ท่านแม่ทัพ ฮูหยินเรียกท่านไปทำนา

ท่านแม่ทัพ ฮูหยินเรียกท่านไปทำนา: บทที่ 19 รู้ความ ตอนที่ 19

#19บทที่ 19 รู้ความ

ตอนที่ 19 รู้ความ

“อย่ามาได้คืบจะเอาศอกเชียวนะ”

ซูเสียวเสี่ยวทำหน้าดุพลางดึงผ้าห่มห่มให้เด็กๆ ทั้งสามคน

แผนการขอหอมๆ ล้มเหลว

เด็กทั้งสามจึงหลับตาลงด้วยความเสียดายและไม่เอ่ยอะไรอีก

เด็กน้อยเล่นอย่างสนุกสนานจึงหลับไว เพียงไม่นานบนเตียงก็มีเสียงกรนของพวกเขาลอยมาเสียแล้ว

ซูเสียวเสี่ยวเท้าคางมองเด็กสามคนที่กำลังฝันหวาน ตัวนางเองไม่รู้ว่าความรู้สึกที่มีแม่อยู่ข้างๆ มันเป็นอย่างไร จู่ๆ ก็จับพลัดจับผลูมาเป็นแม่คนชั่วคราวให้คนอื่นเสียอีก

บางคนนั้นเคยตากฝนมาก่อนจึงอยากกางร่มให้คนอื่น

ทว่ากลับมีคนบางคนที่ได้รับการถ่ายทอดพันธุกรรมเลือดเย็นมาจากพ่อแม่

…

จวบจนดึกดื่นค่อนคืนแล้ว สองพ่อลูกจึงได้ลากร่างอันเหนื่อยล้ากลับมาด้วยหน้าตามอมแมม

หลังจากถึงบ้านแล้ว พ่อซูก็พุ่งเข้าห้องตัวเองทันที มื้อเย็นก็ไม่ได้กิน

ซูเสียวเสี่ยวตักน้ำแกงเนื้อแช่ข้าวส่งให้ซูเอ้อร์โก่วถ้วยหนึ่ง “วันนี้พวกเจ้าไปไหนกันมารึ ท่านพ่อเป็นอะไรไป”

สิ่งแรกที่ซูเฉิงทำหลังจากกลับมาถึงบ้านคือเรียกหาลูกสาว คืนนี้ผิดปกติอย่างเห็นได้ชัด

ซูเอ้อร์โก่วรีบยกน้ำแกงแช่ข้าวขึ้นซดคำหนึ่ง ก่อนเอ่ยเสียงเบาว่า “ลุงเฉิงตายแล้ว ตายเมื่อห้าวันก่อน วันนี้ท่านพ่อเพิ่งทราบข่าว พอไปถึงลุงเฉิงก็โดนฝังไปแล้ว”

“ลุงเฉิงเป็นใครรึ” ซูเสียวเสี่ยวถาม

ซูเอ้อร์โก่วทอดถอนใจเอ่ยว่า “พี่น้องคนหนึ่งของท่านพ่อน่ะ เมื่อก่อนเคยคุ้มกันและนำส่งสินค้ากับท่านพ่ออยู่หลายหน เขาเป็นคนไม่คล่องแคล่ว ภายหลังจึงไม่ได้ทำต่อ หลายปีมานี้เป็นกรรมกรรายวันอยู่ในเมืองมาตลอด ชีวิตลำบากไม่น้อย ตอนนั้นที่ท่านพ่อมีหน้ามีตาอยู่ มีคนไม่น้อยมาคอยสอพลอท่านพ่อ เมื่อท่านพ่อไม่ทำแล้ว เหลือเพียงลุงเฉิงที่ยังอยากจะไปมาหาสู่กับท่านพ่อ พี่จำไม่ได้แล้วกระมัง ตอนเด็กๆ มีอยู่ครั้งหนึ่งพี่ป่วยหนัก ไม่มีเงินไปโรงหมอ ลุงเฉิงนี่ล่ะที่เป็นคนขายวัวแก่ที่บ้านไป พี่จึงได้มีเงินไปหาหมอ”

นั่นเป็นเรื่องเมื่อตอนซูต้ายาอายุได้เจ็ดขวบและซูเอ้อร์โก่วห้าขวบ นางป่วยหนักมาก มีไข้สูงไม่ได้สติ ดังนั้นจึงมีเพียงซูเอ้อร์โก่วที่จดจำความสิ้นหวังของครอบครัวและชีวิตใหม่ที่ลุงเฉิงช่วยเอาไว้ได้ทันท่วงที

เช่นเดียวกันกับที่เคยไปคุ้มกันสินค้าด้วยกัน จางเตาเป็นคนไม่รู้คุณคน แต่ลุงเฉิงกลับให้ความสำคัญกับมิตรภาพที่มีต่อกันไม่น้อย

มิน่าเล่าพ่อซูจึงได้เสียใจถึงเพียงนี้

ความจริงแล้วซูเอ้อร์โก่วก็เสียใจไม่น้อยเช่นกัน “หลายปีมานี้ตระกูลเฉิงติดหนี้จากข้างนอกไม่น้อยเพื่อจะรักษาลุงเฉิง พอลุงเฉิงตายไปก็เหลือแค่ภรรยากับลูกชายสองคนและมารดาอายุยืนเอาไว้ อย่าว่าแต่ใช้หนี้เลย ชีวิตยังจะเอาไม่รอด”

…

ภายในห้องไร้แสงไฟ ซูเฉิงนั่งเหม่อลอยอยู่บนเก้าอี้

ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น “ท่านพ่อ ข้าเอง นอนหรือยัง ข้าเข้าไปนะ”

ซูเสียวเสี่ยวพูดจบก็ไม่รอให้พ่อซูได้ปฏิเสธก็ยกน้ำแกงแช่ข้าวมาตรงหน้าซูเฉิงถ้วยหนึ่ง

นางไม่ได้จุดโคมไฟ แสงเทียนสลัวๆ ส่องเข้ามาจากห้องโถง มันไม่ได้สว่างมากมายนัก ซูเฉิงจึงได้ซุกซ่อนความหดหู่ใจเอาไว้ได้

ซูเฉิงไม่อยากทำตัวน่าอนาถต่อหน้าลูกสาว เขาเอ่ยด้วยเสียงปกติกับนางว่า “พ่อไม่หิว”

ซูเสียวเสี่ยวส่งกระดาษแผ่นหนึ่งให้เขา “ถือไว้เจ้าค่ะ”

ซูเฉิงถามว่า “อะไรน่ะ”

“ใบกู้ยืม” ซูเสียวเสี่ยวบอก

ซูเฉิงไม่เข้าใจ

ซูเสียวเสี่ยวดึงมือเขามาแล้ววางใบกู้ยืมลงในฝ่ามือเขา “เหอถงเซิงยังติดเงินอยู่สิบห้าตำลึง รอให้เขาคืนเงินมาก่อนค่อยเอาไปให้ตระกูลเฉิงนะเจ้าคะ”

ซูเฉิงเงยหน้าทันที เขามองลูกสาวตัวอวบอ้วนของตัวเองอย่างนิ่งอึ้ง

ซูเสียวเสี่ยวปล่อยมือเขาแล้วนั่งลงบนม้านั่งข้างเขา “หากไม่พอ ทางข้ามีอีกสี่ตำลึง”

“พะ...พอแล้ว...” ซูเฉิงก้อนสะอื้นจุกอยู่ในลำคอ

“ครอบครัวเรามีกันสามคนและทำงานกันได้ทุกคน หาเงินได้กันอยู่แล้ว” ซูเสียวเสี่ยวปลอบใจคนไม่ค่อยเป็น และไม่รู้ด้วยว่าพูดเช่นนี้จะทำให้พ่อซูดีขึ้นบ้างหรือไม่

“ภายหน้าข้าจะไม่ซื้อเครื่องประทินโฉมพวกนั้นแล้ว และจะไม่กินขนมร้านจิ่นจี้ด้วย ค่าใช้จ่ายก็จะไม่เยอะ ข้าจำได้ว่าบ้านเรามีที่ทางอยู่ รอให้เว่ยถิงหายดีก่อน ค่อยให้เขาไปเพาะปลูก ทีนี้บ้านเราก็จะมีธัญพืชแล้ว ซ้ำยังประหยัดเงินไปได้อีกส่วนด้วย”

“ท่านพ่อดูสิ พอใช้ถมเถไป”

นางเอ่ยวางแผนอย่างละเอียดรอบคอบ

ซูเฉิงจุกในลำคอจนพูดอะไรไม่ออก

เพราะการจากไปของสหายรักและเพราะการรู้ความของลูกสาว

ซูเสียวเสี่ยวตีเหล็กในตอนที่ยังร้อนต่อ “ท่านพ่อ ภายหน้าพวกเราทำกิจการสุจริตกันดีกว่า ไม่หลอกเอาเงินพวกเพื่อนบ้านแล้วดีหรือไม่”

…

วันรุ่งขึ้น ซูเสียวเสี่ยวก็ใช้ปณิธานทั้งหมดงัดตัวเองออกมาจากรังผ้าห่มอันอบอุ่น

เมื่อคืนนางพูดเสียง่ายดาย แต่ในความเป็นจริงไหนเลยจะราบรื่นได้เพียงนั้น

จู่ๆ เงินสิบห้าตำลึงก็หายวับไป ยิ่งทำให้ครอบครัวยาจกครอบครัวนี้ยากจนข้นแค้นไปใหญ่

ที่บ้านมีสามคนที่ทำงานกันไม่หยุด แต่ก็มีปากท้องเจ็ดคนที่รอกินข้าว ซ้ำแต่ละคนยังเป็นพวกกินจุกันหมดด้วย...นอกจากเว่ยถิงที่บาดเจ็บหนัก

เจ้าหนุ่มนี่หายดีแล้วก็อาจจะกินจุเช่นกันก็ได้ อย่างไรเสียเจ้าเด็กสามคนก็กินเก่งกันเพียงนั้น ความสามารถในการกินของพ่อแท้ๆ ของพวกเขาก็น่าจะพอๆ กันกระมัง

“ดีนะที่เมื่อวานซื้อวัตถุดิบมาแล้ว ตอนแรกกะว่าวันนี้จะไปทำมาค้าขาย แต่ก็ไม่ได้รีบร้อนอะไรขนาดนั้น”

ซูเสียวเสี่ยวดึงเปิดประตูตู้ใส่จานชาม ก่อนจะหอบโถดินเผาทรงกลมใส่ก้อนแป้งออกมาใบหนึ่ง

สมัยโบราณไม่มียีสต์ล้วนใช้แป้งเก่าหรือส่าเหล้ามาเป็นเชื้อหมัก ส่วนนางใช้แป้งหมี่

ระยะเวลาในการหมักแป้งเก่าแตกต่างกันไปตามปฏิกิริยาและอุณหภูมิ โดยปกติแล้วยิ่งปฏิกิริยาแป้งเก่าดี อุณหภูมิสภาพแวดล้อมยิ่งสูงก็จะยิ่งหมักง่าย

โดยปกติแล้วถ้าฤดูร้อนจะใช้เวลาสองชั่วยาม ฤดูหนาวต้องใช้เวลาสี่ชั่วยาม

โดยปกติแล้วนางจะนวดแป้งไว้ก่อนนอน เช้าวันรุ่งขึ้นตื่นมาก็หมักได้ที่แล้ว

ช่วงที่รอให้แป้งได้ที่ ซูเสียวเสี่ยวก็แบ่งถั่วแดงกับถั่วเขียวใส่หม้อต้มสองใบ แล้วแช่ผักดำไว้ นำหมูสามชั้นที่ตุ๋นไว้ออกมา

นางอยากทำขนมเปี๊ยะแป้งกรอบ ดังนั้นจึงต้องการแป้งกรอบอีกชั้นหนึ่ง

วิธีการทำแป้งกรอบนั้นไม่ยาก ใส่น้ำมันหมูกับแป้งขาวในไข่แดงสด พอนวดแป้งเสร็จก็จะได้แป้งกรอบ

แป้งชั้นแรกห่อด้วยแป้งกรอบอีกชั้น ทำแบบนี้เพื่อให้แป้งกรอบมีรสชาติมันชุ่มและนุ่มมากขึ้น

นางทำไส้ทั้งหมดสามอย่าง มีถั่วแดง ถั่วเขียวและผักดำ

ไส้สุดท้ายใช้หมดแล้ว ยังเหลือแป้งอยู่นิดหน่อย ทันใดนั้นนางก็จินตนาการบรรเจิดขึ้นมาว่าจะทำแป้งกรอบใส่ไส้กรอกกับแป้งกรอบน้ำตาลแดงด้วยดีกว่า

“พี่...ทำอะไรกินอีกแล้ว”

ซูเอ้อร์โก่วตื่นเพราะปวดปัสสาวะ เขาไปเข้าห้องน้ำมาแล้วก็ถูกกลิ่นหอมดึงดูดให้มาที่ห้องครัว

เขายังไม่ตื่นดี แต่ก็ไม่ส่งผลกระทบกับการกินของเขาหรอก เขาคว้าขนมมาชิ้นหนึ่ง ก่อนจะอ้าปากกัดลงไป...

ซูเสียวเสี่ยว “ร้อนนะ”

“โอ๊ยย...” ซูเอ้อร์โก่วร้อนลวกปากจนพอง

ยามนี้ตื่นเต็มตาแล้ว ลิ้นก็บวมแดงด้วย

ทว่าไม่ได้ส่งผลต่อการกินขนมที่พี่สาวเขาทำเลยสักนิด

“พี่ ขนมที่พี่ทำอร่อยกว่าขนมกุ้ยฮวาร้านจิ่นจี้อีก”

เขากินรสน้ำตาลแดงไป น้ำตาลละลายไปหมดแล้ว หวานอร่อย ผสมกับกลิ่นหอมของน้ำมันหมูเล็กน้อย อร่อยจนแทบขึ้นสวรรค์

ซูเสียวเสี่ยวให้เขาลองชิมแต่ละรสดู

“อิ่มหรือยัง”

“อืม พอสมควรแล้ว”

“เช่นนั้นก็เก็บกวาดหน่อย เตรียมทำงานได้แล้ว”

ซูเอ้อร์โก่วชะงัก “ทำงานอะไรรึ”

…

หนึ่งเค่อต่อมา สองคนพี่น้องก็สะพายตะกร้าไปในเมือง

“พี่ พวกเราจะไปขายที่ไหนรึ ที่ตลาดรึ” ซูเอ้อร์โก่วถาม

คนทั่วไปออกจากบ้านไปค้าขายครั้งแรกอาจจะเป็นกังวลได้

แต่ซูเอ้อร์โก่วมีพรสวรรค์พิเศษแตกต่างจากคนอื่น เพราะเขาหน้าด้านเสียจนเอาไปทำพื้นรองเท้าได้ เป็นกังวลน่ะรึ ไม่มีเสียหรอก

“ไม่ได้ไปตลาด” ซูเสียวเสี่ยวเอ่ย

ซูเอ้อร์โก่วถามอย่างสนใจใคร่รู้ว่า “แล้วจะไปที่ใดเล่า”

ท่านแม่ทัพ ฮูหยินเรียกท่านไปทำนา: บทที่ 19 รู้ความ ตอนที่ 19