ทะลุมิติมาเป็นอนุนอกเรือน: บทที่ 15 สิบชายหนุ่มรูปงาม ตอนที่ 15
ตอนที่ 15 สิบชายหนุ่มรูปงาม
เหวินจิ่วเซียวดื่มชาถ้วยหนึ่งเสร็จแล้วก็กลับไปเหมือนเดิม แต่วันนี้เขาดื่มนานกว่าครั้งก่อนนิดหน่อย
“แม่นาง ทำไมท่านถึงปล่อยให้คุณชายสามกลับไปล่ะเจ้าคะ” ป้าเจียงอยากให้แม่นางได้ดี “ปกติคุณชายสามไม่อยู่ แม่นางอยากทำอะไรให้เขาก็ทำไม่ได้ ตอนนี้คุณชายสามมาแล้ว ท่านทำอะไรหน่อยสิเจ้าคะ อย่างน้อยก็ควรเชิญคุณชายสามอยู่กินข้าวสักมื้อนะเจ้าคะ” ชายหนุ่มกับหญิงสาวกินข้าวพูดคุยกัน ความสัมพันธ์จะได้พัฒนา
“คุณชายสามจะกลับ ข้าย่อมไม่อยากบังคับเขา ไว้ครั้งหน้าเถิด” อวี๋จือพูดอย่างขอไปที เห็นท่าทางป้าเจียงที่อยากทำแทนเธอ ก็ได้แต่แอบขำ เพราะว่ากลัวนางบ่นจึงรีบรับปากว่า “ครั้งหน้าข้าจะเชิญคุณชายสามอยู่กินข้าวด้วยกัน”
อวี๋จือไม่สนใจว่าคุณชายสามจะอยู่กินข้าวไหม พอเขาออกไป เธอก็เดินไปกับอิงเถา ไปปีนขึ้นบันได
ป้าเจียงเห็นเช่นนี้จึงรีบเอ่ยถาม “จะทำอะไรเจ้าคะ”
อวี๋จือไม่สนใจนาง ปีนขึ้นบันไดไปบนกําแพง “ป้าหลี่ ป้าหลี่ยังอยู่หรือไม่ ปวดเอวหรือไม่ ปวดขาหรือไม่ ปวดแขนหรือไม่”
ชุดกระโปรงสีแดงทับทิมตัวใหญ่ ราวกับดอกไม้สวยงามที่เบ่งบานท่ามกลางมหาสมุทรสีฟ้า ดูมีชีวิตชีวา
เมื่อป้าหลี่ได้ยินเสียงตะโกนก็จับเอวเดินออกมาจากบ้าน เดิมทีใบหน้าเต็มไปด้วยความโมโห แต่เมื่อเห็นดวงตาที่คล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้มของอวี๋จือ นางก็ถอยกลับเข้าไปในบ้านทันที
นางเผลอชนกับประตู “เอวข้า!” ร้องอย่างเจ็บปวด ส่วนอวี๋จือที่ได้ยินกลับรู้สึกว่าเสียงร้องนั้นไพเราะราวกับเสียงสวรรค์
“ฮึ สมน้ำหน้า” อวี๋จือมองบน ก่อนจะลงมาจากบันไดอย่างพอใจ “พรุ่งนี้ก่อกําแพงให้สูงขึ้นสามฉื่อ[footnoteRef:1] หากยังปีนขึ้นมาอีก ตกลงไปตายแน่นอน” [1: ฉื่อ 1ฉื่อเท่ากับ 33.3 เซนติเมตร]
ไม่เคยเจอคนแบบนี้ ทำอะไรดีๆ หน่อยไม่ได้เหรอ วันๆ เอาแต่แอบดูคนอื่น เธอนั่งชิงช้ายังปีนกำแพงมาดู ใครอยากเห็นหน้าแก่ๆ ของนางกัน
“ช้าหน่อยเจ้าค่ะแม่นาง” ป้าเจียงวิ่งมาช่วยประคองบันได นางบ่น “แม่นางไม่ต้องสนใจนางคนนั้นหรอกเจ้าค่ะ ทำให้อารมณ์เสียเปล่าๆ”
ป้าเจียงก็รําคาญป้าหลี่เหมือนกัน แต่นางนั่นหนังเหนียว ช่วยไม่ได้
“ข้าไม่ได้สนใจนางหรอก” อวี๋จือโบกปัดมือ “ข้าแค่อยากเห็นนางซวย แค่นางซวยข้าก็สบายใจแล้ว”
“แม่นางพูดถูกเจ้าค่ะ” ตอนนี้อิงเถาเป็นแฟนคลับของอวี๋จือ แม่นางพูดอะไรก็ถูกไปหมด แม้แต่แม่นางบอกว่าตดหอม นางก็จะยืนยิ้มสนับสนุนอยู่ข้างๆ
ป้าเจียงมองพวกนางสองคน... ช่างเถิด ไปทำงานในครัวดีกว่า
“ไป กลับไปชมภาพในบ้านกันต่อดีกว่า” อวี๋จือสะบัดแขนเดินกลับเข้าไปในบ้าน อิงเถาเดินตามไปด้วยสีหน้ามีความสุข “เจ้าค่ะ ไปชมภาพ!”
ตอนที่คุณชายสามมาอวี๋จือกำลังชมภาพวาดอยู่ ภาพวาดของสิบชายหนุ่มรูปงามแห่งเมืองหลวง ว่ากันว่าได้รับการคัดเลือกตามเงื่อนไขต่างๆ อย่างเช่น หน้าตา บุคลิก ชาติกำเนิด และความรู้ความสามารถ ซึ่งแน่นอนว่าหน้าตาต้องมาก่อน
“แม่นาง ภาพวาดของชายหนุ่มรูปงามได้รับความนิยมมากเลยนะเจ้าค่ะ ถึงบ่าวจะไปตั้งแต่เช้าก็แย่งมาได้แค่สี่ภาพ เป็นความผิดของบ่าวเองที่ซื้อภาพวาดของคุณชายสามไม่ทัน” อิงเถารู้สึกผิด
อวี๋จือมุมปากกระตุก คุณชายสามตัวจริงเพิ่งกลับไป ดูตัวจริงดีกว่าตั้งเยอะ ยังต้องใช้เงินไปซื้อภาพวาดอีกเหรอ “แค่ภาพวาดสี่ภาพราคาตั้งยี่สิบตำลึงเงินเลยหรือ”
อวี๋จือนึกเสียดาย เธอให้อิงเถาไปดูที่ร้านหนังสือว่ามีนิยายใหม่วางขายไหม สุดท้ายอิงเถากลับซื้อภาพวาดสี่ภาพนี้กลับมาให้เธอ แล้วยังบอกว่ามีคนแย่งกันซื้อ ต้องเป็นของดีแน่ๆ นางจึงซื้อมาให้แม่นาง สร้างผลงานให้ตัวเอง
อิงเถาคิดว่ามีเหตุผลเพียงพอจึงเอ่ยอย่างมั่นใจต่อไปว่า “นี่เป็นภาพธรรมดาเท่านั้น ยังได้ยินว่ายังมีแบบกระดาษแข็ง ภาพหนึ่งภาพขายตั้งห้าสิบตำลึงเงินเชียวนะเจ้าคะ”
แค่นี้ก็ขายห้าสิบตำลึงเงินเลยเหรอ ก็แค่ภาพเหมือนไม่ใช่เหรอ
อิงเถาแบมือสองข้าง “ขายหมดแล้วยังต้องรออีกครึ่งเดือน”
การตลาดที่เล่นกับกิเลสของคน! อวี๋จือเข้าใจทันที
กลยุทธ์นี้เธอคุ้นเคยดี เหมือนกับโปสเตอร์อัลบั้มภาพของดาราเน็ตไอดอลในยุคสมัยใหม่ ภาพมีมูลค่าไหม ไม่มีมูลค่า แต่สิ่งที่มีมูลค่าคือคน! คน! คน! สิบชายหนุ่มรูปงามตัวจริง!
สุภาพบุรุษทั่นฮวา แม่ทัพน้อย คุณชายของขุนนางขั้นสูง ซื่อจื่อจวนท่านโหว... สถานะสูงส่งขนาดนี้ บวกกับหน้าตาที่โดดเด่น ทุกคนล้วนแต่ชอบความหล่อเหลางดงาม ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงที่แต่งงานแล้วหรือยังไม่แต่งงาน ล้วนแล้วแต่อยากซื้อกลับไปเก็บสะสม
โดยเฉพาะรักที่ไม่ได้มาครอบครอง ภาพเดียวคงไม่พอ แปดภาพสิบภาพก็ยังน้อยไป
ทุกคนต่างก็อยู่ในจุดเดียวกัน คนนู้นมีคนนี้มี ฉันก็ต้องมีเหมือนกัน ของเธอเป็นแบบกระดาษแข็ง อย่างนั้นของฉันต้องดีกว่าเธอ จะด้อยกว่าของเธอไม่ได้
เมื่อทุกคนต่างก็แข่งกัน สุดท้ายคนที่ได้ผลประโยชน์จะเป็นใครไปได้นอกจากร้านหนังสือ
อย่าดูถูกภูมิปัญญาของคนสมัยโบราณ! ร้านหนังสือชังหลงหาเงินเก่งเกินไปแล้ว แต่เขาตั้งชื่อร้านได้ไม่เลว ความหมายมีทั้งเจริญและรุ่งเรือง ก็ถูกแล้วที่พวกเขาจะหาเงินได้ไม่ใช่เหรอ
เมื่อนึกถึงกล่องเงินที่ว่างเปล่าของตัวเอง อวี๋จือก็ดึงภาพวาดสี่ภาพนั้นออกมา “ข้าคิดข้าวาดได้ดีกว่านี้”
ภาพเหมือนสี่ภาพนี้สวยก็จริงอยู่ แต่มันอุดมคติเกินไปทำให้มองข้ามหน้าตาของตัวละคร ไม่พอ...มันยังเหมือนจริงไม่พอ
ตอนวัยรุ่นอวี๋จือเคยวาดภาพความงามสไตล์โบราณ แล้วยังเคยพูดคุยกับเพื่อนร่วมสตูดิโอ เธอมั่นใจว่าเธอวาดได้เหมือนจริงกว่านี้
อย่างนั้นเธอก็หาเงินได้? คนอื่นกินเนื้อ เธอกินเศษเนื้อก็ยังดี ถึงจะน้อยแค่ไหนก็ยังเป็นรายได้ เธอไม่รังเกียจหรอก
“ใช่เจ้าค่ะ แม่นางวาดได้ดีกว่าเจ้าค่ะ” อิงเถาก็หลงใหลเงินเหมือนกัน “บ่าวตัดกระดาษฝนหมึกให้แม่นางเองเจ้าค่ะ”
“ไม่ได้ ต้องเตรียมตัวก่อน” อวี๋จือลําบากใจ
ถึงแม้ที่บ้านจะมีพู่กันและสีแต่ก็มีไม่พอ ต้องไปซื้อเพิ่มอีก ที่สําคัญที่สุดคือจะวาดตัวละครต้องมีแบบ เธอต้องเห็นตัวจริงของพวกเขาก่อนถึงจะวาดได้
เธอเลียนแบบเก่งก็จริง แต่ถ้าไม่เห็นตัวจริงเธอจะเลียนแบบอะไร แล้วจะเสนอหน้าไปขอความร่วมมือทางการค้าได้ยังไงกัน!
ใช่แล้ว อวี๋จือไม่ได้อยากขายภาพติดลิขสิทธิ์
สิบชายหนุ่มรูปงามแต่ละคนมีภูมิหลังสูงส่ง แม้แต่ฟังจื่อเฉิงที่อยู่ในอันดับสุดท้าย อย่าคิดว่าเขาแค่หน้าตาดีอย่างเดียว แต่ตระกูลของเขาคือตระกูลกั๋วกงที่สืบทอดมาหลายช่วงอายุคน
แต่ร้านหนังสือชังหลงกลับกล้าวาดภาพเหมือนของพวกเขาขาย เห็นได้ชัดว่าคนหนุนหลังพวกเขา... อวี๋จือไม่อยากเสี่ยง แผนการแรกของเธอก็คือต้องได้ผลประโยชน์ทั้งสองฝ่าย
อยากทำให้ร้านหนังสือชังหลงใจอ่อนต้องมีของแข็ง ต้องทำยังไงเธอถึงจะได้เจอสิบชายหนุ่มรูปงามได้
ชาวบ้านตัวเล็กๆ อย่างเธอ กับคนที่สูงส่งอย่างพวกเขา ราวกับอยู่กันคนละโลก ไม่ต้องบอกว่าแม้เธอจะกระโดดยื่นมือออกไปก็ยังเอื้อมไม่ถึงอยู่ดี!
ไม่สิ มีคนหนึ่งคนที่เธอยังพอเอื้อมถึง นั่นก็คือเสี่ยเลี้ยงที่เพิ่งกลับไปเมื่อกี้
แต่ว่า...เขาได้รับตำแหน่งเส่าชิงแห่งศาลต้าหลี่ตั้งแต่อายุยังน้อย มันคงไม่ง่ายขนาดนั้น ต้องรังแกคนที่อ่อนแอกว่า วาดคนอื่นก่อนดีกว่า เสี่ยเลี้ยงเก็บไว้ท้ายสุดแล้วกัน!
อวี๋จือคิดไปคิดมาในที่สุดก็ได้เป้าหมาย วาดฟังจื่อเฉิงก่อนดีกว่า ผู้ชายคนนี้เป็นลูกผู้ลากมากดี และชอบไปหอคณิกามากที่สุด เธอไม่เชื่อหรอกว่าจะหาตัวเขาไม่เจอ!