ผู้พิทักษ์รัตติกาลแห่งต้าฟ่ง ตอนที่ 51
บทที่ 51 ประชุมชา
เมื่อได้ยินเสียงลูกศรลงไห เส้นโค้งที่มุมปากของสวี่ชีอันขยายกว้างอย่างยากจะควบคุม เขากระชากผ้าดำออก แล้วชี้ไปที่ก้อนเงินก้อนทองบนแผงลอย
“ฮ่าๆ ท่านนักบวช ทั้งหมดนี้เป็นของข้าแล้ว”
นักบวชเฒ่าเหลือบมองเขา แล้วห่อก้อนเงินก้อนทองอย่างเมินเฉย จากนั้นชี้ไปที่กำไลลูกประคำและกระจกหยกด้านบนสุด ยิ้มกริ่มพร้อมเอ่ย
“คุณชาย เลือกมาหนึ่งชิ้น”
...สวี่ชีอันเอ่ยอย่างต้องการเจรจา “ท่านนักบวช ข้าไม่ต้องการของเหล่านี้ ข้าเพียงต้องการเงิน”
นักบวชเฒ่าปฏิเสธอย่างไร้ความปรานี “กฎก็คือกฎ”
เขาพูดเสริมหลังจากหยุดไปชั่วครู่ “สองสิ่งนี้เป็นของล้ำค่าหายาก ทองคำเงินแท่งธรรมดาจะทัดเทียมได้อย่างไร คุณชายอย่าได้ถูกเงินทองบังตา”
ไม่ ข้าเพียงต้องการของธรรมดาเหล่านี้...สวี่ชีอันเอ่ยถาม “ของล้ำค่าหรือ ใช้ทำสิ่งใดได้”
“ข้าก็ไม่รู้ รู้เพียงพวกมันกำลังรอคอยผู้มีวาสนา” นักบวชเฒ่าดูท่าทางตัวเปล่าเล่าเปลือย
สวี่ชีอันคลางแคลงว่านักบวชเฒ่ากำลังหลอกเขา แต่ไม่มีหลักฐาน เมื่อครุ่นคิดถึงความโชคดีอันน่าประหลาดใจของตน จึงลังเลเล็กน้อย
ล้ำค่าหรือไม่ ผู้ใดจะบอกได้ มากด้วยเงินทองถึงจะเอื้อประโยชน์อย่างแท้จริง
บัดนี้ทหารชุดเกราะนายหนึ่งเดินเข้ามาพร้อมเอ่ย “คุณชายท่านนี้ นายของข้าวานให้ท่านช่วยบางสิ่ง”
สวี่ชีอันหันกลับไปมองรถม้าอันโอ่อ่าที่อยู่ไม่ไกลนัก “นายของเจ้าต้องการสิ่งใด”
“ลูกประคำพวงนั้น” ทหารชุดเกราะเลื่อนสายตาออกจากแผงลอยแล้วจ้องมองสวี่ชีอัน “นายของข้ายินดีมอบ 60 ตำลึงทองให้”
ที่แท้คนดวงดีเช่นข้าก็สมควรอยู่ในที่แห่งนี้...รอยยิ้มอันเป็นมิตรปรากฏขึ้นบนใบหน้าของสวี่ชีอัน “ขอบพระคุณที่ไม่นึกรังเกียจ การซื้อขายเป็นอันตกลง”
เขาขอให้ทหารชุดเกราะจ่ายเงินหนึ่งอีแปะแลกกับลูกศรสามดอก
ทหารชุดเกราะเอ่ย “นายท่านบอกว่าท่านจะปาอีกกี่ครั้งก็ได้ เงินทั้งหมดพวกเราจะออกให้ หากแพ้ก็ไม่ถือสา...”
สิ้นเสียงคำพูด เขาก็เห็นสวี่ชีอันที่ปิดตาเหวี่ยงลูกศรออกไปอย่างไม่ยั้งคิด
‘ตึงๆๆ’...ลูกศรทั้งสามดอกพุ่งลงไหด้วยความแม่นยำ
เสียงฮือฮาของผู้คนที่สัญจรไปมาดังขึ้นอีกครั้ง
แววตาที่ทหารชุดเกราะมองสวี่ชีอันเปี่ยมไปด้วยความนับถือ
หากครั้งแรกเป็นความโชคดี ครั้งที่สองก็หมายความว่าอีกฝ่ายไม่ใช่คนธรรมดา ชายหนุ่มที่ดูธรรมดาไม่ซับซ้อนผู้นี้แต่งกายเช่นปัญญาชน ทว่าเป็นยอดฝีมืออย่างแน่นอน
60 ตำลึงทองอยู่ในมือแล้ว...สวี่ชีอันอารมณ์เตลิดอย่างหาสิ่งใดเทียบ ยามที่เขากระชากผ้าดำออกก็บังเอิญเห็นม่านรถม้าอันโอ่อ่าที่อยู่ไกลออกไปลู่ตกลงพอดี
...ก็ไม่ทราบว่าผู้ที่นั่งอยู่ในรถเป็นคนใหญ่คนโตอย่างไร...เขาไม่กล้ามองมาก จึงหันหลังกลับและคารวะให้ทหารชุดเกราะ “โชคดีที่ปฏิบัติภารกิจลุล่วง”
ทหารชุดเกราะแสดงคารวะกลับอย่างนอบน้อม จากนั้นจึงกลับไปที่รถม้า สักพักหนึ่งก็ถือถุงเงินที่พองนูนเข้ามา
สวี่ชีอันรับถุงเงินและเดินไปหยิบกระจกหยกจากนักบวชเฒ่า แล้วมองตามหลังรถม้าที่จากไป
เขาถอนสายตา สอดกระจกหยกขนาดเท่าฝ่ามือไว้ในหน้าอก แล้วชั่งน้ำหนักถุงเงินด้วยมืออย่างสำราญใจ
น่าจะประมาณสามสี่ชั่ง[footnoteRef:1]ได้ คงหนักเกินกว่าจะผูกไว้บนเอว [1: หนึ่งชั่ง เท่ากับ 500 กรัม]
“ไม่ได้การ ข้าต้องไปแลกเปลี่ยนเป็นตั๋วเงิน พกทองที่หนักเช่นนี้ติดตัวคงโง่เขลาเกินไป...”
เมื่อคิดได้เช่นนี้เขาจึงอดหันกลับไปมองไม่ได้ ทว่ากลับไม่พบนักบวชเฒ่าผู้นั้นเสียแล้ว แผงลอยก็จัดเก็บจนสะอาดสะอ้าน
สวี่ชีอันยืนนิ่งอยู่ข้างถนนเนิ่นนาน
...
เขาวิ่งไปร้านแลกเงินอีกรอบ แลกเปลี่ยนทองเป็นตั๋วเงินมูลค่า 100 ตำลึงสี่ใบ มูลค่า 50 ตำลึงหนึ่งใบ และมูลค่า 10 ตำลึงสามใบ
ทองไม่ได้อยู่ในระบบเงินตรา จึงจำเป็นต้องแลกเป็นเงินที่มีค่าเท่ากัน จากนั้นร้านแลกเงินจะออกใบเสร็จรับตั๋วเงินให้
อัตราการแลกเปลี่ยนของทองกับเงินคือ 1 ต่อ 8 ดังนั้น 60 ตำลึงทองมีค่าเท่ากับ 480 ตำลึงเงิน
หากเป็น 480 ตำลึงเงินล่ะก็ ใช้ตบใบหน้าสวยๆ ของอาสะใภ้ได้อย่างเหลือเฟือ...เพราะเหตุใดทุกครั้งที่หาเงินได้ก็ยังคิดอยากใช้ตั๋วเงินตบหน้าอาสะใภ้โดยไม่รู้ตัว ความเคียดแค้นเดิมที่มีต่ออาสะใภ้ช่างแรงกล้าเหลือเกิน...นอกจากนั้น เงินเหล่านี้คาดว่าซื้อได้เพียงลานเล็กๆ ในเมืองชั้นในเท่านั้น...อยากซื้อคฤหาสน์เรือนสามแถว หากไม่มีหมื่นตำลึงเงินก็อย่าคิดว่าจะซื้อได้...สวี่ชีอันกลัดกลุ้มเล็กน้อย
ไม่ว่าจะเป็นภพอื่นหรือภพนี้ ราคาบ้านก็ล้วนเป็นเรื่องที่ทำให้ผู้คนสิ้นหวัง
“480 ตำลึง ไถ่ตัวคณิการะดับล่างจากหอนางโลมก็น่าจะเพียงพอแล้ว ทว่าการทำเช่นนี้ช่างไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย เจ้าคิดดู 480 ตำลึงข้าสามารถสับเปลี่ยนเสพสมกับคณิกาได้มากมายยาวนานนับเดือน ทว่าเพื่อไถ่ตัวคณิกานางเดียว ไม่ต้องเอ่ยถึงทรัพย์สินครอบครัวที่จะสูญสิ้น ยังต้องรับผิดชอบเสื้อผ้าและค่ากินอยู่ของนางอีกด้วย หากไม่ระวังเกิดตั้งครรภ์ขึ้นมาก็จะมีค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่อีก อีกทั้งเงินเดือนของข้าในตอนนี้ก็เพียงพอแค่เลี้ยงดูภรรยาหลวง เดิมทีก็มิอาจใช้ชีวิตจืดชืดเช่นเศรษฐีหลายภรรยาได้ ยิ่งกว่านั้นข้าไม่มีทางไถ่ตัวหญิงสาวจากหอนางโลมเสียหรอก ใครจะอยากเอารถสาธารณะไปใช้ส่วนตัว คงโดนฟ้าผ่าตาย”
...
สวี่ชีอันมาถึงสำนักสังคีตอันเลื่องชื่อลือนามของเมืองหลวงในยามพลบค่ำที่ตั้งอยู่ในตรอกแห่งหนึ่ง
แสงแรกจากโคมประดับ รถม้านานารูปแบบจอดอยู่นอกตรอก เสียงของเครื่องสายและเครื่องเป่าดังมาจากในลาน พร้อมกับเสียงร้องดังแผ่วโผยน่าประทับใจดังออกมา
เขาทราบดี ชีวิตยามราตรีอันสวยงามได้เริ่มต้นแล้ว
สวี่ชีอันเดินไปบนถนนในตรอกที่เชื่อมถึงกัน ในหัวนึกถึงแก่นแท้ของวัฒนธรรมที่เรียนรู้มาจากหัวหน้ามือปราบหวัง
หอนางโลมตามปกติเป็นอาคารสองหรือสามชั้น เสริมด้วยหนึ่งหรือสองลานซึ่งนับว่าค่อนข้างมีมาตรฐาน
สำนักสังคีตไม่มีอาคารสูงเช่นนี้เพราะไม่จำเป็น ลานที่อยู่ในตรอกนี้ล้วนเป็นสำนักสังคีตทั้งสิ้น
รัฐวิสาหกิจนั้นร่ำรวยและมีอำนาจมาก
สำนักสังคีตมีกลเม็ด สามัญชนคนธรรมดามิอาจมาใช้จ่ายในที่แห่งนี้ได้ ก็มิใช่กฎระเบียบอะไร ทว่าค่าใช้จ่ายพื้นฐานของสำนักสังคีตคือ 5 ตำลึงเงิน
นี่ไม่ใช่ค่าหลับนอนกับหญิงสาว ทว่าเป็นค่าเปิดโต๊ะ
5 ตำลึงเงินเทียบเท่ากับรายได้หลายเดือนของสามัญชนทั่วไป ยังต้องเป็นครอบครัวที่มั่งคั่งอีกด้วย
ดังนั้นแขกส่วนใหญ่ของสำนักสังคีตจึงมีสามประเภท ได้แก่
ประเภทแรก พ่อค้าใหญ่
แขกประเภทนี้เต็มใจจ่ายเงินที่สุด เนื่องจากพวกเขาที่มีสถานะทางสังคมต่ำ จึงยึดติดกับการหลับนอนกับหญิงในเครือญาติของข้าราชการที่กระทำผิดอย่างคลั่งไคล้
ประเภทที่สอง ขุนนาง
สำหรับพวกเขาสำนักสังคีตคือสถานที่พบปะดื่มน้ำชาหลังเลิกงาน ตราบใดที่มีการคบค้าสมาคมก็ชอบมุ่งตรงมายังสำนักสังคีต
สิ่งที่น่ากล่าวถึงก็คือ ขุนนางกรมพิธีการกินฟรีได้ เพราะสำนักสังคีตอยู่ภายใต้การจัดการของกรมพิธีการ
ประเภทที่สาม ปัญญาชน
คนประเภทนี้ย่อมสุภาพกว่าพ่อค้าใหญ่ ชอบประชันการท่องบทกลอน อีกทั้งเข้ารับราชการได้ไม่ยาก ดังนั้นจึงเป็นที่ชื่นชอบของหญิงสาวในสำนักสังคีต
หญิงสาวในสำนักสังคีตก็แบ่งออกเป็นสามประเภทเช่นกัน
ประเภทแรก หญิงในเครือญาติของข้าราชการที่กระทำผิด
หญิงสาวประเภทนี้น่าเวทนาที่สุด ถูกบีบบังคับให้ตกระกำลำบาก ถูกผู้คนเหยียดหยาม
ประเภทที่สอง หญิงที่ถูกจับมาในสงคราม
ย้อนกลับไปไม่นาน สงครามด่านซานไห่เมื่อ 20 ปีก่อน ประเทศตะวันตกกับต้าฟ่งเป็นประเทศแห่งชัยชนะ หญิงสาวจำนวนนับไม่ถ้วนจากทางเหนือและซินเจียงตอนใต้ถูกจับยัดเข้าไปในสำนักสังคีตของรัฐต่างๆ
ประเภทที่สาม โสเภณีที่สำนักสังคีตรับเข้ามาเอง
“อยู่จนแก่ เรียนจนแก่[footnoteRef:2] หัวหน้ามือปราบหวังก็ยังเป็นอาจารย์ของข้า...” สวี่ชีอันทอดถอนใจ ในที่สุดก็พบเป้าหมายที่มาเยือนสำนักสังคีตในครั้งนี้ [2: อยู่จนแก่ เรียนจนแก่ สำนวนจีน หมายถึง คนเราต้องเรียนรู้ไปตลอดชีวิต]
เขาหยุดอยู่ข้างนอกลาน แผ่นป้ายคำขวัญที่ประตูลานเขียนไว้ว่า ‘หออิ่งเหมย’
ประตูลานเปิดออก โคมไฟแดงสวยสดงดงามทั้งสองห้อยประดับ ภายในลานมีต้นบ๊วย แต่ละต้นกิ่งก้านประดับด้วยดอกไม้ตูมที่บานสะพรั่ง
ชายหนุ่มคนเฝ้าประตูอายุราว 16-17 คนหนึ่งเฝ้าอยู่ที่ประตูทางเข้าลานกำลังใช้สายตามองสำรวจสวี่ชีอันอย่างละเอียด
เขายังมีอีกชื่อหนึ่งที่ทุกคนคุ้นหูกันดี
“ข้าน้อยหยางหลิงบัณฑิตซิ่วไฉ[footnoteRef:3]จากอำเภอฉางเล่อ ได้ยินชื่อเสียงของแม่นางฝูเซียงมานาน จึงมาเพื่อเยี่ยมเยียนเป็นการเฉพาะ” สวี่ชีอันเลียนแบบการคารวะของปัญญาชน แล้วเอ่ยกับคนเฝ้าประตูอย่างสุภาพอ่อนน้อม [3: ซิ่วไฉ หมายถึง ผู้ที่สอบผ่านการสอบคัดเลือกเข้ารับราชการระดับท้องถิ่น]
หออิ่งเหมยเป็นที่พักอาศัยของคณิกาฝูเซียง
ค่าเปิดโต๊ะของที่นี่ต้องใช้ 10 ตำลึงเงิน ซึ่งแพงกว่าลานทั่วไปเป็นเท่าตัว
คณิกาของสำนักสังคีตมีทั้งหมดสิบสองนาง แบ่งออกเป็นสี่ระดับตามคุณภาพ เสน่ห์ ความสามารถ และความงาม
แม่นางฝูเซียงอยู่ในระดับแรก เลื่องลือว่าเป็นเลิศในกู่ฉิน[footnoteRef:4]และบทกวี [4: กู่ฉิน หรือพิณ 7 สาย มีอายุมากกว่า 3,000 ปี ซึ่งได้รับการขนานนามว่า ‘ราชาแห่งเครื่องดนตรีจีน’ ในสมัยก่อนกู่ฉินถือว่าเป็นดนตรีชั้นสูง ต้องใช้สมาธิ ความตั้งใจในการบรรเลง เป็นเครื่องดนตรีที่ได้รับความนิยมในหมู่ปัญญาชน นักปราชญ์และนักกวี]
“10 ตำลึงเงิน” ชายหนุ่มคนเฝ้าประตูที่คุ้นตาเหล่านายท่านมีท่าทีนิ่งเฉย หลังจากรับเงินของสวี่ชีอันแล้ว จึงปล่อยให้เขาเข้าไปในลาน
สวี่ชีอันปลื้มปีติในใจ เสียงหัวเราะและเสียงเครื่องสายดังมาจากในลาน การประชุมชาเริ่มขึ้นแล้ว ในเมื่อชายหนุ่มคนเฝ้าประตูให้เขาเข้ามา ก็หมายความว่าในลานไม่ได้เหมาที่นั่งเอาไว้ ต้อนรับแขกเป็นรายบุคคล
คนที่มาเที่ยวจะแบ่งออกเป็นสองรูปแบบ แบบแรกคือเหมาที่นั่ง อีกแบบหนึ่งคือแขกรายบุคคล
หากเป็นแบบแรก วันนี้สวี่ชีอันคงจะมาเสียเที่ยวเป็นแน่
………………………………………