ทรราชหญิงเจ้าหัวใจจักรพรรดิมาร ตอนที่ 250
ตอนที่ 250 วิถีแห่งฮ่องเต้ (1)
“ดังนั้นคุณหนูใหญ่หากเจ้าไปที่สำนักชิงอวิ๋นแล้ว โปรดจำไว้ว่าอย่าได้ไปที่ยอดเขาเร้นเมฆาเป็นอันขาด!” ไป๋อวิ๋นเซียนเตือนอย่างระมัดระวัง ลูกศิษย์หลายคนในสำนักชิงอวิ๋นหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ไม่รู้ว่าพวกเขายังมีชีวิตอยู่หรือว่าตายไปแล้ว ทว่าความเป็นไปได้อย่างหลังนั้นมีสูงมาก นี่คือสิ่งที่บุคคลภายนอกสำนักไม่เคยรับรู้ นอกจากนี้หลายครั้งหลายคราเห็นได้ชัดว่าบางคนไม่มีคุณสมบัติพอที่จะเข้าร่วมกับสำนักชิงอวิ๋น แต่กลับเข้าตาผู้อาวุโสเคอฉังจวีอย่างน่าประหลาด และถูกพาตัวกลับไปที่ยอดเขาเร้นเมฆาด้วย คนเหล่านั้นพวกเขาคิดว่าตัวเองโชคดีแล้วและนี่ก็เป็นโอกาสอันดีของพวกเขา แต่จริงๆ พวกเขาไม่รู้เลยว่ากำลังเดินหน้าเข้าสู่ประตูแห่งความตาย
“ที่มาที่ไปของผู้อาวุโสเคอฉังจวีนั้นเป็นมาอย่างไรกัน” จวินอู๋เสียไม่เคยคิดว่าสำนักชิงอวิ๋นเป็นสถานที่ที่ดีที่ตั้งใจสั่งสอนลูกศิษย์อย่างซื่อตรงอะไรทำนองนี้อยู่แล้ว ดูจากไป๋อวิ๋นเซียนเป็นตัวอย่าง นางที่ก้าวออกมาจากสำนักชิงอวิ๋นนั้นมีอุปนิสัยและการวางตัวเช่นไร ยังมีคุณหนูใหญ่ฉินอวี่เยียนลูกสาวเจ้าสำนักชิงอวิ๋นนั่นอีกคน มีแต่ตัวดีๆ ทั้งนั้น ดังนั้นเจ้าสำนักชิงอวิ๋นก็ไม่น่าจะใช่คนดีอะไรนักหรอก
“เคอฉังจวีแต่เดิมไม่ใช่สมาชิกของสำนักชิงอวิ๋นจริงๆ หรอกนะ เขาเข้ามาหลังจากที่ฉินเย่ว์เจ้าสำนักชิงอวิ๋นคนปัจจุบันขึ้นรับตำแหน่งแล้ว และถูกวางตัวให้เป็นผู้อาวุโสของยอดเขาเร้นเมฆาภายในเวลาเพียงไม่กี่ปี” ไป๋อวิ๋นเซียนตอบจวินอู๋เสียไปตรงๆ “ข้าไม่รู้ว่าจริงๆ ว่าเคอฉังจวีนั้นมีพื้นเพมาจากที่ไหนหรือว่ามีสถานะเดิมเช่นไร แต่เขาเป็นคนที่ลึกลับมาก นิสัยก็เงียบขรึม น้อยนักที่จะออกมาเดินปรากฏตัวต่อหน้าเหล่าลูกศิษย์ ยอดเขาเร้นเมฆานั้นเป็นสถานที่ต้องห้ามที่ไม่อนุญาตให้ผู้ใดบุกรุกเข้าไป แม้แต่ลูกศิษย์จากยอดเขาอื่นของสำนักชิงอวิ๋นก็ยังถูกห้ามไม้ให้เข้า กระทั่งตัวท่านเจ้าสำนักเองหากจะเข้าไปที่นั่นเขาก็ยังต้องแจ้งให้เคอฉังจวีทราบล่วงหน้าก่อนสักคำถึงจะเข้าไปได้”
จวินอู๋เสียจดจำคนผู้นี้ไว้ในใจทันที หลังจากรับฟังเรื่องราวภายในของสำนักชิงอวิ๋นจากปากไป๋อวิ๋นเซียนต่ออีกสักพัก ถึงบอกให้ไป๋อวิ๋นเซียนถอยออกไปก่อน แล้วมุ่งหน้าไปที่ตำหนักที่ประทับของมั่วเฉี่ยนยวน
หลังจากผล็อยหลับหมดสติไปทั้งคืน มั่วเฉี่ยนยวนก็ตื่นขึ้นมาในเช้าวันถัดไป แต่ความเจ็บปวดทั่วทั้งร่างกายของเขาก็ทำให้เขารู้สึกทรมานอยู่ตลอดเวลา ตั้งแต่หัวจรดปลายเท้าของเขาถูกผ้าพันแผลพันเอาไว้แน่นเหมือนกับก้อนบ๊ะจ่าง แม้แต่จะลุกขึ้นก็ยังเป็นเรื่องที่เพ้อฝัน
เมื่อจวินอู๋เสียเดินเข้าไปในห้อง นางก็เห็นทหารองครักษ์สองคนของวังหลวงที่นางเรียกให้เข้ามาในห้องเมื่อวานนี้ยืนอยู่ข้างแท่นบรรทมมังกร คนหนึ่งถือกาน้ำชาอยู่ในมือข้างหนึ่ง ส่วนอีกคนหนึ่งก็ถือจานที่เต็มไปด้วยขวดยา ใบหน้าของพวกเขาขาวซีด เห็นได้ชัดว่าพวกเขาไม่ได้หลับมาทั้งคืนแล้ว
“คุณหนูจวิน” ทหารองครักษ์ทั้งสองคนตาเป็นประกายเมื่อเห็นจวินอู๋เสีย พวกเขารีบคุกเข่าลงทำความเคารพนางทันที
“ออกไปได้แล้ว” จวินอู๋เสียกล่าวอย่างเย็นชา
ทหารองครักษ์ทั้งสองคนก็ไม่ยืดเยื้อต่อไปรีบออกไปทันที แต่ก็ยังไม่วายวางของที่อยู่ในมือไว้บนโต๊ะข้างเตียงก่อนออกไปจากห้อง
“เจ้ามาแล้ว…” มั่วเฉี่ยนยวนเคลื่อนไหวยังไม่ได้ ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงขยับคอแล้วปรายตามองไปจวินอู๋เสียเท่านั้น
“สมองเจ้าใช้การได้ดีหรือยังเล่า” จวินอู๋เสียไม่ได้ตรวจสอบดูบาดแผลของมั่วเฉี่ยนยวนทันที แต่นั่งลงบนเก้าอี้ข้างเตียงนอนของเขาอย่างไม่รีบร้อน
มั่วเฉี่ยนยวนยิ้มอย่างขมขื่น แต่เขากลับทำได้เพียงกระตุกบาดแผลบนใบหน้าเบาๆ ส่งเป็นคำตอบให้กับนางเท่านั้น เพราะถ้าหากเขาเคลื่อนไหวร่างกายไปมากกว่านี้ รอยยิ้มบนใบหน้าที่ยกยิ้มขึ้นอย่างยากลำบากคงได้เปลี่ยนเป็นบิดเบี้ยวแทนเนื่องจากความเจ็บปวด
“ข้าคิดตกแล้ว และก็เข้าใจสถานการณ์ทุกอย่างดีแล้ว เจ้าคงไม่มาถามหาความรับผิดชอบกับข้าในเวลาเช่นนี้ใช่ไหม” หากเขาไม่พยายามเกลี้ยกล่อมจวินอู๋เสียในเวลานั้น เขาก็คงไม่ต้องมาตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ ทั้งหมดล้วนต้องโทษเขาที่ไร้เดียงสาและมองคนไม่ออกเอง เพ้อฝันไปว่าสำนักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในใต้หล้าจะยึดถือความถูกต้องและมีเหตุผล ทว่ากลับไม่เคยคิดเลยว่าการกระทำของพวกเขานั้นจะเหมือนกับเดรัจฉานก็ไม่ปาน ทั้งไร้ความเป็นมนุษย์และไร้ซึ่งความเมตตาปรานี
จวินอู๋เสียไม่ได้ตอบเขา มั่วเฉี่ยนยวนจึงทำได้เพียงพร่ำพรรณนาต่อไป
“ข้ามันโง่เอง! ไม่อย่างนั้นคงไม่ลงเอยด้วยสภาพแบบนี้ แถมยังต้องให้เจ้ามาช่วยข้าครั้งแล้วครั้งเล่า เมื่อสมัยที่ข้ายังเด็ก เพราะเสด็จแม่ของข้าสั่งสอนข้าว่าธรรมชาติของมนุษย์นั้นดี แม้แต่คนที่เลวทรามต่ำช้าก็ยังมีด้านที่ดีในหัวใจของพวกเขา หากเราใช้ใจแลกใจและปฏิบัติต่อพวกเขาด้วยความจริงใจ พวกเราก็จะได้ความจริงใจตอบกลับมา ข้ายึดถือในสิ่งที่นางพูดมาตลอด และคิดว่าสิ่งที่นางพูดนั้นถูกต้องแล้ว แต่เหตุการณ์ในวันนี้ทำให้ข้าตาสว่าง คิดๆ ดูแล้วบางดีเสด็จแม่ของข้าเองก็อาจจะคิดผิดมาตั้งแต่ต้น นางปฏิบัติต่อบุรุษผู้นั้นอย่างดี พยายามข่มหัวใจที่อิจฉาริษยาเพื่อให้เขารับนางสนมจำนวนมากเข้ามาเติมเต็มวังหลังทั้งหกตำหนักของเขา ไม่ว่าคนผู้นั้นจะเชยชมเชิดชูผู้ใด ก็ยิ้มรับเสมอมาและไม่เคยทำร้ายสนมนางใด นางยังช่วยบุรุษผู้นั้นดูแลพวกนาง สนับสนุนเขาเพื่อให้เป็นฮ่องเต้ที่เหมาะสมและสมบูรณ์แบบ อย่างไรก็ตามทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเพียงคำโกหกที่หอมหวาน เป็นวาทศิลป์ที่เขาใช้หลอกล่อชักจูงนางเพื่อให้นางคล้อยตามเท่านั้น น่ากลัวว่าขณะที่นางสิ้นพระชนม์ไป นางคงไม่เคยคิดฝันว่าชีวิตของนางและครอบครัวของนางทั้งหมดจะถูกทำลายลงด้วยน้ำมือของคนข้างหมอน!” มั่วเฉี่ยนยวนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่แหบแห้ง ไม่รู้ว่าในคำพูดที่พูดออกมาเหล่านี้แฝงความเจ็บปวดไว้มากน้อยเพียงใด