วาสนานำพาจนข้าได้แต่งกับยอดขุนนาง: ตอนที่ 3 พิธีการแห่งโอรสสวรรค์? ตอนที่ 3
แม้หลิ่วซีอินจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนแอ ทว่าผู้มีสายตาแหลมคมย่อมมองออกว่านางกำลังโอ้อวดถึงความโปรดปรานที่ลู่จื้อมีต่อนาง
แต่เรื่องเช่นนี้มีกระไรให้น่าโอ้อวดกัน?
สตรีเมื่อออกเรือน แม้จะมีศักดิ์สูงส่งเป็นถึงฮองเฮาหรือองค์หญิง ก็ล้วนต้องเย็บปักชุดแต่งงานด้วยตนเอง เพื่อแสดงถึงฝีมือสตรี
มีเพียงสตรีที่ไร้ฝีมือเท่านั้น จึงจะจ้างวานช่างฝีมือมาตัดเย็บชุดแต่งงานให้
เรื่องน่าอับอายเช่นนี้ เหตุใดจึงกล้าปริปากออกไปได้?
ดูท่าทางแล้ว ผู้น้องคนนี้ของลู่จื้อคงมิได้ร่ำเรียนมาสักเท่าใดนัก
ท่ามกลางสายตาใคร่รู้ของคนรอบข้าง มู่เหยาเพียงก้มหน้าลงหัวเราะเบา ๆ
“ข้าจะมีฐานะใดน่ะหรือ ท้ายที่สุดแล้วตระกูลมู่ก็เหลือเพียงข้าผู้เดียว ความเป็นอยู่จึงขัดสน จำต้องลงมือเย็บปักด้วยตนเอง”
“ไม่เหมือนน้องหญิงที่ได้รับความโปรดปราน แต่งงานก็ยังได้ขบวนเกี้ยวแปดหาม แม้แต่ข้าก็ยังไม่มีแปดหามเลย”
มู่เหยาแสร้งถอนหายใจ ยามก้มหน้าจึงดูอับจนยิ่งนัก
เมื่อหลิ่วซีอินเห็นท่าทางหดหู่ของนาง ก็ดีใจจนแทบกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่
การข่มขู่ของลู่จื้อได้ผลจริง ๆ มู่เหยาถึงกับก้มหัวอ่อนข้อให้นาง!
หลิ่วซีอินเม้มริมฝีปาก อดไม่ได้ที่จะเอ่ยโอ้อวดต่อไปตามคำยกยอของมู่เหยา
“อย่างไรเสีย ข้ากับผู้พี่ก็เป็นคู่ที่เติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก”
“ผู้พี่บอกแล้วว่า เขาจะมอบสิ่งที่ดีที่สุดในใต้หล้าแก่ข้า หากเป็นไปได้ เขายังคิดจะมอบขบวนเกี้ยวสิบสองหามให้ข้าด้วยซ้ำไป!”
หลิ่วซีอินโอ้อวดด้วยความภาคภูมิใจ ทว่าสิ้นเสียงนาง ทั่วทั้งอุทยานก็พลันเงียบสงัดลง
แทบทุกคนเบิกตากว้าง มองไปยังหลิ่วซีอินด้วยสายตาประหลาดใจยิ่ง
แม้แต่มู่เหยาเองก็ยังนิ่งอึ้งไป
ที่นางยกยอหลิ่วซีอิน ก็เพียงต้องการให้ทุกคนรู้ว่าตนเองได้รับขบวนเกี้ยวเพียงหกหามเท่านั้น
แต่คาดไม่ถึงเลยว่า หลิ่วซีอินจะกล้าเอ่ยถ้อยคำอุกอาจเช่นนี้ออกมา
ขบวนเกี้ยวสิบสองหาม นั่นมันราชพิธีโอรสสวรรค์เชียวนะ
นางคู่ควรรึ?
หลิ่วซีอินซึ่งเดิมทีกำลังลำพองใจ เมื่อเห็นสายตาที่แปลกไปของผู้คนรอบข้าง ในที่สุดก็ตระหนักถึงความไม่เหมาะสม
“น้องหญิงพูดสิ่งใดผิดไปหรือเจ้าคะ?”
หลิ่วซีอินตื่นตระหนก เอ่ยถามมู่เหยาเสียงเบา
นางเคยแต่ทำงาน และยุ่งอยู่กับการปรนนิบัติลู่จื้อในห้อง เรื่องพิธีรีตองต่างเหล่านี้ นางไม่รู้เรื่องเลยแม้แต่น้อย
แต่เมื่อไม่กี่วันก่อน ลู่จื้อก็พูดเช่นนั้นจริง ๆ นี่นา…
ยังไม่ทันที่มู่เหยาจะได้พูด ก็มีเสียงบุรุษหัวเราะแผ่วเบาดังมาจากด้านหลังกลุ่มคน
“ฮ่องเต้พระราชทานราชพิธีโอรสสวรรค์ให้แก่ข้า โปรดให้ใช้เกี้ยวสิบสองหาม ข้าก็นึกว่าเป็นของล้ำค่าหายากอันใด”
“ที่แท้สตรีใดออกเรือนก็สามารถใช้ขบวนเกี้ยวสิบสองหามได้ แสดงว่าฮ่องเต้เพียงแค่พระราชทานของดาษดื่นให้ข้างั้นรึ?”
บุรุษในชุดคลุมมังกรคาดเข็มขัดหยกก้าวออกมาจากกลุ่มคน คำพูดดูเหมือนจะถ่อมตน แต่ระหว่างคิ้วเรียวยาว กลับเต็มไปด้วยความสง่างามที่ดูแคลนผู้คนทั้งปวง
การปรากฏกายของบุรุษ ทำให้ทุกคนชะงักงันไปชั่วขณะ
ปกติเยี่ยนสวินมิได้ปรากฏตัวต่อหน้าผู้คน จึงมีน้อยคนนักที่จะรู้จักเขา
ทว่ามู่เหยาจำได้ในทันทีที่เห็น
นางรีบลุกขึ้นย่อกายคารวะในทันใด “ถวายบังคมฉู่อ๋อง”
เมื่อได้ยินคำพูดของมู่เหยาผู้คนรอบข้างจึงได้สติ รีบทรุดกายลงคุกเข่ากับพื้น
แม้แต่องค์หญิงเจ้าภาพงานเลี้ยงในวันนี้ ก็ยังต้องถวายความเคารพต่อท่านอ๋องต่างสกุลผู้นี้
หลิ่วซีอินตื่นตระหนกจนทำอะไรไม่ถูก นางคุกเข่าอยู่ข้างกายมู่เหยาเนิ่นนานอยู่นานก็ยังจัดท่าทางไม่ถูกต้อง ได้แต่กัดริมด้วยความคับข้องใจขอบตาแดงก่ำ
มู่เหยาผู้นี้ เหตุใดจึงไม่คิดจะสอนนางบ้างเล่า?
ทำให้นางต้องขายหน้าต่อหน้าทุก รอให้นางกลับไปแล้วจะให้ผู้พี่จัดการนางเสีย!
“ลุกขึ้นเถิด”
เยี่ยนสวินสะบัดสายหยกที่ประดับอยู่ตรงเอว เอ่ยอย่างไม่ใส่ใจนัก ท่าทีดูราวกับไม่แยแส ทว่าหางตากลับกวาดมองมู่เหยา
ขณะที่มู่เหยาลุกขึ้น นางเผลอสบตากับเยี่ยนสวินแวบหนึ่ง ก่อนจะรีบก้มหน้าลง
ผู้อื่นอาจไม่เคยเห็นเยี่ยนสวินมาก่อน แต่นางเคยเห็นมาแล้ว
บิดามารดาของนางสิ้นชีพเพื่อจัดการอุทกภัยที่ดินแดนฉู่ ตัวนางเองก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นเสี้ยนจู่ดินแดนฉู่
เดิมทีดินแดนฉู่นั้นอุดมสมบูรณ์ยิ่งนัก เพียงแต่ถูกมองข้ามไปเพราะประสบอุทกภัย
เมื่ออุทกภัยได้รับการแก้ไข ดินแดนฉู่ก็เป็นที่หมายตาของแคว้นศัตรูมากมาย
เป็นเยี่ยนสวินที่ใช้เวลาถึงห้าปีในการพิชิตดินแดนฉู่ ขยายอาณาเขต ทำให้แผ่นดินของแคว้นอวิ๋นกว้างใหญ่ไพศาลขึ้นทุกขณะ
วันที่เยี่ยนสวินได้รับชัยชนะกลับสู่เมืองหลวง มู่เหยาไปรออยู่ที่ประตูเมืองตั้งแต่รุ่งสาง
นางเพียงอยากเห็น ว่าผู้ใดกันที่สามารถปกป้องดินแดนฉู่ อันเป็นแผ่นดินที่บิดามารดาของนางอุทิศชีวิตเพื่อปกป้องไว้
จากแม่ทัพสู่อ๋องต่างสกุล เยี่ยนสวินใช้เวลาเพียงสามปีเท่านั้น
ต่อมาเมื่อไม่มีตำแหน่งใดจะแต่งตั้งได้อีก ฮ่องเต้จึงพระราชทานเครื่องยศเทียบเท่าโอรสสวรรค์ ให้นั่งขบวนเกี้ยวสิบสองหาม เฝ้าโดยไม่ต้องเร่งรีบ ไม่ต้องถอดรองเท้าและกระบี่
การได้พบเยี่ยนสวิน ก็เท่ากับฮ่องเต้เสด็จมาด้วยพระองค์เอง
ทั่วทั้งใต้หล้านี้ มีเพียงฮ่องเต้และเยี่ยนสวินเท่านั้นที่ได้ขบวนเกี้ยวสิบสองหาม
หลิ่วซีอินกล่าววาจาเช่นนั้นต่อหน้าเขา มิใช่การรนหาที่ตายหรอกหรือ?
สายตาของเยี่ยนสวินกวาดมองไปทั่วฝูงชน ก่อนจะหยุดอยู่ที่หลิ่วซีอินในที่สุด
แววตาที่เปี่ยมด้วยอำนาจราวกับทัพนับหมื่นกำลังโถมกระหน่ำ ทำเอาหลิ่วซีอินแทบจะหายใจไม่ออก
นานพักใหญ่ เยี่ยนสวินจึงเอ่ยขึ้นว่า “คนไร้การอบรมสั่งสอนจากตระกูลใดกัน ยังไม่รีบพาตัวกลับไปอีก”
เสียงของเขาฟังดูเบาและเหมือนไม่ใส่ใจ แต่กลับทำให้คนกลัวจนตัวสั่น
นี่คือวีรบุรุษหนุ่มที่สังหารผู้คนในสนามรบมานับไม่ถ้วน ใครเล่าจะกล้าล่วงเกิน?
ลู่จื้อเพิ่งทราบข่าวว่าหลิ่วซีอินไปก่อเรื่องต่อหน้าเยี่ยนสวิน พอมาถึงขาทั้งสองข้างก็ยังสั่นไม่หยุด
“ฉู่อ๋องโปรดอภัย ผู้น้องของข้าความรู้น้อยด้อยทักษะ จึงพลั้งปากโดยไม่ยั้งคิด ขอฉู่อ๋องอย่าได้เอาความเลยขอรับ”
ลู่จื้อรีบคุกเข่าลงทันที
หลิ่วซีอินเห็นลู่จื้อซึ่งปกติมีท่วงท่าสูงส่งเย่อหยิ่ง บัดนี้กลับดูสงบเสงี่ยมระมัดระวังตัว ก็ยิ่งตื่นตระหนกในใจ
นางเพียงแค่นำคำพูดที่ลู่จื้อเคยกล่าวมาพูดซ้ำอีกครั้ง ไฉนจึงกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตถึงเพียงนี้ได้?
เยี่ยนสวินลดสายตาลงมองลู่จื้อแวบหนึ่ง ก่อนจะหันไปมองมู่เหยาที่อยู่ข้าง ๆ
“ที่แท้คือซื่อจื่อผิงหยางโหว ผู้น้องที่ไร้การอบรมสั่งสอนเช่นนี้ ต่อไปพาออกมาให้น้อยลงหน่อย จะได้ไม่ขายหน้า”
ลู่จื้อมิได้ใส่ใจกับการถูกดูถูก เมื่อเห็นว่าเยี่ยนสวินมิได้ประสงค์จะลงโทษ จึงรีบก้มลงกราบขอบพระคุณ
“กระหม่อมกลับไปถึงจวนแล้วจะอบรมสั่งสอนนางให้ดี ขอบพระคุณฉู่อ๋องที่เมตตาไม่เอาความ”
กล่าวจบ ลู่จื้อก็รีบลุกขึ้นจูงมือหลิ่วซีอินเดินจากไปอย่างรวดเร็ว กลัวว่าเยี่ยนสวินจะเปลี่ยนใจเอาความ
เมื่อทั้งสองจากไปแล้ว มู่เหยาก็กลับไปนั่งยังที่เดิมของนาง
เดิมทีวันนี้ นางเพียงคิดจะตีบทน่าสงสารต่อหน้าผู้คน เพื่อเป็นการปูทางให้แผนการของนางเท่านั้น
แต่คาดไม่ถึงว่าหลิ่วซีอินจะมอบความประหลาดใจชิ้นใหญ่เช่นนี้ให้นาง ทำให้นางได้ระบายความขุ่นเคืองในใจ
เมื่อจัดการเรื่องวันนี้เสร็จแล้ว มู่เหยาก็ไม่คิดจะอยู่นาน จึงพาหนิงจู๋ไปทูลลาองค์หญิงใหญ่ แล้วออกจากจวนเพื่อเตรียมตัวกลับบ้าน
แต่ทันทีที่ก้าวพ้นจวนองค์หญิง ยังไม่ทันที่มู่เหยาจะได้ขึ้นรถม้า ก็มีร่างสองร่างเดินออกมาจากด้านหลังเรือน
“ช้าก่อน”
ลู่จื้อเรียกนางด้วยสีหน้าถมึงทึง แววตาเต็มไปด้วยความรังเกียจและเหี้ยมเกรียม
“ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะร้ายกาจถึงเพียงนี้ วางหลุมพรางล่อลวงให้ซีอินพลั้งปากต่อหน้าผู้คน!”
คำตำหนิอย่างขุ่นเคืองของลู่จื้อ ทำเอามู่เหยาแค่นหัวเราะออกมา
“ข้าวางหลุมพลางงั้นรึ? ไม่ใช่ว่านางอดใจไม่ไหวอยากอวดอ้างเองหรอกหรือ?”
“ยิ่งไปกว่านั้น เรื่องขบวนเกี้ยวสิบสองหามนั่น ไม่ใช่ท่านพูดเองกับปากหรอกหรือ?”
เมื่อเคาะใจถามตนแล้ว มู่เหยาไม่ได้ต้องการให้ตระกูลลู่สงบสุข
ทว่าวันนี้ นางมิได้มีเจตนาล่อลวงให้หลิ่วซีอินกระทำผิด นางเองก็คาดไม่ถึงว่าหลิ่วซีอินจะโง่เขลาได้ถึงเพียงนี้!
เห็นได้ชัดว่าหลิ่วซีอินต้องการอวดอ้างเอง และลู่จื้อเองก็เคยกล่าวคำพูดที่ไม่บังควรออกมาเป็นการส่วนตัว!
ลู่จื้อถูกย้อนถามจนพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
คำพูดนี้เขาเคยกล่าวจริง…
แต่นั่นเป็นเพียงความสุขในห้อง เขาพูดคุยเรื่องส่วนตัวกับหลิ่วซีอินในห้อง ใครเลยจะคิดว่านางจะนำมาพูดต่อหน้าผู้คน?
ท้ายที่สุดแล้ว ก็ต้องโทษมู่เหยาที่หยิบยกเรื่องขบวนเกี้ยวแปดหามขึ้นมา!
ลู่จื้อไม่รู้สึกว่าเลย ยังคงเชื่อว่าเป็นเพราะมู่เหยาเกิดความริษยา
“คนที่ต้องการมอบขบวนเกี้ยวแปดหามให้ซีอินคือข้า เจ้ามิต้องมาระบายความไม่พอใจกับนาง”
“เจ้าริษยาถึงเพียงนี้ ต่อไปเมื่อเข้าจวนแล้วเกรงว่าจะไม่สงบ ข้าเห็นว่าแม้แต่ขบวนเกี้ยวหกหาม เจ้าก็ยังไม่คู่ควร”
“ขบวนเกี้ยวสี่หามก็ถือว่าให้เกียรติเจ้ามากแล้ว!”
กล่าวจบ ลู่จื้อสะบัดแขนเสื้ออ ก่อนจะพาหลิ่วซีอินจากไปด้วยโทสะ
ขบวนเกี้ยวสี่หาม น้อยกว่าของหลิ่วซีอินถึงครึ่งหนึ่ง
ทว่าในใจของมู่เหยากลับสงบนิ่ง
แม้แต่หนิงจู๋เองก็มิได้รู้สึกโกรธเคืองแล้วเช่นกัน
ขบวนเกี้ยวสี่หามกับหกหาม จะต่างกันอย่างไรเล่า?
ล้วนน่าอัปยศพอกัน!