ทะลุมิติมาเป็นอนุนอกเรือน: บทที่ 13 ตรอกดอกท้อ ตอนที่ 13
ตอนที่ 13 ตรอกดอกท้อ
เมื่อเดินออกมาข้างนอก แสงอาทิตย์ก็สาดกระทบลงบนร่างกาย ขับไล่ความกลัวที่อยู่ในใจออกไป
ในที่สุดอิงเถาก็รู้สึกดีขึ้นมาบ้าง “แม่นาง เรารีบไปกันเถิดเจ้าค่ะ” นางก้มหน้าก้มตา ไม่กล้ามองข้างหลังแม้แต่น้อย
ข้างนอกมีเจ้าหน้าที่ราชการหลายคนกําลังดูแลความสงบเรียบร้อยอยู่ อวี๋จือกวาดตามองอย่างรวดเร็ว จากนั้นจึงประคองอิงเถาออกไป
เดิมทีว่าจะหาโรงน้ำชากินของอร่อยตอนเที่ยง แต่ตอนนี้...อวี๋จือมองอิงเถาที่จับแขนเสื้อตัวเองไว้แน่น ช่างเถอะ กลับบ้านดีกว่า
เพื่อให้กลับถึงบ้านไวๆ อวี๋จือจึงเดินทางลัด แต่ซวยจริงๆ เพิ่งจะเลี้ยวเข้าซอยหนึ่งก็ดันเจอคนต่อยกัน คนหนึ่งทับอยู่บนตัวของอีกคนหนึ่ง ที่จริงแล้วคือคนหนึ่งต่อยอีกคนหนึ่งฝ่ายเดียวต่างหาก
อวี๋จือไม่มีอารมณ์ยุ่งเรื่องคนอื่น กำลังจะถอยหลังกลับไป แต่กลับทําให้คนสองคนบนพื้นตกใจ
คนที่ทับอยู่ข้างบนตกใจก่อน เห็นว่าเป็นสตรีสองคน เขาจึงโล่งใจ เมื่อเห็นใบหน้าของอวี๋จือชัดเจน สายตาของเขาก็เป็นประกาย “แม่นางช่างหน้าตางดงาม วันนี้ข้ามีวาสนาเสียจริง”
ดวงตาที่น่ารังเกียจคู่หนึ่งมองอวี๋จือตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างกำเริบเสิบสาน จากนั้นก็ลุกขึ้นแล้วเดินตรงเข้ามา
“แม่นางรีบหนีเจ้าค่ะ!” อิงเถาตกใจจะลากอวี๋จือวิ่งหนี แต่กลับดึงไม่ไป
อวี๋จือกำลังโมโห ออกมาเดินเล่นข้างนอกอย่างมีความสุข แต่กลับเจอแต่เรื่องน่าโมโห เธอไม่กล้าทำอะไรในโรงน้ำชาที่อยู่ภายใต้สายตาของผู้คน แต่ในซอยอันเงียบสงบแบบนี้ เธอยังต้องอดทนอีกอย่างนั้นเหรอ
กล้าคิดไม่ดีกับเธองั้นเหรอ กล้ามองเธอด้วยสายตาน่ารังเกียจแบบนี้ใช่ไหม เหอะ รนหาที่ตาย คงไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อแล้ว ในเมื่ออยากตายอย่างนั้นเธอก็จะจัดให้
อวี๋จือปัดมืออิงเถาออกก่อนจะเดินตรงเข้าไป อันธพาลคนนั้นเผยท่าทีชอบใจ “แม่นางใจร้อนเพียงนี้เลยหรือ”
ชั่วครู่ต่อมาร่างกายของเขาก็เจ็บปวดไปหมด อวี๋จือต่อยไปหมัดเดียวชายคนนั้นก็ปลิวไปทันที
ชายคนนั้นตกใจ บนหัวเต็มไปด้วยดวงดาวระยิบระยับ ใบหน้าร้อนผ่าว ยกมือขึ้นคลำดูก็เห็นว่าเลือดไหลอาบมือ ชายคนนั้นรู้สึกโมโห เขาเพิ่งจะลุกขึ้นยืนได้ อวี๋จือก็เดินเข้ามายกเท้าขึ้นถีบเขาอีกครั้ง
“ขยะ สารเลว ขยะสังคม มีตาไว้ทำไม ไม่อยากได้ก็นำไปให้คนที่ต้องการสิ”
อวี๋จือด่าพลางกระทืบไปด้วยจนชายคนนั้นหวาดผวา เธอกระทืบจนเขาลุกขึ้นมาไม่ได้อีก ได้แต่นอนครวญครางบนพื้นราวกับหมูใกล้ตาย
อิงเถาอึ้งไป แม่นาง แม่นางที่อ่อนแอ ดูแลตัวเองไม่ไหว แม้แต่ผลไม้ยังต้องให้คนป้อน แต่กลับต่อยบุรุษปลิวด้วยหมัดหมัดเดียวงั้นหรือ!
ไม่! ไม่! นี่ต้องไม่ใช่ความจริง นางตาลายแล้วมองผิดแน่ๆ
อิงเถาขยี้ตาอย่างแรงแล้วมองอีกครั้ง ใช่ แม่นางของตนกําลังกระทืบชายคนนั้นอย่างพึงพอใจ กระทืบพลางด่า ท่าทีองอาจห้าวหาญแตกต่างไปจากปกติ
อิงเถา...
ปรัชญาสามทัศน์[footnoteRef:1]พังหมดแล้ว! แต่เมื่อเห็นแม่นางกระทืบคนทําไมนางถึงตื่นเต้นเช่นนี้ [1: สามทัศน์ ปรัชญาจีน หมายถึงมุมมองต่อชีวิต มุมมองต่อโลก และมุมมองต่อคุณค่า]
อวี๋จือกระทืบจนเหนื่อยเลยหยุดเท้า พูดอย่างดุดันว่า “ทางที่ดีเจ้าควรอธิษฐานว่าอย่าให้เจอข้าอีก ไม่เช่นนั้นข้าจะต่อยเจ้าทุกครั้งที่เจอ”
เด็กขอทานที่ถูกทุบตีก่อนหน้านี้นิ่งอึ้งไป นี่คือแม่นางอวี๋ที่เพียงลมพัดก็ล้มเช่นนั้นหรือ เห็นนางกำลังจะเดินออกไป เขาจึงรีบลุกขึ้น “ขอบพระคุณแม่นางอวี๋”
“ที่แท้ก็เป็นเจ้า!” อวี๋จือเพิ่งเห็นว่าคนที่ถูกทุบตีคือเด็กขอทานที่ช่วยเธอเก็บหินไข่ห่านก่อนหน้านี้ ดูเหมือนว่าเขาจะชื่อมู่โถว
“แผลบนตัวของเจ้าเป็นเช่นไร” อวี๋จือกวาดตามองเขา
มู่โถวส่ายหน้า “ไม่เป็นไรขอรับ” เขากันหัวและส่วนอกของตัวเองไว้จึงมีแต่บาดแผลภายนอก รักษาสองสามวันก็คงหายดี
“เจ้ารีบไปเถิด เจ้ายังเด็ก ต่อไปเจอคนเช่นนี้ต้องหลบให้ไกล” อวี๋จือไม่ได้ถามว่าทำไมเขาถึงโดนทุบตี อันธพาลแบบนี้ ทุบตีคนอื่นยังต้องมีเหตุผลด้วยหรือ
อวี๋จือเดินออกไปสองก้าว จากนั้นก็หยุดเดินแล้วมองไปที่มู่โถว “ช่วยอะไรข้าหน่อยได้หรือไม่”
มู่โถวที่กำลังหงอยเงยหน้าขึ้นอย่างแรง มองไปที่อวี๋จือด้วยสายตาเป็นประกาย ก่อนจะพยักหน้าอย่างกระตือรือร้น
อวี๋จือยิ้ม หยิบเงินเหรียญหนึ่งให้เขา “รู้จักหอจุ้ยเซียนหรือไม่ เจ้าช่วยไปซื้อของกินที่นั่นให้ข้าสักสองสามอย่าง หากถือไม่ไหวก็บอกให้บ่าวที่นั่นนำมาส่ง และให้ค่าแรงเขา”
เธอพูดชื่ออาหารสองสามอย่างแล้วถามว่า “จําได้หรือไม่”
มู่โถวพยักหน้า พูดทวนซ้ำอีกรอบอย่างรวดเร็ว เขาจำได้ทุกคำ
“ฉลาดมาก ไปเถิด” อวี๋จือชมเขา
“ข้าวิ่งเร็วมาก ไม่มีทางให้ท่านรอนานแน่นอน” มู่โถววิ่งพลางตะโกนเสียงดัง กำมือแน่น ในหัวมีเพียงความคิดเดียว เร็วกว่านี้ เขาวิ่งได้เร็วกว่านี้ เขาต้องไม่ทำให้แม่นางอวี๋รู้สึกผิดหวังในตัวเขาเด็ดขาด
อวี๋จืออยากจะบอกว่าไม่ต้องรีบขนาดนั้นก็ได้ แต่ยังไม่ทันได้อ้าปาก ก็ไม่เห็นแม้แต่เงามู่โถวแล้ว เธอจึงวางแขนลงราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้วพูดกับอิงเถาว่า “กลับกันเถิด”
เสียแรงไปมากแล้ว ต้องกินอาหารเสริมสักหน่อย
“แม่นาง ท่านต่อสู้เป็นหรือเจ้าคะ” ใบหน้าเล็กๆ ของอิงเถาเป็นประกาย รู้สึกนับถือแม่นางของตนอย่างมาก แม่นางรู้หนังสือ เขียนอักษรเป็น วาดภาพเป็น หาเงินเป็น แล้วยังต่อสู้เป็นอีก ต่อยตีกับคนเลว!
ไอหยา แม่นางของนางเก่งที่สุดเลย
“ไม่เป็น” อวี๋จือโกหกด้วยท่าทางจริงจัง “ข้าแค่มีกำลังเยอะกว่าคนอื่นนิดหน่อย”
“เช่นนั้นก็เก่งมากเลยเจ้าค่ะ” อิงเถาไม่ผิดหวังเลยแม้แต่น้อย ก่อนจะกลายเป็นเจ้าหนูจำไมทันที “แม่นางเจ้าคะ กำลังของแม่นางมีมาตั้งแต่เกิดเลย หรือว่าฝึกฝนเจ้าคะ บ่าวฝึกได้หรือไม่ ฝึกยากหรือไม่ ต้องฝึกกี่ปีเจ้าคะ...”
อวี๋จือตอบคําถามของนางโดยไม่คิดอะไรมาก โกหกไง แต่งเรื่องหลอกเด็กสาวคนหนึ่งจะไปยากอะไร สุดท้ายยังกำชับนางว่า “เรื่องวันนี้ห้ามบอกใครทั้งนั้น เรื่องที่ข้ามีกำลังเยอะกว่าคนอื่นก็ต้องเก็บเป็นความลับ นี่เป็นความลับของเราสองคน หากเจ้าเชื่อฟังข้า ข้าได้กินเนื้อเจ้าก็ได้แทะกระดูก”
“เจ้าค่ะ เจ้าค่ะ” อิงเถารีบปิดปากตัวเอง “บ่าวจะไม่บอกใคร ไม่บอกป้าเจียงด้วยเจ้าค่ะ”
นางดีใจมากที่แม่นางให้ความสำคัญต่อนาง หมายความว่าต่อไปนางก็จะเป็นสาวใช้คนสนิทของแม่นางใช่หรือไม่
ดีจังเลย! อิงเถามีความสุข! ช่วงชีวิตที่ดีที่สุดของนางคือได้มาอยู่กับแม่นาง กินอิ่ม มีเสื้อผ้าสวมใส่ทั้งยังมีเงินเก็บส่วนตัว ชีวิตเช่นนี้ดีจริงๆ
กลับมาถึงตรอกดอกท้อ อวี๋จือไม่ได้เล่าเรื่องที่เจอข้างนอกให้ป้าเจียงฟัง เพราะถึงแม้นางจะรู้ก็ไม่มีประโยชน์อะไร
จะทำให้นางเป็นห่วงมากกว่า แล้วอีกอย่างถ้าต่อไปเธออยากออกไปข้างนอกอีกก็คงไม่ง่ายแล้ว
เป็นความจริงที่ว่าตรอกที่อวี๋จืออาศัยอยู่ดูธรรมดา คนที่อาศัยอยู่ที่นี่ก็ล้วนแต่เป็นชาวบ้านธรรมดา แต่กลับมีชื่อตรอกที่ไพเราะอย่างตรอกดอกท้อ
ว่ากันว่าชาวบ้านที่เคยอาศัยอยู่ในตรอกนี้ต่างก็ปลูกต้นท้อในบ้าน ไม่ได้ปลูกไว้ชื่นชมดอกท้อหรือกินลูกท้อ แต่ปลูกไว้เพื่อปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย
อวี๋จือไม่รู้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า เพราะบ้านที่เธออยู่นั้นไม่มีต้นท้อ มีแค่ต้นพุทราหนึ่งต้น ต้นพุทรากำลังออกดอกสีเหลืองอมเขียว ดอกเล็กๆ เรียงติดกันหนาแน่น พอลมพัดก็ร่วงลงมาราวกับฝนดาวตก
เพราะเจ้าหน้าที่ราชการกำลังตามจับคนร้าย บนถนนไม่ค่อยปลอดภัยนัก อวี๋จือจึงไม่ออกไปข้างนอกอีก
แต่เธอก็ไม่ได้เบื่ออะไร เธอกําลังเย็บกระเป๋าเงินใบที่สอง กระเป๋าเงินใบแรกให้ชิงเฟิงนำไปให้คุณชายสามแล้ว ตอนนี้ก็คงจะถึงมือของคุณชายสามล่ะ