ชายาแกร่งแห่งบ้านนา พลิกชะตาทั้งครอบครัว: ตอนที่ 3 ขายหลานชายแล้ว ไม่กลัวว่าภายหน้าจะไร้ทายาทสืบสกุลหรือ? ตอนที่ 3
“ที่น่าแค้นใจยิ่งกว่า คือยังคิดจะขายหลานชายอีก? ท่านอดอยากจนจะตายแล้วหรือไร รอเงินที่ได้จากการขายหลานชายมาช่วยชีวิตหรือ? คนเขายังว่าเสือร้ายยังไม่กินลูกมัน ท่านย่ายังสู้เสือไม่ได้ด้วยซ้ำ”
“ขายหลานชายแท้ๆ คิดว่ามีหลานชายเยอะแล้วจะทำอะไรตามใจชอบได้หรือ ขายหลานชายไปแล้ว ไม่กลัวว่าภายหน้าจะไร้ทายาทสืบสกุลหรือ? แถมยังจะขายทีเดียวสองคนอีก?”
“ถ้าท่านรังเกียจว่ามีหลานชายมากเกินไป ข้าจะพาพี่ชายและน้องชายของข้าไปเอง พวกเราจะเปลี่ยนไปใช้แซ่ของแม่ ไม่เกี่ยวข้องกับตระกูลกู้อีกต่อไป ไม่เชื่อก็คอยดูว่าข้าจะกล้าทำหรือไม่!”
แม่เฒ่าซุนถ่มน้ำลายใส่กู้เหมยตั่ว “ถุย!” พลางเท้าสะเอวทั้งสองข้าง “ข้าจะขายหลานชายของข้าแล้วมันจะทำไม? ถ้าโมโหขึ้นมา ข้าจะขายแม้กระทั่งเจ้าไปด้วยเลย”
“ขายข้างั้นรึ? ข้าให้ความกล้าท่านเลยเอ้า! ท่านก็มีปัญญาแค่ตีลูกสะใภ้ด่าลูกสะใภ้เท่านั้นแหละ”
แม่เฒ่าซุนโกรธจนตัวสั่น “แม่ผัวบ้านไหนไม่ใช้งานลูกสะใภ้ ไม่ตีไม่ด่าลูกสะใภ้บ้าง ทำไมข้าจะทำไม่ได้?”
“ท่านเป็นแม่ผัว ท่านย่อมใช้งานลูกสะใภ้ได้ แต่จะมาใช้งานแม่ข้าอีกไม่ได้!”
“หลายปีมานี้ แม่ข้าตื่นแต่เช้ามืด ทำงานหนักโดยไม่ปริปากบ่น ตอนนี้ก็สมควรจะเปลี่ยนให้คนอื่นทำบ้างแล้ว ท่านมีลูกสะใภ้ตั้งมากมาย พวกนางเป็นคนตายรึไง? ก็ถึงตาพวกนางทำงานบ้างแล้ว”
กู้เหมยตั่วพูดกับมารดาที่น้ำตาอาบแก้มอย่างอ่อนโยนว่า
“ท่านแม่ ท่านกลับไปพักผ่อนในห้องเถอะ ท่านให้กำเนิดลูกชายถึงสี่คน ถือเป็นผู้สร้างคุณูปการใหญ่หลวงแก่ตระกูลกู้ คนอื่นที่ไม่ได้ให้กำเนิดลูกมากเท่าท่าน ร่างกายแข็งแรงกว่าท่าน ยังได้พักผ่อนเลย แล้วเหตุใดท่านยังต้องทำงานอีกล่ะ? ท่านไม่ใช่สาวใช้เสียหน่อย”
“พี่ใหญ่ พี่รอง ประคองท่านแม่พาเสี่ยวซื่อเสี่ยวหวู่กลับห้องไป”
สองพี่น้องพยักหน้ารับอย่างอ่อนแรง
กู้เหล่าซื่อก้มหน้าลงเล็กน้อย น้ำตาหยดลงมาทีละหยด เขานั้นขี้ขลาดก็จริง แต่ไม่ใช่คนโง่ ใครดีต่อเขาย่อมรู้ดี
“ทำงานแล้วมันทำไม?” แม่เฒ่าซุนโอดครวญ “พวกเขายังหนุ่มยังแน่น ทำงานมากหน่อยแล้วมันจะทำไม?”
“เจ้าว่ามันทำไมรึ? พ่อแม่ข้ายังหนุ่มยังสาว แล้วท่านลุงกับท่านป้าข้าแก่หง่อมใกล้ลงโลงแล้วหรืออย่างไร? ท่านอาห้าไม่ใช่ว่าหนุ่มกว่าหรือ? เขาก็เอาแต่นอนทุกวัน นอนแล้วก็กิน กินแล้วก็นอน ไม่ต่างอะไรกับเจ้าตัวนั้นที่ร้องฮึๆ?”
ทุกคน “ฮึๆ?”
อาจเป็นเพราะเห็นน้ำตาของพ่อแล้วปวดใจ อาจเป็นเพราะนึกถึงความทุกข์ในชาติก่อนของตน รวมถึงความอัดอั้นตันใจเมื่อมาอยู่ที่นี่ กู้เหมยตั่วก็น้ำตาไหลรินออกมาเช่นกัน นางพลางปาดน้ำตา พลางตะโกนฟ้องร้องเสียงดัง
“คนอื่นทำงาน ยังได้พักผ่อนบ้างเป็นครั้งคราว ได้ไปตลาด ได้ไปเยี่ยมญาติ แต่เหตุใดพ่อข้ากับพวกพี่ชายของข้าต้องทำงานตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ส่วนแม่ข้าต้องดูแลน้องชายสองคน ทั้งยังต้องซักผ้า ทำอาหารอีก?”
“พวกท่านช่างคิดการได้งดงามนักนะ ขายน้องชายสองคนของข้า จะได้ให้แม่ข้าลงไปทำงานในนาด้วย พวกเราบ้านสี่ก็กลายเป็นแรงงานชั้นดีไปทั้งหมด ให้ครอบครัวข้าเป็นวัวเป็นม้าให้พวกท่านใช้งาน คอยหาเลี้ยงพวกท่าน ให้พวกท่านได้เรียนหนังสือ”
“ถุย! ถ้าบีบคั้นข้าจนถึงที่สุด ข้าจะจุดไฟเผาบ้าน ให้พวกท่านต้องหอบตะกร้าไปขอทานในวันพรุ่งนี้ คอยดูสิว่าข้ากล้าหรือไม่?”
“ขอบอกไว้เลยนะท่านย่า ตอนนี้พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกัน ข้าเผาบ้านของตัวเอง ไม่ผิดกฎหมาย ข้าทุบทำลายข้าวของในบ้านตัวเองก็ไม่ผิดกฎหมาย ไม่ต้องชดใช้ ถือเป็นความขัดแย้งภายในครอบครัว ทางการไม่เข้ามายุ่งเกี่ยว”
ตราบใดที่พวกท่านกล้ารังแกพวกเราบ้านสี่ ข้าก็กล้าทุบทำลาย!”
แม่เฒ่าซุนด่าอย่างเคียดแค้น “นังเดรัจฉานน้อยอกตัญญู ตอนที่เจ้าเกิดมา ข้าน่าจะบีบคอเจ้าให้ตายเสียตั้งแต่ตอนนั้น จะได้ไม่ต้องมาทำให้ข้าโมโหเช่นนี้”
“ข้าอกตัญญูรึ? ท่านลุงใหญ่เอาแต่วิ่งเข้าเมืองทุกสองสามวัน ใช้เงินของบ้านไปกินข้าวนอกบ้าน เคยเอาของอร่อยมาให้พวกท่านสักคำหรือไม่ เขากตัญญูรึ?”
“พี่ชายลูกพี่ลูกน้องคนโตใช้เงินหยาดเหงื่อแรงงานที่พ่อข้ากับพวกพี่ชายหามาได้ไปเรียนหนังสือ พอเจอหน้าพ่อแม่ข้ากลับเชิดหน้ามองฟ้าไม่แม้แต่จะสนใจ เขาถึงเรียกว่ากตัญญูรึ?”
รู้สึกว่าตนเองตัวเล็กเตี้ย ไม่มีพลังอำนาจ กู้เหมยตั่วจึงกระโดดขึ้นไปบนม้านั่งผุๆ ตัวหนึ่ง แล้วกล่าวโทษเสียงดังต่อไป
“ท่านป้าสะใภ้สามขนของที่บ้านกลับบ้านเดิมของนางอยู่เรื่อย ไปเสียหลายเที่ยว ไม่ลงไปทำงานในนาก็ช่างเถอะ พอกลับถึงตาที่นางต้องทำอาหาร ก็ปวดเมื่อยไปทั้งตัว ให้ท่านย่ากับแม่ข้าทำแทน นางน่ะหรือกตัญญู?”
“ท่านอาห้ากับท่านอาสะใภ้ห้าไม่เคยลงไปทำงานในนาเลย ตะวันไม่ส่องก้นก็ไม่ยอมตื่น พอตื่นขึ้นมาก็ยังเลือกกินเลือกดื่ม ที่ไหนลมเย็นก็ไปพักผ่อนที่นั่น ท่านปู่ทำงานเหงื่อไหลไคลย้อยอยู่ในนา ไม่กล้าแม้แต่จะพักเพราะกลัวงานเสีย เขาน่ะหรือกตัญญู?”
คอเริ่มแห้งผาก ไอออกมาสองครั้ง แล้วพูดต่อ
“บ้านลุงรอง เพราะไม่มีลูกชายจึงรู้สึกผิด สองสามีภรรยาถึงได้ทำงานกันอย่างเอาเป็นเอาตาย พวกเราบ้านสี่มีลูกชายสี่คน ลงนาทำงานแค่สองคน เหตุใดพวกเราบ้านสี่ถึงทำงานมากที่สุด แต่ได้กินน้อยที่สุด?”
“ทำงานหนักเช่นนี้ยังไม่ได้ดีตอบแทน ซ้ำยังจะขายสองน้องชายข้าอีก?”
“ส่งเสียพี่ชายลูกพี่ลูกน้องเรียนหนังสือ ถ้าจะขายก็ควรขายน้องชายของเขาสิ เหตุใดต้องมาขายสองน้องชายข้า?! ฮือๆ...”
พูดถึงตอนที่น่าเศร้าใจ ก็ปล่อยโฮออกมา
พ่อเฒ่ากู้และแม่เฒ่าซุนไม่รู้จะพูดอะไรต่อแล้ว เพราะทั้งหมดล้วนเป็นความจริง ตอนนี้พวกเขาอยากจะร้องไห้แต่ไม่มีน้ำตาจะไหลจริงๆ
ด่าก็ด่าไม่ชนะ จะตีก็ยิ่งสู้ไม่ได้ คนทั้งบ้านรวมกันยังสู้แรงนางคนเดียวไม่ได้ นังเด็กเหลือขอนี่มีพลังดุจเทพเจ้ามาแต่กำเนิด หากทำให้นางโมโหขึ้นมา นางไม่ไว้หน้าใครทั้งนั้น คว้าไม้ได้ก็ฟาด นี่เป็นการฟาดจริงๆ นะ!
กู้เหมยตั่วใช้เสื้อตัวนอกเก่าๆ ขาดๆ ของตนเช็ดหน้า แล้วพูดเสียงสะอื้น
“พ่อแม่ข้ากับพี่ชายน้องชายล้วนเป็นคนซื่อๆ ข้าขอบอกพวกท่านไว้เลย นับแต่นี้ต่อไป หากใครกล้ามารังแกพี่ชายน้องชายข้า รวมถึงพ่อแม่ข้าอีก ข้าไม่เกรงใจแน่ ข้าจะจัดการมันให้สิ้นซาก!”
“ใครกล้ามาเอาเปรียบพวกเราบ้านสี่อีก ไม้เรียวรออยู่! พวกท่านก็พิจารณาเอาเองแล้วกัน” กู้เหมยตั่วพูดจบก็เดินจากไปโดยไม่หันกลับมามอง
ร่างเล็กๆ นั้น ท่าทางองอาจ ผึ่งผาย
สองพี่น้องบ้านสี่ที่แอบย่องออกมาสังเกตการณ์ความเคลื่อนไหวในลานบ้าน ก็ค่อยๆ ถอยกลับเข้าลานบ้านของตนไปเงียบๆ ไม่ลืมที่จะลากพ่อของพวกตนกลับไปด้วย
คนอื่นๆ ต่างก็กลับบ้านใครบ้านมัน ไปหาแม่ของตน
เพียงแต่ในใจคิดว่า นี่เป็นสัญญาณว่าบ้านสี่กำลังจะพลิกฟื้นแล้วหรือ?
ไม่ต้องพูดถึงสองสามีภรรยาชราตระกูลกู้ที่ทั้งโกรธทั้งจนปัญญา ส่วนกู้เหมยตั่วนั้น อยากจะทำอะไรก็ทำ ใครจะห้ามก็ไม่ได้ผล ใครพูดกับนางสักสองสามคำ นางก็มีสิบแปดประโยครอโต้ตอบอยู่แล้ว
หลังอาหารกลางวัน ช่วงเวลาพักผ่อน กู้เหล่าหวู่ตะโกนเรียกเสียงดัง “ชุนจิ่ว ชุนจิ่ว”
พี่ชายคนโตอายุสิบสองปีของกู้เหมยตั่วรีบวิ่งออกมา
“เจ้าไปที่หัวนาแปลงทางทิศตะวันออกของบ้านเรา ตรงพงหญ้าใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นนั้น เอาจอบของข้ากลับมา เร็วเข้า ไปช้าเดี๋ยวคนอื่นจะหยิบไป” กู้ชุนจิ่วรีบวิ่งออกไปอย่างเร่งร้อน
นี่คงแอบอู้ใต้ต้นไม้ตอนทำงาน แล้วลืมหยิบกลับมาบ้าน กู้เหมยตั่วคิดอย่างขุ่นเคือง
กู้ชุนจิ่วแบกจอบกลับมาอย่างรวดเร็ว
“ชุนจิ่ว”
กู้เหมยตั่วได้ยินท่านอาห้าเรียกพี่ใหญ่อีกครั้ง ก็รีบตามออกไปเช่นกัน ดูสิว่าท่านอาห้ายังคิดจะทำอะไรอีก
“เสื่อบนเตียงในห้องข้ามันขาดแล้ว มันทิ่มเนื้ออยู่บ้าง เจ้าเอาไปซ่อมให้ข้าหน่อย”
กู้ชุนจิ่วกำลังจะขยับตัว กู้เหมยตั่วก็เอ่ยปากขึ้น “นี่ท่านอาห้า ท่านไม่มีมือรึอย่างไร? ซ่อมเองไม่เป็นรึ?”
“ข้าใช้หลานชายข้าทำงานเล็กๆ น้อยๆ บ้าง แล้วมันทำไม?”
“พี่ใหญ่ข้าลงนาทำงานเหนื่อยมาทั้งเช้าแล้ว เหตุใดต้องมาทำงานให้ท่านอีก? ท่านแอบอู้มาทั้งเช้า ใช่ว่าจะเหนื่อยสักเท่าไร ทำไมไม่ทำเองเล่า?
ถ้าท่านขี้เกียจจนไม่อยากขยับตัวจริงๆ ก็ให้ลูกสาวท่านทำให้สิ พวกเราไม่รับใช้! พี่ กลับห้องไปนอนเถอะ”
กู้ชุนจิ่วเหลือบมองท่านอาห้าของตน แล้วกลับเข้าห้องไป
กู้เหล่าหวู่มองท่าทางที่กู้เหมยตั่วจ้องเขม็งมาอย่างโกรธเคือง หลานสาวคนนี้หาเรื่องด้วยไม่ได้จริงๆ เขาก็ค่อยๆ กลับเข้าห้องไปเงียบๆ เช่นกัน
กู้เหมยตั่วยังเดินไม่ทันถึงห้องของตนเอง ป้าสะใภ้สาม สะใภ้ซุนก็ออกมา ตะโกนไปยังลานบ้านเล็กๆ โทรมๆ ของบ้านสี่ว่า
“น้องสะใภ้สี่ บ่ายนี้ข้าจะกลับบ้านแม่ มีธุระนิดหน่อย มะรืนนี้ถึงจะกลับ เจ้าบอกท่านแม่ของเราให้ทีนะ”
กู้เหมยตั่วขวางสะใภ้ซุนที่กำลังจะเดินกลับไป “ท่านป้าสะใภ้สาม ท่านจะกลับบ้านแม่ ก็ไปบอกท่านย่าเองสิ เกี่ยวอะไรกับแม่ข้า? แม่ข้าไม่ได้ดูแลเรื่องในบ้านเสียหน่อย”
“อีกอย่าง พรุ่งนี้ถึงตาที่ท่านต้องทำอาหาร ซักผ้า เลี้ยงหมู ท่านไปหาคนมาทำงานแทนท่านในวันพรุ่งนี้ให้เรียบร้อยเสีย คิดจะให้แม่ข้าช่วยทำแทนน่ะ ไม่มีทางหรอก”