ยอดเซลล์แมนทะลุมิติ: บทที่ 2 ตอนที่ 2
ตอนที่ 2 คุณชาย คุณชาย (2)
ถึงกระนั้นครั้นเห็นการแต่งกายอันซอมซ่อของหลินหว่านหรง เหล่าบัณฑิตก็พลันหยิ่งผยองขึ้นมาอีก ความรู้สึกว่าตัวเองดีงามกลับคืนสู่ร่างพวกเขาอีกครา เหล่าบัณฑิตหาได้แยแสรูปโฉมของหลินหว่านหรง ทว่ากลับตามหาความเชื่อมั่นอันยิ่งใหญ่จากการแต่งตัวซอมซ่อของเขาแทน เช่นนั้นจึงเริ่มทยอยพูดจาประชดประชัน
ก่อนที่หลินหว่านหรงจะมาถึงโลกนี้เขาทำงานเป็นผู้จัดการแผนกการตลาดของบริษัทขนาดกลางแห่งหนึ่ง นับตั้งแต่จบมหาวิทยาลัยตั้งแต่อายุยี่สิบเอ็ดก็พากเพียรพยายามสร้างเนื้อสร้างตัวเป็นเวลาสี่ปี จนอายุยี่สิบห้าก็กลายเป็นผู้จัดการแผนกซึ่งมีอายุน้อยที่สุด ผู้คนสารพัดรูปแบบที่ได้พานพบย่อมมีไม่น้อย
ครั้นได้เห็นสายตาของผู้คนรอบข้าง หลินหว่าหรงก็ย่อมรู้ว่าพวกเขากำลังคิดอะไรอยู่ เช่นนั้นจึงอดยิ้มเยาะอยู่ในใจไม่ได้ ที่แท้การรังเกียจคนจนชื่นชมคนรวยก็มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานแบบนี้เอง ทุกยุคทุกสมัยก็เป็นเหมือนกันหมด ไม่ใช่เรื่องพิเศษที่มีเฉพาะในโลกของเขา
เรือสำราญสามลำของคุณชายโหวก็ค่อยๆ จากไปเช่นเดียวกัน กลุ่มฝูงชนที่มุงดูอยู่ก็ทยอยแยกย้ายกันไป เหล่าหญิงสาวข้างกายหลินหว่านหรงแอบมองเขาแวบหนึ่ง ใบหน้าแดงแล้วจากไป
หลินหว่านหรงเห็นทิวทัศน์บนทะเลสาบคงเดิม ทุกสิ่งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น รู้สึกอดขำในใจไม่ได้ สมัยอยู่มหาวิทยาลัยนั้น ภาพตามจีบสาวพรรค์นี้เคยเห็นมานับไม่ถ้วน เมื่อเทียบกันแล้วการสารภาพรักของเจ้าคุณชายโหวคนนี้ช่างแบเบาะเสียเหลือเกิน
ในใจของหลินหว่านหรงผุดความคิดถึงขึ้นมารางๆ นึกถึงบรรดาพี่น้องในหอพักสมัยก่อน อีกทั้งยังนึกถึงแฟนสาวคนแรก นึกถึงสายตาเจ็บปวดสิ้นหวังของเธอในค่ำคืนที่ต้องแยกทางกัน
ถึงแม้เธอจะไปสหรัฐอเมริกา แต่หลินหว่านหรงก็รู้ว่าความรู้สึกของเธอที่มีต่อเขานั้นมันลึกซึ้งยิ่งนัก เธอเคยขอร้องให้หลินหว่านหรงไปกับเธอนับครั้งไม่ถ้วน แม้กระทั่งวีซ่าและตั๋วเครื่องบินก็เตรียมให้เขาเสร็จสรรพแล้ว ถึงกระนั้นกลับถูกหลินหว่านหรงปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย
ที่มหาวิทยาลัยปักกิ่งและมหาวิทยาลัยชิงหัวการออกนอกประเทศเป็นที่นิยมมาก แต่หลินหว่านหรงไม่เหมือนพวกเขา ตอนเรียบจบเขาไม่เลือกแม้กระทั่งบริษัทใหญ่โตพวกนั้น แต่กลับเลือกเพียงบริษัทขนาดกลางแห่งหนึ่ง
เขารู้สึกผูกพันบ้านเกิดอย่างลึกซึ้ง หลินหว่านหรงเชื่อว่าคำพูดของตัวเองประโยคหนึ่งคงทำให้แฟนสาวยากจะลืมเลือนไปชั่วชีวิต “ฉันไม่อยากให้โลกที่ฉันมองเห็นด้วยตาสีดำนั้น กลับเป็นสีฟ้าในสายตาของพวกเขา”
ตอนที่เธอขึ้นเครื่องหลินหว่านหรงไม่ได้ไปส่งที่สนามบิน นี่ไม่ใช่การตัดรอนไร้เยื่อใย แต่เพราะแม้จะให้เขาไปก็ไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรต่างหาก ทั้งหมดนี้เป็นทางเลือกของเธอเอง โทษใครไม่ได้ ทุกคนต่างต้องรับผิดชอบการกระทำของตัวเอง
ได้ยินว่าเธอร้องไห้ฟูมฟายจนเกือบขึ้นเครื่องบินไม่ได้ นอกจากหลินหว่านหรงจะรู้สึกปวดใจแล้ว แต่ในขณะเดียวกันเขาก็กลับรู้สึกมีความสุขที่ได้เอาคืนอีกด้วย ใครบอกว่าผู้ชายจะใจแคบไม่ได้ล่ะ
สี่ปีที่ผ่านมานี้ หลินหว่านหรงทำงานอย่างเอาเป็นเอาตาย เที่ยวหญิงอย่างเอาเป็นเอาตาย หน้าที่การงานก็เจริญก้าวหน้า ถึงกระนั้นกลับเปลี่ยนแฟนจำนวนไม่น้อย ฉันไม่ใช่คนที่เกิดมาเพื่อทุ่มเทให้ความรัก หว่านหรงมักจะหัวเราะพร้อมกับตอบเพื่อนฝูงที่คอยเป็นห่วงเป็นใยเขาพวกนั้น
เดิมทีเขาใช้ชีวิตตัวคนเดียวอย่างสุขสบายและมีความสุขมาก จนเมื่อเจ้านายคนนั้นมาที่บริษัททุกอย่างก็เปลี่ยนไป นังเด็กคนนั้นมีตำแหน่งเป็นรองผู้จัดการทั่วไป มิหนำซ้ำกลับเป็นผู้บังคับบัญชาของหลินหว่านหรงพอดีอีกด้วย และไม่รู้ว่าไม่ถูกชะตาหลินหว่านหรงตรงไหน กลับหาเรื่องเขาไปเสียทุกอย่าง ทั้งยังไม่เคยไว้หน้าหลินหว่านหรงเลย
ถ้าไม่ใช่เห็นแก่หน้าพ่อของเธอ หลินหว่านหรงคงฆ่าแล้วข่มขืน ฆ่าแล้วข่มขืนเธอไปนานแล้ว
ถ้าพูดให้ง่าย พ่อของนังเด็กคนนี้——คือประธานกรรมการบริษัท
เมื่อนึกถึงนังเด็กน่ารังเกียจคนนั้น หลินหว่านหรงก็รู้สึกเคียดแค้นจนเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน หากไม่ใช่เธอ ตัวเองจะมายังสถานที่เส็งเคร็งแห่งนี้ได้อย่างไร พอนึกถึงชั่วพริบตาที่ตัวเองร่วงหล่นลงจากยอดเขาไท่ซาน สายตาของเด็กคนนั้นก็เหมือนจะมีอะไรผิดปกติ เหมือนเจ็บปวด อืม เจ็บปวดมาก ช่วงที่กำลังสับสนมึนงง หลินหว่านหรงจำได้ว่าเธอคว้าดึงเขาเอาไว้ คล้ายอยากจะดึงเขาขึ้นไป หรือไม่ก็ตัวเองที่ดึงเธอ จากนั้นดูเหมือนว่าเธอกระโดดตามหลังเขามาด้วย
แน่นอนว่าเรื่องพวกนี้เป็นความทรงจำที่ไม่แน่ชัด ตอนนั้นหลินหว่านหรงแยกแยะเหนือใต้ออกตกไม่ออกไปนานแล้ว ความทรงจำอันรางเลือนเหล่านี้ไม่อาจยืนยันได้ว่าเกิดอะไรขึ้นในขณะนั้น
หลินหว่านหรงไม่มีทางเชื่อว่านังเด็กคนนั้นจะกระโดดตามตัวเองลงมาหรอกน่า เขาก้าวเท้าพลาดร่วงหล่นไท่ซาน เดาว่าเด็กคนนั้นคงดีใจแทบแย่ล่ะไม่ว่า
หลินหว่านหรงเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันต่อเด็กสาวคนนั้นอยู่สักพักแล้วไม่ได้คิดถึงเธออีกต่อไป ในเมื่อมาถึงแล้วก็ต้องยอมรับสภาพ หลินหว่านหรงเป็นคนมองโลกในแง่ดี ดีจนกระทั่งออกจะบ้าบิ่นไปบ้าง แต่สำหรับเขาในโลกอันแปลกใหม่ที่ไม่รู้อะไรสักอย่างแห่งนี้ หากเขาไม่บ้าบิ่นแล้วผู้ใดจะบ้าบิ่นกันเล่า
ห้วงคำนึงของหลินหว่านหรงหวนคืนสู่สภาพตรงหน้าอีกครั้ง ทะเลสาบเสวียนอู่ทอแสงคลื่นระยิบระยับ ณ สถานที่แห่งนี้ คำพูดชื่นชมสรรเสริญของบัณฑิตผู้ทรงภูมิจำนวนนับไม่ถ้วนกำลังถูกถ่ายทอดออกมา ทัศนียภาพอันงดงามแห่งจินหลิง (เมืองหนานจิง หรือนานกิงในปัจจุบัน) ที่อยู่ตรงหน้าช่างสมกับความเลื่องลือด้านความงามตระการทางธรรมชาติของริมฝั่งแม่น้ำฉินหวาย (แม่น้ำสายสำคัญของหนานจิง อีกทั้งยังได้ชื่อว่าเป็น แม่น้ำสายวัฒนธรรมอันดับหนึ่งของประเทศอีกด้วย) เสียจริง
แต่เมื่อได้ยินว่าไฟสงครามทางภาคเหนือกำลังลุกโชนอย่างรุนแรง เหล่าบัณฑิตผู้ทรงภูมิที่ว่าเหล่านี้กลับคล้ายมิได้ตระหนักรู้ กระทำเรื่องเกี้ยวพาราสีแบบนี้ทั้งวี่ทั้งวัน อีกทั้งพิสูจน์ชื่อเสียงของ “พายัพโหดเหี้ยมดุร้าย ทักษิณไซร้บัณฑิตทรงภูมิ” ได้พอดิบพอดี
เขามาถึงสถานที่แห่งนี้ได้สักพักหนึ่งแล้ว ความจริงไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ หลินหว่านหรงเริ่มใช้วิสัยทัศน์ของคนในท้องที่เพื่อใส่ใจและตระหนักถึงปัญหา
“สายลมเอื่อยโบกโชยคนมัวเมา ต่างถือเอาหางโจวเป็นเปี้ยนโจว”[footnoteRef:1] หลินหว่านหรงขับร่ายบทกวีออกมาเบาๆ ด้วยอารมณ์และทิวทัศน์เช่นนี้ช่างสมกับประโยคนี้พอดี ส่วนจะเป็นบทกวีของปราชญ์ในอดีตคนไหนนั้นไม่สำคัญ ณ สถานที่แห่งนี้ สิ่งที่ร่ายออกมาจากปากหลินหว่านหรงก็ถือว่าเป็นของคนแซ่หลิน [1: เป็นกวีสมัยราชวงษ์ซ่งใต้ ซึ่งย้ายราชธานีจากเปี้ยนโจวมาหางโจว โดยเสียดสีขุนนางว่าลุ่มหลงมัวเมากับสุรานารี ไม่สนใจชาติบ้านเมือง เปี้ยนโจวคือเมืองไคเฟิงในปัจจุบัน]
ผู้ไร้ยางอายย่อมไร้พ่าย!
ในฐานะผู้จัดการฝ่ายการตลาดซึ่งสู้รบปรบมือในสายการตลาดมานานนับปี มีเรื่องไร้ยางอายอะไรบ้างที่ไม่เคยเห็น เมื่อเทียบกับการแลกเปลี่ยนใต้ดินที่สกปรกโสมมไร้ยางอายพวกนั้นแล้ว การท่องกลอนบทหนึ่งหลินหว่านหรงรู้สึกว่าตัวเองบริสุทธิ์ผุดผ่องเหมือนสาวบริสุทธิ์ที่อยู่ในโรงเรียนอนุบาลอย่างนั้น
เห็นบัณฑิตอีกคนหนึ่งได้รับคำเชื้อเชิญให้ขึ้นไปบนหนึ่งในเรือสำราญของคุณหนูตระกูลผู้ดีเพื่อ “สนทนาด้วยความจริงใจ” บนทะเลสาบเสวียนอู่ นึกถึงชะตากรรมอันน่าเวทนาคราวนี้ของตัวเองก็รู้สึกช่างไม่ยุติธรรมเสียจริง หลินหว่านหรงถ่มน้ำลายไปยังทะเลสาบอย่างดุดัน ด้วยความดูถูกดูแคลนอีกครั้งหนึ่ง
ถุย ถ่มๆ น้ำลายให้ท่วมไอ้พวกบ้าจีบสาวอย่างพวกแม่งนี่เลย
“ช่างเป็น ‘สายลมเอื่อยโบกโชยคนมัวเมา ต่างถือเอาหางโจวเป็นเปี้ยนโจว’ ที่ดีจริงๆ คำกล่าวนี้ของสหายช่างยอดเยี่ยมแท้ ยอดเยี่ยมแท้” เสียงกังวานเพราะเสนาะหูเสียงหนึ่งดังอยู่ด้านหลังหลินหว่านหรง ตามมาด้วยเสียงพัดขนาดเล็กกระทบฝ่ามือ กลับเป็นการเอ่ยชมเชยเขา
เสียงกังวานเพราะเสนาะหูเสียงนั้นเอื้อนเอ่ยบทกวีที่เขาเพิ่งร่ายออกมาเมื่อสักครู่บทนี้ซ้ำอย่างแช่มช้า ภายในน้ำเสียงแฝงความชื่นชมอยู่หลายส่วน
ในที่สุดก็มีไอ้หนุ่มชื่นชมเราแล้ว หลินหว่านหรงหัวเราะฮิฮะ ในใจบังเกิดความผยองขึ้นหลายส่วน ถึงแม้กวีบทนี้ฉันไม่ได้เป็นคนเขียนก็ตาม แต่ฉันท่องได้ ท่องออกมาได้ไอ้เรานี่ก็ไม่ธรรมดานะ บิดาของหลินหว่านหรงเป็นครูสอนภาษาอังกฤษของหมู่บ้านเล็กๆ ในชนบท ตั้งแต่เล็กเพื่อฝึกความทรงจำของเขาจึงให้ท่องถังซือซ่งฉืออะไรไปไม่ได้ขาด
หลินหว่านหรงค่อยๆ หันกลับมา คุณชายสะคราญโฉมซึ่งมีใบหน้าขาวหมดจดผู้หนึ่งกำลังยิ้มให้เขาอยู่ด้านหลัง
เหตุที่ใช้สะคราญโฉมสองคำนี้เพราะคุณชายผู้นี้ช่างคู่ควรจริงๆ
คิ้วเรียวเล็ก หางตางอน ปากประดุจแต่งแต้มชาด ดวงตาดั่งดาวประกายพรึก มือถือพัดสีขาวขนาดเล็กด้ามหนึ่ง สวมชุดตัวยาวสีเหลืองอ่อน ครั้นยืนอยู่ตรงนั้นให้ความรู้สึกประดุจต้นหลิวพลิ้วไปตามสายลม งดงามอย่างบอกไม่ถูก
หลินหว่านหรงไม่เคยพบซ่งอวี้หรือพานอัน (ชื่อของหนึ่งในสิบสุดยอดบุรุษรูปงามในจีนยุคโบราณ) มาก่อน แต่จากการคาดการณ์ของเขา เจ้าเด็กสองคนนั้นก็ไม่มีทางสู้คุณชายสะคราญโฉมที่อยู่ตรงหน้าคนนี้ได้แน่
ถึงหลินหว่านหรงจะยอมรับว่าตัวเองหล่อเหลาองอาจสง่างาม แต่ประการแรกก็คือเขามาที่นี่ได้เพียงหนึ่งเดือน ก็ยังคงรู้สึกแปลกแยกกับสภาพแวดล้อมเช่นนี้อย่างหนักหนานัก อีกเหตุผลหนึ่งคือเจ้าคนนี้บนตัวมีกลิ่นเครื่องแป้งประทินโฉม พอดูก็รู้ว่าเป็นคุณชายตระกูลมั่งคั่งที่ชอบขลุกอยู่ในมุ้งทั้งวี่ทั้งวัน เมื่อเทียบกับทรงเจ้าชายขี่ม้าดำ[footnoteRef:2]ของหลินหว่านหรงก็เป็นสองสไตล์โดยสิ้นเชิง [2: เป็นคำตรงข้ามของเจ้าชายขี่ม้าขาว หมายถึงคนที่ไม่รวย ไม่ได้มีฐานะ แต่ใช้สติปัญญาและความสามารถมาดึงดูดใจคน]
ดังนั้นเมื่อพูดถึงสะสวยหลินหว่านหรงจึงเทียบเขาไม่ได้จริงๆ บรรดาคุณชายและคุณหนูที่เขาได้เจอมาทั้งหมดในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมานี้ อีกทั้งไม่มีใครได้ถึงหนึ่งในสิบของคุณชายสะคราญโฉมคนนี้เลย
ข้างกายของคุณชายสะคราญโฉมยังมีเด็กรับใช้ชายหน้าหมดจดคนหนึ่งยืนอยู่ ทั้งยังสะสวยเหลือร้ายเช่นเดียวกัน