ปรมาจารย์ปรุงยาผงาดโลกา: ตอนที่ 6 เซวียเซียนเซียน ตอนที่ 6
ซูเม่ยเหยาหยิบแหวนวงหนึ่งออกมาจากผมที่งดงามของนาง แล้วโยนให้เสิ่นเสียงพลางกล่าว "หยดเลือดลงไปเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ การใช้งานของมันคล้ายกับถุงเก็บของ ใส่ข้ากับศิษย์พี่ลงไปด้านใน ส่วนเจ้าปีนขึ้นไปเอง ข้างล่างนี่อยู่นานไม่ได้ ที่นี่มักมีสัตว์อสูรขนาดใหญ่ออกมาเพ่นพ่าน"
เมื่อหยดเลือดลงไปก็เกิดการเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างเสิ่นเสียงกับแหวนวงนั้นขึ้นทันที พื้นที่ในแหวนนั้นแคบมาก มีขนาดใหญ่เท่าห้อง ตามความเข้าใจของเสิ่นเสียง แหวนเก็บของในตำนานควรมีพื้นที่ขนาดใหญ่ราวมหาสมุทร
อาวุธเวทย์ที่สามารถใส่สิ่งมีชีวิตได้ มันทำให้เสิ่นเสียงตะลึงยิ่งนัก ถุงเก็บของธรรมดาก็นับว่าหายากแล้ว นั่นเป็นสิ่งที่สืบทอดมาจากบรรพตเซียน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงอาวุธเวทย์ที่สามารถเก็บสิ่งมีชีวิตได้
เขาทำตามที่ซูเม่ยเหยากล่าว เก็บสตรีทั้งสองเข้าไปในแหวนเก็บของ หลังจากเขาสวมแหวน ก็พบว่ามันสามารถล่องหนอยู่บนนิ้วมือของเขาได้ด้วย ซึ่งทำให้เสิ่นเสียงแอบประหลาดใจ
จากนั้นเขาก็ล้วงเอาโอสถที่บิดามอบให้ออกมาแล้วทานลงไป เมื่อมีพลังเพียงพอจึงเริ่มปีนหน้าผาเพื่อออกไปจากหุบเหวที่เต็มไปด้วยปราณมรณะแห่งนี้ สำหรับเขาแล้วมันเป็นความท้าทายครั้งใหญ่
ระหว่างที่ปีนหน้าผานั้นมันทำให้เสิ่นเสียงรู้สึกกลัดกลุ้มมาก เนื่องจากในปราณมรณะสีดำเขามองไม่เห็นอะไรเลย และนี่มันได้เพิ่มระดับความยากให้กับเขามากขึ้น
หลังจากปีนป่ายอย่างยากลำบากมาทั้งวันทั้งคืน ในที่สุดเสิ่นเสียงก็ปีนขึ้นมาถึงจุดหมาย เดิมทีเขาคิดว่ามันเป็นเรื่องยากที่จะทำสำเร็จ แต่เนื่องจากมีเส้นชีพจรเทพ ตอนที่เขาปีนขึ้นมานั้น เขาได้ดูดซับพลังวิญญาณเข้าสู่ร่างมากมาย เพื่อลบล้างความเหนื่อยล้าในร่างกาย ทำให้เขากระปรี้กระเปร่าอยู่ตลอดเวลา
หลังจากเสิ่นเสียงปืนขึ้นมาสำเร็จ ก็เริ่มเดินทางกลับบ้าน
เขามองไม่เห็นซูเม่ยเหยากับไป๋โยวโยวที่อยู่ในแหวน แต่เขาสัมผัสถึงพวกนางได้
"พี่สาวทั้งสอง เมื่อไรพวกท่านจะถ่ายทอดวิชาเทพกับวิชามารให้ข้า" เสิ่นเสียงถามด้วยความร้อนใจ เขามีความสนอกสนใจต่อวิชาเทพกับวิชามารเป็นอย่างมาก
"ร่างกายของเจ้าอ่อนแอเกินไป ยังไม่สามารถฝึกฝนวิชามารของข้าได้" เสียงอันเยือกเย็นของไป๋โยวโยวดังลอยมา
ซูเม่ยเหยากล่าว "วิชาเทพของข้าเจ้าเริ่มฝึกได้ทุกเมื่อ รอเจ้ากลับถึงที่พักก่อนค่อยเริ่มเถิด ถึงตอนนั้นข้ายังจะสอนเจ้าปรุงกลั่นยาอีกด้วย"
เสิ่นเสียงรู้สึกดีอกดีใจยิ่งนัก และรีบเร่งฝีเท้า
เมืองพยัคฆ์หมอบ ตั้งอยู่ตอนใต้ของแคว้นหนานอู่ มีประชากรหนึ่งล้านคน นี่เป็นเมืองที่เจริญรุ่งเรืองและใหญ่โต มีตระกูลนักยุทธที่มีชื่อเสียงของแคว้นหนานอู่ตระกูลหนึ่งตั้งรากฐานอยู่ที่นี่ ซึ่งก็คือตระกูลเสิ่น
ตระกูลเสิ่นมีประวัติความเป็นมายาวนานนับพันปี จนถึงปัจจุบันก็ยังคงมีความสามารถอันแข็งแกร่ง อุดมไปด้วยมรดกตกทอด สามารถยืนหยัดมานับพันปี มันพิสูจน์ให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของตระกูลเสิ่น
ตระกูลเสิ่นร่ำรวยเป็นอย่างมาก เป็นกองกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดในเมืองพยัคฆ์หมอบ แค่คฤหาสน์พักร้อนของตระกูลเสิ่นก็กินพื้นที่นับพันไร่ ในคฤหาสน์มีเรือนพักและอุทยานอยู่มากมาย มีภูเขามีแม่น้ำ หากมีคนต้องการลอบเข้ามาในตระกูลเสิ่น ก็ต้องหลงทางอยู่ที่นี่อย่างแน่นอน
เรือนเทียนหู่ ดูจากชื่อก็รู้ว่าที่นี่คือที่พักของเสิ่นเทียนหู่ ในสถานะที่เป็นบุคคลมีชื่อเสียงของตระกูลเสิ่น มีเรือนขนาดใหญ่มันก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา
"ท่านพ่อ ข้ากลับมาแล้ว" เมื่อเสิ่นเสียงกลับถึงบ้านก็รีบวิ่งไปที่ห้องหนังสือทันที เพราะเขารู้ว่าบิดาอยู่ที่นี่
เสิ่นเทียนหู่หัวเราะพลางกล่าว "ในที่สุดเจ้าก็กลับมาเสียที เจ้ารู้หรือไม่ว่ามีแม่นางน้อยหน้าตางดงามผู้หนึ่งรอเจ้าอยู่ เจ้ายังจำแม่หนูตระกูลเซวียได้หรือไม่ ภรรยาตัวน้อยของเจ้าอย่างไรเล่า"
เสิ่นเสียงขมวดคิ้ว ภาพสาวน้อยหน้าตาจิ้มลิ้มผิวพรรณนวลลออปรากฏขึ้นมาในสมอง นั่นเป็นเรื่องตั้งแต่ตอนที่เขาอายุห้าหกขวบแล้ว
"ท่านพ่อ...ท่านหมายถึงเซวียเซียนเซียนหรือ" เสิ่นเสียงเอ่ยถาม นั่นคือเด็กสาวที่ค่อนข้างมีพรสวรรค์ของตระกูลเซวีย ตอนยังเล็กนางเคยมาอาศัยอยู่บ้านตระกูลเสิ่นระยะหนึ่ง ตอนนั้นเสิ่นเสียงเล่นสนุกกับนางทั้งวัน ทั้งสองเข้ากันได้ดีมาก ภายหลังถึงได้หมั้นหมายกัน
เสิ่นเทียนหู่พยักหน้า "ถูกต้อง ตอนนี้แม่หนูนั่นอยู่ในคฤหาสน์ เจ้าเพิ่งออกไปไม่นานนางก็มาถึง ร้องว่าต้องการพบเจ้า"
เมื่อเสิ่นเทียนหู่กล่าวจบ ก็มองออกไปนอกหน้าต่างด้วยรอยยิ้ม เสิ่นเสียงมองตาม และพบว่าด้านนอกมีดรุณีรูปร่างอรชรกำลังเดินมา
ดรุณีผมยาวคลุมไหล่ สวมชุดสีขาว ปักเครื่องประดับสีทองบนศีรษะ เมื่อพบว่าดรุณีงดงามดั่งเทพธิดา เสิ่นเสียงก็ตะลึงเล็กน้อย นางเพิ่งอายุราวสิบสี่สิบห้า ผิวขาวราวกับหิมะ ดวงหน้างดงาม ทำให้ผู้คนไม่อาจละสายตา
ดรุณีมองเห็นเสิ่นเสียงผ่านหน้าต่าง บนใบหน้างดงามเต็มไปด้วยความปีติยินดี นางร้องเรียกอย่างอ่อนหวาน "พี่เสี่ยวเสียง!"
น้ำเสียงไพเราะอ่อนหวาน เป็นที่น่าหลงใหล เสิ่นเสียงยอมรับ แม้ว่าดรุณีจะอยู่ในวัยแรกแย้ม แต่ไม่ว่าจะเป็นใบหน้าหรือบุคลิก ล้วนสามารถเทียบเท่ากับโฉมสะคราญทั้งสองที่อยู่ในแหวนของเขาได้ ยิ่งกว่านั้นดรุณีนางนี้ยังไม่เติบโตเต็มวัย
เสิ่นเสียงกลืนน้ำลาย และกล่าวด้วยรอยยิ้มแห้ง ๆ "สตรีนี่ยิ่งโตก็ยิ่งเปลี่ยนจริง ๆ ด้วย เด็กน้อยในตอนนั้นกลายเป็นนางฟ้าเทพธิดาไปแล้ว"