เมฆดำพบจันทร์กระจ่าง

เมฆดำพบจันทร์กระจ่าง: Chapter 024 ตอนที่ 24

#24Chapter 024

ตอนที่ 24 อูอวี้ 4 (3)

ในตอนแรกเธอก้มหน้าอยู่ ทันใดนั้นก็เงยหน้าขึ้นมาจ้องผม “คุณพูดอะไร”

“ผมต้องการตามหาความจริงมาตลอด แต่ไม่มีความคืบหน้าอะไรเลย”

เธอจ้องหน้าผมอีกครั้ง หัวเราะแบบประชด “คุณบอกว่าหนึ่งปี หนึ่งปีนี้มาจากไหน ก็แค่ไม่กี่สัปดาห์เองไม่ใช่เหรอ”

ภายในห้องเหมือนจะดูเงียบกริบอีกครั้ง ผมมองเห็นความกลัวที่ฉายพาดผ่านแววตาของเธอไป ผมเงยหน้าขึ้นมองปฏิทินบนผนัง ตรงนั้นมีเวลาที่มีการระบุไว้อย่างชัดเจน ทันใดนั้นผมสับสนเล็กน้อย เกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่ผมยังนิ่งเฉยและพูดแบบนิ่งๆ “ถานเจี่ยว เรือที่พวกเราเคยนั่งลำนั้น  เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2016 ตอนนี้ 18 กรกฎาคม 2017ผ่านไปหนึ่งปีกับอีกสามสัปดาห์แล้ว”

ผมไม่รู้จะอธิบายสีหน้าของเธอตอนนี้อย่างไร เธอดูหน้าซีดๆ ดวงตาของเธอที่เดิมทีสดใสเป็นประกาย เวลานี้กลับมืดมิดเหมือนจมลงไปในโคลน เธอมองตามสายตาของผม จ้องปฏิทินอย่างอึ้งงัน จากนั้นก็ล้วงโทรศัพท์จากกระเป๋าออกมาดูเวลา เหมือนเธอจะเพิ่งรู้เวลาที่ผ่านไป สีหน้าเหมือนว่าเธอเพิ่งตื่นจากความฝัน ฟันของเธอกัดริมฝีปากล่างไว้ ยิ่งกัดยิ่งลึกลงไปทุกที  ผมสังเกตได้ว่าเธอเหมือนกำลังจะร้องไห้ ตัวเธอในตอนนี้ดูเหมือนกำลังจะแตกสลาย

“ฉัน...” เธอพูดตะกุกตะกัก “ฉันนึกว่าเพิ่งผ่านมาไม่กี่สัปดาห์จริงๆ นะ ฉันดูเวลาทุกวัน ดูที่ปี 2017 แต่ก็ยังไม่รู้สึกได้ถึง...ช่วงเวลาของปีนั้น ในสมองของฉันมันว่างเปล่าไปหมด เหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นเลย”

ผมเข้าใจในทันที

พวกเราทุกคนสูญเสียความทรงจำ ผมเสียความทรงจำเพียงแค่ไม่กี่วัน

แต่เธอสูญเสียความทรงจำไปมากกว่าหนึ่งปีเต็ม

นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่

ผมถึงขั้นมีข้อสันนิษฐานอยู่ในใจเราถูกลอบทำร้ายตอนอยู่บนเรือเหรอถึงได้สูญเสียความจำ แต่เธอถูกโจมตีหนัก จึงทำให้สูญเสียความทรงจำไปมากกว่า

“ดังนั้นพวกเรา ไม่ได้เจอกันมาหนึ่งปีแล้วเหรอ” เธอมองมาที่ผม น้ำตาไหลออกมา “เพราะงั้นคุณถึงเปลี่ยนไปเยอะขนาดนี้เลยเหรอ ฉันจำคุณไม่ได้เลย”

ผมรู้สึกเจ็บแปลบที่ใจขึ้นมา อยากเอื้อมมือไปกอดเธอไว้ เธอกลับผลักผมออก ลุกขึ้นยืน เธอวิ่งไปสะดุดไปและออกไปทางประตู

 ผมลุกยืนขึ้นแล้ววิ่งตามออกไป “คุณจะไปไหน”

“ฉันจะกลับบ้าน อยากอยู่คนเดียวเงียบๆ คุณอย่าตามฉันมา อย่าตามมานะ!”

ผมยืนอยู่หน้าประตู ดูเธอวิ่งไปที่รถ เธอบึ่งรถออกไปทันทีเหมือนกระต่ายตื่นตูม

แต่ใจของผมตอนนี้เหมือนโดนไฟเผา มันรู้สึกเจ็บขึ้นมานิดๆ ผมขี่มอเตอร์ไซค์ตามไป

ดึกมากแล้ว  ภาพของเมืองเคลื่อนผ่านไปด้านหลังของตัวรถอย่างเงียบงัน แม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่อารมณ์เสียศูนย์ เธอเลยขับรถเร็วกว่าปกติเล็กน้อย พอตามไปเรื่อยๆ หัวใจของผมเหมือนจะถูกลมพัดจนเริ่มสงบลงมาบ้างแล้ว แสงจันทร์ส่องเหนือศีรษะ แม้ว่าพวกเราหลงอยู่ในสถานการณ์ที่หาทางแก้ไขได้ยาก ในเวลานี้ถนนก็ยังเงียบสงบ

ผมตามเธอไปถึงชั้นล่างของหอพักเธอ

หลังจากที่เธอจอดรถอย่างสะเปะสะปะในที่จอดรถ ลงจากรถแล้วเห็นผม กั้นกลางด้วยระยะห่างกันกว่าสิบเมตร เธอไม่ได้พูดอะไร ผมสวมหมวกกันน็อก นั่งอยู่บนมอเตอร์ไซค์มองเธออย่างเงียบๆ

เธอไม่ได้ร้องไห้แล้ว เธอเป็นผู้หญิงที่จิตใจเข้มแข็งจริงๆ  ใบหน้าเธอแลดูกระจ่างใส สายตาเธอดูสงบนิ่งเป็นพิเศษ ในที่สุดเธอก็พูดออกมา “คุณกลับไปเถอะ ฉันไม่เป็นไร”

“โอเค” ผมตอบ แต่ไม่ได้ขยับตัวไปไหน

“กลับไปสิ!” เธอว่าอีก

“โอเค” ผมก็ตอบไปอีก

สีหน้าเธอดูทุกข์ใจอยู่เล็กๆ “ถ้าคุณไม่ไปฉันไปละนะ” เธอบอก

“ได้ ผมจะรอดูคุณขึ้นไปก่อน” ผมบอกเธอ

เธอมองมาที่ผมปราดหนึ่งก่อนจะเดินขึ้นหอพักไป ผมยิ้ม ไม่ว่าอย่างไรเธอก็ยังดูเข้มแข็งอยู่ดี