ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย แต่พี่ชายทั้งห้าก็รักข้า

ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย แต่พี่ชายทั้งห้าก็รักข้า: ตอนที่ 3 กลับถึงบ้านตระกูลซู ตอนที่ 3

#3ตอนที่ 3 กลับถึงบ้านตระกูลซู

ซูจิ่งไม่ได้มีความผูกพันกับน้องสาวคนใหม่คนนี้เลย แต่เขาก็ปล่อยให้ซูหว่านจูงมือตลอดทาง

หลังจากออกนอกเมือง ก็มาถึงเส้นทางขรุขระสายเล็กๆ ที่มุ่งหน้าสู่ชนบท ซูหว่านก็ยังคงอารมณ์ดี ไม่ได้รู้สึกหงุดหงิดใจเลยที่กระโปรงของนางเปื้อนฝุ่นดิน

เมื่อมาถึงทางแยก ซูหว่านไม่รู้ว่าจะไปทางไหน จึงหันมองพี่ใหญ่ซูจิ่ง คิ้วขมวดมุ่นเล็กน้อย

“พี่ใหญ่ ข้าไม่รู้แล้วว่าต้องไปทางไหน!” ถ้อยคำของนางราวกับกำลังออดอ้อน ทำให้คนฟังไม่กล้าปฏิเสธ

ใบหน้าของซูจิ่งแฝงไปด้วยรอยยิ้ม เขาจับมือเล็กๆ ของซูหว่านกุมไว้ในฝ่ามือของตน มือของนางนุ่มนิ่มมาก จนเขากลัวว่าจะเผลอบีบแรงไปและทำให้นางเจ็บ

พระอาทิตย์กำลังจะตกดิน พวกเขาต้องรีบกลับบ้าน มิฉะนั้นพวกเขาอาจจะเจอหมาป่าภูเขา

เขาจูงมือซูหว่านเดินไปทางซ้าย มือของพี่ชายทั้งใหญ่และอบอุ่น แผ่นหลังของเขาตั้งตรง ในนิยายบรรยายไว้ว่า แม้ชีวิตจะขัดสนและโหดร้ายสักเพียงใด ก็ไม่อาจกดดันให้หลังของเขาค่อมงอได้ เพราะเป็นพี่ชายคนโต เขาจึงโอบอ้อมอารีต่อน้องๆ เป็นอย่างมาก

ซูหว่านในยุคปัจจุบันไม่มีพ่อแม่พี่น้อง พ่อแม่ของเธอเสียชีวิตจากอุบัติเหตุตั้งแต่เธอยังเด็ก เธอจึงต้องอาศัยอยู่กับครอบครัวของน้าชาย แต่น้าสะใภ้ไม่ชอบเธอ เป็นเหตุให้ชีวิตก่อนเข้ามหาวิทยาลัยของเธอค่อนข้างลำบาก จนกระทั่งเธอเข้ามหาวิทยาลัยและได้หลีกหนีจากสถานที่ที่เต็มไปด้วยแรงกดดัน เธอถึงรู้สึกหายใจได้เต็มปอดอีกครั้ง จึงเริ่มเรียนและทำงานพิเศษไปด้วย แม้จะต้องลำบากทุกข์ยาก แต่เธอก็สุขใจ

เมื่อคิดว่าต่อจากนี้ไปเธอจะมีครอบครัวมาคอยใส่ใจ ครอบครัวที่มีสายเลือดเดียวกับเธอ เธอก็รู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย

บางทีตอนนี้พวกเขาอาจจะยังไม่ชอบเธอ แต่เธอจะพยายามทำให้พวกเขาเห็นเธอเป็นคนในครอบครัวให้ได้

ท้องฟ้ามืดสนิท สองพี่น้องก็กลับมาถึงหมู่บ้านจนได้ในที่สุด คบเพลิงส่องสว่างขึ้นในหมู่บ้าน เหมือนดาวดวงเล็กๆ ในท้องฟ้ายามค่ำคืน

หลังจากเดินลัดเลาะเลี้ยวไปมาตามถนนชนบทสายเล็กๆ ในที่สุดทั้งสองก็มาถึงบ้านตระกูลซู บ้านสวนขนาดเล็กที่ล้อมรอบด้วยรั้วไม้ไผ่ ตัวบ้านมุงหลังคาจากเรียบง่าย มีเพียงสามห้องเท่านั้น

ทุกคนในตระกูลซูต่างนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารในบ้าน โต๊ะของพวกเขามีขนาดใหญ่พอที่จะนั่งได้ถึงแปดคน เพราะคนในครอบครัวมีจำนวนมาก เครื่องเรือนชิ้นใหญ่เพียงชิ้นเดียวในบ้านก็คือโต๊ะแปดเซียน*ตัวนี้ (โต๊ะแปดเซียน คือโต๊ะอเนกประสงค์สี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดใหญ่ สามารถนั่งได้ถึงแปดคน)

อาหารบนโต๊ะเย็นชืดแล้ว อารมณ์ของทุกคนดูไม่ค่อยดีนัก ซูจิ่งพาซูหว่านกลับมาถึง พร้อมๆ กับเสียงสุนัขในหมู่บ้านที่เริ่มเห่า

“ท่านพ่อ ท่านแม่ พวกเรากลับมาแล้ว!” เสียงของลูกชายคนโตดังมาจากลานบ้าน ผู้เป็นพ่อและแม่เดินออกมาต้อนรับ ในขณะที่บุตรชายทั้งสี่ยังคงนั่งนิ่ง

ทันทีที่ก้าวเข้าไปในบ้าน ซูหว่านก็รู้สึกประหม่าขึ้นมาทันที นางลอบสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะเผยรอยยิ้มบริสุทธิ์ไร้พิษภัย เตรียมพร้อมที่จะพบกับครอบครัวใหม่ของตนเอง

แม้ว่านางปกปิดความรู้สึกได้ดี แต่ซูจิ่งก็ยังสังเกตเห็นมือที่กำแน่นเล็กน้อยของนาง จึงปลอบโยนด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“ไม่ต้องกลัว ท่านพ่อกับท่านแม่ใจดีมาก!”

ชั่วพริบตา สถานะของพี่ใหญ่ในใจของนางก็สูงขึ้นทันที พี่ใหญ่ช่างอ่อนโยน นี่แหละคือแบบอย่างที่พี่ใหญ่ควรจะเป็น

ในความมืด เงาของคนสองคนปรากฏขึ้นสวนทางกับแสงไฟ เงาหนึ่งสูงกว่าอีกเงาหนึ่ง แม้จะไม่สามารถมองเห็นใบหน้าของพวกเขาได้ชัดเจน แต่นางรู้ดีว่านับแต่นี้ต่อไปพวกเขาก็คือพ่อแม่ของนาง

“ท่านพ่อ ท่านแม่!”

นางยังคงเรียกขานทั้งสองอย่างสุภาพ สองสามีภรรยาชะงัก พวกเขาเตรียมใจไว้แล้วว่าลูกสาวคนใหม่คงจะเย็นชากับพวกเขา ทว่านางกลับริเริ่มทักทายพวกเขาก่อน ฟังจากน้ำเสียงไม่ได้ไม่มีความไม่พอใจอะไรเลย

“อืม… หวานหว่านกลับมาก็ดีแล้ว แม่ทำอาหารเตรียมไว้ เจ้าหิวหรือยัง รีบเข้ามากินข้าวสิ!”

เป็นแม่ซูที่ตอบสนองได้ก่อน ขยับเข้ามาจับมือซูหว่าน มือของนางหยาบกร้านและเต็มไปด้วยรอยด้าน

ท้ายที่สุดเพราะปราศจากความผูกพัน จึงดูเหมือนเป็นการทักทายกันตามมารยาทเท่านั้น

ฮูหยินกู้รู้สึกสงสารบุตรสาวแท้ๆ ที่ถูกสลับไปอยู่กับครอบครัวที่ยากจน ไม่เคยมีชีวิตที่สุขสบาย จึงรีบร้อนที่จะชดเชย แม้จะมีความขุ่นเคืองอยู่บ้าง แต่ก็ไม่เคยคิดว่าพวกเขาจะปฏิบัติต่อลูกสาวของนางอย่างโหดร้าย ในขณะที่พ่อแม่ตระกูลซูกลับรู้สึกว่าตัวเองต่ำต้อยเมื่อเผชิญหน้ากับบุตรสาวที่แช่มช้อยงดงามเช่นนี้

ซูจิ่งปล่อยมือซูหว่าน ดูท่าทางแล้ว ภาพประทับของน้องสาวคนใหม่ในใจของเขาในเวลานี้ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว ตลอดทางกลับบ้าน นางเดินตามเขาอย่างเชื่อฟัง ทั้งยังไม่ได้ปริปากบ่น มิหนำซ้ำนางยังปฏิเสธตอนที่เขาเสนอว่าจะแบกนาง

ซูหว่านเดินเข้าไปในบ้าน พ่อซูและซูจิ่งเดินตามมาข้างหลัง รูปโฉมของนางปรากฏขึ้นภายใต้แสงไฟ เป็นใบหน้าที่มีหลายส่วนคล้ายคลึงกับพวกเขา นางงดงามยิ่งนัก ยามแย้มยิ้ม มีลักยิ้มเล็กๆ คู่หนึ่งอีกด้วย

ภาพตรงหน้า มีคนชายหนุ่มสี่คนนั่งอยู่ที่โต๊ะ พวกเขาน่าจะเป็นพี่ชายอีกสี่คนของซูหว่าน พวกเขากำลังพินิจมองนาง นางก็กำลังมองพวกเขาเช่นกัน

อาศัยคำบรรยายในหนังสือ รวมถึงคำบอกเล่าของพี่ใหญ่ระหว่างทางกลับบ้าน นางกำลังพยายามแยกแยะว่าใครเป็นใคร

นางได้พบพี่ใหญ่ซูจิ่งแล้ว สำหรับพี่ชายคนรองซูมู่ ในนิยายบอกว่าเขาเป็นคนพูดน้อยที่สุดในบรรดาพี่น้องทั้งห้าคน บุคลิกค่อนข้างเย็นชา แล้วยังมีดวงตายาวเหมือนจิ้งจอกที่เป็นเอกลักษณ์ จึงแยกแยะได้ง่าย

พี่รองเป็นพวกเคลื่อนไหวไปตามเหตุและผล ในสิ่งที่ชอบก็จะทุ่มเทอย่างหนัก แต่ส่วนใหญ่มักจะแสดงสีหน้าไร้อารมณ์ เขาอายุน้อยกว่าพี่ใหญ่ปีครึ่ง ปีนี้ก็สิบเก้าปีพอดี

ซูหว่านเกือบจะยืนยันได้ตั้งแต่แรกเห็นว่า คนแรกทางซ้ายก็คือพี่รองซูมู่

นางเรียกพี่รองอย่างระมัดระวัง ท่าทางไร้เดียงสาไม่มีพิษภัย

ซูมู่เหลือบมองนางด้วยความประหลาดใจ เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ได้คาดหวังว่านางจะวางตัวสบายๆ เช่นนี้

“อืม กลับมาก็ดีแล้ว” เขายังคงตอบกลับอย่างสุภาพ

ต่อมาคือพี่ชายคนที่สามซูเฉิน ปีนี้อายุสิบเจ็ดปี เขาเรียนรู้ทักษะความสามารถจากนายพรานคนหนึ่งในหมู่บ้าน แต่ไม่มีผู้ใดรู้เลยว่า แท้จริงแล้วนายพรานผู้นี้คือบุคคลสำคัญ วรยุทธ์ร้ายกาจมาก แต่เพราะบอบช้ำจากความรักจึงปลีกวิเวกมาใช้ชีวิตในเรือกสวนไร่นา เขามองเห็นพรสวรรค์ของซูเฉินว่าเป็นเมล็ดพันธุ์ที่ดีในการฝึกฝนศิลปะการต่อสู้เมื่อตอนที่ซูเฉินอายุได้แปดปี ดังนั้นเขาจึงแอบสอนวรยุทธ์ให้อย่างลับๆ ทั้งยังสั่งห้ามแพร่งพรายความสัมพันธ์ของพวกเขา ดังนั้นซูเฉินจึงปิดบังเรื่องนี้มาโดยตลอด

เนื่องจากการฝึกฝนวรยุทธ์ เขาจึงมีรูปร่างสูงใหญ่กำยำที่สุด ซ้ำยังได้รับการถ่ายทอดพันธุกรรมที่ดีของตระกูลซู คิ้วคมกริบดุจกระบี่ ดวงตาสุกสกาวดั่งดวงดารา รวมถึงรูปลักษณ์ที่กล้าหาญ เขาก็เป็นที่แยกแยะได้ง่ายเช่นกัน ท้ายที่สุดในอนาคตเขาจะเป็นแม่ทัพที่มีชื่อเสียงเลื่องลือไปชั่วกัลปาวสาน

“สวัสดีพี่สาม!”

เรื่องการฝึกยุทธ์ ซูเฉินนับว่ายอดเยี่ยมมาก แต่เขาคนนี้กลับขาดความเฉลียวฉลาด เรียกได้ว่าทึ่มทื่อและซื่อบื้อเลยทีเดียว

เขามองน้องสาวคนใหม่อย่างงุ่มง่าม ใบหน้าแดงก่ำขึ้นมาเฉยๆ เอ่ยตอบอย่างตะกุกตะกัก

“เจ้า เจ้าก็สวัสดีเหมือนกัน!”

น้องสาวคนใหม่งดงามยิ่งนัก ผิวพรรณขาวผ่องดูสะอาดตา ความเปล่งปลั่งสวยสะพรั่งที่ยืนอยู่ตรงนั้น เขาไม่อาจละสายตาได้เลย

สุดท้ายก็เหลือพี่สี่และพี่ห้า พวกเขาเป็นฝาแฝด รูปร่างหน้าตาคล้ายกันประมาณหกหรือเจ็ดส่วน แต่ถ้าสังเกตดีๆ ก็ยังแยกแยะได้

เขาและพี่ห้าต่างมีรูปลักษณ์แบบคุณชายเจ้าสำราญ ทว่าลักษณะเฉพาะของฝาแฝดคู่นี้ก็คือบุคลิกที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง พี่สี่ซูอวิ๋นมีนิสัยโลดโผนเปลี่ยนแปลงง่าย แต่ก็เป็นคนตรงไปตรงมา เป็นเหมือนดินปืนที่จุดปุ๊บติดปั๊บ อย่างไรก็ดี ดูเหมือนตอนนี้เขาก็กำลังหงุดหงิด

“พี่สี่?” ซูหว่านมองใบหน้าบึ้งตึงของเขา พลางเอ่ยขึ้นอย่างระมัดระวัง

แต่ซูอวิ๋นไม่สนใจนางเลย สีหน้าของเขาดูเศร้าสร้อยและสับสน เขาอายุเพียงสิบห้าปี ยังเยาว์วัยและหุนหันพลันแล่น ด้วยความที่อายุใกล้เคียงกับกู้เย่ว์ที่สุด ในยามปกติทั้งสองจึงสนิทสนมกันที่สุด

แต่จู่ๆ น้องสาวที่เขารักและเอ็นดูมากที่สุดก็กลายเป็นคนอื่น เขาไม่มีทางทำใจยอมรับได้ ทั้งยังไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับเด็กสาวแปลกหน้าได้ในทันทีทันใด

ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย แต่พี่ชายทั้งห้าก็รักข้า: ตอนที่ 3 กลับถึงบ้านตระกูลซู ตอนที่ 3