ภารกิจกู้โลกหลังเกิดใหม่ของเซียนจิ้งจอก
ตอนก่อนหน้า
1 / 415

ภารกิจกู้โลกหลังเกิดใหม่ของเซียนจิ้งจอก ตอนที่ 1

#1ภารกิจกู้โลกหลังเกิดใหม่ของเซียนจิ้งจอก

ภาค 1 ส่วนที่ 1 เจ้าจิ้งจอกเที่ยวท่อง

ตอนที่ 1 บันทึกประจำวันของปีศาจจิ้งจอก (1)

วันที่ 4 เดือนพฤษภาคม ปี ค.ศ. 1919 ท้องฟ้าแจ่มใส ข้างนอกไฟกำลังไหม้บ้านหลังหนึ่ง

ช่างบังเอิญนัก! นี่เป็นบันทึกเล่มที่เจ็ดหมื่นของข้า ข้ายืนหยัดทำกิจวัตรอันน่าเบื่อนี้มาสองร้อยปีเต็มแล้ว

วันนี้แสงตะวันเจิดจ้า สายลมพัดเอื่อย นอกหน้าต่างมีคนหนุ่มสาวเลือดร้อนกำลังพยายามเปลี่ยนแปลงประเทศแห่งนี้ ชวนให้ข้าหวนนึกถึงชีวิตที่ค่อนข้างยาวนานของตัวเอง

ข้าเป็นจิ้งจอกอายุเจ็ดแปดร้อยปีตัวหนึ่ง...พูดถึงในแง่ชีววิทยาน่ะนะ

สมัยเป็นลูกจิ้งจอก ข้าเกิดมาหน้าตาน่ารักจึงถูกเซียนผู้หนึ่งเก็บไปเลี้ยง นายท่านป้อนโอสถวิเศษให้ข้ากินจำนวนไม่น้อย แล้วสั่งสอนให้ข้าฝึกวิชาบำเพ็ญเพียร ดังนั้นตอนข้าอายุราวๆ สิบหกสิบเจ็ดปีจึงฝึกบำเพ็ญจนบรรลุเป็นปีศาจจิ้งจอกตัวหนึ่ง

ข้ายังจำวันที่ตนเองกลายร่างสำเร็จได้ วันนั้นข้าแปลงกายเป็นเด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาเกลี้ยงเกลา แต่นายท่านกลับบอกว่า “หน้าแก่เกินไปหน่อยนะ” จากนั้นก็บังคับให้ข้ากินโอสถหวนวัย ทำให้ข้ากลายเป็นเด็กน้อยหน้าซื่ออายุประมาณสิบเอ็ดสิบสองปี

แต่แล้วคืนวันนั้น นายท่านก็นึกเสียใจอีกหน คิดว่าหน้าตาเช่นนี้โง่เง่าเกินไป จึงใช้มหาวิชาผลัดเอ็นหลอมกระดูก เร่งให้ร่างกายของข้าเติบโตขึ้นอีกครั้งจนรูปลักษณ์ภายนอกกลายเป็นคุณชายผู้สง่างาม อายุประมาณยี่สิบเจ็ดยี่สิบแปดปี

นายท่านหลงใหลเคลิบเคลิ้มกับรูปโฉมของข้าอยู่ทั้งคืน แต่พอวันต่อมากลับรู้สึกว่าข้าดูอ่อนเยาว์ไม่พอ...

ข้าเป็นจิ้งจอกอายุสิบเจ็ดสิบแปดปี ว่าตามวิถีชีวิตปกติของจิ้งจอก ข้าสมควรเป็นท่านตาทวดที่มีลูกมีหลานเป็นโขยงแล้ว ยังจะเอาตรงไหนมาอ่อนเยาว์อีกเล่า

ข้าเคยเปลี่ยนรูปโฉมมากที่สุดเจ็ดแปดหนในหนึ่งวัน

หลังจากนายท่านเล่นสนุกอยู่เกือบครึ่งเดือนก็สอนวิชาให้ข้าวิชาหนึ่งด้วยความแค้นใจ บอกว่าหากฝึกสำเร็จแล้ว ข้าจะเปลี่ยนรูปลักษณ์ได้ตามใจชอบ ไม่ต้องให้นางเปลืองพลังอาคมอีก ข้าจะเป็นปีศาจตัวโปรดที่จัดการเปลี่ยนโฉมตัวเองได้!

ข้าไม่ใช่คนที่อยากเปลี่ยนโฉมไปมาสักหน่อย ปกติหลังจากปีศาจกลายร่าง จะอีกร้อยปีพันปี รูปลักษณ์ภายนอกก็ไม่เปลี่ยนอยู่แล้ว!

ถึงอย่างนั้นตอนนั้นข้าก็ดีใจมากเพราะปีศาจที่รู้วิชาแปลงกายล้วนแต่เป็นปีศาจชั้นสูง ข้าคิดว่าตัวเองกำลังจะกลายเป็นปีศาจที่เก่งกาจเหนือผู้ใด

ทว่าเมื่อข้าตรากตรำเล่าเรียนวิชาที่ว่านี้จนสำเร็จ เวลาก็ล่วงเลยไปสองร้อยกว่าปีแล้ว...

ข้าไปหานายท่านอย่างดีอกดีใจ อยากจะแสดงวิชาแปลงกายมายาสวรรค์ให้นางดู แต่นายท่านกลับบอกว่านางกำลังจะสำเร็จวิชาขึ้นไปยังแดนสวรรค์แล้ว ทั้งยังจะทิ้งสมบัติและตำราวิชาเซียนทั้งหมด รวมถึงถ้ำเซียนไว้ให้ข้าอีกด้วย

หลังจากนั้นนายท่านก็ทนรับเคราะห์อสนีบาตสายแล้วสายเล่า ก่อนจะฉีกมิติจากไปอย่างสง่างาม แล้วไม่หวนกลับมาอีก

ปีนั้นข้าอายุสองร้อยเจ็ดสิบห้าปี ข้าเพิ่งเข้าใจเป็นครั้งแรกว่าสิ่งใดคือความโศกเศร้า

ข้าไม่เคยออกจากถ้ำของนายท่านอีกเลยเป็นเวลาร้อยกว่าปี แน่นอนว่าถ้ำขดหอยกลายเป็นถ้ำของข้าแล้วเพราะนายท่านมอบมันให้ข้า หากไม่เกิดเรื่องไม่คาดฝันประการใดขึ้น ข้าก็คงอาศัยอยู่ในถ้ำขดหอยจนกว่าจะถึงวันที่ข้าละจากโลกขึ้นไปยังแดนสวรรค์

ปีที่ข้าอายุสี่ร้อยปี โลกทั้งใบเริ่มผิดปกติ ปราณวิญญาณทั่วใต้หล้าเริ่มเบาบางลงเรื่อยๆ ในขณะที่ปราณแปลกปลอมกลับเพิ่มมากขึ้นทุกที ฝึกบำเพ็ญสิบกว่าวันยังได้ผลไม่เท่าครึ่งวันของแต่ก่อน

สถานการณ์เช่นนี้ข้ายังพอทนได้ แต่แล้วสถานการณ์กลับเลวร้ายลงรวดเร็วยิ่งนัก มันไม่ใช่ปัญหาเรื่องฝึกบำเพ็ญได้ผลน้อยอีกต่อไป แม้แต่พลังปราณของข้าก็เริ่มถดถอย ยิ่งเพียรพยายามฝึกบำเพ็ญเท่าใด พลังปราณก็ยิ่งถดถอยลงมากเท่านั้น

พลังปราณถดถอยยังไม่ใช่ปัญหาใหญ่ที่สุด สิ่งที่เป็นปัญหามากกว่าก็คือปราณแปลกปลอมนานาชนิดในใต้หล้าที่หนาแน่นขึ้นทุกวัน พวกมันไม่เพียงไร้ประโยชน์ต่อการฝึกบำเพ็ญ แต่ยังทำให้กายเนื้อเกิดความผิดปกติสารพัดอย่างอีกด้วย

ข้าอดทนอยู่หลายสิบปีจนในที่สุดข้าก็ทนต่อไปไม่ไหว ต้องลงจากภูเขาเพราะอยากจะค้นหาสาเหตุที่โลกเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

หลังจากที่ข้าลงมาจากภูเขา ข้าก็พบว่าโลกใบนี้เปลี่ยนไปอย่างไม่น่าเชื่อ แม้แต่เดิมจะมีการผลัดเปลี่ยนราชวงศ์อยู่บ้าง จากราชวงศ์ถังเปลี่ยนมาเป็นราชวงศ์ซ่ง ราชวงศ์ซ่งเปลี่ยนมาสู่ราชวงศ์หมิง ต่อให้ข้าไม่เคยเห็นราชวงศ์ถังเพราะข้าไม่ได้อยู่มานานขนาดนั้น แต่ทุกคนก็ยังมีวิถีชีวิตเหมือนๆ เดิม ไม่มีสิ่งใดแตกต่างกันมากนัก

แต่แล้วจู่ๆ โลกใบนี้ก็เริ่มมีสิ่งที่เรียกว่าการปฏิวัติอุตสาหกรรมเกิดขึ้นมา

มนุษย์เริ่มสร้าง ‘ของวิเศษ’ ขึ้นมาเอง

ของวิเศษบางพวกทอผ้าเองได้ ของวิเศษบางพวกทำให้เครื่องจักรกลขยับเคลื่อนไหว ของวิเศษบางพวกถ่ายทอดคำพูดได้ไกลหมื่นลี้ ของวิเศษบางพวกยิงเปลวเพลิงออกมาจากปากกระบอกเรียวเล็ก แล้วยังมีของวิเศษบางพวกแหงนขึ้นฟ้าส่องเห็นถึงสวรรค์ ก้มลงดินส่องเห็นสิ่งมีชีวิตเล็กจิ๋วอีก...ช่างน่ากลัวเหลือเกิน

ข้าปะปนเข้ามาอยู่ในหมู่มนุษย์แล้วศึกษาความรู้ของพวกเขา ข้าเคยลองเป็นเถ้าแก่โรงงาน เคยซื้อเรือบรรทุกสินค้า เคยบุกเบิกที่ดินทำไร่ไถนา...

ใช้เวลาหลายสิบปี ในที่สุดข้าก็เข้าใจเทคโนโลยีของมนุษย์ แล้วก็เข้าใจว่าความเปลี่ยนแปลงของมนุษย์ชาติเป็นเพียงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเมื่ออารยธรรมสั่งสมจนถึงจุดหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้ก่อกวนปราณกำเนิดแห่งฟ้าดินแต่อย่างใด

ความเปลี่ยนแปลงของปราณกำเนิดแห่งฟ้าดินไม่ใช่สิ่งที่ก่อให้เกิดความก้าวหน้าทางอารยธรรมของมนุษย์ เฉกเช่นเดียวกันกับการปฏิวัติอุตสาหกรรมของมนุษย์ไม่ได้ทำให้ปราณวิญญาณเสื่อมถอย ระหว่างทั้งสองสิ่งไม่มีความเกี่ยวข้องกันแต่อย่างใด

แต่เดิมข้าคิดว่าตัวเองคงไม่อาจตามหาความจริงพบ ข้าเสียใจอยู่พักหนึ่งก็ยอมรับชะตากรรม ในฐานะจิ้งจอกตัวหนึ่ง ข้ามีชีวิตอยู่มานานมากพอแล้ว

ทว่า...ในเวลานั้น ข้าก็ได้พบพวกเขา

พวกเขาเรียกตัวเองว่าสามปราชญ์แห่งสันติ เป็นผู้ฝึกบำเพ็ญเช่นเดียวกับข้า

สามปราชญ์ประกาศว่าพวกเขาค้นพบความจริงเบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงของปราณกำเนิดแห่งฟ้าดินแล้ว

เจ้าสามคนนี้คิดว่าปราณกำเนิดแห่งฟ้าดินเป็นเหมือนกระแสน้ำขึ้นน้ำลง เปลี่ยนแปลงเป็นวัฏจักรทุกหนึ่งพันปี หากยึดติดอยู่กับวิชาฝึกบำเพ็ญเพียรแบบเก่าย่อมถูกกำจัดทิ้ง จำต้องสร้างสรรค์วิชาฝึกบำเพ็ญใหม่ขึ้นมาจึงจะครอบครองพลังเหนือธรรมดาต่อไปได้

ข้าทดลองวิชาสวรรค์วิวัฒน์ที่สามนักปราชญ์แห่งสันติสร้างขึ้นมา มันมีส่วนที่เยี่ยมยอดไม่ธรรมดาอยู่จริงๆ ดังนั้นข้าจึงเข้าร่วมกับพวกเขา ทั้งยังช่วยพวกเขาสามคนก่อตั้งกองทัพสวรรค์แห่งสันติ กลายเป็นหนึ่งในสิบสามผู้ก่อตั้งกองทัพสวรรค์

กองทัพสวรรค์แห่งสันติรับสมาชิกเข้ามามากมาย มีทั้งมนุษย์ มีทั้งปีศาจ บางคนเป็นคนที่ได้รับความสามารถอันน่ามหัศจรรย์มาอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราว บางคนเป็นพวกกระจอกงอกง่อยที่ใช้วิชาอันชั่วร้าย อำนาจของกองทัพแผ่ขยายไปทั่วห้าทวีป

แม้สมาชิกจำนวนมากเห็นพ้องว่าจำเป็นต้องสร้างวิชาใหม่ แต่พวกเขาไม่ยอมรับวิชาสวรรค์วิวัฒน์ที่สามนักปราชญ์แห่งสันติสร้าง พวกเขามีความคิดของตนเองเกี่ยวกับหนทางสายใหม่

ในช่วงเวลานั้น การศึกษาค้นคว้าวิชาฝึกบำเพ็ญแบบใหม่เฟื่องฟูถึงขีดสุด ความคิดเลิศล้ำพิสดารนับไม่ถ้วนถูกหยิบยกขึ้นมา ทั่วทั้งโลกมีวิชาฝึกบำเพ็ญแบบใหม่ถูกรังสรรค์ขึ้นมาอย่างน้อยที่สุดหนึ่งร้อยสี่สิบกว่าวิชา

นั่นเป็นช่วงเวลาที่กองทัพสวรรค์แห่งสันติเติบโตเร็วที่สุด แล้วก็เป็นช่วงเวลาที่ข้ามีชีวิตชีวาที่สุด ข้ามีส่วนร่วมในการสร้างวิชาใหม่เกือบทุกวิชา ต่อให้เป็นวิชาที่ข้าเห็นว่าไม่ค่อยเข้าท่า ข้าก็ยังมอบทุนทรัพย์ช่วยเหลือ ข้าเสียสมบัติที่สะสมมาตั้งแต่ลงจากภูเขาไปกับการสนับสนุนวิชาใหม่จนเกือบหมด

กระแสการพัฒนาวิชาใหม่หนนี้ดำเนินอยู่เป็นเวลาหนึ่งร้อยกว่าปี จากนั้นมันก็ค่อยๆ ปิดม่านลง

วิชาใหม่เก้าสิบกว่าวิชาถูกพิสูจน์แล้วว่าใช้การไม่ได้อย่างสิ้นเชิง วิชาใหม่สามสิบกว่าวิชาถูกพิสูจน์แล้วว่ามีผลร้ายอย่างร้ายกาจ บางวิชาก็มีศักยภาพไม่สูงนัก มีวิชาใหม่เพียงสิบสองวิชาที่ครอบครองศักยภาพอันไร้ขีดจำกัด

ในคัมภีร์ ‘สิบสองนวศาสตร์’ มีเจ็ดวิชาที่ข้าร่วมคิดค้น ส่วนอีกห้าวิชา ข้าก็ล้วนเคยลองฝึกบำเพ็ญมาก่อน

การฝึกบำเพ็ญวิถีใหม่ทำให้ข้าเริ่มคลางแคลงในทฤษฎีของกองทัพสวรรค์

ข้าสัมผัสได้ว่าฟ้าดินยังคงเป็นเฉกเช่นเดิม ปราณกำเนิดก็ไม่ได้เวียนวนเป็นกระแสน้ำขึ้นลงอันใดทั้งสิ้น ทว่ามีบางสิ่งที่ผิดแปลกแต่แข็งแกร่งอย่างยิ่งอุดกั้นแหล่งกำเนิดปราณไว้ ทำให้ปราณกำเนิดแห่งฟ้าดินปนเปื้อน

ข้าเคยสัมผัสถึงบางสิ่งนั่นได้เลือนราง

มันใหญ่โตยิ่งกว่าดวงตะวัน บางทีอาจมโหฬารยิ่งกว่าทางช้างเผือก ร่างจริงของมันซ่อนอยู่ในมิติระดับสูง ในมิติสักแห่งหนึ่งที่อยู่สูงกว่าโลกไม่รู้กี่ชั้น

บางทีมันอาจแค่ผ่านทางมา บางทีมันอาจแค่ขยับร่างกายเล็กน้อยอย่างไม่ตั้งใจแต่บังเอิญไปขวางเส้นทางอันลึกลับบางเส้นเข้าพอดี จนทำให้ปราณวิญญาณที่แต่เดิมไหลบ่าทะลักออกมาถูกตัดขาดไปแปดเก้าในสิบส่วน

สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเพียงการคาดเดา แต่มีจุดหนึ่งที่ข้ามั่นใจอย่างยิ่ง

โลกไม่เคยให้กำเนิดปราณวิญญาณใดๆ ปราณวิญญาณทั้งหมดในโลกล้วนมาจากมิติอื่น

นี่ไม่ใช่ความคิดเห็นของข้า

นายท่านของข้าเคยบอกข้าว่ามิติแห่งนั้นมีนามว่าแดนสวรรค์นภมณฑล มันคือดินแดนที่ผู้ฝึกบำเพ็ญทุกคนจะมุ่งไปเมื่อบำเพ็ญเพียรถึงจุดสูงสุดแล้ว

หากข้าคาดเดาความจริงของโลกได้ถูกต้อง ถ้าเช่นนั้นนายท่านผู้ขึ้นไปยังแดนสวรรค์ก็อาจกำลังตกอยู่ในอันตรายอย่างยิ่ง

ภารกิจกู้โลกหลังเกิดใหม่ของเซียนจิ้งจอก ตอนที่ 1