เธอกลับมาเทพ ตอนที่ 2
ตอนที่ 2 ประลองฝีมือกันครั้งแรก
เดิมทีพื้นที่ภายในรถก็แคบมากอยู่แล้ว
เวลานี้พอเพิ่มมาอีกคนก็ยิ่งทำให้คับแคบมากกว่าเดิม
อุณหภูมิภายในรถค่อยๆ สูงขึ้น
เมื่ออยู่ใกล้กัน กลิ่นคาวเลือดก็ยิ่งคละคลุ้ง ทว่าบนร่างของชายคนนั้นกลับไร้ร่องรอยบาดแผล
ซือฝูชิงจับจ้องเขาด้วยท่าทีสนใจพลางเงี่ยหูฟัง จากนั้นก็จับเสียงฝีเท้าโกลาหลที่เดินตามกันมาเป็นพรวนได้อย่างชัดเจน รวมถึงเสียงปืนที่ปะปนมาด้วย
ผู้ชายคนนั้นถึงเปิดปากพูด “แม่นาง ฉันขอหลบอยู่ตรงนี้สักครู่แล้วกัน”
น้ำเสียงของเขาค่อนทุ้มต่ำและเย็นยะเยือกราวกับเสียงของหุ่นยนต์ เห็นได้ชัดว่าไม่อยากให้ใครจำได้เลยจงใจดัดเสียง
แต่โทนเสียงกลับแฝงความสุขุมก้องกังวานอย่างในเวลาปกติไว้ ปลายเสียงที่กดทับแฝงความเยือกเย็นไว้ด้วย ซึ่งเป็นความดุดันโหดเหี้ยมที่ฝังลึกอยู่ในกระดูก
ซือฝูชิงหันไปมองใบหน้าของเขาอีกครั้งอย่างไม่ตั้งใจ
หวาดระแวงจนกระทั่งดัดเสียงเช่นนี้ ใบหน้าก็คงถูกปกปิดไว้เช่นกัน
“ได้สิ แต่เอาเงินมา” เธอใช้มือสางผมราวกับจิ้งจอกน้อยจอมเกียจคร้านตัวหนึ่งกำลังสะบัดขนของตนเอง หางตาโค้งลง พูดด้วยรอยยิ้มว่า “ถ้าเงินมา ทุกอย่างก็พูดง่าย”
ชายคนนั้นชะงักไป “ได้”
ไม่รู้ว่าชายคนนั้นเอาป้ายหยกมาจากที่ไหนก่อนจะวางลงบนคอนโซลรถอย่างเบามือ
ป้ายหยกที่ได้มาเนื้อละเอียดเย็น เห็นได้ชัดว่าเป็นหยกชั้นดี
ซือฝูชิงเก็บป้ายหยกไว้อย่างดี ก่อนจะพูดเนิบนาบ “ให้ช่วยอีกแรงไหม ฉันช่วยคุณโหลดเพลงติดเรทให้ฟังได้นะ คุณชอบฟังอิฟูโตวโตว (ifuu doudou) หรือโคชิทานทาน (Koshitantan) ล่ะ”
รับเงินทำงาน นี่เป็นจรรยาบรรณเพียงหนึ่งเดียวที่ตลอดหลายปีมานี้เธอไม่เคยเปลี่ยน
“ไม่จำเป็น” ชายคนนั้นกล่าว “แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว”
ครั้นพูดจบเขาก็หลุบตาลงต่ำ ทำให้เห็นใบหน้าของเธออย่างชัดเจน
งดงามเหนือใคร ผิวพรรณเนียนใสดั่งหยก
เป็นสาวงามที่หาได้ยากจริงๆ
ซือฝูชิงเปลี่ยนมือที่เท้าคางแล้วเอ่ย “คุณโอเคก็ดี”
แขนของชายคนนั้นยันคอนโซลรถเหมือนโอบหญิงสาวไว้ในอ้อมอกตน แค่ออกแรงเบาๆ รถก็สั่นไหวไปมา
ถึงแม้จะอยู่ใกล้กันมาก แต่ร่างกายของพวกเขาทั้งสองกลับไม่ได้สัมผัสกันเลย
หากมองจากภายนอกอีกฝั่ง เพราะมีกระจกสีและควันหมอกกั้นไว้อีกชั้น ภาพตรงหน้าจึงดูงดงามโรแมนติก ไม่ได้ดูติดเรทแต่อย่างใด
เวลานี้เสียงฝีเท้าโกลาหลเหล่านั้นพลันหยุดชะงักลง
“อยู่ไหนแล้วล่ะ คงไม่ได้เข้าไปในโรงพยาบาลหรอกมั้ง” เสียงโกรธเกรี้ยวดังขึ้น จากนั้นก็เอ่ยเสียงเข้ม “ฝั่งนั้นมันอะไรน่ะ!”
พรึบ!
แสงไฟเจิดจ้าแสบตาส่องไปทางตัวรถ ทว่าไม่นานก็เบี่ยงไปทางอื่น
พอเห็นรถสั่นไหวไปมาอย่างแรง คนคนนั้นก็สบถด่าว่า “ชายหญิงน่าไม่อายกล้าทำเรื่องบัดสีนอกโรงพยาบาลแบบนี้ แย่จริง ไม่กลัวลบหลู่คนตายเลยหรือไงกัน”
“ถ้าไม่ใช่เพราะวันนี้มีเรื่องต้องจัดการ ฉันคงแย่งผู้หญิงคนนี้มาแล้ว!”
“ไม่ต้องพูดแล้ว ตอนนี้ภารกิจสำคัญกว่า” อีกคนรีบพูด “มันหนีไปไหนแล้ว ไม่ได้อยู่ตรงนี้ด้วย!”
“ไป เข้าไปในโรงพยาบาล ตามต่อ! จะปล่อยมันไปไม่ได้เด็ดขาด!”
จากนั้นพวกเขาก็ค่อยๆ ทยอยจากไป บรรยากาศรอบข้างกลับมาสงบอีกครั้ง
ซือฝูชิงขยับตัวบิดขี้เกียจ เงยหน้าขึ้นเอ่ย “ยุ่งยากจริง ให้ฉันดื่มโค้กสักอึกแล้วกัน”
ชายคนนั้นถึงค่อยๆ ผละออก
ซือฝูชิงยื่นมือขวาออกไปหมายจะบิดเปิดฝาขวด ทว่าจู่ๆ วินาทีต่อมากลับหันกายพุ่งตรงเข้าไปจู่โจมที่ไหล่ของเขาแทน
ปฏิกิริยาตอบสนองของเขาว่องไว ชั่วขณะนั้นดวงตาสีดำขลับพลันมืดครึ้ม
ในเวลาไม่ถึงสิบวินาที พวกเขาทั้งสองกลับประลองฝีมือกันไปสิบกว่ากระบวนท่าแล้ว
พลั่ก!
ซือฝูชิงถูกกดลงบนที่นั่งคนขับ
เธอยังคงเห็นใบหน้าของเขาไม่ชัด แต่กลับสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายเย็นยะเยือกบนร่าง แรงกดจากแขนเรียวและไหล่กว้างของเขาได้
ระหว่างเธอและเขามีเพียงเสื้อผ้ารวมถึงไอร้อนที่แผ่ออกมาไม่หยุดขวางกั้นเอาไว้เท่านั้น
“เธอบาดเจ็บที่ข้อมือ ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของฉัน” เขากุมข้อมือข้างขวาที่ดูปกติของเธอไว้แน่น “หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ฉันก็ไม่แน่ใจเช่นกันว่าจะทำสิ่งใดลงไปอีก”
นัยน์ตาของเขาเฉยชา ดูนิ่งสุขุมราวกับเรื่องน่าตกใจใดๆ ที่เกิดขึ้นไม่สามารถทำอะไรเขาได้
แต่กลับอัดแน่นไปด้วยแรงกดดันและความแข็งกร้าว
ซือฝูชิงกะพริบตาปริบๆ อย่างไร้ความรู้สึก เธอยังคงเฉื่อยชาเช่นเคย “เอาสิ”
“ต้องขอบคุณแม่นางเรื่องวันนี้ด้วย” ชายคนนั้นนิ่งไปก่อนจะคลายมือออก น้ำเสียงไม่รีบร้อนแต่กลับหนักแน่น “วันหน้าหากมีโอกาสได้เจอแม่นางอีก ฉันจะไปขอบคุณแม่นางถึงที่”
เขามาอย่างเงียบเชียบและจากไปอย่างเงียบเชียบเช่นกัน
กลิ่นคาวเลือดนั้นก็หายไปด้วย เวลานี้ซือฝูชิงถึงเปิดไฟภายในรถ
เธอก้มหน้าลงมองมือตัวเอง
วัตถุโลหะที่บางราวกับปีกแมลงกำลังล้อแสงไฟวิบวับในความมืด
ถึงแม้เธอจะเอาชนะเขาไม่ได้ แต่กลับคว้าบางอย่างจากตัวเขามาได้
อาณาจักรต้าซย่าแบ่งเป็นเขตอิทธิพลมากมาย
แต่หนึ่งในตระกูลที่เธอพอจะเรียกได้ว่าเก่งกาจจริงๆ คือตระกูลมั่วแห่งจงโจว
ตระกูลมั่วเป็นตระกูลที่อาศัยค่ายกลและอาวุธลับเพื่อสร้างฐานะมั่นคงในจงโจว
สืบทอดมาถึงตอนนี้ก็ถือว่าอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์มาเป็นพันปีแล้ว
ซือฝูชิงกำลังครุ่นคิดบางอย่าง
ถึงแม้ชาติก่อนเธอจะเป็นสายเลือดแท้ๆ ของต้าซย่า แต่เธอไม่เคยมาเหยียบที่ต้าซย่าเลยสักครั้ง เธอได้ข้อมูลมากมายมาจากเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่ศิษย์พี่รองทำขึ้น รวมถึงเพื่อนๆ บางส่วนที่เธอรู้จักบนอินเทอร์เน็ต
แต่ชายคนนั้นไม่ใช่คนของตระกูลมั่ว อีกทั้งไม่มีความเกี่ยวข้องกับเธอด้วย
เขาพูดถูกว่าตอนนี้ร่างกายของเธออ่อนแอเกินไป
“พูดจาประหลาด ถ้าไม่รู้คงคิดว่าเป็นคนยุคโบราณไปแล้ว” ซือฝูชิงสงบอารมณ์แล้วหยิบอาวุธลับใส่ลงไปในกระเป๋า “สื่อสารกันก็ยุ่งยาก ศัตรูก็มาก ใครจะอยากเจออีก”
เธอกระดกโค้กอึกสุดท้ายจนหมดก่อนจะโยนใส่ถังขยะบริเวณหัวมุมที่ห่างออกไปแล้วเอนกายบนเบาะรถเงียบๆ สักพัก ก่อนจะสตาร์ทรถขับออกไป
...
แปดโมงเช้าวันถัดมา ณ บ้านตระกูลจั่ว
เรื่องของท่านผู้เฒ่าจั่วอยู่ในระหว่างดำเนินการ จั่วเทียนเป่ยกับคุณนายจั่วจึงไม่อยู่บ้าน ดังนั้นในบ้านตระกูลจั่วจึงเหลือหลานอยู่ไม่กี่คน
“พี่รอง ครั้งนี้ถือว่าไล่ซือฝูชิงออกไปจากบ้านได้สักที” จั่วฉิงหย่าคนแก้วกาแฟในมือ “พอฉันเห็นคุณปู่ทำดีกับยัยนั่นทีไรก็หงุดหงิดทุกที พี่ว่าตกลงยัยนั่นเป็นใครกันแน่ คู่ควรให้คุณปู่ต้องทำดีกับคนนอกตระกูลขนาดนี้เชียวเหรอ”
“แถมยังมีหน้าไปเข้าวงการบันเทิงอีก ตลกสิ้นดี คนในวงการบันเทิงที่ด่ายัยนั่นโกอินเตอร์กันหมดแล้ว ไม่รู้จักสำเหนียกตัวเองบ้างเลย”
ซือฝูชิงมีชื่อเสียงอย่างไรในวงการบันเทิง จั่วฉิงหย่ารู้แก่ใจดี
ย่ำแย่ถึงขีดสุด ดาราที่ทำอะไรไม่เป็นเลยสักอย่าง แถมหน้าตาก็ใช้ไม่ได้ แบบนี้จะเรียกกระแสนิยมได้อย่างไร
บางครั้งเธอก็นึกสนุกขึ้นมาเลยจงใจจ้างคนเขียนข่าวสร้างเรื่องเสื่อมเสียให้ซือฝูชิงอีกต่างหาก
ในฐานะที่จั่วฉิงหย่าเป็นคุณหนูสามของตระกูลจั่ว เดิมทีจึงไม่สนใจเรื่องในวงการบันเทิงนัก แถมไม่เคยดูพวกรายการทีวีดังๆ สักรายการ แต่พอได้ยินว่าในรายการหนุ่มสาววัยใสซือฝูชิงดูน่าเกลียด เธอก็ตั้งใจโหลดเก็บมาไว้ดูโดยเฉพาะ
พอเห็นชาวเน็ตด่าทอซือฝูชิง เธอก็ยิ่งชอบใจ
จั่วเสียนอวี้ไม่ได้วิพากษ์วิจารณ์อะไรในเรื่องนี้ เพียงกล่าวว่า “พูดให้น้อยๆ ลงหน่อยเถอะ”
แน่นอนว่าคำพูดที่เธอเอ่ยไม่ใช่เพื่อปกป้องซือฝูชิง แต่เพราะซือฝูชิงไม่คู่ควรให้เธอสนใจต่างหาก