพาตัวมายังปฏิบัติตามกฎเกณฑ์บางอย่างอีกด้วย เขาไม่ได้เอาเด็กพวกนี้ไปขาย แต่เอาพวกเขาทั้งหมดมาซ่อนตัวไว้ที่นี่ คุณคิดว่าเขาทำเพื่ออะไรกันแน่”
ผมกล่าวว่า “ไม่ได้ทำเพื่อเงิน ไม่ได้ทำเพื่อผลประโยชน์ แล้วก็ไม่ได้ทำเพื่อความปรารถนาของตัวเองเหมือนกัน และตอนลงมือก็มีสติสัมปชัญญะครบถ้วนดี ถ้าอย่างนั้นก็คงเป็นเพราะความรักหรือไม่ก็ความแค้นแล้วล่ะครับ”
ถานเจี่ยวอึ้งไปเล็กน้อย ราวกับว่าเธอไม่คิดว่าผมจะพูดแบบนี้ได้ เธอกล่าวว่า “ค่ะ...ที่คุณพูดมาก็เป็นไปได้ เหมือนกันค่ะ แต่เราสามารถสัมผัสความคิดของเขาได้มากขึ้นโดยการสังเกตผ่านพฤติกรรมของเขานะคะ คุณดูสิ ฉันค้นพบว่าเหยื่อทั้งหมดที่เขาเลือกอยู่ในพื้นที่เดียวกัน เด็กสองคนนั้นที่อายุราวเจ็ดแปดขวบเองก็ผอมและตัวเล็กมาก จนดูเหมือนอายุประมาณห้าหกขวบ ดังนั้นช่วงวัยที่เขาเลือกก็เป็นกลุ่มเดียวกันเหมือนกัน เป็นเด็กจากครอบครัวพื้นเพธรรมดาเหมือนกันค่ะ เขาลงแรงไปมากมายขนาดนั้น ก็เพื่อจะเอาพวกเขามาขังไว้ที่นี่เท่านั้น มันดูเหมือน...ให้มาอยู่เป็นเพื่อนเขามากกว่า”
ผมกับเธอมองหน้ากัน เสียงจิ้งหรีดร้องดังมาจากในกอหญ้า ไฟรถตำรวจกะพริบตรงเชิงเขาอยู่ไกลลิบ ตำรวจมาถึงแล้ว
ผมพูดว่า “ข้อมูลจากทางตำรวจมีพูดถึงว่า เขาเป็นหัวขโมยที่เคยได้รับการฝึกฝนการเป็นโจรมาหลายปีแล้ว”
“หัวขโมยที่ถูกควบคุมโดยโจรและกลุ่มอาชญากรส่วนใหญ่ไม่มีครอบครัว บางคน...เดิมทีก็จะเป็นเด็กที่ถูกลักพาตัวมาด้วยเหมือนกัน”
พวกเราสองคนเงียบไปครู่หนึ่ง เธอถามว่า “แต่ว่าเขากับเรือลำนั้น กับเรื่องของพวกเรา...เกี่ยวข้องกันยังไงกันแน่คะ”
ภาพชายคนนั้นกำลังออกคำสั่งฝึกนกผุดขึ้นมาในสมองผม รอยยิ้มบิดเบี้ยวบนใบหน้าเขาคล้ายทั้งเศร้าทั้งดีใจ ผมถามว่า “ถานเจี่ยวครับ ตอนนั้นคุณอยู่บนเรือ เคยเห็นผู้ชายคนนี้หรือเปล่าครับ”
ถานเจียวตกใจอึ้งไป พูดว่า “ไม่ค่ะ ฉันไม่มีภาพอยู่ในหัวเลย”
“ผมก็ไม่เคยเหมือนกัน ขอแค่จับตัวเขาได้ ถึงจะรู้ความจริงได้ครับ”