อ่อยถึงขนาดนี้ มีหรือท่านอ๋องอย่างท่านจะรอด

อ่อยถึงขนาดนี้ มีหรือท่านอ๋องอย่างท่านจะรอด: ตอนที่ 9 ตอนที่ 9

#9ตอนที่ 9

เมื่อคิดอย่างนั้น นางจึงใช้มือข้างหนึ่งยกเขาขึ้นมา เปลี่ยนผ้าปูเตียงกับแผ่นรองและวางเขาลงพร้อมห่มผ้านวมผืนใหม่ให้

หลังจากทำทุกอย่างเสร็จ นางก็หอบอย่างหมดแรง อดไม่ได้ที่จะเท้าเอวพลางบ่นพึมพำ

“ท่านควรจะขอบคุณข้าบ้างนะ ทำไมถึงนอนนิ่งขนาดนี้ หรือว่าใกล้จะสู่ขิตแล้ว”

เมื่อได้ยินคำพูดติดตลกของนาง ลูกกระเดือกของเขาก็สั่นไหวเล็กน้อย ก่อนเอ่ยพูดบางอย่างที่ทำให้ลั่วหลันแทบสำลัก

“ไส...หัวไป...”

ลั่วหลันมองเขาด้วยความประหลาดใจ โดยไม่โกรธที่ถูกไล่สักนิด แต่กลับตื่นเต้นที่เขาพูดได้มากกว่า

นางเดินตรงไปที่เตียงอีกครั้ง พลางเพ่งมองใบหน้าซีดราวกับกระดาษ

“นี่ท่านพูดหรือ ลืมตาได้ไหม”

ชายคนนั้นยังคงหลับตาแน่นพร้อมกับเอียงศีรษะไปอีกฝั่ง

ทันใดนั้นลั่วหลันก็ตระหนักได้ว่าชายคนนี้จะต้องมีศักดิ์ศรีค้ำคอแน่ๆ คำพูดเมื่อครู่ของนางอาจรุนแรงไปหน่อย

นางจึงเอียงศีรษะคุร่นคิดอย่างกังวล ก่อนจะโน้มตัวเข้าไปกระซิบเบาๆ

“อวี้อ๋อง ข้าไม่สนหรอกว่าตอนนี้ท่านจะป่วยหรือมีชีวิตอยู่ได้นานแค่ไหน แต่ข้าเป็นชายาของท่านแล้ว ข้ามีนามว่าสุ่ยลั่วหลัน เรียกข้าว่าลั่วหลันหรือหลันเอ๋อร์ก็ได้ ต่อไปนี้ข้าจะเป็นคนดูแลท่านเอง”

ทันทีที่พูดจบ ชายคนนั้นก็พ่นลมอย่างเย็นชาและคร่ำครวญด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง

“คนใกล้ตายอย่างข้าคู่ควรที่จะมีชายาด้วยหรือ บอกมาตรงๆ เถอะว่าเจ้าเข้าใกล้ข้าเช่นนี้มีจุดประสงค์ใด”

นี่เขาพูดได้เยอะขนาดนี้เลย? แล้วยังสงสัยว่านางมีจุดประสงค์อะไรอีก นางจะมีจุดประสงค์อะไรได้

นางหัวเราะเบาๆ พร้อมกับพูดด้วยเสียงดังขึ้นเล็กน้อย “ท่านรู้ว่าตัวเองคือคนใกล้ตาย ข้าจะทำอะไรได้อีกล่ะ ขอบอกตามตรงแล้วกัน เงินรางวัลหนึ่งพันตำลึงที่เสด็จแม่ของท่านประทานให้ถูกป้าของข้าเอาไปแล้ว ดังนั้นตอนนี้ข้าจึงเป็นคนของท่าน เรื่องทั้งหมดมีเท่านี้”

ลั่วหลันขยับตัวเข้าไปหาเขาด้วยความรู้สึกอยากรู้ว่าหน้าตาอย่างไรหากลืมตาขึ้นมา แม้ว่าใบหน้าจะเต็มไปด้วยแผลเหวอะ แต่มองแล้วก็ยังคงดูดีไม่น้อย

ชายคนนั้นอาจสัมผัสได้ถึงลมหายใจแผ่วเบา เขาจึงลืมตาขึ้นอย่างกะทันหัน ทำให้เห็นใบหน้าของหญิงสาวตัวเล็กตรงหน้าอย่างชัดเจน

ดวงตาคู่นั้นเป็นประกายสดใส ทำให้เขารู้สึกเหมือนกำลังเห็นดวงดาวในค่ำคืนมืดมิด

ใบหน้าเล็กเรียว คิ้วสีอ่อน ตากลมโต จมูกเล็กและริมฝีปากบางเป็นไปตามมาตรฐาน

ลั่วหลันเองก็สบสายตาของเขาเต็มๆ เช่นกัน ดวงตาคู่งามประกายแสงเย็นเยียบ ราวกับน้ำค้างแข็งที่ทำให้ทุกคนต้องตัวสั่นเทา ทว่าเบื้องหลังสายตาเฉียบคมนั้น กลับแฝงไปด้วย...ความสิ้นหวังและเจ็บปวด

สายตาเช่นนี้ทำให้นางรู้สึกหดหู่ ไม่ใช่เห็นใจในแบบชายหญิง แต่เป็นความทุกข์ที่ไม่อยากเห็นคนไข้ต้องทุกข์ทรมาน

“ข้า…”

แม้ว่านางจะเป็นคนทะลุมิติแห่งกาลเวลามาหลายพันปี แต่ยังคงทำอะไรถูกเมื่อสบสายตากับเขาเช่นนี้

ก่อนจะรีบขยับตัวถอยห่างจากเขา ขณะที่ชายคนนั้นเบือนหน้าไปทางอื่นพลางเอ่ยว่า

“ไสหัวไป…”

เมื่อได้ยินคำนี้ซ้ำอีกครั้ง ความโกรธในใจของนางก็พุ่งสูงขึ้นทันที

ทว่านางต้องอดทนเอาไว้ นางไม่ควรถือสาคนที่ในใจมีแต่ความว่างเปล่าเช่นนี้ ดังนั้นจึงพยายามทำความเข้าใจความรู้สึกของเขา อวี้อ๋องซึ่งเคยมีอำนาจล้นเหลือ เขาคงไม่อยากให้ใครเห็นสภาพอันน่าสังเวชอย่างนี้

นางจึงปรับอารมณ์ความรู้ของตัวเอง และคุมสติให้กลับมาสงบเหมือนเดิมพร้อมกับเอ่ยขึ้น

“คงไสหัวไปไหนไม่ได้หรอก ข้าเป็นชายาของท่านแล้ว จะเป็นหรือตายก็เป็นคนของท่าน หากท่านตาย ข้าจะต้องถูกร่วมฝังไปด้วย ข้าปล่อยให้ท่านตายไม่ได้”

รอยยิ้มดูแคลนค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนริมฝีปากของชายคนนั้น ก่อนตอบอย่างเย็นชา “เจ้าคิดว่าข้ายังมีชีวิตอยู่ได้อีกหรือ”

“แน่นอน”

ลั่วหลันเดินเข้าไปหาเขาด้วยความมั่นใจ ก่อนเผยรอยยิ้มกว้างใกล้กับใบหน้าของเขา

“ท่านต้องมีชีวิตอยู่ เพื่อข้า”

พูดจบ นางจึงยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ ชาติที่แล้วนางคือหมอที่ชอบท้าทายปัญหาทางการแพทย์ยากๆ ตอนนี้หากนางรักษาเขาที่เป็นอัมพาตจนหายดี ฝีมือทางการแพทย์ของนางจะต้องก้าวไปอีกขั้นอย่างแน่นอน

ทว่าชายคนนั้นกลับตอบด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “ไสหัวไป ปล่อยให้ข้าตาย ปล่อยให้ข้าตาย…”

อยู่ดีๆ เขากลับสูญเสียการควบคุมทางอารมณ์ ลั่วหลันรู้สึกว่าหากเขาขยับตัวได้ คงจะกระโดดขึ้นมาเตะนางออกไปนานแล้ว

แต่เขาขยับตัวไม่ได้ นางจึงยืนมองเขาอยู่ไม่ไกลและปล่อยให้ด่าทออยู่อย่างนั้น

ทันใดนั้นเขาก็หันศีรษะมามองนางด้วยสายตาวิงวอน

“ได้โปรด ปล่อยให้ข้าตาย แทงข้าเลย”

ความปรารถนานี้อัดอั้นอยู่ในใจของเขามานาน แต่ไม่มีผู้ใดทำให้เขาสมปรารถนาเลยสักคน