วิวาห์พลิกชะตา: ชาตินี้ข้าขอแต่งงานกับพระรอง

วิวาห์พลิกชะตา: ชาตินี้ข้าขอแต่งงานกับพระรอง: ตอนที่ 8 เจ้าไม่รู้จักยั่วยวนหรือ? ตอนที่ 8

#8ตอนที่ 8 เจ้าไม่รู้จักยั่วยวนหรือ?

เสิ่นเย่าถูกคำถามนี้ทำเอาตกใจ นิ้วมือสั่นสะท้านจนช้อนเอียงไปเล็กน้อย ยาสีน้ำตาลไหม้กระฉอกใส่ริมฝีปากของเซี่ยยวนสองสามหยด

นางรีบดึงผ้าเช็ดหน้าออกมาจากแขนเสื้อ ด้วยความรีบร้อน ปลายนิ้วของนางจึงสัมผัสถูกแก้มของเซี่ยเยวียนเข้า

ขนตาของเซี่ยยวนกระตุกไหวเล็กน้อย

แต่เสิ่นเย่าหันไปมองชิวซาน จึงไม่ทันได้สังเกตเห็น

หัวใจนางเต้นดังกลองศึก จับจ้องไปที่ชิวซาน

โชคยังดี เขาลูบคางครุ่นคิดแล้วเอ่ยว่า “การผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเช็ดเนื้อเช็ดตัว จะต้องพลิกตัวท่านอ๋องด้วย พระชายาท่านเป็นสตรี กำลังวังชาอาจจะไม่พอที่จะขยับท่านอ๋องได้ เรื่องเหล่านี้ให้ข้าน้อยจัดการดีกว่า”

เสิ่นเย่าถอนหายใจด้วยความโล่งอก

นางสงบสติอารมณ์ วางผ้าเช็ดหน้าลง “ใช่แล้ว ในเรือนแห่งนี้ นอกจากเจ้ากับหยินจูแล้ว ยังมีคนอื่นๆ ที่ข้ายังไม่ทันได้เห็นหน้าอีก เจ้าเรียกพวกเขามาให้ข้าได้พบเจอสักหน่อย”

ชิวซานรับคำเสียงดัง

“แต่พระชายา มีเรื่องหนึ่งที่ท่านต้องรู้ไว้”

“เรื่องใดหรือ”

ชิวซานกล่าว “จวนอ๋องแบ่งออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งคือเรือนแห่งนี้ อีกฝ่ายคือเรือนด้านนอก ไม่ว่าจะเป็นการจัดสรรบุคลากรหรือค่าใช้จ่าย ล้วนแยกกันจัดการ”

เสิ่นเย่างุนงงเล็กน้อย รู้สึกแปลกใจอยู่มาก “เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้”

“ท่านอ๋องได้จัดการไว้แบบนี้ตั้งแต่ตอนที่รับน้าสะใภ้โจวเข้ามาอยู่ในจวนแล้ว แต่เพราะเหตุใดหรืออย่างไร ข้าน้อยไม่เคยถาม ทว่ายามนี้เรือนด้านนอกทั้งหมดอยู่ภายใต้การดูแลของน้าสะใภ้โจว ส่วนเรือนแห่งนี้ ก่อนหน้านี้ท่านอ๋องดูแลเอง แต่หลังจากที่ท่านอ๋องหมดสติ ข้าน้อยก็รับช่วงต่อมาดูแลเป็นการชั่วคราว แต่ข้าน้อยก็จัดการได้ไม่ดีนัก จึงค่อนข้างจะวุ่นวาย น้าสะใภ้โจวเคยเสนอตัวหลายครั้งว่าจะเข้ามาดูแล แต่ข้าน้อยไม่เห็นด้วย…”

กล่าวมาถึงตรงนี้ ชิวซานก็รู้สึกละอาย เขาเหลือบมองเสิ่นเย่า “โชคดีที่ต่อจากนี้ไป มีพระชายาแล้ว”

ไม่รู้เพราะเหตุใด แม้จะเพิ่งรู้จักกันได้เพียงไม่นาน แต่ชิวซานกลับมีความเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งในตัวของเด็กสาววัยสิบเจ็ดปีผู้นี้

ส่วนเสิ่นเย่ากำลังครุ่นคิด

ก่อนจะแต่งงานเข้ามา นางไม่รู้เลยว่าจวนอ๋องจิ้งเป็นเช่นนี้

ทว่าสถานการณ์เช่นนี้กลับทำให้นางรู้สึกโล่งใจขึ้นมาก อย่างน้อยๆ ก็ไม่ต้องตกอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้ใด หลายสิ่งหลายอย่าง นางสามารถตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง

ก้าวพ้นประตูเรือน ความร้อนของคิมหันต์ฤดูก็โถมปะทะเข้ากับใบหน้า

ชิวซานยกเก้าอี้มาตัวหนึ่ง วางไว้ที่ระเบียงใต้ร่มเงา

ไม่นาน เว้นแต่องครักษ์ที่พกกระบี่ บรรดาบ่าวไพร่ในเรือนทั้งหมดก็ถูกเรียกมารวมตัวกัน

เสิ่นเย่านั่งบนเก้าอี้ กวาดสายตามอง พบว่ามีบ่าวรับใช้ชายหกคน สาวใช้หกคน และแม่นมอีกสองคน

ทันทีที่เอ่ยปาก นางสั่งให้พวกเขารายงานทีละคนว่าเข้ามาในจวนได้อย่างไร เคยรับใช้ที่ไหนมาก่อน แล้วปกติทำสิ่งใดบ้าง

หลังจากรับฟังแล้ว นางก็พอเข้าใจโดยสังเขป

แม่นมทั้งสองคนเข้าวังตั้งแต่เล็ก เดิมรับใช้ใกล้ชิดข้างกายฮองไทเฮาซูเสียนมาก่อน เมื่อเซี่ยยวนได้ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นอ๋องจิ้ง ไทเฮาก็ส่งแม่นมสี่คนมาช่วยดูแลกิจการภายในจวน

หลายปีที่ผ่านมา แม่นมคนหนึ่งอายุมากจึงกลับบ้านเกิดไป อีกคนก็เสียชีวิตไปแล้ว เหลือเพียงสองคนนี้ คนหนึ่งแซ่จ้าว อีกคนแซ่อวี๋

ส่วนบ่าวรับใช้ชายหญิงที่เหลืออยู่ บ้างก็เป็นบุตรหลานของข้าราชบริพารข้างกายฮองไทเฮา บ้างก็เป็นญาติของทหารใต้บังคับบัญชาของเซี่ยยวน มีทั้งคนงานที่สามารถทำงานหยาบกวาดถูเรือน และพวกที่อ่านออกเขียนได้มีความรู้ความสามารถในการจัดการงานต่างๆ

โดยรวมแล้ว การใช้คนมีความน่าเชื่อถือ และการจัดสรรก็สมเหตุสมผล

แล้วก็เนื่องจากชิวซานยืนอยู่ด้านหลังเสิ่นเย่า รูปร่างใหญ่โตกำยำ สถานะรองแม่ทัพ ทุกคุณสมบัติที่กล่าวมาล้วนชวนให้ผู้คนรู้สึกกดดัน

ดังนั้น ทุกคนจึงสำรวมอ่อนน้อมต่อพระชายาอ๋องจิ้งผู้อ่อนเยาว์คนนี้

ทุกสิ่งอย่างทำให้เสิ่นเย่ารู้สึกราวกับว่า มีการเตรียมการทุกอย่างในเรือนแห่งนี้ไว้ล่วงหน้า เพียงแค่รอให้นายหญิงเข้ามา

เซี่ยยวนคงเตรียมการทั้งหมดนี้ไว้เพื่อสตรีในดวงใจของเขากระมัง

ไม่คิดเลยว่าเสิ่นเย่าที่เกิดใหม่ จะเป็นผู้ได้รับประโยชน์แทนสตรีนางนั้น

เสิ่นเย่าแอบถอนหายใจอยู่ในใจ แล้วหันไปพูดกับทุกคนว่า “ด้วยพระเมตตาของฝ่าบาท ข้าจึงได้แต่งงานครองคู่กับท่านอ๋อง ได้เป็นพระชายาอ๋องจิ้ง ข้าเติบโตในจวนแม่ทัพตั้งแต่เด็ก ไม่เข้าใจเรื่องราวซับซ้อนในเรือนหลัง แต่รู้เพียงเรื่องเดียว คือขอแค่ทุกคนทำงานในหน้าที่ของตนเองให้ดี ย่อมได้รับรางวัลและผลตอบแทนอย่างแน่นอน เห็นแก่ที่อากาศร้อนอบอ้าว ลำบากต้องมายืนฟังข้าพูดอยู่แบบนี้ ประเดี๋ยวพวกเจ้าสามารถไปรับถั่วเขียวต้มเย็นๆ คนละหนึ่งถ้วยที่ห้องครัวเล็กได้”

ทุกคนต่างประหลาดใจเล็กน้อย

แต่การยืนอยู่กลางแดดทำให้ทุกคนมีเหงื่อผุดซึมที่หน้าผาก เมื่อได้ยินว่ามีถั่วเขียวต้มเย็นๆ ทุกคนก็อดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายไปตามๆ กัน

เสิ่นเย่ากล่าวต่อ “นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ช่วงบ่าย ทุกคนจะได้รับต้มถั่วเขียวคนละหนึ่งถ้วย จนกว่าฤดูร้อนจะผ่านพ้นไป หากถ้วยเดียวไม่พอ ก็ไปขอเติมได้ ถ้ายังต้องการสิ่งอื่นใดอีก ก็บอกชิงเชวี่ยไว้ ข้าจะพิจารณาจัดเตรียมให้ตามสมควร”

ทุกคนรีบก้มศีรษะขอบคุณ

เสิ่นเย่าคิดในใจว่า นี่คงเป็น ‘พระเดชพระคุณ’ แบบที่พี่สะใภ้เคยพูดไว้กระมัง

ให้พวกเขาตากแดดสักพัก แต่ก็ให้ต้มถั่วเขียวคลายร้อย

พวกเขาจะเกรงกลัวในอำนาจของพระชายา แต่ก็จะจดจำความเมตตาของนางด้วย

เช่นนี้แล้ว การทำสิ่งใดในภายหลังก็จะง่ายขึ้นมาก

ครั้นจำหน้าคนทั้งเรือนได้ครบถ้วนแล้ว เสิ่นเย่าก็ไปดูสมุดบัญชีต่อ

ดังที่ชิวซานบอกไว้ เขาไม่ประสีประสาอันใดในเรื่องนี้เลย บัญชียุ่งเหยิงไม่พอ ลายมือของเขาก็ยุ่งเหยิงเสียยิ่งกว่าไก่เขี่ยอีก

เสิ่นเย่าอดกลั้นอ่านไป จนเผลอลืมเลือนเวลา

“พระชายา พักผ่อนสักหน่อยเถอะเจ้าค่ะ หากยังฝืนดูต่อไป ดวงตาของท่านจะเสียเอา”

จนกระทั่งชิงเชวี่ยเข้ามาจากด้านนอก

เสิ่นเย่ายังคงพยายามแยกแยะว่าคราบหมึกนั้นเขียนว่าอะไร แล้วถามอย่างไม่ใส่ใจ “ยามใดแล้ว”

“ยามกุล[1]แล้วเจ้าค่ะ”

เสิ่นเย่าชะงัก เงยหน้าขึ้น

เพราะก้มหน้าเป็นเวลานาน คอและไหล่ทั้งหมดจึงแข็งทื่อ เพียงแค่ขยับเล็กน้อยก็รู้สึกปวดตึง

เสิ่นเย่าสูดหายใจเบาๆ พลางใช้มือคลึงต้นคอ นางมองไปยังความมืดมิดภายนอกที่เหมือนภาพวาดด้วยหมึก ไม่คิดเลยว่าดึกขนาดนี้แล้ว

วันนี้ยังไม่ได้ไปพบน้าสะใภ้โจวเลย

……

หอราตรีรัญจวน

นางโจวขมวดคิ้วแน่น ตบโต๊ะดังปัง “สตรีแซ่เสิ่นผู้นั้น มิได้เห็นข้าเป็นผู้ใหญ่ในสายตาเลยสักนิด!”

เซวียเจียวเย่ว์ บุตรีคนเล็กของนางกำลังนั่งปักผ้าอยู่ข้างๆ กล่าวขึ้นโดยไม่ได้เงยหน้า “ท่านแม่ พี่สะใภ้ไม่ได้ทำอะไรผิดเสียหน่อย ท่านเป็นแค่น้าสะใภ้ โลกนี้มีธรรมเนียมไหนกันที่ให้สะใภ้คนใหม่มาคำนับน้าสะใภ้ตั้งแต่วันแรกที่เข้าบ้าน”

“แต่ข้าเป็นผู้ดูแลจวนแห่งนี้นะ!”

เซวียเจียวเย่ว์พึมพำ “แต่เรือนของพวกเขาไม่ได้อยู่ใต้การดูแลของท่านนี่นา...”

นางโจวสะอึก จ้องบุตรีตาเขม็ง “ลูกอกตัญญู หันหลังให้คนในครอบครัว! ยังเรียกนางว่าพี่สะใภ้อีก เดิมทีตำแหน่งพระชายาอ๋องจิ้งควรจะเป็นของเจ้า!”

เห็นเซวียเจียวเย่ว์ยังคงก้มหน้างจ้องมองงานปัก นางโจวก็โมโห คว้าผ้าขึ้นมาอย่างฉุนเฉียว “หยุดปักเดี๋ยวนี้! วันๆ เอาแต่ปักๆ ไม่รู้จะได้อะไรขึ้นมา! ทำไมข้าถึงได้มีลูกสาวที่ไม่ได้เรื่องอย่างเจ้า!”

เซวียเจียวเย่ว์ไม่ทันระวัง ถูกเข็มเงินบาดปลายนิ้ว ทิ้งรอยเลือดเป็นทางยาว

นางเจ็บจนสูดปากซี๊ด ตาแดงก่ำ กำปลายนิ้วไว้ ร่ำไห้ด้วยความน้อยใจ “ข้าไม่ได้อยากแต่งงานกับพี่เขาเสียหน่อย พี่เขาก็ไม่ได้สนใจข้า…”

นางโจวแค้นใจที่ลูกสาวไม่เอาไหน “โง่เง่า! เขาไม่สนใจเจ้า เจ้าไม่รู้จักยั่วยวนหรือ? หากเจ้าสามารถขึ้นเตียงกับเขาได้ ต่อให้เขาไม่ชอบเจ้า ก็ต้องแต่งงานรับเจ้าเป็นภรรยาอยู่ดี!”

นางกัดฟัน กล่าวด้วยความแค้น “ถ้าเจ้าไม่ได้เป็นพระชายาอ๋องจิ้ง ไม่ช้าก็เร็วจวนอ๋องจิ้งจะต้องตกไปอยู่ในมือคนอื่น!”

น้ำตาของเซวียเจียวเย่ว์คลอเบ้า “แต่จวนอ๋องจิ้งไม่ใช่ของเราตั้งแต่แรก พี่เขาใจดี ถึงรับเรามาอยู่ด้วย…”

“เพียะ!”

ฝ่ามือหนึ่งกระทบแก้มดังลั่น ตัดบทถ้อยคำที่ยังไม่ทันเอ่ยจบของนาง

นางโจวเดือดดาล ด่าทอไม่หยุด “สู้พี่สาวของเจ้าไม่ได้เลยจริงๆ! รู้อย่างนี้ข้าควรจะให้เจ้าติดตามมาอยู่กับข้าตั้งแต่เล็ก ไม่ควรให้อยู่กับพ่อของเจ้าเลยจริงๆ เจ้าถึงได้กลายเป็นคนอ่อนแอไร้ความสามารถ ไม่รู้จักต่อสู้แย่งชิง! ถ้าไม่ใช่เพราะพี่สาวของเจ้าแต่งงานไปก่อนแล้ว อ๋องจิ้งคนนี้น่ะ เสร็จพี่สาวเจ้าไปนานแล้ว!”

[1] ยามกุล ‘亥时’ หมายถึงช่วงเวลา 21.00 น. ถึง 23.00 น

วิวาห์พลิกชะตา: ชาตินี้ข้าขอแต่งงานกับพระรอง: ตอนที่ 8 เจ้าไม่รู้จักยั่วยวนหรือ? ตอนที่ 8