นิยายเรื่องนี้ข้าขอเป็นคนกำหนดเอง: ตอนที่ 1 ทะลุมิติเข้าไปในนิยายที่ชายเป็นใหญ่ ตอนที่ 1
“อวิ๋นเวย! เจ้ารู้ตัวหรือไม่ว่าผิดอันใด?”
เสียงตวาดดังหนักแน่นของบุรุษผู้หนึ่งดังขึ้น พร้อมกับความเจ็บแสบจากแส้ที่ฟาดลงบนแผ่นหลัง ทำให้อวิ๋นเวยสะดุ้งตื่นขึ้นด้วยความเจ็บทันที
เมื่อลืมตาขึ้น นางกำลังจะด่าออกไปว่าใครบังอาจแตะต้องนาง แต่กลับต้องตะลึงกับภาพตรงหน้า
นี่เป็นห้องที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายโบราณ เทียนแดงเรียงรายให้แสงสว่าง ทั้งสองข้างเต็มไปด้วยผู้คนสวมชุดโบราณคุกเข่าอยู่ ม่านแดงห้อยระย้าจากขื่อกลางห้อง ลูกปัดบนม่านไขว้กันสั่นไหวตามแรงลมจากแส้ที่เพิ่งเงื้อฟาด
บนพื้นเต็มไปถ้วยชามบนพื้นกระจัดกระจาย จอกเหล้าวางระเกะระกะ กลิ่นสุราคละคลุ้งทั่วห้อง ราวกับความวุ่นวายหลังงานเลี้ยงฉลอง
ห่างออกไปเพียงสิบก้าว ยังมีบุรุษสองคนที่ทาหน้าทาปาก แต่งกายไม่มิดชิดนั่งคุกเข่าตัวสั่นพลางร้องขอชีวิต
อวิ๋นเวยงุนงงไปหมด ที่นี่ที่ไหนกัน?
นางเพิ่งประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ไม่ใช่หรือ?
ยังไม่ทันได้เอ่ยถาม ชายชราตรงหน้าก็ดูเหมือนไม่พอใจกับท่าทีของนางและเตรียมจะฟาดแส้ลงมาอีกครั้ง
แม้อวิ๋นเวยจะยังจับต้นชนปลายไม่ถูก แต่นางย่อมไม่ยอมทนให้ใครมาทุบตีโดยไม่ทำอะไร ตอนที่นางกำลังจะหลบ ทันใดนั้นร่างหนึ่งก็โอบกอดนางไว้ในอ้อมแขน และรับแส้นั้นแทนนาง
เสียงร้องเบา ๆ ดังขึ้นข้างหู อวิ๋นเวยเงยหน้าขึ้น เห็นใบหน้าของชายหนุ่มคนหนึ่ง
ชายหนุ่มคนนี้ใบหน้างดงามราวกับหยก สง่างามราวกับต้นสน
แสงเทียนสะท้อนให้เห็นว่าผิวของเขาที่ดูซีดราวกับขาดเลือด ทว่ากลับไม่ทำให้เขาดูอ่อนแอ ตรงกันข้ามกลับยิ่งขับเน้นให้คิ้วดกดำของเขาโดดเด่น ดวงตาสุกใสแจ่มชัด ในแววตาที่สุกใสที่ทำให้ผู้คนรับรู้ได้อย่างชัดเจนถึงความรังเกียจที่แวบผ่านในดวงตาของเขา...
ในเมื่อรังเกียจ แล้วเหตุใดจึงเข้ามาขวางแทนนาง?
อวิ๋นเวยผลักเขาออก “เจ้า...”
นางกำลังจะถามว่าเขาเป็นใคร แต่กลับถูกชายชราผู้นั้นขัดขึ้นอีกครั้ง “ฉางหลิง เจ้าลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้ เด็กคนนี้ยังจะปกป้องนางอีกหรือ?”
ฉางหลิง?
เหตุใดชื่อนี้ฟังคุ้นหูยิ่งนัก?
บุรุษที่ถูกเรียกว่าฉางหลิงคลายอ้อมแขนออกจากนางตามสถานการณ์ ก่อนหันกลับไปคุกเข่าตัวตรง สีหน้าสุขุมมั่นคง “ท่านพ่อตาโปรดระงับโทสะก่อน ท่านหญิงยังเด็กนัก คงเป็นเพียงความพลั้งเผลอ นางไม่ได้ตั้งใจ ขอท่านให้โอกาสนางอีกสักครั้งเถิด”
ชายชราตรงหน้าดูจะโกรธจนหน้าแดงก่ำ แส้ในมือตวัดไปมาเสียงดัง “ยังเด็กหรือ? ปีนี้นางอายุสิบเจ็ดแล้ว คนอื่นวัยเดียวกับนางก็ดูแลบ้านเรือน จัดการทั้งภายในภายนอก เป็นแม่บ้านแม่เรือน เป็นแม่บ้านที่ดีของสามีไปนานแล้ว แต่นางยังกล้าทำตัวเหลวไหลเช่นนี้!”
“ปกติไม่เชื่อฟังก็ช่างเถิด แต่วันนี้ถึงกับ...ถึงกับ...”
คำว่าเรียกหาบุรุษมาบำเรอทำให้เขาไม่อาจเอ่ยออกมาได้ด้วยความเป็นบิดา ใบหน้าแดงจัดด้วยความโกรธ “เอาเป็นว่า เจ้าลุกขึ้นมา อย่าปกป้องนาง วันนี้ข้าจะสั่งสอนให้หลาบจำเสียบ้าง”
แต่กู้ฉางหลิงยังคงคุกเข่าและพยายามขอร้องแทนนาง
ท่ามกลางเสียงโต้เถียง อวิ๋นเวยรู้สึกปวดศีรษะจนขมับเต้นตุบ ๆ
ท่านหญิง ฉางหลิง ท่านพ่อตา......
นี่มันตัวละครจากนิยายชายเป็นใหญ่แนววังหลังที่นางเพิ่งอ่านไปเมื่อสองวันก่อน เรื่อง ‘เส้นทางพลิกชะตาของบัณฑิตยากจน’ ไม่ใช่หรือ!?
ภาพมากมายพลันพรั่งพรูเข้ามาในหัวทันที ความทรงจำราวกับถูกบังคับให้โหลดเข้าสู่สมอง แม้จะกระจัดกระจาย แต่อวิ๋นเวยก็รีบเรียบเรียงข้อมูลจากเศษเสี้ยวความทรงจำอย่างรวดเร็วที่สุด
นางทะลุมิติเข้ามาในหนังสือแล้ว ทะลุมิติมาเป็นท่านหญิงอวิ๋นเวยอดีตภรรยาของพระเอกที่ดูถูกพระเอกมาโดยตลอด
เรื่องนี้เป็นนิยายแนวโบราณ เนื้อหาหลักพูดถึงหลังจากพระเอกที่ครอบครัวฐานะตกต่ำลงและถูกกลั่นแกล้งอย่างหนัก เขากัดฟันสู้ฟันฝ่าและสอบได้ตำแหน่งจอหงวน
แต่ยังไม่ทันได้ลืมตาอ้าปากก็ถูกใส่ร้ายว่าลอกเลียนแบบ ไม่เพียงแต่ไม่ได้เป็นจอหงวน อีกทั้งยังต้องติดคุก ในเวลานี้เอง ก็ได้พบกับผู้มีพระคุณคนที่สองของชีวิต นั่นคือเว่ยกั๋วกง
เป้าหมายเดียวของการที่เว่ยกั๋วกงช่วยเขา ก็คือหวังว่าหลังจากพระเอกพ้นจากมลทินแล้ว จะแต่งงานกับบุตรสาวสายตรงที่เสื่อมเสียชื่อเสียงไปแล้ว
เสื่อมเสียชื่อเสียงเพียงใดน่ะหรือ? เที่ยวซ่อง เรียกบุรุษมาบำเรอ ฟังดนตรีดูงิ้ว หยอกล้อบุรุษตระกูลผู้ดี ไม่ว่าอะไรที่ทำได้หรือทำไม่ได้ทำ นางทำหมดแล้ว......
พระเอกที่เพิ่งออกจากคุกมาก็เลยต้องมารับกรรม
แรกเริ่มเขายังเป็นบุรุษจิตใจดี คิดว่าตนติดหนี้บุญคุณ จึงต้องก้มหน้ายอมรับ แต่ที่น่าหนักใจคือบุตรสาวสายตรงคนนี้ ชอบ ‘ลงไม้ลงมือ’ น่ะสิ
ดีใจก็ตบหน้า ไม่พอใจก็ซ้อม ทำลายความรู้สึกขอบคุณเล็กน้อยที่เขามีจนหมดสิ้น
เมื่อพระเอกไม่อาจหย่าขาดได้ เขาจึงซ่อนความแค้นไว้และอดทนรอเวลา เขาเลื่อนตำแหน่งและร่ำรวยขึ้นเรื่อย ๆ แต่ภรรยาเสียชีวิต เขาก็ก้าวหน้าไปเรื่อย ๆ จนสุดท้ายได้ก้าวกระโดดขึ้นไปเป็นเสนาบดีที่อายุน้อยที่สุดของต้าเว่ย
ในขณะเดียวกัน เรื่องราวในวังหลังก็เปิดฉากขึ้น แล้วเรื่องราวก็ดำเนินเดินไป...
ถึงแม้ว่าเนื้อเรื่องจะซ้ำซาก แต่ก็สนุกดีนะ น่าเสียดายที่ตอนนั้นอ่านอวิ๋นเวยอย่างเพลิดเพลิน แต่ตอนนี้ก็อยากจะร้องไห้มากกว่า
เพราะนางไม่ใช่สตรีในดวงใจ ไม่ใช่สตรีที่เป็นรักแรกของพระเอก แต่เป็นแค่ ‘ภรรยา’ ที่ต้องตายเพื่อให้เขาเลื่อนตำแหน่งและร่ำรวยขึ้น
พอนึกถึงลักษณะที่หยิ่งยโสของร่างเดิม เพราะดูถูกพระเอกและการกระทำดูหมิ่นต่าง ๆ สุดท้ายพระเอกจึงส่งคนมาทรมาน แล้วใช้ผ้าแพรขาวรัดคอตายทั้งเป็น อวิ๋นเวยก็รู้สึกว่าแผลที่หลังเจ็บขึ้นมา
นางมองไปรอบ ๆ ด้วยอาการปวดหัว
ตอนนี้ร่างเดิมถูกบิดาของตัวเองจับได้ว่ากำลังเรียกบุรุษมาบำเรอ และกำลังโดนลงโทษด้วยกฎตระกูล ขณะที่ พระเอกก็กำลังเสแสร้งทำตัวเป็นคนดีขอร้องเพื่อนาง
ถ้าปล่อยไปตามเนื้อเรื่องเดิม ท่านหญิงอวิ๋นเวยจะไม่มีวันยอมรับผิด อีกทั้งยังจะด่าพระเอกว่าเป็นคนต่ำช้าเจ้าเล่ห์ จากนั้นอวิ๋นเจิ้นบิดาของนางจะฟาดแส้นางจนหมดสติไป
แต่ในเมื่อนางมาอยู่ตรงนี้ ย่อมไม่เดินตามบทเดิมแน่นอน
เพราะเพียงไม่กี่แส้ที่ผ่านมา นางเจ็บหลังราวกับเหมือนถูกไฟเผา
ดังนั้น เมื่ออวิ๋นเจิ้นตวาดเสียงกร้าวอีกครั้ง “เจ้ารู้ตัวหรือไม่ว่าผิดอันใด!?” อวิ๋นเวยก็ตะโกนสวนกลับไปทันที “ข้าไม่ผิด!!”
“เจ้า...เจ้า...” ท่านกั๋วกงโกรธจนมือสั่น
อวิ๋นเวยแสดงท่าทางดื้อรั้นเหมือนกับร่างเดิม “ข้าแค่เรียกนักแสดงสองคนเข้าจวนมาร้องงิ้วให้ข้าฟังไม่ใช่หรือ? ข้าผิดที่ใดกัน?”
“ร้องงิ้วหรือ?”
“ใช่ ครั้งก่อนที่น้องซีเอ๋อร์มาเยี่ยม บอกว่านักแสดงของหอเทียนเซียงร้องเพลงได้ยอดเยี่ยม หากรู้สึกเบื่อ ก็สามารถเรียกมาที่จวนเพื่อแสดงให้ชมได้”
“ท่านเพิ่งลงโทษกักบริเวณข้าหนึ่งเดือน ข้ารู้สึกอุดอู้ จึงให้คนไปเรียกนักแสดงสองคนมาเพื่อแสดงให้ดู เช่นนั้นข้าผิดอันใดกัน?”
ในตอนนี้ อวิ๋นเวยรู้สึกโชคดีอย่างยิ่งที่ทะลุมิติมาเร็วก่อนที่คำพูดอกตัญญูเหล่านั้นของร่างเดิมจะพูดออกมา ทำให้นางจึงยังพอมีโอกาสหาข้อแก้ตัว
ยิ่งไปกว่านั้น นางยังโชคดีที่อวิ๋นเจิ้นเป็นคนอารมณ์ร้อน พอเห็นฉากเช่นนี้ก็ลงมือทันทีโดยไม่ทันถามอะไรให้แน่ชัด
เมื่ออวิ๋นเจิ้นได้ยินเช่นนั้น มือที่กำแส้แน่นพลันชะงักไปเล็กน้อย “ซีเอ๋อร์เป็นคนบอกเจ้าว่าพวกเขาเป็นนักแสดงงิ้วเช่นนั้นหรือ?”
อวิ๋นเวยสูดจมูกเบา ๆ แล้วตอบกลับไปอย่างไร้เดียงสา “ใช่เจ้าค่ะ อีกอย่าง พวกเขาล้วนแต่งหน้าเขียนคิ้ว จะไม่ใช่นักแสดงงิ้วแล้วจะเป็นอะไรได้เจ้าคะ?”
ตามเนื้อเรื่องเดิม หอเทียนเซียงเป็นที่น้องสาวต่างมารดาของร่างเดิมที่มีเจตนาร้ายแนะนำให้นางรู้จักจริง เพียงแต่นางรู้ว่าที่นั่นทำอะไร ก็เพื่อต้องการดูถูกเหยียดหยามกู้ฉางหลิง
แต่ตอนนี้นางไม่สนแล้ว ขอแค่ไม่ยอมรับอย่างเด็ดขาด อวิ๋นเจิ้นก็จะเชื่อแน่นอน!
เพราะไม่มีบิดาคนใดที่จะตั้งแง่ร้ายกับบุตรสาวของตนเป็นอันดับแรก
ยิ่งไปกว่านั้น อวิ๋นเจิ้นเป็นพ่อที่รักลูกมาก ต่อให้อวิ๋นเวยร่างเดิมจะทำเรื่องเกินเลยมากมายเพียงใด เขาก็ยังคงตามใจและปกป้อง นับประสาอะไรกับสถานการณ์ที่มี ‘ความเข้าใจผิด’ แบบนี้
เป็นอย่างที่คาดไว้ อวิ๋นเจิ้นได้ยินคำพูดเหล่านี้ สีหน้าก็ค่อย ๆ เคร่งขรึมสับสนและลังเลที่จะพูด
ขณะที่กู้จ้างหลิงจ้องมองนางด้วยแววตาลึกล้ำเล็กน้อย ก่อนจะแสร้งถอนหายใจและกล่าวด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิด “หากเป็นเช่นนั้น ก็คงเป็นพวกเราที่เข้าใจท่านหญิงผิดไปเอง ใครก็ได้ ยังไม่รีบพยุงท่านหญิงขึ้นอีก”
สาวใช้หรูฮว่ารีบรุดเข้ามาพยุงอวิ๋นเวยขึ้นจากพื้นอย่างร้อนรน
“เข้าใจผิด?” อวิ๋นเวยแสร้งทำเป็นขมวดคิ้ว “พวกท่านเข้าใจผิดข้าเรื่องอันใดหรือ?”
อวิ๋นเจิ้นไม่รู้จะอธิบายออกมาอย่างไร เข้าใจผิดว่าบุตรสาวเรียกบุรุษมาบำเรอโดยไม่รู้จักอายอย่างนั้นหรือ?
โชคดีที่อวิ๋นเวยก็ไม่ได้ต้องการให้เขาพูดอะไรต่อ นางเบิกตากว้างก่อน แล้วแสดงท่าทีเหมือนเพิ่งรู้สึกตัว “ท่านพ่อ ท่านไม่ได้คิดว่าข้าลอบมีชู้ที่นี่หรอกใช่หรือไม่?”