ดวงใจอสุรา: ตอนที่ 021 ตอนที่ 21
ตอนที่ 21 หนังสือถอนหมั้นสีเลือด
“แคว่ก...” หลงเจ๋อจิ่งเทียนฉีกแขนเสื้อของตนเองออกมาแล้วกางไว้บนโต๊ะ เขากัดปลายนิ้วชี้ของตนเอง ใช้เลือดที่ไหลออกมาตรงปลายนิ้วเขียนหนังสือถอนหมั้นสีเลือด
“มู่หรงชีชี วันนี้ข้าถอนหมั้นกับสตรีแพศยาอย่างเจ้า หากท่านพ่อกล่าวโทษขึ้นมา ข้าจะอธิบายกับท่านเอง”
มู่หรงชีชียื่นมือออกไปรับหนังสือถอนหมั้นที่หลงเจ๋อจิ่งเทียนโยนมา กวาดตาดูเล็กน้อยก่อนที่จะส่งให้ซู่เยว่เก็บไว้
มู่หรงชีชีดันตัวออกจากอ้อมแขนของคุณชายเหลียน กำหมัดคารวะหลงเจ๋อจิ่งเทียน “ขอบคุณท่านอ๋องที่ทำให้ข้าสมปรารถนา ขอให้ท่านอ๋องเจอสตรีที่ต้องใจในเร็ววัน เป็นคู่คิดคู่ชีวิต ครองคู่กันตราบนานเท่านาน”
คำพูดของมู่หรงชีชีทำให้หลงเจ๋อจิ่งเทียนถึงกับขมวดคิ้ว หรือนางจะรู้เรื่องเซียนพิษแล้ว? แต่เมื่อคิดอีกที มันไม่มีทางเป็นไปได้ที่นางจะรู้เรื่องนี้
“หึ! มู่หรงชีชี เจ้าก็ระวังตัวให้ดีเถอะ!” ในที่สุดเขาก็หาเหตุผลมาถอนหมั้นสตรีไร้ประโยชน์คนนี้ได้แล้ว รู้สึกว่าทั้งร่างกายมันกระปรี้กระเปร่าขึ้นมา ช่างสบายอกสบายใจอะไรเยี่ยงนี้ ไม่มีคู่หมั้นแล้ว เขาก็สามารถไปหาเซียนพิษได้อย่างเปิดเผย แค่คิดถึงนางฟ้ากลางพงไพรคนนั้น หลงเจ๋อจิ่งเทียนก็รู้สึกกระชุ่มกระชวยขึ้นมา
แต่เมื่อเห็นมู่หรงชีชีกำลังยิ้มเบิกบานท่ามกลางแสงแดด หลงเจ๋อจิ่งเทียนก็กลับมีความรู้สึกพ่ายแพ้ ไม่คิดว่านางจะอยากถอนหมั้นขนาดนี้ ไม่อยากได้ตำแหน่ง ‘จิ้งหวางเฟย’ ที่ใครๆ ก็ปรารถนา
ถูกคนไร้ประโยชน์อย่างนางรังเกียจ หลงเจ๋อจิ่งเทียนก็สูญเสียความมั่นใจไปมิใช่น้อย
“ข้าจะเป็นดั่งคำอวยของท่านอ๋องอย่างแน่นอน ข้าจะต้องอายุยืนเป็นร้อยปี ดั่งคนชั่วอายุยืนพันๆ ปี[footnoteRef:2]” [2: คนชั่วอายุยืนพันๆปี(祸害千年):มาจาก 好人不长命,祸害遗千年 ความหมายคือคนดีมักอายุสั้น แต่คนชั่วกลับอายุยาวเป็นพันปี]
คำพูดของมู่หรงชีชีทำให้หลงเจ๋อจิ่งเทียนโกรธจนแทบทนไม่ไหว จนต้องสะบัดแขนเสื้อออกจากตรงนั้นไป ทิ้งทุกคนไว้เบื้องหลัง
“สมน้ำหน้า...” ตวนมู่หงเฉินมองมู่หรงชีชีอย่างสะใจ ก่อนที่จะตามหลังหลงเจ๋อจิ่งเทียนไปติดๆ
“น้องหญิง เจ้าจะหาเรื่องใส่ตัวไปเพื่ออะไร”
เมื่อหลงเจ๋อจิ่งเทียนเดินออกไปแล้ว หลี่อวิ๋นชิงก็ถอนหายใจออกมา เขาไม่ได้โง่เหมือนหลงเจ๋อจิ่งเทียน ถึงจะได้เชื่อในสิ่งที่มู่หรงชีชีปั้นน้ำเป็นตัว เขาแค่คิดไม่ถึงว่ามู่หรงชีชีจะต้องการอิสรภาพขนาดนี้ หรือนางจะเป็นเหมือนเพลงที่นางร้องในค่ำคืนนั้น?
แต่หลี่อวิ๋นชิงก็ดีใจอยู่ลึกๆ ในเมื่อมู่หรงชีชีไม่มีคู่หมั้นคู่หมาย นั่นแสดงว่าเขาก็มีความหวังมิใช่หรือ
“ท่านพี่ ตรามังกรพยัคฆ์นี่สามารถสั่งให้ท่านทำอะไรก็ได้ใช่หรือไม่?” มู่หรงชีชีไม่แปลกใจที่หลี่อวิ๋นชิงดูนางออก บุรุษที่ฉลาดหลักแหลมเช่นเขาจะดูลูกไม้ตื้นๆ ของนางไม่ออกได้อย่างไร
เมื่อเห็นตรามังกรพยัคฆ์ในมือของมู่หรงชีชี สีหน้าของหลี่อวิ๋นชิงก็เคร่งเครียดขึ้นมา “แน่นอน นี่เป็นสัญลักษณ์ของตระกูลหลี่ คนที่มีตรามังกรพยัคฆ์จะขอให้คนของตระกูลหลี่ทำอะไรให้ก็ได้”
“เช่นนั้นก็ดี!” ขนตาดกดำของมู่หรงชีชีกระพือขึ้นลง มีดสั้นในมือกลับถูกซัดไปหาคุณเหลียนอย่างรวดเร็วปานสายฟ้า ทะลุเสื้อผ้าที่เขาสวมใส่
ถึงแม้คุณชายเหลียนจะรับรู้ได้ว่ามีอันตรายใกล้เข้ามา และเขาเองก็พยายามหลบหลีกอย่างรวดเร็วที่สุด แต่ความเจ็บปวดตรงช่วงท้องและความอุ่นร้อนเปียกชื้นที่ทะลุเสื้อผ้าออกมานั้น ก็บ่งบอกเขาว่ามู่หรงชีชีทำให้เขาบาดเจ็บเสียแล้ว
“ชีชี เจ้าจะลอบฆ่าสวามีตัวเองหรือ?” คุณชายเหลียนยิ้มออกมาอย่างขมขื่น กดจุดห้ามเลือดอย่างรวดเร็ว ก่อนจะทายาที่บาดแผล จากนั้นก็ฉีกเสื้อมาพันแผลเอาไว้ เขาก็ลืมไปเสียแล้วว่าก่อนที่เขาจะออกมานั้น ท่านอ๋องก็ได้เตือนเอาไว้ว่าสาวน้อยคนนี้เป็นเสือซ่อนเล็บ ดูเหมือนจะว่านอนสอนง่าย แต่อย่าริอ่านเข้าไปหาเรื่องเชียว
“จิ้นม่อหมอปีศาจมีงานอดิเรกเป็นการปลอมตัวอ้างชื่อคนโน้นคนนี้ตั้งแต่เมื่อไรกัน?”
มู่หรงชีชีถอยไปอยู่อีกฝั่ง ในมือของนางก็คือมีดสั้นที่ได้มาจากซั่งกวานอู๋จี้ “ทำให้ข้าเสื่อมเสียชื่อเสียง แล้วคิดว่าจะออกไปจากที่นี่ได้ง่ายๆ อย่างนั้นหรือ?”
มู่หรงชีชีโยนตรามังกรพยัคฆ์ไปให้หลี่อวิ๋นชิง “ฆ่าเขาซะ!”
หลี่อวิ๋นชิงได้เห็นถึง “ความรวดเร็ว” ของมู่หรงชีชีเป็นครั้งที่สองแล้ว ครั้งแรกก็คือตอนที่นางถีบตวนมู่อีอีลงทะเลสาบ ครั้งที่สองก็คือที่ผ่านมาเมื่อครู่ เงาร่างที่รวดเร็วปานสายฟ้า ขนาดที่ตัวเขาเองยังต้องยอมแพ้ นางยังเป็นสาวน้อยผู้อ่อนแอจริงๆ หรือ?
ไม่มีเวลาให้เขาได้คิดอะไรมานัก หลี่อวิ๋นชิงก็ลงมือโจมตีคุณชายเหลียน
จิ้นม่อที่เมื่อครู่ยังสงสัยในรอยยิ้มชวนฉงนของมู่หรงชีชี ตอนนี้เขาก็เข้าใจแจ่มแจ้งแล้ว เขาหลงกลนางเสียแล้ว ถูกนางต้มเสียจนเปื่อย นางน่าจะรู้มานานแล้วว่าเขาเป็นใคร มิหนำซ้ำยังใช้เขามาแสดงละครตบตาคนอื่น ตอนนี้กลับจะฆ่าเขาทิ้งเสียอย่างนั้น
จริงดั่งสุภาษิตเขาว่า มีแค่สตรีและคนถ่อยที่เข้าด้วยได้ยาก[footnoteRef:3] ยิ่งกับสตรีถ่อยอย่างมู่หรงชีชียิ่งไม่ควรไปยุ่งเกี่ยว [3: มีแค่สตรีและคนถ่อยที่เข้าด้วยได้ยาก(唯女人和小人难养):เป็นคำสอนของขงจื๊อ “唯女子与小人难养也,近之则不逊,远之则怨。” หมายถึง มีแต่สตรีและคนถ่อยที่เข้าด้วยได้ยาก เข้าใกล้เกินไปก็จะลามปาม ไม่มีมารยาท พอตีตัวออกห่างก็จะแค้นเคือง ไม่พอใจ]
ซั่งกวานอู๋จี้ที่ยืนอยู่อีกฝั่งเมื่อได้ฟังคำพูดเมื่อครู่ ในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้วว่าบุรุษชุดฟ้าที่อยู่ตรงหน้าเขาไม่ใช่คุณชายเหลียน แค่คิดได้ว่าเป็นเพราะคำพูดเลอะเทอะเหลวไหลของเขาที่ทำให้มู่หรงชีชีเสื่อมเสียชื่อเสียง ซั่งกวานอู๋จี้ก็โกรธจนสองมือกำหมัดแน่น ตะโกนออกมาเสียงดัง ก่อนที่จะโจมตีด้านหลังของจิ้นม่อ
“มู่หรงชีชี อย่างน้อยข้าก็ช่วยเจ้า เหตุใดเจ้าถึงได้กินบนเรือนขี้บนหลังคาเช่นนี้?” ถึงแม้จิ้นม่อจะเป็นจอมยุทธ์ขั้นเจ็ด แต่เมื่อถูกหลี่อวิ๋นชิงและซั่งกวานอู๋จี้ประกบหน้าประกบหลังร่วมกันโจมตี เขาก็ยากที่จะหลบหนีไปได้
“ปลอมตัวอ้างชื่อคุณชายเหลียนถือเป็นโทษกระทงที่หนึ่ง ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงเป็นกระทงที่สอง มีเจตนาชั่วร้ายเป็นกระทงที่สาม จิ้นม่อ เจ้าไม่ยอมอยู่ที่แคว้นเป่ยโจวแต่มาที่แคว้นซีฉีเพื่อการใดกันแน่? ปลอมเป็นคุณชายเหลียนมาเข้าใกล้ฮองเฮา เจ้าว่าพวกข้าควรจับเจ้าส่งให้ศาลต้าหลี่[footnoteRef:4]ไต่สวนหรือไม่? หรือเจ้ามาซีฉีในครัั้งนี้มีภารกิจลับอะไร?” [4: ศาลต้าหลี่(大理寺):ศาลสูงสุดของจีนโบราณ คำว่า寺ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงวัด 寺ในสมัยจีนโบราณหมายถึงหน่วยงานราชการ ]
มู่หรงชีชียืนอยู่ในเงามืด พูดด้วยน้ำเสียงสบายๆ แต่เมื่อมาเข้าหูของจิ้นม่อ เขาก็ถึงกับเซจนเกือบร่วงลงมาเลยทีเดียว เยี่ยม! ช่างเยี่ยมจริงๆ! นางไม่เพียงแค่เปิดเผยสถานะของเขา แต่ยังใส่ความโทษหนักขนาดนี้ให้เขาอีก
ใครๆ ก็รู้ว่าจิ้นม่อหมอพิลึกเป็นลูกน้องคนสนิทของหนานหลินอ๋องเฟิ่งชาง แล้วเขามาปรากฏตัวในแคว้นซีฉี อีกทั้งยังเข้าใกล้ฮองเฮาของซีฉี เป็นใครก็ต้องคิดว่าเขามีความลับที่เปิดเผยไม่ได้ มีแผนร้ายบางอย่างเป็นแน่แท้
นางช่างเหมาะกับการเล่นเล่ห์เหลี่ยมทางการเมืองจริงๆ ฆ่าคนได้โดยไร้ร่องรอยใดใดทั้งสิ้น
หลี่อวิ๋นชิงและซั่งกวานอู๋จี้เองก็เข้าใจในสิ่งที่มู่หรงชีชีต้องการจะสื่อ โดยเฉพาะเมื่อคิดไปถึงแคว้นเป่ยโจวที่มีหนานหลินอ๋องเฟิ่งชาง ผู้ได้รับสมญาณามว่า “อ๋องปีศาจ” เขาสองคนต่างก็ตกตะลึง ยิ่งลงมือหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ
ในฐานะของคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถรของแคว้นซีฉี ทั้งหลี่อวิ๋นชิงและซั่งกวานอู๋จี้ต่างก็มีความสามารถเต็มเปี่ยม หลี่อวิ๋นชิงถนัดการต่อสู้ในระยะประชิด อาวุธของเขาคือขลุ่ยหยกเขียว ชุดสีครามยิ่งเสริมให้เขาดูโดดเด่นราวกับเทวดาที่ลอยลงมา
ซั่งกวานอู๋จี้เกิดในตระกูลแม่ทัพ แค่ดูกระบวนท่าที่เขาออกก็รู้แล้วว่าพื้นฐานการต่อสู้เขาแน่นหนาเพียงใด กระบวนท่าหมัดเหล็กคู่ของเขานั้นหนักหน่วงรุนแรง จนมู่หรงชีชีจินตนาการออกว่า ถ้าหากหมัดของเขาไปกระทบใบหน้า “หล่อเหลา” ของจิ้นม่อแล้วผลลัพธ์มันจะเป็นเช่นไร
จิ้นม่อรู้สึกว่าทั้งชีวิตนี้ เขาไม่เคยมีสภาพที่ดูไม่จืดขนาดนี้มาก่อน เริ่มแรกก็ถูกมู่หรงชีชีลอบโจมตีที่ท้องจนได้แผลไม่ลึกไม่ตื้นมาหนึ่งแผล แต่เลือดกลับไม่หยุดไหล ตอนนี้ก็ถูกจอมยุทธ์ฝีมือขั้นเจ็ดสองคนรุมโจมตีอีก ยิ่งทำให้สถานการณ์ของเขาในตอนนี้เลวร้ายขึ้นไปอีก
มู่หรงชีชีช่างน่าตาย นางน่าจะเคลือบยาพิษไว้บนมีดสั้น จิ้นม่อเริ่มรู้สึกว่าปากแผลเริ่มชา จนสุดท้ายเขาก็รู้สึกชาไปทั่วทั้งร่าง กระบวนท่าการต่อสู้ก็ค่อยๆ ช้าลง “ผัวะ!” หลังของจิ้นม่อถูกซั่งกวานอู๋จี้ต่อยเข้าเต็มเหนี่ยว
มันน่าตายนัก! เพื่อไม่ให้ถูกพิษของยาชาเล่นงานจนไม่รู้สึกตัว จิ้นม่อจึงตัดสินใจดึงผ้าพันแผลออก เลือดสดๆ ไหลออกมาอีกครั้ง ความเจ็บปวดทำให้เขารู้สึกตัวมากขึ้น จิ้นม่อเริ่มรู้สึกเสียใจที่ไม่ฟังคำเตือนของเฟิ่งชางที่บอกให้ระวังสตรีคนนี้ไว้ สตรีที่เฟิ่งชางถูกตาต้องใจไม่มีทางที่จะเป็นสตรีธรรมดาไปได้
ทั้งสามคนต่อสู้กันภายในตระกูลตวนมู่ เสียงดังครึกโครมจนตวนมู่เหล่ยและตวนมู่ชิงก็มารู้เรื่องนี้ไปด้วย ตวนมู่ชิงเมื่อรู้ว่าบุรุษที่มารักษานางไม่ใช่คุณชายเหลียน แต่กลับเป็นจิ้นม่อหมอปีศาจ นางก็ถึงกับหน้าซีดเผือด
เมื่อครู่นางให้จิ้นม่อจับชีพจร ความลับที่มารดาแห่งแผ่นดินอย่างนางมิสามารถทรงครรภ์ได้ กลับมาถูกคนจากดินแดนอื่นรู้เข้า แล้วจะให้นางเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ชั่วขณะนั้นภายในใจของนางก็มีแต่ความอับอายอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน บุรุษผู้นี้จะปล่อยให้รอดไปไม่ได้ ต้องตายสถานเดียวเท่านั้น
“ทหาร! สังหารผู้ร้ายจากแคว้นเป่ยโจวนี่เสีย!”