ยุทธการหงส์สยบปฐพี ตอนที่ 2
ตอนที่ 2 องค์หญิงเทียนฉี่
ณ สิบลี้นอกเมืองเหนือ
ท่ามกลางม่านรัตติกาล แม่น้ำมู่หลันผืนกว้างเงียบสงบทอดตัวยาวคดเคี้ยวภายใต้แสงจันทร์ เสียงสายน้ำไหลจากแม่น้ำสายยาวทำให้ค่ำคืนนี้ยิ่งแลดูเงียบสงบ ไม่ไกลนักยังมีแสงไฟจากตะเกียงวับแวม ชายวัยกลางคนคนหนึ่งนั่งยองล้างมืออยู่ริมแม่น้ำ พลันผิวแม่น้ำราบเรียบมีความเคลื่อนไหวเหมือนกับมีบางสิ่งกำลังจะผุดขึ้นมาจากข้างใต้
ชายหนุ่มตกใจ อดกุมดาบยาวที่เอวไม่ได้
เงาดำผุดขึ้นมาจากใต้ผืนน้ำ เป็น...คนผู้หนึ่ง
ชายหนุ่มอึ้งตะลึง ยามนี้ในน้ำมีเด็กน้อยเยาว์วัยผู้หนึ่ง อายุราวสิบเอ็ดสิบสอง ผมดำยาวเปียกน้ำติดอยู่ข้างแก้ม ปลายผมทิ้งตัวกระจัดกระจายลอยอยู่ในน้ำ รูปโฉมหน้าตาเด็กสาวงดงามยิ่ง แม้ว่าใบหน้านางซีดขาวและผอมเซียว แต่ก็ยากจะบดบังความงดงามเหลือคณานี้ได้
แม้อายุยังน้อย แต่สีหน้ากลับเยียบเย็นราวน้ำแข็งอยู่หลายส่วน ก็ยิ่งทำให้ผู้พบเห็นตะลึงในความงามอย่างที่สุด การปรากฏตัวท่ามกลางแม่น้ำอย่างน่าประหลาดเช่นนี้ ทำให้คิดไปถึงตำนานปีศาจวารีของชาวเป่ยจิ้น
“เจ้า...เจ้าเป็นชาวแดนใต้!” ชายหนุ่มเห็นสาวน้อยชัดเจนก็ร้องขึ้นอย่างตกใจทันที ในแววตามีความมืดมิดหลายส่วนฉาบทับ ยื่นมือไปทางเด็กสาว ยิ้มกล่าวว่า “คิดไม่ถึงว่าถึงกับได้พบสตรีแดนใต้งดงามเช่นนี้ที่นี่ เจ้าเป็นทาสจากตระกูลไหนกัน แม้ว่าอายุน้อยไปสักหน่อย...แต่ตามข้ากลับไปเถอะ ข้าจะให้เจ้าเป็นอนุภรรยาคนที่เจ็ดของข้า”
สีหน้าสาวน้อยนิ่งเรียบ นางมองชายผู้ยื่นมือมาทางตนเอง สายตาเยียบเย็นแฝงความงงงันสายหนึ่ง ราวกับชายตรงหน้ากล่าวอันใดที่ทำให้นางยากจะเข้าใจ แต่อาการงงงันนี้ก็เพียงแค่ชั่วครู่เท่านั้น วินาทีต่อมา สายตานางก็ลดไอสังหารลงหลายส่วน สาวน้อยเงยหน้ามองชายที่ยืนมองลงมา ค่อยๆ ยื่นมือน้อยละมุนซีดขาวเพราะโดนน้ำในแม่น้ำชะล้างออกมา
เห็นดังนี้ ในใจชายหนุ่มก็บังเกิดความยินดีขึ้นมาทันที ยื่นมือออกไปจะคว้าเด็กสาวสาว คิดจะดึงนางขึ้นมา แม้ว่าในเป่ยจิ้น สถานะชาวแดนใต้จะต่ำต้อยไม่ต่างอันใดกับทาสรับใช้ แต่เขาเป็นเพียงชาวเผ่ามั่วธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น ไม่มีอำนาจอิทธิพลอันใด ที่บ้านนอกจากภรรยาเอกที่เป็นชาวเป่ยจิ้นแล้ว ยังมีอนุภรรยาอีกห้าคนเป็นชาวแดนใต้
กล่าวว่าเป็นอนุภรรยา ไม่สู้กล่าวว่าเป็นทาสรับใช้ดีกว่า ที่เป่ยจิ้น ชาวเผ่ามั่วจับตัวชาวแดนใต้มาเป็นทาสไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมาย ทาสพวกนั้นหน้าตาล้วนหยาบช้าอย่างมาก ไหนเลยจะมีความงามได้หนึ่งในหมื่นส่วนของสาวน้อยตรงหน้านี้
ความงามพิลาศเช่นนี้...หากนำไปบรรณาการแด่เจ้านายขุนนาง ไม่แน่เขาอาจได้ตำแหน่งขุนนางมาครองเล่นๆ ด้วยก็ได้
พอดึงสาวน้อยขึ้นมา เห็นใบหน้างามกำลังสั่นไหวภายใต้ลมหนาว สีหน้าชายหนุ่มมีแววยินดีลิงโลดวูบหนึ่ง กำลังจะดึงสาวน้อยเข้าหาตนเอง พลันเห็นสาวน้อยเผยรอยยิ้มไร้เดียงสา เลื่อนมือเปล่าเรียวละมุนสองข้างมายังลำคอเขาอย่างเงียบเชียบ
ชายหนุ่มหัวเราะดัง คิดก้าวเข้าไปใกล้ แต่กลับต้องเบิกตากว้างในทันที
รอยยิ้มบนใบหน้าสาวน้อยหายวับ กลับคืนสู่ความเยียบเย็นดังเดิมไปในพริบตา ศีรษะของชายหนุ่มที่เบิกตากว้างพับลงอย่างไร้เรี่ยวแรง ไร้สัญญาณชีพ เด็กสาวหัวเราะเยียบเย็น ดึงดาบยาวและถุงเงินที่เหน็บเอวชายหนุ่มออกมา นำก้อนหินสองสามก้อนจากที่ไม่ไกลนักยัดเข้าไปในเสื้อตัวใหญ่ของเขา จากนั้นผลักเบาๆ ทีหนึ่ง ร่างเขาก็ร่วงลงสู่ใต้ผืนน้ำอย่างเงียบเชียบไร้สำเนียง
พอจัดการเรื่องพวกนี้เสร็จ หญิงสาวก็คว้าดาบและถุงเงินไปจากริมแม่น้ำ ก่อนจะหายวับไปในม่านรัตติกาล
กลางคืนมืดมิด แม่น้ำเงียบสงบยังคงไหลเอื่อยท่ามกลางป่าเขาไปอย่างเงียบงัน
ผืนน้ำใต้แสงจันทร์ ส่องประกายแสงระยิบระยับ
จนกระทั่งฉู่หลิงหาถ้ำภูเขาพอซ่อนตัวได้แห่งหนึ่งจึงได้ผ่อนคลายลง ก้มหน้าลงมองมือน้อยเรียวละเอียดและร่างกายอ่อนแอบอบบางของตนเองทีหนึ่ง อดหัวเราะฝืดเฝื่อนอย่างเสียมิได้
ตั้งแต่เจ้าจิ้งจอกเขียวโง่งมนั่นหลับใหลนอนเป็นผัก...จิ้งจอกขาวอัปลักษณ์ผู้นั้นก็บอกว่าจิ้งจอกเขียวไปยังอีกโลกมา แต่ในรังจิ้งจอกไม่มีใครเชื่อ ตอนนี้ฉู่หลิงกลับเชื่อบ้างแล้ว ก็ไม่ใช่ว่าตอนนี้นางมายังอีกโลกหนึ่ง...แล้วหรือ
แต่แม้ว่าเจ้าจิ้งจอกเขียวนั่นจะไปอีกโลกหนึ่งได้จริง แต่คงไม่ซวยเหมือนนางกระมัง
ตั้งแต่จิ้งจอกเขียวอัปลักษณ์นั่นไม่อยู่...ข้ามมิติไปแล้ว รังจิ้งจอกก็วุ่นวายไปหมด แทบจะแตกสานซ่านเซ็น
หลังจากนั้นจิ้งจอกน้ำเงินกับจิ้งจอกเงินก็หายตัวไป ก่อนหน้านี้ไม่นาน จิ้งจอกขาวหานางพบ จากนั้นพวกนางก็ประสบกับการโจมตีแปลกประหลาดยากอธิบายติดต่อกันหลายครั้ง เพื่อช่วยนางไว้ จิ้งจอกขาวจึงได้รับบาดเจ็บ จิ้งจอกโลหิตที่แต่ไรมาเป็นเสาหลักแห่งรังจิ้งจอกจะทนให้ตนเองเป็นตัวถ่วงสหายร่วมศึกได้อย่างไร แต่นางไม่อาจไม่ยอมรับว่าจิ้งจอกขาวชำนาญการรับมือเรื่องราวแปลกประหลาดพวกนั้นจริงๆ
นางจำได้ว่าเคยล้อจิ้งจอกขาวเล่นว่า เทียบกับการอยู่ต่อแล้วเป็นตัวถ่วง ไม่สู้นางข้ามไปด้วย ไม่แน่ว่าอาจหาจิ้งจอกอีกสามตัวพบ
จากนั้น...ก็ไม่มีจากนั้นอีกแล้ว
พอนางฟื้นขึ้นมาก็กลายเป็นสาวน้อยตัวเล็กผอมบางที่เหมือนตุ๊กตาขาดสารอาหารผู้นี้
ที่คอยังมีอะไรสักอย่าง เมื่อก้มหน้าลงมอง ก็พบว่าที่คอตนสวมเชือกแดงร้อยหยกสองอยู่ ดูแล้วคุ้นตามาก นั่นก็คือยันต์คุ้มกายที่จิ้งจอกขาวมอบให้พวกนางในตอนแรก ทุกคนในรังจิ้งจอกมีกันคนละชิ้น
แต่ว่าทำไมของจิ้งจอกเขียวนั่นจึงต้องคล้องยันต์ของนางบนคอตนด้วย หรือว่าจิ้งจอกเขียวก็อยู่ในโลกนี้ด้วยจริงๆ
ฉู่หลิงกำหยกประดับสองชิ้นไว้ในมือเดียว ราวกับกำลังซึมซับความอบอุ่นจากหยกประดับ รอให้หาจิ้งจอกเขียวพบ ต้องหัวเราะเยาะนางให้หนำใจ โลกนี้ถึงกับมีคนโง่เง่าที่นอนจนตัวเองตายด้วย!
ทั้งร่างไร้เรี่ยวแรงนอนอยู่ในถ้ำ ฉู่หลิงยกมือตบหน้าผาก ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาคิดเรื่องพวกนี้ มีเวลามาเป็นห่วงเรื่องเหล่านั้น ไม่สู้เป็นห่วงตัวเองดีกว่า
ต้องกล่าวว่า...นี่ไม่ใช่เวลาที่ดีเลยจริงๆ
สถานะนางตอนนี้สูงส่งมาก องค์หญิงรองเทียนฉี่ ไม่นานนี้องค์หญิงใหญ่จากไปแล้ว ดังนั้นนางก็คือองค์หญิงเพียงหนึ่งเดียว
สถานะนางตอนนี้คับแค้นรันทดเหลือแสน ราชวงศ์เทียนฉี่ถูกชาวเผ่ามั่วขับไล่ลงใต้ พื้นที่แผ่นดินจงหยวนทั้งหมดถูกชาวเผ่ามั่วครอบครองและก่อตั้งราชวงศ์เป่ยจิ้น ตอนที่ราชวงศ์เทียนฉี่อพยพลงใต้ สตรีสูงศักดิ์เชื้อพระวงศ์มากมายถูกชาวเผ่ามั่วจับเป็นเชลย
ส่วนนาง ‘องค์หญิงรองเทียนฉี่ ฉู่ชิงอี’ ปีนี้อายุสิบสาม ตอนที่นางกับมารดาและพี่สาวถูกชาวเป่ยจิ้นจับเป็นเชลย นางเพิ่งจะแค่สามขวบ สิบปีมานี้ล้วนอาศัยอยู่แต่ในสำนักซักล้างเมืองเหนือ หากไม่ใช่ว่าสถานะนางยังนับว่าพิเศษ และยังมีพี่สาวใช้ชีวิตปกป้อง เด็กน้อยคนหนึ่งในที่เช่นนั้นย่อมไม่อาจดำรงชีวิตอยู่ได้
ก็เหมือนกับเสด็จย่า เสด็จแม่และพี่สาวแท้ๆ และบรรดาลูกพี่ลูกน้องหญิงมากมาย
ย้อนดูความทรงจำวุ่นวายพวกนั้นในห้วงความคิดจบลง ฉู่หลิงได้แต่ทอดถอนใจหนักหน่วง
นี่แท้จริงคือ...ยุคสมัยใดกันแน่
ชาวอนารยชนห้าชนเผ่า[footnoteRef:1]รุกรานจงหยวน? ราชวงศ์จินมองโกลเข้าบุกจีนฮั่น? สิ้นสุดราชวงศ์หมิงต้นราชวงศ์ชิง? [1: หมายถึงชาวเผ่าซยงหนู เชียนเปย เจี๋ย เชียงและตี ห้าเผ่านอกด่านที่มักรุกรานชาวจีนจงหยวน จงหยวนในความหมายแคบ หมายถึง บริเวณมณฑลเหอหนานในปัจจุบัน ความหมายกว้าง หมายถึง พื้นที้ใต้แม่น้ำฮวงโห]
สรุปก็คือไม่ใช่ยุคสมัยที่คนธรรมดาจะดำรงชีวิตอยู่ได้
แม้ว่าตอนนี้นางกลายเป็นองค์หญิงเทียนฉี่ แต่จิ้งจอกโลหิตไม่ได้มีความแค้นระหว่างแผ่นดินแห่งนี้ นี่ไม่ใช่แผ่นดินที่นางต้องปกป้องผืนนั้น และไม่มีเรื่องใดที่ทำให้จิ้งจอกโลหิตต้องปกป้องชาวบ้านพวกนั้น มีเพียง...ฉู่ฝูอี หญิงสาวที่มีวาสนาได้พานพบหน้าแค่ไม่นาน นางเคยสัญญาว่าจะพาตนไปจากที่นี่ กลับสู่เทียนฉีไปพบเสด็จพ่อ
ตอนนี้เรื่องเร่งด่วนที่สุดก็คือคิดหาวิธีดำรงชีวิตต่อไป จากนั้นก็ไปเทียนฉี่เพื่อฉู่ฝูอี ถามบิดาผู้นั้นว่ายังจำบุตรสาวของเขาได้ไหม ให้เขาช่วยนำพาร่างของฉู่ฝูอีกลับบ้าน แม้ว่าตนจะไม่ได้มีความหวังอะไรในเรื่องนี้นัก แต่ยังคงต้องนำวาจาไปให้ถึง