นายกย้ำถกฮุนเซนเห็นตรงกันเลี่ยงปะทะ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์ โดยระบุว่า ขณะนี้อาการป่วยของบิดา ที่รักษาตัวที่โรงพยาบาลรามาธิบดี อาการดีขึ้นแล้ว หลังจากที่ได้เดินทางไปเยี่ยมเมื่อเช้านี้ ทันทีที่เดินทางกลับจากการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ หรือ UN ครั้งที่ 65 ที่นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ก่อนกลับเข้าบ้านพักย่านสุขุมวิท 31 เพื่ออาบน้ำและเปลี่ยนชุด ก่อนเดินทางไปออกอากาศที่ช่อง 11
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวด้วยว่า ในระหว่างที่อยู่สหรัฐอเมริกา ได้มีโอกาสได้พบปะและร่วมหารือ สมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรี ของกัมพูชา ถึงปัญหาข้อพิพาทระหว่างสองประเทศ โดยจากการหารือเห็นตรงกัน ที่จะหาทางหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง และเพื่อเป็นการกระชับความสัมพันธ์ ควรมีการแลกเปลี่ยนการเยือนของรัฐมนตรี สื่อมวลชน การจัดคอนเสิร์ต การแข่งขันกีฬา ร่วมกันบ้าง โดยในปีนี้พบว่า ตัวเลขการค้าชายแดนไทย-กัมพูชาเพิ่มขึ้น ดังนั้นอาจมีการร่วมมือกันในหลายด้าน เช่น เปิดจุดถาวรเพิ่ม การสร้างถนน ส่วนเรื่อง กรอบเจรจาของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา หรือ JBC นั้น ทางกัมพูชาก็เข้าใจดีว่า ต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาก่อน ทั้งนี้ยืนยันว่า ในระยะหลังมานี้ ความสัมพันธ์ทั้งสองประเทศ อยู่ในจุดที่ดีขึ้นหลังมีการปรับระดับทางการทูต
นายกเผยต่างชาติทึ่งศก.ไทยGDPปี53โต8%ว่างงานแค่1%หนี้สาธารณะ42%
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการเชื่อมั่นประเทศไทย กับนายกฯ อภิสิทธิ์ ว่า สภาธุรกิจสหรัฐ อาเซียน รู้สึกตื่นเต้น ต่อตัวเลขอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยในปีนี้ ที่ขยับขึ้นสูงมาใกล้ร้อยละ 8 รวมถึงตัวเลขการว่างงานต่ำมาก แค่ร้อยละ 1 ส่วนหนี้สาธารณะ อยู่ที่ร้อยละ 42-43 / GDP เท่านั้น ซึ่งเป็นผลมาจากการวางแผนนโยบายของประเทศในปีก่อน ที่มีการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ ให้มีเสถียรภาพ พร้อมๆกับการเดินหน้าการค้าต่างประเทศ ทำให้ปีนี้ส่งออกขยายได้ถึงกว่าร้อยละ 30 ส่วนตลาดหุ้นของไทยในปีนี้ ดัชนีเพิ่มสูงขึ้นถึงร้อยละ 30 หากเทียบกับเงินบาท และ ร้อยละ 35 หากเทียบเป็นดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือว่ามีความร้อนแรงมาก หากเทียบกับตลาดอื่นๆในโลก ทั้งนี้มองว่าเศรษฐกิจไทย ยังโตได้อย่างต่อเนื่อง จากโครงการไทยเข้มแข็งของรัฐบาล ที่มีถึงปี 2555 อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังกังวลสถานการณ์การเมืองของไทย ปัญหามาบตาพุด และ 3G
นายกรัฐมนตรี เปิดเผยด้วยว่า วันพฤหัสบดีที่ 30 กันยายนนี้ จะมีการตั้งกรรมาธิการร่วมให้แล้วเสร็จ เพื่อที่จะเร่งให้มีกฎหมายออกมาจัดตั้ง กสทช. โดยเร็ว ในสิ้นปีนี้เพื่อเดินหน้าตั้งกรรมการ กสทช. ต่อไป
อย่างไรก็ตาม การที่ไม่เปิดเสรีให้ผู้ประกอบการทำธุรกิจ 3G เพื่อต้องการให้เกิดการใช้ทรัพยากรที่คุ้มค่า ไม่เกิดการซ้ำซ้อน ดังนั้นจึงได้ให้ กระทรวงการคลัง และกระทรวง ICT กทช. และ กสทช. ที่จะมีในอนาคต วางแนวทางร่วมกัน ให้เกิดความพอดี ให้เกิดการแข่งขันที่ผู้ประกอบการทุกรายไปรอด ส่วนการที่จะให้ผู้ประกอบการปรับจาก 2G ที่อยู่ในปัจจุบัน เป็น 3G นั้น คงไม่สามารถทำได้ เนื่องจากคู่สัญญามีอายุสัมปทานที่ต่างกัน และการลงทุนนั้นค่อนข้างมาก การเก็บเกี่ยวรายได้ จึงต้องเป็นระยะยาวถึงจะคุ้มทุน
นายกฯ เตรียม ถก ครม.หามาตรการหยุดเหตุระเบิด
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นในช่วง 2 วันที่ผ่านมา ว่า พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้เข้าสรุปเหตุการณ์ระเบิดโดยเหตุระเบิดที่ถนนพระราม 3 ซอย 29 และที่ย่านตลิ่งชัน นั้นเป็นเรื่องส่วนตัว ขณะที่เหตุระเบิดหน้าสนามม้านางเลิ้ง เมื่อคืนนี้ อยู่ระหว่างการตรวจสอบ ขณะเดียวกัน ตนเห็นว่า ต้องมีการเข้มงวดเรื่องอาวุธให้มากขึ้น อีกทั้งการนำระเบิดมาก่อเหตุง่ายขึ้น ตนก็จะนำเรื่องดังกล่าว เข้าหารือในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อหามาตรการควบคุมป้องปราม เพื่อทำได้อย่างไรบ้าง รวมทั้งต้องหาแหล่งที่มาของอาวุธ ทั้งนี้ต้องหยุดเหตุระเบิดให้ได้ อย่างไรก็ตาม ที่หน้าสนามม้านางเลิ้ง ยังไม่สามารถสรุปได้ว่า จะเป็นการท้าทายอำนาจรัฐ
นายกฯเผยมีความเป็นไปได้เลิกพ.ร.ก.อีสาน
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่กระทรวงมหาดไทย เตรียมเสนอให้มีการยกเลิกการประกาศใช้พระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในพื้นที่ จ.ขอนแก่น จ.นครราชสีมา และ จ.อุดรธานี ว่า มีความเป็นไปได้ที่จะยกเลิกในพื้นที่ภาคอีสานตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ ขณะเดียวกันก็ต้องฟังข้อมูลจากหน่วยงานต่างๆ หลายทาง เพราะยังมีความเคลื่อนไหว ก่อเหตุรุนแรงวินาศกรรม ซึ่งต้องระมัดระวัง ไม่ให้เป็นเงื่อนไขลุกลามต่อไปได้ ทั้งนี้ตนได้ขอให้ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ ศอฉ. จัดทำสรุปการใช้อำนาจตามพระราชกำหนดบริหารราชการ ในสถานการณ์ฉุกเฉิน ให้มีความชัดเจนด้วย เนื่องจาก ยังมีการเข้าใจผิดของกลุ่มที่ดูแลด้านสิทธิมนุษยชน เพราะยังมีความคลาดเคลื่อนมาก ซึ่งตนมองว่า จะเป็นการนำข้อมูลไปไม่ครบถ้วน
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่มีการเดินหน้าสร้างความปรองดอง จนส่งผลให้มีการเตรียมหานายกรัฐมนตรีคนต่อไปนั้น มองว่าเป็นเรื่องธรรมดา ที่จะมีการคาดการณ์ เพราะยังมีเรื่องการยุบพรรคประชาธิปัตย์อยู่ อีกทั้งนักการเมือง อาจจะมองถึงว่าหากเกิดเหตุใดขึ้นแล้วจะทำอย่างไร ขณะเดียวกันตนไม่รู้สึกว่าเก้าอี้สั่นคลอน และไม่ได้ให้ความสำคัญกับการเคลื่อนไหวางการเมือง ส่วนคดียุบพรรคนั้นขอให้ศาลตัดสินตามความเป็นจริง ไม่อยู่ภายใต้ภาวะกดดัน อีกทั้งคณะทำงานของพรรค ก็ได้ทำอย่างเต็มที่แล้ว และจะชนะหรือแพ้นั้นก็จะเคารพศาล
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวด้วยว่า ในระหว่างที่อยู่สหรัฐอเมริกา ได้มีโอกาสได้พบปะและร่วมหารือ สมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรี ของกัมพูชา ถึงปัญหาข้อพิพาทระหว่างสองประเทศ โดยจากการหารือเห็นตรงกัน ที่จะหาทางหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง และเพื่อเป็นการกระชับความสัมพันธ์ ควรมีการแลกเปลี่ยนการเยือนของรัฐมนตรี สื่อมวลชน การจัดคอนเสิร์ต การแข่งขันกีฬา ร่วมกันบ้าง โดยในปีนี้พบว่า ตัวเลขการค้าชายแดนไทย-กัมพูชาเพิ่มขึ้น ดังนั้นอาจมีการร่วมมือกันในหลายด้าน เช่น เปิดจุดถาวรเพิ่ม การสร้างถนน ส่วนเรื่อง กรอบเจรจาของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา หรือ JBC นั้น ทางกัมพูชาก็เข้าใจดีว่า ต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาก่อน ทั้งนี้ยืนยันว่า ในระยะหลังมานี้ ความสัมพันธ์ทั้งสองประเทศ อยู่ในจุดที่ดีขึ้นหลังมีการปรับระดับทางการทูต
นายกเผยต่างชาติทึ่งศก.ไทยGDPปี53โต8%ว่างงานแค่1%หนี้สาธารณะ42%
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการเชื่อมั่นประเทศไทย กับนายกฯ อภิสิทธิ์ ว่า สภาธุรกิจสหรัฐ อาเซียน รู้สึกตื่นเต้น ต่อตัวเลขอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยในปีนี้ ที่ขยับขึ้นสูงมาใกล้ร้อยละ 8 รวมถึงตัวเลขการว่างงานต่ำมาก แค่ร้อยละ 1 ส่วนหนี้สาธารณะ อยู่ที่ร้อยละ 42-43 / GDP เท่านั้น ซึ่งเป็นผลมาจากการวางแผนนโยบายของประเทศในปีก่อน ที่มีการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ ให้มีเสถียรภาพ พร้อมๆกับการเดินหน้าการค้าต่างประเทศ ทำให้ปีนี้ส่งออกขยายได้ถึงกว่าร้อยละ 30 ส่วนตลาดหุ้นของไทยในปีนี้ ดัชนีเพิ่มสูงขึ้นถึงร้อยละ 30 หากเทียบกับเงินบาท และ ร้อยละ 35 หากเทียบเป็นดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือว่ามีความร้อนแรงมาก หากเทียบกับตลาดอื่นๆในโลก ทั้งนี้มองว่าเศรษฐกิจไทย ยังโตได้อย่างต่อเนื่อง จากโครงการไทยเข้มแข็งของรัฐบาล ที่มีถึงปี 2555 อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังกังวลสถานการณ์การเมืองของไทย ปัญหามาบตาพุด และ 3G
นายกรัฐมนตรี เปิดเผยด้วยว่า วันพฤหัสบดีที่ 30 กันยายนนี้ จะมีการตั้งกรรมาธิการร่วมให้แล้วเสร็จ เพื่อที่จะเร่งให้มีกฎหมายออกมาจัดตั้ง กสทช. โดยเร็ว ในสิ้นปีนี้เพื่อเดินหน้าตั้งกรรมการ กสทช. ต่อไป
อย่างไรก็ตาม การที่ไม่เปิดเสรีให้ผู้ประกอบการทำธุรกิจ 3G เพื่อต้องการให้เกิดการใช้ทรัพยากรที่คุ้มค่า ไม่เกิดการซ้ำซ้อน ดังนั้นจึงได้ให้ กระทรวงการคลัง และกระทรวง ICT กทช. และ กสทช. ที่จะมีในอนาคต วางแนวทางร่วมกัน ให้เกิดความพอดี ให้เกิดการแข่งขันที่ผู้ประกอบการทุกรายไปรอด ส่วนการที่จะให้ผู้ประกอบการปรับจาก 2G ที่อยู่ในปัจจุบัน เป็น 3G นั้น คงไม่สามารถทำได้ เนื่องจากคู่สัญญามีอายุสัมปทานที่ต่างกัน และการลงทุนนั้นค่อนข้างมาก การเก็บเกี่ยวรายได้ จึงต้องเป็นระยะยาวถึงจะคุ้มทุน
นายกฯ เตรียม ถก ครม.หามาตรการหยุดเหตุระเบิด
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นในช่วง 2 วันที่ผ่านมา ว่า พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้เข้าสรุปเหตุการณ์ระเบิดโดยเหตุระเบิดที่ถนนพระราม 3 ซอย 29 และที่ย่านตลิ่งชัน นั้นเป็นเรื่องส่วนตัว ขณะที่เหตุระเบิดหน้าสนามม้านางเลิ้ง เมื่อคืนนี้ อยู่ระหว่างการตรวจสอบ ขณะเดียวกัน ตนเห็นว่า ต้องมีการเข้มงวดเรื่องอาวุธให้มากขึ้น อีกทั้งการนำระเบิดมาก่อเหตุง่ายขึ้น ตนก็จะนำเรื่องดังกล่าว เข้าหารือในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อหามาตรการควบคุมป้องปราม เพื่อทำได้อย่างไรบ้าง รวมทั้งต้องหาแหล่งที่มาของอาวุธ ทั้งนี้ต้องหยุดเหตุระเบิดให้ได้ อย่างไรก็ตาม ที่หน้าสนามม้านางเลิ้ง ยังไม่สามารถสรุปได้ว่า จะเป็นการท้าทายอำนาจรัฐ
นายกฯเผยมีความเป็นไปได้เลิกพ.ร.ก.อีสาน
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่กระทรวงมหาดไทย เตรียมเสนอให้มีการยกเลิกการประกาศใช้พระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในพื้นที่ จ.ขอนแก่น จ.นครราชสีมา และ จ.อุดรธานี ว่า มีความเป็นไปได้ที่จะยกเลิกในพื้นที่ภาคอีสานตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ ขณะเดียวกันก็ต้องฟังข้อมูลจากหน่วยงานต่างๆ หลายทาง เพราะยังมีความเคลื่อนไหว ก่อเหตุรุนแรงวินาศกรรม ซึ่งต้องระมัดระวัง ไม่ให้เป็นเงื่อนไขลุกลามต่อไปได้ ทั้งนี้ตนได้ขอให้ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ ศอฉ. จัดทำสรุปการใช้อำนาจตามพระราชกำหนดบริหารราชการ ในสถานการณ์ฉุกเฉิน ให้มีความชัดเจนด้วย เนื่องจาก ยังมีการเข้าใจผิดของกลุ่มที่ดูแลด้านสิทธิมนุษยชน เพราะยังมีความคลาดเคลื่อนมาก ซึ่งตนมองว่า จะเป็นการนำข้อมูลไปไม่ครบถ้วน
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่มีการเดินหน้าสร้างความปรองดอง จนส่งผลให้มีการเตรียมหานายกรัฐมนตรีคนต่อไปนั้น มองว่าเป็นเรื่องธรรมดา ที่จะมีการคาดการณ์ เพราะยังมีเรื่องการยุบพรรคประชาธิปัตย์อยู่ อีกทั้งนักการเมือง อาจจะมองถึงว่าหากเกิดเหตุใดขึ้นแล้วจะทำอย่างไร ขณะเดียวกันตนไม่รู้สึกว่าเก้าอี้สั่นคลอน และไม่ได้ให้ความสำคัญกับการเคลื่อนไหวางการเมือง ส่วนคดียุบพรรคนั้นขอให้ศาลตัดสินตามความเป็นจริง ไม่อยู่ภายใต้ภาวะกดดัน อีกทั้งคณะทำงานของพรรค ก็ได้ทำอย่างเต็มที่แล้ว และจะชนะหรือแพ้นั้นก็จะเคารพศาล
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี



