กวิน กาญจนพาสน์ กับความคาดหวัง เรื่องเงิน ๆทอง ๆ
สปอตไลต์ทุกดวงส่องไปที่ 2 มังกร พ่อ-ลูก คีรี -กวิน กาญจนพาสน์ หลังประกาศว่าจะกลับมาผงาดในยุทธจักรอีกครั้ง จากที่เก็บตัวเงียบมานาน 12 ปี เพื่อรักษาอาการบาดเจ็บพิษลอยตัวค่าเงินบาทในปี 2540 และต่อสู้กับเจ้าหนี้ เพื่อรักษาธุรกิจที่สร้างมากับมือธนายง-รถไฟฟ้าบีทีเอส
การกลับมารอบนี้คีรีไม่เปลี่ยวเหงา เขามีขุนพลคู่กายเคียงข้าง คือ กวิน ที่ผู้พ่อมอบตำแหน่งแม่ทัพใหญ่(ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร)บริษัท ธนายง จำกัด(มหาชน) ซึ่งมีที่ดินในมือรอพัฒนา 3,000 ไร่ มูลค่า 20,000-30,000 ล้านบาท
นั่นคือ ภาระที่หนักอึ้งของกวิน ในบทบาทของดีเวลอปเปอร์หนุ่ม วัย 34 ปี
กับอีกมุมหนึ่งของชีวิต คือ เรื่องเงิน ๆทอง ๆและการออม กวินเล่าให้ฟังว่า หากย้อนไปช่วงวัยเรียน ในเรื่องการใช้จ่ายยอมรับว่าเป็นคนฟุ้งเฟ้อ ด้วยเพราะคิดว่าเงินที่ได้มามันง่าย
ยุคนั้นเห็นคุณพ่อซื้ออสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศ ไม่นานมูลค่าก็เพิ่มหลายเท่าตัว และช่วงวิกฤติปี 2540 ทางบ้านก็ได้รับผลกระทบด้วย แต่เขาไม่อยากให้เรารู้และก็ยังส่งเงินให้เราใช้ทุกเดือนตามปกติ จนเมื่อผมได้รู้ว่าที่บ้านเกิดวิกฤติ เพราะเริ่มเห็นอาการที่คุณพ่อมาเยี่ยม สีหน้าท่านไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ทำให้เราเริ่มคิดได้ จึงตัดสินใจไม่เรียนต่อและเดินทางกลับประเทศไทย เพื่อช่วย ครอบครัว ซึ่งอีกเหตุผลที่ไม่เรียนต่อเนื่องจากโดยส่วนตัวก็ไม่ชอบเรียนด้วย
สำหรับการเก็บออมส่วนตัวในปัจจุบัน กวินยอมรับว่าไม่ค่อยมี เน้นเที่ยวเป็นหลัก พร้อมบอกว่าตัวเองมีนิสัยเหมือนคุณพ่อที่ไม่ค่อยเก็บเงิน เพราะต่างก็คิดว่าผลตอบแทนที่ได้ในแต่ละปีมาจากเงินปันผลของบริษัทที่เราบริหาร ซึ่งสามารถสร้างความมั่งคั่งให้เราได้เหมือนกัน
หากเราให้สิ่งดีๆ คือ ทำงานให้กับบริษัทอย่างเต็มที่ ต่อไปสิ่งดีๆก็จะกลับมาที่ผู้ถือหุ้นในรูปเงินปันผลนั่นเอง เราก็สามารถมีเงินเก็บได้
อย่างไรก็ตามกวิน ยอมรับว่า บางครั้งตัวเองก็ใช้เงินไปบ้าๆบอๆ ไม่ค่อยเก็บ ส่วนใหญ่จะหนักไปกับการให้เวลากับครอบครัว เช่น ไปเที่ยว รวมทั้งการลงทุนในหลักทรัพย์ก็จะไม่มี เพราะมีธนายงอยู่แล้ว
หมายความว่า เมื่อเห็นอะไรดีๆน่าลงทุนเราก็จะให้ธนายงลงทุนอยู่แล้ว ที่สำคัญสินทรัพย์ที่บริษัทลงทุนก็ยังคงเป็นของเราด้วย ทำให้ทุกวันนี้ครอบครัวก็ไม่ได้ต้องการอะไรเพิ่มเติมแล้ว บ้าน รถก็มีแล้ว ส่วนเครื่องแต่งกาย เสื้อผ้าก็ไม่ได้ใช้เงินมาก
แม้จะออกปากว่า บางครั้งเผลอไผล ใช้เงินแบบไม่มีเหตุผล แต่กวินยอมรับว่า จากวิกฤติปี 2540 ที่ครอบครัวประสบมานั้น ทำให้ต้องเผื่อความเสี่ยงไว้เช่นกัน จึงตัดสินใจลงทุนส่วนตัว ในสินทรัพย์ระยะยาว ด้วยการซื้อบ้าน โดยปัจจุบันมีบ้าน 2 หลัง ทั้งในประเทศและที่ฮ่องกง รวมถึงซื้อรถ โดยใช้เงินตัวเองไม่ได้ใช้เงินกู้
ถือเป็นการลงทุนส่วนตัวที่พอใจแล้ว เพื่อไม่ให้ครอบครัวมีปัญหาแม้ว่าบริษัทอาจจะล้ม กลายเป็นศูนย์
สำหรับสินทรัพย์ของครอบครัวมีทั้งในประเทศและต่างประเทศที่ ฮ่องกง ยุโรป มีทั้ง บ้าน คอนโดมิเนียม เพื่อปล่อยเช่าด้วย ซึ่งจะมีผู้ดูแลบริหารให้ ซื้อมานานแล้ว 10-20 ปี ด้านมูลค่าทรัพย์สินก็ปรับขึ้นมา 1-2 เท่า แต่ส่วนหนึ่งก็มีการปรับปรุงเพื่อเพิ่มมูลค่าด้วย และค่าเช่าก็ปรับขึ้นไปกว่า 50% แล้ว โดยเฉพาะที่ฮ่องกง เนื่องจากซื้อมาในราคาถูก
ส่วนการดูแลธุรกิจของครอบครัว โดยเฉพาะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ก่อนจะเลือกลงทุนอะไร เช่น คอนโดมิเนียม ก็จะคาดหวังผลกำไรจากการลงทุนประมาณ 20% ขึ้นไป แต่ขึ้นอยู่กับการลงทุนแต่ละประเภทด้วย สำหรับระยะเวลาการลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทน หรือรีเทิร์น ตั้งเป้าไว้ภายใน 2-3 ปีเท่านั้น โดยจะไม่ตั้งเป้านานเกินไป เหมือนรถไฟฟ้าบีทีเอสที่คุณพ่อลงทุนไป ท่านคงมองรีเทิร์น 200 ปีมั้ง (หัวเราะ) ซึ่งมันน่ากลัว
กวินบอกอีกว่าสำหรับการเลือกลงทุนในอสังหาริมทรัพย์อย่างเดียว โดยไม่ได้ลงทุนในสินทรัพย์อื่นเลย เนื่องจากไม่มีความเชี่ยวชาญพอนั่นเอง
หากย้อนในช่วงวัยเรียน ผมก็ชอบซื้อขายรถเพื่อเก็งกำไร แต่ก็ขาดทุนตลอด ส่วนคุณพ่อซึ่งท่านมีไอเดียเยอะมาก เช่น ทำร้านอาหาร ซื้อหุ้น ซื้อกองทุนรวม เป็นต้น
พร้อมกล่าวถึงบทบาทของการเป็นคุณพ่อลูกสอง (ผู้หญิงหนึ่ง ผู้ชายหนึ่ง) กวินเล่าอย่างมีความสุขว่า จะสอนให้ลูกทำในสิ่งที่ชอบ โดยยึดหลักว่าจะต้องมีความสุข และสุขภาพแข็งแรง ที่สำคัญคือ การมีครอบครัวที่ดีถือว่าบรรลุเป้าหมายในชีวิตแล้ว
นั่นคือ บททิ้งท้ายที่กวินบอกถึงความรู้สึกลึก ๆที่เขาอยากเป็น คือ การใช้ชีวิตอย่างพอเพียง