พิเชษฐ สิทธิอำนวย แม่ทัพใหม่''บล.บัวหลวง'' กับภารกิจท้าทาย...ขึ้นแท่น''ท็อปไฟว์''
Sanook//s.isanook.com/sr/0/images/logo-new-sanook.png60060

พิเชษฐ สิทธิอำนวย แม่ทัพใหม่''บล.บัวหลวง'' กับภารกิจท้าทาย...ขึ้นแท่น''ท็อปไฟว์''

แชร์เรื่องนี้
ช่วงต้นปี 2552 บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บัวหลวง จำกัด (มหาชน) มีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารระดับแม่ทัพ โดยพิเชษฐ สิทธิอำนวย มาแทน ญาณศักดิ์ มโนมัยพิบูลย์ ในตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการ หลังจากที่ญาณศักดิ์ ลดบทบาทตัวเอง ไปนั่งตำแหน่งกรรมการ และกรรมการบริหาร ทั้งนี้ ฐานเศรษฐกิจ มีโอกาสได้พูดคุยกับแม่ทัพคนใหม่ถึงทรรศนะ ทิศทาง และเป้าหมายการดำเนินงานของบล.บัวหลวงฯ นับจากนี้

*** ย้ำเป้าติดท็อปไฟว์

พิเชษฐ กล่าวถึง ภารกิจของตัวเองว่า จะเดินหน้าสานต่อนโยบาย และเป้าหมายที่บล.บัวหลวงฯ วางไว้ โดยจะให้ความสำคัญกับธุรกิจทุกประเภท ในส่วนธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ หรือธุรกิจโบรกเกอร์ สำหรับปีนี้ ตั้งเป้าส่วนแบ่งซื้อขายหลักทรัพย์หรือมาร์เก็ตแชร์ ติด 1 ใน 5 ของตลาด

โดยปี 2552 ตั้งเป้ามาร์เก็ตแชร์ ธุรกิจโบรกเกอร์ ไว้ที่ 5% จากปัจจุบันอยู่ที่ 3.97% ส่วนโครงสร้างรายได้มาจากธุรกิจโบรกเกอร์ 60% รายได้จากนายหน้าซื้อขายตราสารอนุพันธ์ 10% วาณิชธนกิจ 10% และรายได้จากธุรกิจบริหารกองทุนส่วนบุคคลประมาณ 4-5%

อย่างไรก็ตามตัวเลขดังกล่าวจะบรรลุเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่ เป็นเรื่องที่ตอบยาก สาเหตุจากนักลงทุนสถาบันต่างชาติยังเข้ามาลงทุนน้อย แต่ในทางกลับกัน หากนักลงทุนกลุ่มดังกล่าวเริ่มกลับเข้ามาลงทุนเพิ่มขึ้น โอกาสที่จะบรรลุเป้าที่วางไว้จะเป็นจริงในที่สุด ซึ่งบริษัทประมาณการว่าขณะนี้ นักลงทุนต่างชาติกำลังสังเกตการณ์ภาวะเศรษฐกิจของไทย และจัดพอร์ตลงทุนให้เรียบร้อยก่อน

แม้ช่วงแรกที่เข้ารับตำแหน่ง (1ก.พ.52 )จะประสบกับภาวะเศรษฐกิจที่เลวร้าย แต่ในทางกลับกัน ช่วงเวลาดังกล่าวถือเป็นโอกาสดีที่ได้เรียนรู้ และศึกษางานส่วนต่างๆ โดยเฉพาะธุรกิจ อย่างธุรกิจโบรกเกอร์ นอกเหนือจากธุรกิจวาณิชธนกิจที่ผมเคยรับผิดชอบ ซึ่งถือเป็นความท้าทายอย่างหนึ่ง

พร้อมกล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมามีโอกาสได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสาขา โดยเฉลี่ยอาทิตย์ละ 1-2 ครั้ง ซึ่งสังเกตเห็นว่าธุรกิจหลักทรัพย์มีความแตกต่างจากธุรกิจวาณิชธนกิจตรงที่การโฟกัสกลุ่มนักลงทุนรายใหญ่ แทนที่ลูกค้ารายย่อย นอกจากนี้แต่ละสาขาจะมีรูปแบบเป็นของตนเอง จุดนี้ถือเป็นข้อดีของบล.บัวหลวงฯ เนื่องจากฐานลูกค้ามีความหลากหลาย ไม่พึ่งพานักลงทุนรายใดรายหนึ่งเป็นหลัก ขณะที่สัดส่วนลูกค้าของบริษัทจะมีความแตกต่างจากโครงสร้างที่ตลาดเป็นอยู่ โดย 60-70% เป็นลูกค้ารายย่อย กว่า 10% เป็นนักลงทุนสถาบันในประเทศ และที่เหลือ คือ นักลงทุนสถาบันต่างประเทศ

***เจาะนักลงทุนรายใหญ่

แม่ทัพบล.บัวหลวงฯ ยังกล่าวถึงแผนการทำธุรกิจโบรกเกอร์ว่า จะเริ่มหันมาหานักลงทุนรายใหญ่เป็นหลัก โดยที่ผ่านมาลูกค้าที่ไม่ใช่นักลงทุนสถาบัน มีสัดส่วนค่อนข้างมาก ประกอบกับนักลงทุนสถาบันต่างประเทศที่เป็นลูกค้าของมอร์แกน สแตนเลย์ (พันธมิตรบล.บัวหลวงฯ)ยังกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจของไทย ส่งผลให้มูลค่าการซื้อขาย(โวลุ่ม)ของนักลงทุนต่างชาติที่ผ่านบริษัทมีเข้ามาไม่มาก หากเทียบกับอดีต ทำให้สัดส่วนการซื้อขายจากนักลงทุนต่างประเทศ ยังไม่เป็นไปตามที่บริษัทตั้งเป้าไว้

นอกจากนี้ บริษัทจะพยายามกระตุ้นบัญชีลูกค้าเล่นหุ้นที่ไม่แอกทีฟ ให้กลับมาแอกทีฟ จากปัจจุบันที่มีจำนวนบัญชีลูกค้าเล่นหุ้นรวมกว่า 20,000 บัญชี โดยมีการประชุมหารือร่วมกับหัวหน้าทีมเจ้าหน้าที่การตลาดหรือมาร์เก็ตติ้ง ในการประคองลูกค้ากลุ่มดังกล่าว และพูดคุยกับมาร์เก็ตติ้งที่ทำโวลุ่มไม่ได้ตามเป้า เพื่อชี้ให้เห็นจุดอ่อน และปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน ซึ่งวิธีการดังกล่าวส่งผลดีกับพนักงานและลูกค้า ประกอบกับสถานการณ์ตลาดเชิงบวกช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาทำให้บัญชีลูกค้าที่ไม่แอกทีฟกลับมาแอกทีฟอีกครั้ง

ด้านงานวาณิชธนกิจ ปีนี้บริษัทได้เป็นที่ปรึกษาทางการเงินในการปรับโครงสร้างธุรกิจให้กับบริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด(มหาชน) (บมจ.) และบมจ.ไมเนอร์ คอร์ปอเรชั่น ซึ่งจะเสร็จสิ้นช่วงปลายเดือนมิถุนายนนี้

ดีลกลุ่มไมเนอร์ ถือเป็นผลงานชิ้นโบแดงของบล.บัวหลวงฯ สำหรับปีนี้

พิเชษฐ กล่าวอีกว่า บริษัทยังให้ความสำคัญกับธุรกิจกองทุนส่วนบุคคลเพิ่มขึ้น โดยยังคงเน้นการลงทุนในตราสารหนี้ และเพิ่มการลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศ(FIF) ที่เป็นกองทุนตราสารหนี้ เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยเงินฝากในประเทศอยู่ในระดับต่ำ ขณะที่การลงทุนตราสารหนี้ต่างประเทศให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า ทั้งนี้ปัจจุบันบริษัทมีมูลค่าสินทรัพย์กองทุนส่วนบุคคลภายใต้การบริหาร 12,000 ล้านบาท

***แผนควบรวมกับบล.เอเซีย พลัสฯ

ต่อกรณีที่มีกระแสข่าวบล.บัวหลวงฯ จะควบรวมกิจการกับบล.เอเซีย พลัสฯ พิเชษฐ ตอบในประเด็นนี้ว่า ปัจจุบันบริษัทหลักทรัพย์จำเป็นที่จะต้องเปิดโอกาสให้ตนเอง ซึ่งบล.บัวหลวงฯเองก็มีการศึกษาโอกาสเช่นนี้ตลอดเวลา ซึ่งการควบรวมนั้นจะเกิดขึ้นหรือไม่ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม และผลที่จะได้รับ เช่น การควบรวมที่เกิดขึ้นจะเกื้อหนุนกันหรือไม่ ประกอบกับการที่บล.บัวหลวงฯ เป็นบริษัทในเครือของธนาคารพาณิชย์ มีเงื่อนไขสำคัญอยู่ที่ผู้ถือหุ้นใหญ่จำเป็นที่จะต้องเป็นธนาคารเสมอ ซึ่งหากเกิดการควบรวมบล.บัวหลวงฯ จะต้องเป็นแกนนำในการควบรวม

ขณะนี้บล.หลายแห่งมีแผนควบรวมกับบล.ในเครือธนาคารพาณิชย์ ในส่วนของบล.บัวหลวงฯ ยังไม่มีบริษัทหลักทรัพย์ใดติดต่อเข้ามา แต่ในทางกลับกันมีมาร์เก็ตติ้งจากโบรกเกอร์อื่นติดต่อเข้ามาร่วมงานด้วย สาเหตุจากมีความมั่นใจว่าในภาวะที่เศรษฐกิจซบเซา บริษัทหลักทรัพย์ในเครือแบงก์มีความมั่นคง ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีของบริษัท ในการดึงดูดลูกค้ากลุ่มใหม่ที่มาพร้อมกับมาร์เก็ตติ้งเหล่านั้น

+ เปิดภารกิจท้าทาย

พิเชษฐ กล่าวถึงภารกิจสำคัญที่เขาจะต้องสานต่อ คือ การที่องค์กรกำลังเตรียมความพร้อมสำหรับทุกกลุ่มธุรกิจ เพื่อเปิดเสรีในปี 2553 และมีส่วนร่วมในการสานเป้าหมายเป็นUniversal Banking หรือ สถาบันการเงินครบวงจรของธนาคารกรุงเทพ บริษัทแม่ ซึ่งต้องอาศัยเวลา เนื่องจากธนาคารกรุงเทพมีเครือข่ายที่ใหญ่มาก แต่ขณะนี้แนวโน้มเริ่มดีขึ้น

ลูกค้าเงินฝากเข้าใจการลงทุนในหุ้นมากขึ้น เนื่องจากธนาคารกรุงเทพ มีการคัดเลือกนักลงทุนที่มีศักยภาพ และมีความรู้ ความเข้าใจต่อการลงทุนในหุ้นก่อนส่งมอบลูกค้ามายังบล.บัวหลวงฯ

พร้อมเปิดกลยุทธ์การทำธุรกิจว่า จะชูจุดแข็งด้านความหลากหลายของกลุ่มลูกค้า และรูปแบบธุรกิจ ซึ่งเกื้อหนุนและเป็นประโยชน์แก่กันทั้งกลุ่ม ประกอบกับการคำนึงถึงลูกค้า และสร้างความไว้วางใจให้เกิดขึ้น รวมถึงการพัฒนาศักยภาพในการสื่อสารระหว่างฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ และมาร์เก็ตติ้ง