หนี้รักบัลลังก์แค้น: Chapter 033 ตอนที่ 33
ตอนที่ 33 พบเขาครั้งแรก
ตั้งแต่กลับมาจากงานเทศกาลซั่งหยวน หลังบ้านตระกูลเสิ่นครื้นเครงกันอยู่พักใหญ่ ทุกคนเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในงาน คุยถึงเรื่องสนุกสนานกับผลงานที่ได้ เป็นไปตามที่เสิ่นหวั่นพูด โคมไฟที่นางทำเองดูดีกว่าโคมไฟตามถนนทั้งหมด เสิ่นหนิงอดไม่ได้ที่จะต้องชื่นชมฝีมือเสิ่นหวั่น นางตกแต่งในรูปแบบแปลกใหม่โดยการแบ่งโคมไฟเป็นชั้นนอกชั้นใน ชั้นในเป็นไส้โคม ชั้นนอกเป็นผ้าแพรบางละเอียด ไม่รู้ว่านางทำได้อย่างไร ไส้โคมไฟยังหมุนได้ ทำให้รูปภาพทิวทัศน์ภูเขาคนน้ำเคลื่อนไหวได้ ราวกับเห็นปีกผีเสื้อกำลังขยับปีกท่ามกลางดอกไม้ สุดยอดจริงๆ มิน่าเล่าหญิงสาวตามท้องถนนถึงพากันจ้องมองโคมไฟของนางด้วยความชื่นชมระคนอิจฉา
เสิ่นมี่ได้พวกเครื่องสำอางเครื่องประดับของเด็กสาวมากมาย ทั้งหมดนี้ได้รับจากร้านค้าโดยไม่ต้องเสียเงิน เนื่องจากนางมีความสามารถในการทายปัญหา เป็นเรื่องน่าแปลกประหลาดจริงๆ ในงานเทศกาลซั่งหยวน ทั้งหน่วยงานราชการกับร้านค้าล้วนตั้งซุ้มทายปัญหา นี่ก็เป็นธรรมเนียมปฏิบัติของเมืองหลวงอีกเช่นกัน หากทายถูกมักมีรางวัลให้ไม่น้อย ปกติเสิ่นมี่ไม่ได้มีฝีมือหรือความชอบอะไรมากนัก มีแต่อ่านหนังสือวาดภาพกับเย็บปักถักร้อย เรื่องทายปัญหา คงเพราะอ่านหนังสือมากก็เลยใช้ได้ เพราะเช่นนี้ เสิ่นหนิงพบว่าน้องสาวต่างมารดาที่สงบปากสงบคำคนนี้มีมันสมองที่มีไหวพริบเฉียบคม ไม่ว่าปัญหายากแค่ไหนนางก็สามารถทายถูกได้อย่างรวดเร็ว
หลี่อี๋เหนียงก็เลยมีเรื่องอวดท่ามกลางความสนุกสนาน เสิ่นหูซื่อยิ่งชมหลานสาวคนนี้ตรงๆ ว่าเยี่ยมมาก ความสามารถนี้ ทำให้กลุ่มเด็กผู้หญิงได้ของกลับมามากมาย แม้แต่เสิ่นอวี๋ซื่อก็ยังได้รับปิ่นปักผมทองฝังมุกลายดอกโบตั๋นจากเสิ่นมี่
ความสนุกสนานนี้ผ่านไปไม่นาน ก็ถึงเดือนหนึ่งวันที่ยี่สิบ งานแต่งงานขององค์ชายรองเป็นงานสำคัญของราชสำนัก พวกผู้ชายอย่างเสิ่นหวาซั่น เสิ่นเจ๋อจิ้งไม่ต้องพูดถึง ทั้งเสิ่นอวี๋ซื่อและเสิ่นอันซื่อก็ตั้งอกตั้งใจพาเสิ่นหนิงไปร่วมงานแต่งงานองค์ชายรองด้วย
เสิ่นหนิงกับเฉินหวั่นโหยวเนื่องจากเรื่องเทศกาลบุปผาราชสำนักปีที่แล้ว แม้ต่างฝ่ายต่างรู้จักกันแต่ก็ไม่ได้สนิทนัก ตระกูลเสิ่นกับตระกูลเฉินก็ไม่ได้สนิทสนมมากนัก ก่อนพิธีแต่งงาน เสิ่นหนิงไม่ได้ไปมอบของของขวัญให้เฉินหวั่นโหยว ได้ยินว่าคนไปมอบของขวัญงานแต่งให้ตระกูลเฉินไม่น้อย ไม่นับของจากองค์ชาย เฉพาะของจากตระกูลเฉินเองก็มีถึงเจ็ดสิบสองโต๊ะ สตรีทั่วทั้งเมืองหลวงต่างอิจฉากันยกใหญ่ เห็นได้ว่าทั้งราชวงศ์กับตระกูลเฉินให้ความสำคัญกับงานแต่งงานนี้มากขนาดไหน
พิธีอภิเษกขององค์ชายรองใหญ่โตมโหฬาร หากพูดอย่างจริงจัง นี่เป็นพิธีแต่งงานที่ใหญ่โตที่สุดนับตั้งแต่งานของฉางไท่ฮ่องเต้ แน่นอนพิธีอภิเษกของฮ่องเต้กับฮองเฮาต้องไม่นับ ก่อนหน้านี้เมื่อคราวงานอภิเษกของรัชทายาท ด้วยเพราะร่างกายเจ็บป่วย เพื่อเห็นแก่ร่างกายรัชทายาทจึงไม่ได้จัดงานเลี้ยงอะไรใหญ่โต อีกทั้งอู๋เฉาเหนิงบิดาชายาของรัชทายาทเป็นแค่ผู้ใหญ่ในราชสำนักทว่าไม่มีอำนาจแท้จริง ย่อมเทียบไม่ได้กับเฉินจือเฮ่าเสนาบดีกลาโหมคนปัจจุบัน
ไม่เพียงแต่ตระกูลเสิ่น ขุนนางอื่นๆ ก็เห็นความสำคัญของงานแต่งงานนี้ทั้งนั้น คนไม่น้อยที่ต้องการร่วมงานเลี้ยงแต่งงานทั้งขององค์ชายรองและของตระกูลเฉิน ทำให้วุ่นวายมาก พูดให้ถูกคือขุนนางราชสำนักเป็นแขกทั้งสองฝั่ง ทำให้มีขุนนางไม่น้อยตอนเช้าไปบ้านเฉินจือเฮ่าเสนาบดีกลาโหมดื่มสุราแสดงความยินดีที่ลูกสาวแต่งงาน ตอนค่ำไปร่วมงานเลี้ยงองค์ชายรองแต่งงานที่วังองค์ชายรอง ขุนนางที่อายุมากรู้สึกค่อนข้างลำบาก เสิ่นอวี๋ซื่อไม่ได้สนิทชิดเชื้อกับเฉินหลินซื่อและเฉินจ้าวซื่อมากนัก อีกทั้งนางมีครรภ์ ต้องหลีกเลี่ยงการเข้าบ้านเจ้าสาว จึงไม่ได้ไปบ้านตระกูลเฉิน แต่ตรงไปที่วังองค์ชายรอง
วังองค์ชายรองที่ถนนสื่อฟู่ตกแต่งใหม่เอี่ยม ทั้งด้านหน้าและด้านใน ตลอดจนต้นไม้กิ่งไม้ล้วนแล้วแต่แขวนผ้าแพรแดง กำยานหอมชั้นสูงที่เตรียมไว้ในงานแต่งงานก็จุดจนหอมตลบอบอวล ประดับประดาทั้งนอกทั้งในอย่างหรูหราอลังการ ขุนนางในวังองค์ชายเป็นคนคอยต้อนรับแขกเหรื่อ ทั่วทั้งงานมีตกแต่งเฉลิมฉลองกันอย่างยิ่งใหญ่
นี่เป็นงานแต่งงานระดับราชสำนักที่เสิ่นหนิงเข้าร่วมเป็นครั้งแรก ครั้งของตัวเองไม่นับ ตอนรัชทายาทอภิเษก เสิ่นเจ๋อจิ้งอยู่ที่เฟิงหนาน เสิ่นหนิงไม่เคยรับรู้ เมื่อมาถึงวังองค์ชายรองแล้วเห็นสถานที่จัดงาน ดวงตาของเสิ่นหนิงพลันหม่นแสงลงไปวูบหนึ่ง การแต่งงานขององค์ชายล้วนมีราชพิธีที่แน่นอน ชาติก่อน ตอนนางแต่งกับซั่งกวนฉางจื้อก็มีการตกแต่งคล้ายกัน
เสื้อผ้าที่ตรงกับราชพิธี เครื่องใช้ ตัวหนังสือแดง แพรแดง แสงเทียนที่ส่องสว่างระยิบระยับเข้าไปในตาที่มืดมัวของเสิ่นหนิง ที่แท้นี่คือสิ่งที่คนภายนอกได้เห็นกัน ละลานตาจนตาลาย ตอนนั้นนางรู้สึกอย่างไรหนอ ตื่นเต้นหรือดีใจ นางจำไม่ได้เสียแล้ว จำได้ว่าดูเหมือนจะดื่มน้ำไปไม่น้อย แม่นมหลิ่วยังห้ามไว้...
สถานที่จัดเลี้ยงภริยาขุนนางชั้นห้าขึ้นไปกับครอบครัวอยู่คนละที่กับพวกผู้ชาย เสิ่นหนิงตามเสิ่นอวี๋ซื่อและเสิ่นอันซื่อเข้าพบเต๋อเฟยมารดาองค์ชายรอง ส่วนฮ่องเต้กับฮองเฮาอยู่ในวัง แล้วจึงไปห้องหอพบเจ้าสาว กงซินฉือที่อีกไม่นานก็จะแต่งงานแล้วก็มาร่วมงานด้วย เจิ้งเส้าอี๋ลูกสาวคนเล็กของเสนาบดีคลังสนิทกับเฉินหวั่นโหยวมานาน แน่นอนว่าต้องมาอยู่แล้ว ในห้องเจ้าบ่าวครึกครื้นยิ่งนัก เฉินหวั่นโหยวหน้าแดงเอียงอาย ทำให้คนไม่น้อยหยอกล้อ อีกไม่นาน ก็มีเจ้าหน้าที่หญิงมาเชิญทุกคนออกจากห้องเจ้าบ่าวไปที่จัดเลี้ยง งานเลี้ยงใกล้เริ่มต้นแล้ว
เจ้าหน้าที่หญิงนำเสิ่นอวี๋ซื่อและกงซินฉือไปยังโถงใหญ่ที่จัดเลี้ยง ห้องเจ้าบ่าวห่างจากโถงใหญ่ไม่ไกล ทุกคนต่างเร่งฝีเท้ารีบเดิน ทันใดนั้นเจ้าหน้าที่หญิงก็หยุดเดิน ก้มตัวทำความเคารพต่อแถวคนที่เดินสวนมา พอพวกเสิ่นอวี๋ซื่อเห็นหน้าคนที่มาชัดเจน ก็รีบทำความเคารพ
กลุ่มคนที่เดินสวนมา หน้าสุดคือรัชทายาทกับชายา ตามมาด้วยองค์ชายที่ยังไม่ได้แต่งงานหลายคน ได้แก่องค์ชายห้า องค์ชายสิบ องค์ชายสิบสอง แล้วยังมีองค์หญิงอีกหลายคน เป็นลูกท่านหลานเธอทั้งนั้น ดูแล้วคงจะมาดูชายาองค์ชายรองภรรยาของน้องชายคนนี้เป็นแน่
พร้อมกันนี้เองเสิ่นหนิงก็ได้พบซั่งกวนฉางจื้อ นี่เป็นครั้งแรกที่เห็นเขาหลังจากเกิดใหม่ เห็นเขาที่อยู่ในแถวยังคงอ่อนโยนเช่นเคย รอยยิ้มที่ทำให้คนอยากใกล้ชิด เพียงเห็นแค่แวบเดียว ความรู้สึกเกลียดชังก็พลุ่งพล่านขึ้นมาอย่างระงับไม่อยู่ อยากจะปรี่เข้าไปฉีกใบหน้าที่อ่อนโยนนั้น อยากจะสังหารเขาให้ตายไปเสีย...
นางเคยรักเขาอย่างลึกล้ำ เคยอธิษฐานต่อหน้าพระพุทธองค์ขอติดตามเขาไปจนตาย แต่เขากลับฆ่าล้างตระกูลเสิ่นของนาง ทำแท้งลูกที่อยู่ในท้องนาง ซ้ำยังขังนางอยู่ในวังเย็นฉางชุนถึงสิบเจ็ดปี เมื่อได้พบกันอีกครั้ง นางพบว่าที่แท้ความรู้สึกที่นางมีต่อเขา เหลือไว้เพียงความแค้นและโทสะสุดคณานับ เขาทำเช่นนี้ต่อนางได้อย่างไร!
เวลารักอยากให้อยู่ เวลาแค้นอยากให้ตาย คนโบราณพูดไว้ไม่มีผิด
“นี่เป็นครอบครัวของเสนาบดีกระทรวงโยธาเสิ่นหวาซั่นกระมัง ไม่ต้องมากพิธีหรอก” เสียงของอู๋ซื่อภรรยารัชทายาทแว่วเข้ามาในหูเสิ่นหนิง นางจึงรู้ตัวว่าอยู่ที่ไหน สองมือกำแน่น จนรู้สึกว่าฝ่ามือทั้งเจ็บและเปียกชื้น นางเก็บกดความเคียดแค้นและประกายเย็นชาที่มี หันไปมองรัชทายาทกับพระชายา
ซั่งกวนหรูชูรัชทายาทประดับรัดเกล้าทองคำเล็ก เมื่อสวมชุดตัวยาวสีแดงเข้มยิ่งขับเน้นให้เห็นใบหน้าที่ขาวซีดผิดจากคนปกติ ตาลึกโบ๋ไร้แวว เห็นชัดว่าเป็นร่างกายที่ป่วยหนักมานาน แม้แต่อู๋ซื่อชายารัชทายาทที่อยู่ข้างๆ ก็หน้าตาซีดเซียวไม่มีความงามสง่าสูงส่งเลยแม้แต่นิด เข้ากันไม่ได้เลยกับสถานที่จัดงานเฉลิมฉลองกันอย่างที่นี่
แค่มองแวบเดียว เสิ่นหนิงก็ก้มศีรษะลง คิดเช่นเดียวกับเสิ่นหวาซั่น ในสายตาของเสิ่นหนิงนั้น รัชทายาทกับชายาไม่มีอะไรน่ากังวล รัชทายาทร่างกายอ่อนแอ พระชายาผ่านมาหลายปีก็ยังไม่มีทายาท รัชศกฉางไท่ปีที่สามสิบแปด รัชทายาทสิ้นพระชนม์ พระชายาก็ตายตามไปด้วย เชื้อสายของทางรัชทายาทจึงไม่นับเป็นอะไรได้ ดังนั้นซั่งกวนฉางจื้อถึงได้มีโอกาส...
ซั่งกวนฉางจื้อกะพริบตาปริบๆ เขาก็มองเห็นเสิ่นอวี๋ซื่อกับกลุ่มเด็กสาว เขารู้จักกงซินฉือ ตอนฟังแนะนำ คนอายุน้อยสุดเป็นตระกูลเสิ่น เขาดูผิดไปหรือเปล่า ไฉนถึงรู้สึกว่ายามเด็กสาวคนนี้มองเขาเหมือนมีความแค้นแสนสาหัส เขายังไม่เคยพบนางมาก่อน ครั้นลองพินิจดูอย่างละเอียดอีกที ก็รู้สึกว่าเด็กสาวยืนสงบเสงี่ยมอยู่ตรงนั้น หน้าตางามกระจ่าง ไหนเลยจะมีความแค้นได้ เขาแอบหัวเราะกับตัวเอง คงเพราะคิดเรื่องงานแต่งงานองค์ชายรองติดกันหลายวันมากเกินไป จากนั้นเขาก็นึกถึงตำแหน่งขุนนางของเสิ่นหวาซั่นกับเสิ่นเจ๋อจิ้งขึ้นมาได้
พอคิดถึงตรงนี้ เขาก็ฉีกยิ้มอย่างสนิทสนมกับกลุ่มเสิ่นอวี๋ซื่อ ยังถามด้วยว่าพวกนางได้พบพี่สะใภ้รองแล้วใช่หรือไม่ น้ำเสียงอ่อนโยนเหมือนสายลมยามวสันต์
ฝ่ายเสิ่นหนิงก้มศีรษะนิ่งเฉย จนกระทั่งกลุ่มรัชทายาทและพระชายาจากไปไกลจึงเงยหน้าขึ้น ใบหน้าราบเรียบ คิดว่า นางเองยังอ่อนแอเกินไป ดีที่ไม่ได้พบบ่อย ไม่เช่นนั้นนางต้องกลบเกลื่อนไม่อยู่เป็นแน่...
พวกเสิ่นอวี๋ซื่อกลับจากงานเลี้ยงองค์ชายรองอย่างรวดเร็ว สาเหตุเพราะเด็กดิ้นแรงมาก ซ้ำยังรู้สึกวุ่นวายใจ จึงเกิดเครียดขึ้นมา รีบกลับไปถนนจิ่งไท่แล้วตามหมอมาดู หมอตรวจชีพจรดูแล้วก็กล่าวว่าปกติดีไม่มีอันตราย น่าจะเพราะเสียงอึกทึกในงานเลี้ยง เด็กจึงดิ้นเพราะรำคาญ แล้วออกใบสั่งยาบำรุงครรภ์ ให้เสิ่นอวี๋ซื่อดูแลตัวเองให้สงบใจไว้ แล้วจึงลากลับไป
อารามตกใจจากอาการของเสิ่นอวี๋ซื่อ เสิ่นหนิงจึงไม่ทันนึกถึงความรู้สึกของซั่งกวนฉางจื้อ ด้วยเป็นห่วงอาการเสิ่นอวี๋ซื่อกับทารกอย่างมาก ฟังคำของหมออย่างตั้งใจ ทั้งกำชับอวี๋มามาจะต้องปรนนิบัติเสิ่นอวี๋ซื่อให้ดี จึงค่อยกลับไปเรือนชิงจู๋
ตอนชิวเกอช่วยเสิ่นหนิงถอดเสื้อนอกออก ได้ยินเสียงเหมือนเสิ่นหนิงสะดุ้งเฮือกเบาๆ คล้ายกับเจ็บ จนนางพลิกฝ่ามือเสิ่นหนิงออกมาดูทั้งสองข้างก็ต้องตกตะลึง เห็นฝ่ามือทั้งสองข้างมีรอยเล็บครึ่งวงกลมแปดรอยจิกลึก บนฝ่ามือยังมีคราบเลือดแห้งเกรอะกรังติดอยู่ แลดูน่ากลัวยิ่งนัก
“คุณหนู นี่มัน...” ชิวเกอสั่นเทิ้มด้วยความตกใจจนพูดไม่ออก ไม่เข้าใจว่าทำไมเสิ่นหนิงจึงได้บาดเจ็บเช่นนี้กลับมารอยแผลลึกนี้ จะต้องกำหมัดแน่นขนาดไหนจึงเป็นได้หนอ นางไม่เข้าใจคุณหนูผู้นี้เลย ถึงแม้จะติดตามอยู่ข้างกายเสิ่นหนิง เรื่องที่ได้รู้ได้สัมผัสย่อมมีมากแล้ว ทั้งสายตาทั้งความคิดก็กว้างขึ้นมาก แต่ชิวเกอกลับรู้สึกว่านางยิ่งไกลห่างจากเสิ่นหนิงมากขึ้นเรื่อยๆ เกิดอะไรขึ้นกันแน่ นางถึงได้มีแผลขนาดนี้...
“ไม่มีอะไรไม่มีอะไร อีกสองวันก็หายแล้ว...” เสิ่นหนิงหายใจแรง ตอนนั้นไม่รู้สึก ตอนนี้เพิ่งรู้สึกเจ็บ เพราะความรู้สึกเจ็บนี้ทำให้ความแค้นจากการพบซั่งกวนฉางจื้อลดลงไปมาก ใจคิดว่าไม่น่าเลย แค่คนผู้นั้นทำให้ฝ่ามือตัวเองย่ำแย่ขนาดนี้ ไม่คุ้มค่าเลยจริงๆ การพบเขาครั้งแรกหลังเกิดใหม่ หลังจากความโกรธแค้นผ่านไป สิ่งที่ยังเหลืออยู่มีเพียงคำว่า” ไม่คุ้มค่า” สามคำนี้เท่านั้น ใช่แล้ว ไม่คุ้มค่า
ดีที่รอยแผลแม้จะดูน่ากลัว ด้วยการดูแลของชิวเกอ ไม่กี่วันก็หายแล้ว เหลือแค่รอยแผลเป็นสีขาว เชื่อว่าผ่านไปสักพัก ก็คงหายหมด