ภารกิจกู้โลกหลังเกิดใหม่ของเซียนจิ้งจอก

ภารกิจกู้โลกหลังเกิดใหม่ของเซียนจิ้งจอก ตอนที่ 2

#2ภารกิจกู้โลกหลังเกิดใหม่ของเซียนจิ้งจอก

ตอนที่ 1 บันทึกประจำวันของปีศาจจิ้งจอก (2)

วันที่ 24 เดือนมกราคม ปี ค.ศ. 1949 ท้องฟ้าแจ่มใส ไฟสงครามร้อนระอุ สมควรแก่การซื้อบ้าน!

เนื่องจากประเทศแห่งนี้กำลังจะเกิดการปฏิวัติทางสังคมครั้งใหญ่ บ้านและที่ดินจึงถูกคนเทขายจนมีมากมายยิ่งกว่าปลาไนในแม่น้ำ ราคาถูกจนสู้อ่างล้างเท้ายังไม่ได้ ข้าซื้อบ้านกับที่ดินในเป่ยผิง[footnoteRef:1]และเซี่ยงไฮ้ไว้หลายร้อยแห่ง [1: เป่ยผิง ชื่อเก่าของนครปักกิ่ง ปัจจุบันนครปักกิ่งเป็นเมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาชนจีน]

ข้าคาดการณ์ว่าประเทศแห่งนี้กำลังจะเกิดการปฏิรูปครั้งใหญ่ ทรัพย์สินส่วนตัวอาจมลายหายไปได้ ดังนั้นข้าจึงไม่ซื้อในนามบุคคล แต่ก่อตั้งองค์กรภาคประชาชนจำนวนหนึ่งขึ้นมาเพื่อการนี้ ตัวอย่างเช่น ชมรมวิจัยประเพณีพื้นบ้านเกี่ยวกับปีศาจกบแห่งเมืองเป่ยผิง สมาคมปลูกผักและเลี้ยงไก่ประจำเขตเหยียนชิ่ง[footnoteRef:2] สมาคมผลไม้เขตมี่อวิ๋น[footnoteRef:3] สมาคมวิจัยประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมเซี่ยงไฮ้ สมาคมคนรักกล้วยหอมแห่งจิงฮู่[footnoteRef:4] เป็นต้น พวกนี้ล้วนเป็น ‘ตัวตน’ ที่ค่อนข้างปลอดภัยในการซื้อบ้านและที่ดิน [2: เขตเหยียนชิ่ง เขตหนึ่งของกรุงปักกิ่ง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเมือง] [3: เขตมี่อวิ๋น เขตหนึ่งของกรุงปักกิ่ง ตั้งอยู่ทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมือง] [4: จิงฮู่ เป็นคำเรียกรวมหมายถึงกรุงปักกิ่งกับเซี่ยงไฮ้ จิงเป็นคำย่อของกรุงปักกิ่ง ส่วนฮู่เป็นคำย่อของเซี่ยงไฮ้]

สรุปก็คือช่วงเวลานี้บ้านราคาถูกถึงขนาดที่ว่าให้การลงทุนหนนี้ขาดทุนจนหมดก็เป็นเงินเพียงไม่เท่าไรเท่านั้น

สามสิบปีก่อนกองทัพสวรรค์เกิดความวุ่นวายภายใน คนล้มตายมากมายนัก สหายเก่ามากมายกลายเป็นศัตรู ทุกคนเริ่มระวังกันเอง แต่ละคนเริ่มเรียนรู้ที่จะเก็บซ่อนตัวและปิดบังร่องรอย ข้าไม่ได้พบคนของกองทัพสวรรค์มานานนักแล้ว

ความวุ่นวายภายในเกิดจากหลายสาเหตุ...แต่ต้นตอแรกสุดก็คือคัมภีร์ ‘สิบสองนวศาสตร์’

การฝึกบำเพ็ญวิถีโบราณแบ่งออกเป็นสี่ขั้นใหญ่ ได้แก่ ขั้นกายสังขาร ขั้นลมปราณ ขั้นฟ้าดินและขั้นเทพฤทธิ์

ส่วนการฝึกบำเพ็ญวิถีใหม่แบ่งออกเป็นสิบขั้น ขั้นศูนย์เท่ากับขั้นกายสังขาร ขั้นหนึ่งถึงสามเท่ากับขั้นลมปราณ ขั้นสี่ถึงหกเท่ากับขั้นฟ้าดิน และขั้นเจ็ดถึงเก้าเท่ากับขั้นเทพฤทธิ์

เพราะการเสื่อมถอยของปราณกำเนิดแห่งฟ้าดินและการปนเปื้อนของปราณแปลกปลอม ตั้งแต่ห้าสิบปีก่อนจึงไม่มีผู้ฝึกบำเพ็ญด้วยวิถีโบราณคนใดรักษาตบะขั้นฟ้าดินและขั้นสูงกว่านั้นได้อีก ตบะที่บำเพ็ญด้วยวิถีโบราณของข้าก็ถดถอยลงมาถึงขั้นลมปราณตั้งนานแล้วเช่นกัน

ตบะขั้นลมปราณไม่พอจะใช้ยืดอายุขัยอีกต่อไป

ส่วนการฝึกบำเพ็ญวิถีใหม่ก็ใช่ว่าจะฝึกจนบรรลุกันได้ง่ายๆ

ผู้ก่อตั้งทั้งสิบสามของกองทัพสวรรค์แห่งสันติ รวมทั้งสามนักปราชญ์แห่งสันติและตัวข้าเอง ไปจนถึงยอดคนรุ่นหลังที่ได้รับการเรียกขานว่าอัจฉริยะเหล่านั้น อย่างมากที่สุดก็ฝึกบำเพ็ญวิถีใหม่จนได้ตบะเหยียบเข้าขั้นสองเท่านั้น

พูดอีกอย่างก็คือ บนโลกไม่มีผู้ใดคงความเยาว์วัยเป็นอมตะได้อีกต่อไปแล้ว แต่เดิมเรื่องนี้ก็ไม่เห็นมีอะไร ไม่ใช่แค่อายุไม่ยืนเท่านั้นหรือ ทุกคนอายุไม่ยืนเหมือนๆ กันก็ยุติธรรมยิ่งนัก

ทว่าแม้ตบะขั้นลมปราณตามวิถีโบราณจะยืดอายุขัยไม่ได้แล้ว ส่วนตบะจากการฝึกบำเพ็ญวิถีใหม่ที่ต่ำกว่าขั้นสี่ก็ส่งผลต่ออายุขัยน้อยนัก แต่ในสิบสองนวศาสตร์กลับมีวิชาหนึ่งที่ช่วยต่อชีวิตได้ วิชานั้นมีนามว่าวิชายมเทพ

ใช่แล้ว ‘ต่อชีวิต’ ไม่ใช่การมีอายุขัยยืนยาว แต่การต่อชีวิตกับการมีอายุขัยยืนยาวไม่มีสิ่งใดแตกต่างกันสำหรับคนมากมาย สิ่งนี้ก็เท่ากับการมีอายุขัยยืนยาวแล้ว

วิชายมเทพต้องสังเวยผู้ฝึกบำเพ็ญขั้นลมปราณ หรือผู้ฝึกบำเพ็ญวิถีใหม่ขั้นสองขึ้นไปสองคนจึงจะบังเกิดผล...

เริ่มแรก พวกเราเป็นฝ่ายล่าผู้อื่น พวกเราล่าผู้มีพลังแข็งแกร่งทั้งหลายที่ไม่ยินยอมเข้าร่วมกองทัพสวรรค์แห่งสันติเพราะสาเหตุนานาประการ ต่อมามันก็ลุกลามกลายเป็นความวุ่นวายภายใน...นั่นเป็นประวัติศาสตร์อันน่าสังเวชใจช่วงหนึ่ง

กาลเวลาผันผ่าน โลกหล้าเปลี่ยนผัน สรรพสิ่งยังคงเดิม แต่คนมิอยู่แล้ว!

สิ่งโบราณ สิ่งคร่ำครึทั้งหลายทั้งปวงล้วนสมควรถูกกวาดลงบ่อขยะ

โลกใบนี้ ประเทศนี้ จะเปลี่ยนผ่านสู่วันใหม่

...

วันที่ 24 เดือนมกราคม ปี ค.ศ.1975 ท้องฟ้าแจ่มใส สมควรแก่งานมงคลสมรส!

ข้ามาร่วมงานแต่งงานของสหายเก่าสองคน

ความจริงแล้วต้องบอกว่างานแต่งงานของสหายเก่าคนหนึ่ง มีแต่เจ้าสาวที่เป็นสหายเก่าของข้า ส่วนฝ่ายเจ้าบ่าว ข้าพอรู้จักแต่ไม่นับว่าสนิทกัน ก็คงพอนับว่าเขาเป็นสหายคนหนึ่งได้กระมัง

ทั้งสองคนรวมอายุเข้าด้วยกันก็เกือบห้าร้อยปีแล้ว ตอนอายุยังน้อยไม่รู้จักถนอมอีกฝ่าย ทะเลาะกันไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ยามนี้แต่ละคนแก่ชราจนหน้าตาดูไม่ได้แล้ว ถึงตัดสินใจอยู่ด้วยกันในที่สุด

สหายเก่าที่มาร่วมงาน นับรวมข้าด้วยก็มีทั้งหมดห้าคน พวกเราต่างไม่ได้พบหน้ากันมาสามสี่สิบปีแล้ว

ทุกคนต่างถอนหายใจอย่างเศร้าสร้อย

...

วันที่ 5 เดือนพฤษภาคม ปี ค.ศ. 1978 ท้องฟ้าแจ่มใส ไม่เหมาะกับการออกจากบ้าน ไม่เหมาะกับการเยี่ยนเยียนสหาย!

วันนี้ได้รับข่าวร้ายของสหายเก่าสองคน...

สามปีก่อนเพิ่งไปร่วมงานแต่งงานของพวกเขาทั้งสองคนอยู่หลัดๆ ข้าเศร้าใจเล็กน้อย แต่เพราะร่างกายไม่อำนวยจึงไม่ได้ไปร่วมพิธีศพ

ความจริงข้ากำลังกังวลว่าพวกเขาสองสามีภรรยาอาจจะเอาข้าไปฝึกวิชายมเทพ

สหายเก่าผู้กำลังจะหมดอายุขัยทั้งหลายบ้าคลั่งขึ้นทุกทีแล้วสินะ

...

วันที่ 10 เดือนกรกฎาคม ปี ค.ศ. 1978 ท้องฟ้าแจ่มใส ไม่เหมาะแก่การเยี่ยนเยียนสหาย!

จดหมายฉบับที่ข้าส่งไปไม่ได้รับการตอบกลับ ข่าวคราวของสหายคนสุดท้ายบนโลกใบนี้ขาดหายไปเสียแล้ว

แน่นอน ข้าเชื่อว่าบนโลกยังมีเผ่าพันธุ์เดียวกันเหลืออยู่

ขณะที่คนรุ่นก่อนกำลังล่วงลับจากจร ผู้ฝึกบำเพ็ญรุ่นใหม่ย่อมกำลังถือกำเนิด

ประเทศแห่งนี้มีสิ่งที่เรียกว่าการสำรวจสำมะโนประชากร ทุกครั้งที่มีการสำรวจสำมะโนประชากรจะมีคนชราอายุร้อยปีกลุ่มหนึ่งหายไป มีความเห็นทางวิชาการแง่หนึ่งมองว่า ระบบทะเบียนราษฎร์ที่ไม่ถี่ถ้วนมากพอทำให้ข้อมูลของผู้เฒ่าผู้แก่อายุเกินหนึ่งร้อยปีจำนวนมากกลายเป็นข้อมูลเท็จ

ข้าเชื่อว่าหากผู้เฒ่าอายุร้อยปีเหล่านั้นถูก ‘พบ’ เข้าคงไม่ใช่เรื่องดีอันใดนัก เพราะในนั้นมี ‘พวกต่างเผ่าพันธุ์’ ปะปนอยู่ไม่รู้เท่าไร

ก่อนหน้านี้ไม่นาน ประเทศแห่งนี้ประกาศว่าจะเริ่มสำรวจสำมะโนประชากรครั้งที่สี่ บางทีปีนี้หรือไม่ก็ปีหน้าคงเกิดกระแสเรื่องคนชราอายุร้อยปีหายไปอีกหน

เพราะนโยบายประการนี้กับระบบทะเบียนราษฎร์ที่แพร่หลาย ทำให้ทุกช่วงเวลาหนึ่งข้าต้องเปลี่ยนตัวตน

ตัวตนเดิมของข้าใช้ต่อไม่ได้แล้ว กายเนื้อของข้าก็ใช้การต่อไม่ได้แล้ว ถึงกระนั้นข้าก็เลือกตัวตนใหม่เอาไว้เรียบร้อย

เขาเป็นเด็กหนุ่มที่สอบวัดผลการศึกษาระดับมัธยมต้นได้คะแนนวิชาคณิตศาสตร์เพียง 31 คะแนน แต่กลับตั้งปณิธานว่าจะกอบโกยเงินมหาศาล ร่ำรวยเป็นเศรษฐี แล้วให้ลูกจ้างทั่วทั้งใต้หล้าก้าวสู่ชีวิตพนักงานเข้างานเก้าโมงเช้า เลิกงานสามทุ่ม ทำงานสัปดาห์ละหกวันอันแสนสุข

เหมือนเด็กคนนั้นจะแซ่หม่า!

...

วันที่ 6 เดือนมกราคม ปี ค.ศ. 1980 เมฆครึ้ม ลมกระโชกแรง ตอนบ่ายอาจมีพายุฝนคะนอง ไม่เหมาะกับการเกิดใหม่

การเกิดใหม่มีปัญหาแล้ว

ข้าคงสติได้เพียงชั่วครู่ จู่ๆ ปราณกำเนิดแห่งฟ้าดินของโลกใบนี้ก็กลับมาท่วมท้นอีกหน ทว่าปราณแปลกปลอมไม่ได้ลดน้อยถอยลง พวกมันกลับเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย...

การเพิ่มขึ้นของปราณแปลกปลอมเร็วกว่าปราณกำเนิดแห่งฟ้าดินอย่างน้อยห้าสิบเท่า

มีคนที่ตื่นรู้พลังเหนือมนุษย์ขึ้นมาได้เองทั้งที่ไม่เคยผ่านการฝึกบำเพ็ญแต่อย่างใด นี่มันช่างไร้เหตุผลเหลือเกิน ในยุคโบราณไม่มีคนประเภทนี้

อืม แต่ในยุคบรรพกาลพอจะมีตัวตนประเภทนี้อยู่บ้าง เทพเซียนที่ถือกำเนิดขึ้นมาเองรวมถึงสัตว์วิเศษอันหายากนานาชนิดต่างไม่จำเป็นต้องฝึกบำเพ็ญก็มีพลังอันยิ่งใหญ่และน่าอัศจรรย์นานาชนิดโดยธรรมชาติ

ข้าไม่เคยใช้ชีวิตในยุคสมัยเช่นนั้น ข้าเพิ่งอายุไม่กี่ร้อยปี ส่วนนั่นเป็นเรื่องเมื่อหลายหมื่นปีก่อน

ข้าใช้วิชาอาคมสมัยโบราณได้บางส่วนแล้ว การฝึกบำเพ็ญวิถีใหม่ก็มีวิชาสองสายที่พลังทะลุไปถึงขั้นสาม

ความก้าวหน้าเพียงเท่านี้ไม่เพียงพอให้ยืดอายุขัยได้ อย่างไรก็ต้องเกิดใหม่อยู่ดี...

...

วันที่ 25 เดือนธันวาคม ปี ค.ศ. 1980 พายุฝนยังคงโหมกระหน่ำ สมควรแก่การเกิดใหม่

การเกิดใหม่หนที่สองประสบความสำเร็จ

หลังจากการเกิดใหม่หนก่อนล้มเหลว ข้าก็ทบทวนบทเรียนอันเจ็บปวดครั้งก่อนแล้วเปลี่ยนวิธีการเกิดใหม่เสีย หนนี้เริ่มตั้งแต่เป็นตัวอ่อนในครรภ์

การเกิดใหม่ทำให้สูญเสียพลังมากเกินไป ข้าจำต้องเข้าสู่ห้วงภวังค์หลับลึก ในช่วงสิบปีแรกของชีวิตคงไม่อาจฟื้นความทรงจำกลับมาได้ ข้าคงเป็นได้เพียงเด็กน้อยธรรมดาคนหนึ่ง

ข้ามั่นใจมากว่าปราณวิญญาณบนโลกฟื้นกลับมาแล้ว

ปราณแปลกปลอม...ก็เข้มข้นจนถึงขั้นน่ากลัว

สหายเก่ามากมายก็น่าจะหวนกลับมาเหมือนกันกระมัง

ตอนนี้คงไม่มีบันทึกไปอีกสักระยะ

□□□□□□□□□□□□□□□

หูฮวนหิ้วถุงขยะเดินออกมาจากประตูบ้าน เขาไม่แม้แต่จะเหลือบตามอง เพียงสะบัดมือเบาๆ อย่างไม่ใส่ใจหนึ่งที ถุงขยะก็ลอยละลิ่วไปยังถังขยะฝั่งตรงข้ามถนน

ถุงขยะแยกออกจากกันกลางอากาศ ถุงขยะเปียกกับขยะแห้งลอยแยกกันแล้วร่วงลงในถังขยะคนละใบ แม่นยำจนทำให้คนต้องจุปากชม เรี่ยวแรงที่ใช้ก็พอเหมาะพอดี ทำตาม ‘กฎหมายจัดการขยะจากการดำรงชีพ’ ที่เพิ่งประกาศใช้เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ปีนี้คือปี ค.ศ. 1993 หูฮวนอายุสิบสองปี เขาเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่หนึ่งของโรงเรียนสาธิตมัธยมแห่งมหาวิทยาลัยป่าไม้ตงหนาน

นอกจากชอบเก็บตัวอยู่บ้านมากสักหน่อย เขาก็ไม่แตกต่างจากคนรุ่นเดียวกันแต่อย่างใด

หากจะให้พูดว่ามีสิ่งใดแตกต่าง ก็คงเป็นการที่เขามักจะถูกเศษชิ้นส่วนความทรงจำที่ผุดขึ้นมาในสมองอย่างไม่บอกกล่าวก่อกวนเป็นประจำ

ในความทรงจำอันกระจัดกระจายเหล่านี้ เขาเป็นจิ้งจอกตัวหนึ่ง...จิ้งจอกตัวผู้ตัวกระจิ๋วหลิวตัวหนึ่ง!

เป็นจิ้งจอกตัวกระจิ๋วก็แล้วไปเถอะ แต่ในความทรงจำเขายังถูกคนลูบขนอยู่บ่อยครั้งอีกด้วย สภาพดูแปลกพิลึกยิ่งนัก จิ้งจอกไม่ใช่แมวสักหน่อย

ถูกลูบขนก็ยังไม่เท่าไร แต่เขายังถูกบังคับให้สวมบทบาทคอสเพลย์อยู่บ่อยๆ อีกต่างหาก ตั้งแต่บัณฑิตคงแก่เรียน เด็กรับใช้ผู้หล่อเหลา กวีนักรัก ไปจนถึงประธานบริษัทที่ปรึกษาด้านการลงทุน ผู้จัดการแผนก ครูสอนภาษาอังกฤษไปจรดมหาเศรษฐีใจบุญ...เขาเป็นมาแล้วทุกบทบาท

แม่งเอ๊ย นี่มันน่าเหลือเชื่อมาก

โคตรน่าเหลือเชื่อสุดๆ

ภารกิจกู้โลกหลังเกิดใหม่ของเซียนจิ้งจอก ตอนที่ 2