ท่านแม่ทัพ ฮูหยินเรียกท่านไปทำนา: บทที่ 2 สามี ตอนที่ 2
ตอนที่ 2 สามี
ซูเสียวเสี่ยวรู้สึกไม่ค่อยดีแล้ว
ข้ามภพมาวันแรก เรื่องใหญ่ในชีวิตก็ถูกจัดการไปแล้วครึ่งหนึ่ง
เมื่อชาติก่อนที่นางเป็นหญิงไม่มีคู่ครองตลอดยี่สิบเจ็ดปีตั้งแต่ออกจากท้องแม่ก็เพราะไม่มีพ่อผู้มีความสามารถลักพาตัวลูกเขยที่มีลูกติดอย่างนั้นเหรอ
“ลูกสาว ลูกสาว ลูกสาว?”
ซูเฉิงเอ่ยเรียก
ซูเสียวเสี่ยวไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ นางหมดสติไปอีกครั้ง
ไม่ใช่ว่าความอดทนทางจิตใจของนางไม่แกร่งพอ แต่เป็นเพราะสมองของร่างนี้เพิ่งถูกกระแทกไปเล็กน้อย นางหันไปมองเด็กๆ เร็วและแรงเกินไปจนตัวเองรู้สึกวิงเวียน
“ท่านพ่อ ทำไมพี่ถึงหมดสติอีกแล้ว เราทำให้นางตกใจหรือเปล่า” ซูเอ้อร์โก่วถามอย่างเป็นห่วง
ซูเฉิงฟังเสียงกรนอันสม่ำเสมอของบุตรสาวตุ้ยนุ้ยแล้วจึงมองค้อนบุตรชาย “ตกใจที่ไหนกัน คนกล้าหาญอย่างพี่เจ้า ไม่มีใครทำให้ตกใจได้หรอก นางดีใจต่างหากเล่า เจ้าไม่ได้ยินที่นางบอกว่าข่าวดีรึไง”
ซูเอ้อร์โก่วสีหน้าสับสน เอ่อ...พี่หมายความเช่นนั้นจริงหรือ
...
หมดสติครานี้ ซูเสียวเสี่ยวหลับยาวจนถึงช่วงบ่าย
พ่อซูไม่อยู่ที่เรือน เขาพาซูเอ้อร์โก่วกับเด็กน้อยสามคนไปแจกไข่ย้อมแดงในหมู่บ้าน
พร้อมกับไล่เก็บเงินขวัญถุงสักหน่อย
ชาวบ้านทั้งอึ้งทั้งโกรธ เรื่องที่อึ้งคือซูเฉิงจับลูกเขยกลับมาให้ซูตุ้ยนุ้ยจริงๆ ไม่รู้ว่าบุตรชายเรือนไหนกันหนอที่เคราะห์ร้ายเช่นนี้
เรื่องที่น่าโกรธคือ ปกติเมื่อคนในหมู่บ้านจัดงานเลี้ยงฉลอง สองพ่อลูกตระกูลซูกับซูตุ้ยนุ้ยมีแต่เข้ามากินดื่มมือเปล่า ไม่เคยให้เงินขวัญถุงเลยสักแดง แต่วันนี้กลับยังมีหน้ามาไล่เก็บเงินขวัญถุงจากพวกเขา
รีดไถในคราบเงินขวัญถุงชัดๆ
“เหตุใดต้องเอาสามส่วน”
ป้าหลิวมือเท้าเอวจ้องเขม็ง
นางไม่กลัวสามอันธพาลตระกูลซู
ซูเฉิงเชิดหน้าอย่างจองหองพร้อมขยับนิ้วเรียกบุตรชาย
ซูเอ้อร์โก่วอุ้มเด็กน้อยขึ้นมาหนึ่งคนพร้อมกล่าวอย่างมั่นอกมั่นใจ “งานมงคล งานอายุครบเดือน งานอายุครบปี”
ป้าหลิว “…”
เด็กน้อย “…”
อีกด้านหนึ่ง ซูเสียวเสี่ยวไม่รู้ว่าพ่อซูพาเจ้าตัวน้อยไปก่อความวุ่นวายในหมู่บ้าน
ทั้งวันไม่มีอาหารตกถึงท้องนางเลย นางรู้สึกหิวจนตาลาย
ชาติก่อน นางเคยถูกฝึกฝนอย่างเข้มงวดในกองทัพ การฝึกทนต่อความอดอยากก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่นั่นก็เป็นเพราะสมรรถภาพร่างกายของนางยอดเยี่ยม
ร่างกายนี้เห็นได้ชัดว่าทนหิวไม่ได้เลย นางต้องรีบหาอะไรกินเสียหน่อยแล้ว
ซูเสียวเสี่ยวจึงไปยังห้องครัว
แม้ว่ายังมีความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม แต่ตอนที่ซูเสียวเสี่ยวก้าวเข้าห้องครัว นางก็ยังตะลึงตกใจอย่างที่สุด
กำแพงแตกร้าว หลังคารั่วซึม กระทะเป็นรู ตะกร้าที่อยู่บนพื้นไม่เป็นระเบียบ ใบผักกับมันเทศกระจัดกระจายอยู่เต็มพื้นแล้วยังมีก้อนเหนียวๆ สีดำที่ไม่รู้ทำจากสิ่งใดวางอยู่ในกระทะ
จิตวิญญาณของซูเสียวเสี่ยวได้ถูกทำร้ายอีกครั้ง
ห้องครัวสภาพเช่นนี้ หากเป็นชาติก่อนอย่าว่าแต่กินอาหารที่ทำจากในนี้เลย เพียงเดินเข้าไปนางก็ไม่เข้าไปเป็นแน่
ซูเสียวเสี่ยวอดทนกับอาการปวดของกระเพาะแล้วกัดฟันทำความสะอาด
นางเก็บกวาดมือเท้าเป็นระวิงไปครึ่งชั่วยามเต็มๆ กว่าห้องครัวที่เปรอะเปื้อนจะถูกเก็บกวาดจนสะอาดสะอ้าน
ซูเสียวเสี่ยวนวดแป้งข้าวโพดหนึ่งถ้วยผสมกับแป้งขาวเล็กน้อย นางผัดกุยช่ายกับไข่ไก่แล้วใช้น้ำมันหมูทอดออกมาเป็นแป้งห่อไส้กุยช่าย จากนั้นคัดมันเทศที่ยังใช้ได้หั่นออกเป็นแผ่นแล้วนำไปตุ๋นเป็นซุปมันเทศที่น้ำไม่เข้มข้นมากออกมาอีกหนึ่งหม้อ
ในความทรงจำ เจ้าของร่างเดิมนั้นเป็นคนกินจุ กับข้าวในเรือนล้วนขึ้นอยู่กับเจ้าของร่างเดิม
เจ้าของร่างเดิมกินข้าว พ่อซูกับน้องชายกินโจ๊ก เจ้าของร่างเดิมกินเส้นขาว สองพ่อลูกกินเส้นข้าวโพด ส่วนไข่ไก่กับน้ำมันหมู พ่อซูกับซูเอ้อร์โก่วไม่ได้ลิ้มรสชาติมานานมากแล้ว
ตอนแรกซูเสียวเสี่ยวคีบแป้งห่อไส้กุยช่ายมาสองอัน ครุ่นคิดไปมาก็วางกลับไปที่เดิมหนึ่งอัน
จากนั้นนางก็ตักซุปมันเทศหนึ่งถ้วย นั่งบนเก้าอี้ตัวเล็กที่อยู่ในห้องครัวแล้วเริ่มกิน
ทันใดนั้นก็มีเสียงทึบๆ ดังขึ้นจากเรือนที่อยู่ด้านหน้า
นางขมวดคิ้วพร้อมกับวางถ้วยและตะเกียบลงแล้วเดินตรงไปยังห้องนั้น
นางนึกว่าคนตระกูลซูกลับมา แต่พอเดินเข้าห้องไปถึงพบว่ามีบุรุษคนหนึ่งนอนคว่ำอยู่บนพื้น คล้ายว่าเพิ่งตกลงมาจากเตียง
เสียงการเคลื่อนไหวเมื่อครู่นี้น่าจะมาจากสิ่งนี้
ซูเสียวเสี่ยวมองสำรวจอีกฝ่ายต่อ
บุรุษผู้นี้ไหล่กว้างเอวคอด รูปร่างสูงโปร่ง แต่งตัวพิถีพิถัน บอกไม่ถูกว่าเป็นเนื้อผ้าชนิดใด แต่ให้ความรู้สึกว่ามีราคาแพงอย่างบอกไม่ถูก
นิ้วมือของชายหนุ่มเรียวยาว ข้อต่อกระดูกดูเด่นชัดทุกข้อ ตรงหว่างนิ้วมองเห็นตาปลา
“ฝึกวรยุทธ์?”
ซูเสียวเสี่ยวเอ่ยคำวินิจฉัยเบื้องต้น
นอกจากนี้ ซูเสียวเสี่ยวยังได้กลิ่นยาจินฉวงกับกลิ่นคาวเลือดเข้มข้นจากตัวเขา
“บาดเจ็บเหรอ”
แปลกแท้ เหตุใดถึงมีผู้ชายบาดเจ็บอยู่ในเรือนตระกูลซูได้
ช้าก่อน หรือว่าเขาเป็นลูกเขยที่พ่อซูจับมาให้
ก็ว่าในระยะร้อยลี้จะมีคนกล้าแต่งงานกับนางได้อย่างไร ต่อให้ลักพาตัวมาก็คงหนีเตลิดไปอีก แต่หากเป็นคนที่มีอาการบาดเจ็บสาหัสก็ยังพอเป็นไปได้
ซูเสียวเสี่ยวกะพริบตาอยู่หลายครั้ง จากนั้นร่างตุ้ยนุ้ยก็ย่อตัวลงแล้วออกแรงพลิกอีกฝ่ายกลับมา
อย่างไรเสียก็เป็นสามีที่ขโมยมาให้นางก็ต้องตรวจของกันสักหน่อยกระมัง
แต่ทว่ายามดวงตาของซูเสียวเสี่ยวมองเห็นใบหน้าที่ไม่อาจอธิบายเป็นคำพูดได้นั้น ดวงตาของนางพลันเบิกกว้างในทันใด
ไหนบอกว่าดูดีกว่าเหอถงเซิงร้อยเท่าไง
เท่านี้เองเหรอ
หากว่าพ่อซูอยู่ตรงนี้ คงได้ตกใจสะดุ้งกับภาพตรงหน้าเป็นแน่ เพราะว่าตอนที่เขาดึงหน้ากากของชายหนุ่มผู้นั้นออกก็เห็นอยู่ทนโท่ว่าเป็นใบหน้าหล่อเหลาซึ่งไม่อาจหาได้จากที่ไหนในโลกหล้าได้อีก
มิเช่นนั้น เขาไม่มีวันพาลูกเขยที่เป็นภาระกลับมาเป็นแน่
ส่วนเหตุที่ชายผู้นี้กลายเป็นเช่นนี้ไปได้ก็เพราะว่าเมื่อครู่นี้ใบหน้าคว่ำลงกับพื้นถูกกระแทกจนกลายเป็นหัวหมูโดยไม่ทันตั้งตัว
หัวหมู...เอ่อไม่ ชายหนุ่มฟื้นแล้ว
พอลืมตาขึ้นมาก็เห็นสตรีตุ้ยนุ้ยคนหนึ่งนั่งอยู่ตรงหว่างขาและกำลังทำอะไรบางอย่างกับเขาด้วยท่าทางลับๆ ล่อๆ ขนกายพลันลุกซู่จึงเหยียดมือออกและพุ่งกระโจนใส่ฝ่ายตรงข้าม
ซูเสียวเสี่ยวที่กำลังตรวจดูอาการบาดเจ็บพลันรู้สึกมีแรงพิฆาตพุ่งเข้ามา บริเวณคอรู้สึกเย็นวาบราวกับลมพัดผ่าน
นางอาศัยศิลปะการต่อสู้มือเปล่าที่เคยฝึกเมื่อชาติก่อน ยกศอกหนาของตัวเองขึ้นมาและบังข้อมือของฝ่ายตรงข้ามเอาไว้ได้อย่างคล่องแคล่ว
ฝ่ายชายหนุ่มดูเหมือนเตรียมการไว้ล่วงหน้าจึงโต้ออกไปด้วยมือซ้ายทันที
แต่นึกไม่ถึงเลยว่าขยับไม่ได้แล้ว
เขาเพิ่งรู้ตัวว่าแขนซ้ายของตัวเองกับสองขาล้วนถูกเชือกมัดไว้แล้วเรียบร้อย
“เจ้าเป็นใคร”
เขาเอ่ยถามเสียงเย็นชา
ซูเสียวเสี่ยวอาศัยข้อได้เปรียบของน้ำหนักตัวนั่งทับแขนขวาของเขาเอาไว้
ชายหนุ่มผู้ถูกภูเขาไท่ซานกดทับ “…”
เมื่อซูเสียวเสี่ยวเห็นว่าฝ่ายตรงข้ามสูญเสียความสามารถในการโต้กลับแล้วจริงๆ นางถึงลอบถอนหายใจโล่งอก โชคดีที่นางมองการณ์ไกล มัดตัวชายหนุ่มเอาไว้ก่อน มิเช่นนั้นกับสิ่งที่ฝ่ายตรงข้ามจะทำเมื่อสักครู่นี้ ถึงนางไม่ตายแต่ก็คงเป็นอัมพาต
“เจ้ายังจะทำร้ายข้าอีกหรือไม่ หากว่าไม่ ข้าจะไม่มัดตัวเจ้าอีก”
ซูเสียวเสี่ยวเอ่ยกับชายหนุ่ม
แขนของชายหนุ่มกำลังแบกรับน้ำหนักที่ไม่ควรแบกไว้
เขาขมวดคิ้วและกล่าวออกไปพร้อมกับเหงื่อที่ไหลโชก “เจ้าเป็นใครกันแน่ ต้องการทำสิ่งใด ลูก…คนอื่นๆ อยู่ที่ใด”
“คนอื่น เอ่อ ข้าก็ไม่รู้”
นางไม่รู้จริงๆ ตอนนางตื่นขึ้นมาก็ไม่มีใครอยู่ที่เรือนแล้ว
ส่วนสองคำถามแรก นางขอคิดก่อนแล้วค่อยตอบ
ชายหนุ่มมองซูเสียวเสี่ยวด้วยสีหน้าเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง
ซูเสียวเสี่ยวกล่าวต่อด้วยสีหน้านิ่งเรียบเช่นเดิม “เรื่องราวเป็นเช่นนี้ เจ้าบาดเจ็บไม่ได้สติอยู่กลางถนน ครอบครัวของข้าเป็นคนช่วยเจ้าและนำเจ้ากลับมา เมื่อครู่นี้ข้าเพียงจะตรวจดูอาการให้เท่านั้น”
ชายหนุ่มมองสายมัดกางเกงที่คลายออกของตนเองแล้วกล่าวด้วยหน้าทะมึน “ตรวจดูอาการบาดเจ็บต้องถอดกางเกงด้วยหรือ”
ซูเสียวเสี่ยวอธิบายอย่างมั่นใจ “กางเกงเจ้าเปื้อนเลือด ก็ต้องตรวจดูว่าแผลอยู่ตรงไหนอย่างไรเล่า”
ชายหนุ่มตอบกลับด้วยสายตาเย็นเยือก “นั่นไม่ใช่เลือดของข้า”
ซูเสียวเสี่ยวแบมือออก “ตอนนี้ข้ารู้แล้ว”
ชายหนุ่มกำมัดกัดฟันแน่น “ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็…”
ซูเสียวเสี่ยวเงียบ
ซูเสียวเสี่ยวมองขึ้นฟ้า “…ก็ไม่ได้น่าดูสักเท่าไหร่หรอก”
ชายหนุ่ม “…”