ปรมาจารย์ปรุงยาผงาดโลกา: ตอนที่ 10 อสนีบาตฝึกฝน ตอนที่ 10
การกระทำเช่นนี้อาจเรียกได้ว่าบ้าบิ่น พึงต้องรู้ว่าสายฟ้าที่รุนแรงขนาดนี้เป็นปรากฏการณ์ที่มีพลังทำลายล้างสูงที่สุดประเภทหนึ่งโดยธรรมชาติ แม้จะเป็นนักยุทธผู้แข็งแกร่งซึ่งมีเขตแดนสัจจะยุทธก็ยังมิกล้าเผชิญหน้าสุ่มสี่สุ่มห้า ทว่าวิชาเทพมังกรมรกตที่เสิ่นเสียงฝึกฝนกลับต้องใช้อสนีบาตเข้าช่วย
ภาพปรากฏการณ์ประหลาดครั้งนี้ดำเนินต่อเนื่องอยู่ครึ่งคืนจึงหยุดลง ใบหน้าที่บิดเบี้ยวจากการแบกรับความเจ็บปวดของเสิ่นเสียงก็ค่อย ๆ ดีขึ้น อาภรณ์บนกายของเขาถูกสายฟ้าฟาดเสียจนขาดวิ่น นอกจากนี้ยังปรากฏรอยแผลเป็นไหม้เกรียมและไอควันมากมาย ทว่าบนรอยแผลเป็นเหล่านั้นต่างส่องแสงสีมรกตเจิดจ้า แสงสีมรกตซึ่งแฝงไอปราณธาตุไม้เข้มข้นนั้นกำลังฟื้นฟูบาดแผลอยู่
"ความเจ็บปวดเล็กน้อยแค่นี้จะสำคัญอย่างไร ข้าต้องการแข็งแกร่งขึ้น" สองมือของเสิ่นเสียงกำแน่น กู่ร้องอยู่ภายในใจ อดทนรับสายฟ้าที่ฟาดลงมาครั้งแล้วครั้งเล่า เขาขบฟันแบกรับความเจ็บปวด ปล่อยให้สายฟ้าทดสอบร่างกายของเขา
สมกับเป็นวิชาเทพ ไม่เพียงสามารถทำให้เกิดปรากฏการณ์ประหลาด ยังสามารถทำให้ร่างกายอดทนต่อการโจมตีของสายฟ้า ฉีกทึ้งกายเนื้อ และทำให้กายเนื้อแข็งแกร่งขึ้นได้
หลายวันผ่านไป ร่างกายของเสิ่นเสียงราวกับถูกสายฟ้าฟาด ยามนี้เขาสำเร็จการฝึกฝนร่างกายขั้นต้นแล้ว
เมื่อเสิ่นเสียงลืมตาขึ้น สายฟ้าสองสายก็พุ่งออกมาจากดวงตาที่มั่นคงและหนักแน่นคู่นั้นอย่างน่าตกตะลึง
"วิชาเทพก็คือวิชาเทพ วิทยายุทธดาษดื่นเหล่านั้นเทียบไม่ได้เลยจริง ๆ เพียงหนึ่งเดือนก็ทำให้ข้าก้าวสู่การเป็นนักสู้ระดับห้าได้แล้ว"
ยามนี้เขาก้าวสู่การเป็นนักสู้ระดับห้าแล้ว
เสิ่นเสียงมองเข้าไปในกระแสปราณแท้ทั้งห้าภายในตันเถียน มีเพียงต้องแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น จึงจะสามารถควบคุมปราณแท้ได้ตามปรารถนา นี่คือระดับปราณแท้ของนักสู้ระดับห้า
เขาในวัยสิบหก ครอบครองพลังนักสู้ระดับห้าก็นับว่าเป็นอัจฉริยะแล้ว
เสิ่นเสียงมองปราณแท้สีเขียวมรกตและสีชาดที่ลอยอยู่บนมือทั้งสองข้าง ข้างหนึ่งคือปราณแท้ธาตุอัคคี อีกข้างคือปราณแท้ธาตุไม้ นั่นแสดงว่าเขาควบคุมวิชาเทพมังกรมรกตและวิชาเทพวิหกเทพในขั้นต้นได้แล้ว
เวลานี้ เสิ่นเสียงเพียงรู้สึกราวกับตนได้ถอดรกเปลี่ยนกระดูก ไม่ว่าจะเป็นกายเนื้อหรือปราณแท้ ล้วนแข็งแกร่งไร้เทียมทาน ถึงอย่างไรนั่นก็เป็นปราณแท้ซึ่งหล่อหลอมออกมาด้วยการฝึกฝนวิชาเทพ และร่างกายที่ขัดเกลาออกมาด้วยการฝึกฝนวิชาเทพ
เวลานี้เสิ่นเสียงเพิ่งเข้าใจว่าเหตุใดวิชาเทพจึงเป็นวิชาเทพ นั่นคือวิชายุทธที่สามารถทำให้ผู้ฝึกฝนกลายเป็นเทพได้นั่นเอง
"ที่นี่พลังวิญญาณบกพร่อง หากเจ้าอยากก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว มีเพียงต้องอาศัยโอสถเท่านั้น ตอนนี้สามารถปลดปล่อยเพลิงแห่งปราณแท้ได้แล้ว ก็สามารถเริ่มศึกษาการหลอมยาได้" ซูเม่ยเหยากล่าวกับเขา
ซูเม่ยเหยากับไป๋โยวโยวก็หวังว่าเสิ่นเสียงจะสามารถเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่นนี้พวกนางก็จะฟื้นฟูพลังได้ในเร็ววัน ไม่มีเหตุใดที่จะทำให้พวกนางรู้สึกหวาดกลัว
......
......
"อ้าว นั่นมันคุณชายใหญ่เสิ่นมิใช่หรือ นักหลอมยาอัจฉริยะของตระกูลเย่าขอท้าทายเจ้า กล่าวว่าต้องการประชันวิชาหลอมยาและประลองยุทธกับเจ้า"
ทันทีที่เสิ่นเสียงก้าวเข้ามาในบ้านตระกูลเสิ่น เขาก็เห็นเด็กหนุ่มผู้มีใบหน้าหยิ่งผยองพูดกับเขา
"ท้าทายหรือ ตั้งแต่เมื่อใดกัน" เสิ่นเสียงประหลาดใจ เขาออกไปเพียงสิบกว่าวันเท่านั้น
เด็กหนุ่มคนนั้นแสยะยิ้มเย้ยหยันแล้วเอ่ยว่า "ที่แท้เจ้าก็ไม่รู้นี่เอง พวกข้าก็นึกว่าเจ้ากลัวจึงหนีไปซ่อนเสียอีก นี่เป็นเหตุการณ์เมื่อสิบวันก่อน ใครใช้ให้คู่หมั้นของเจ้าไปเข้าตาอัจฉริยะตระกูลเย่าเล่า คราวนี้เจ้าโชคร้ายแล้ว"
เสิ่นเสียงนึกอยากชกใครสักคน ทว่าเขาต้องสะกดกลั้นเอาไว้ กล่าวยิ้ม ๆ ว่า "เสิ่นเจิ้นหัว เจ้ายังจำตอนเด็กที่เจ้าถูกข้าผลักเสียจนล้มหัวคะมำได้อยู่หรือไม่ ที่เจ้ามาตอนนี้คงเพราะอยากเห็นข้าขายหน้ากระมัง"
เด็กหนุ่มคนนี้นามว่าเสิ่นเจิ้นหัว เป็นบุตรชายของผู้นำสายรองตระกูลเสิ่น ตระกูลเสิ่นมีสายรองมากมาย กระจายไปทั่วแคว้นหนานอู่ ผู้นำเหล่านั้นก็แข็งแกร่งมากเช่นกัน พวกเขาจะมารวมตัวกันที่บ้านพักบนภูเขาของตระกูลเสิ่นก็ต่อเมื่อมีเรื่องสำคัญเท่านั้น
เสิ่นเจิ้นหัวสีหน้าโกรธขึ้ง ทว่าเขาต้องอดทนเอาไว้ แสยะยิ้มแล้วกล่าวว่า "แน่นอนว่าข้ามาเพื่อดูเจ้าพ่ายแพ้ให้กับอัจฉริยะตระกูลเย่าน่ะสิ ข้าอยากเห็นนักว่าเจ้าจะสูญเสียคู่หมั้นผู้มีรูปโฉมงดงามราวเทพธิดาไปได้อย่างไร"
เมื่อพูดจบ เสิ่นเจิ้นหัวก็จากไปพร้อมกับเสียงหัวเราะ
เสิ่นเสียงแค่นหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะรีบออกมาเพื่อมุ่งหน้าไปหาบิดาของเขา ระหว่างทางที่เขากลับมาได้ยินว่าตระกูลเสิ่นเกิดเรื่อง ดังนั้นผู้นำสายรองเหล่านั้นจึงกลับมาที่นี่
ในห้องหนังสือ เรือนเทียนหู่
เสิ่นเสียงรีบวิ่งเข้ามแล้วถามอย่างร้อนใจว่า "ท่านพ่อ ท่านปู่สละตำแหน่งผู้นำตระกูลแล้ว เป็นความจริงหรือ"
เสิ่นเทียนหู่สีหน้าเคร่งขรึม พยักหน้ากล่าวว่า "เป็นความจริง ปู่ของเจ้าเกษียณและไปเร้นกายแล้ว เขาน่าจะไปเสาะหาสำนักยุทธพวกนั้น ผู้นำสายรองของตระกูลเสิ่นจะทยอยมาที่นี่เพื่อชิงตำแหน่งผู้นำตระกูล"
ผู้นำตระกูลเสิ่นสละตำแหน่ง นี่หมายความว่าจะต้องเลือกผู้นำตระกูลคนใหม่มาแทนที่ ถึงเวลานั้นอาจมีหลายเหตุการณ์เกิดขึ้น เพราะหลายปีที่ผ่านมาการเลือกผู้นำตระกูลล้วนมีการต่อสู้กันมากมาย การบาดเจ็บเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง
การเป็นผู้นำตระกูลนักยุทธ สามารถกุมอำนาจสูงสุดและครอบครองทรัพยากรมากมาย นั่นคือสิ่งที่คนมากมายสู้จนตัวตายเพื่อแย่งชิงมา