เธอกลับมาเทพ ตอนที่ 1
ตอนที่ 1 ฟื้นคืนชีพ
เวลาสี่ทุ่มของวันนี้ท่านผู้เฒ่าจั่วที่อยู่ ณ โรงพยาบาลใจกลางเมืองจากโลกนี้ไปด้วยโรคหัวใจ ตระกูลจั่วเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ แต่ละฝ่ายต่างแก่งแย่งชิงดีกันไม่หยุดหย่อน ทุกคนไม่ลองมาเดากันดูว่าท่านผู้เฒ่าจั่วจากไปเช่นนี้ ซือฝูชิงที่อาศัยเส้นสายของตระกูลจั่วเข้าสู่วงการบันเทิง วันหน้าจะมีชีวิตต่อไปอย่างไร
เสียงพลั่กดังขึ้น ก่อนที่โทรศัพท์เครื่องหนึ่งจะถูกเหวี่ยงมาตรงหน้าซือฝูชิงอย่างแรง
เบื้องหน้าเป็นข่าวของวันนี้ เพิ่งปล่อยข่าวออกไปได้เพียงสองนาที ด้านนอกต่างถกประเด็นกันอย่างเผ็ดร้อน
“ซือฝูชิง เธอน่าจะรู้นะว่าเธอไม่ใช่คนของตระกูลจั่ว แถมเดิมทีเธอเองก็ไม่ได้ใช้แซ่จั่วด้วย” คนที่พูดก็คือคุณนายจั่ว น้ำเสียงของเธอเย็นยะเยือก “เวลานี้ท่านผู้เฒ่าจากโลกนี้ไปแล้ว เธอควรจะไปจากตระกูลจั่วได้แล้วมั้ง”
“เธอยังคิดจะเข้าไปดูร่างของท่านผู้เฒ่าอีกเหรอ วันนี้ฉันขอพูดตรงนี้เลยแล้วกัน เธอไม่มีสิทธิ์!”
ทุกคนในตระกูลจั่วต่างรวมตัวกันอยู่ในห้องโถงใหญ่
พวกเขาไม่ได้สนใจทางฝั่งนี้นัก เพราะกำลังหารือเรื่องจัดสรรทรัพย์สมบัติกันอยู่อย่างเคร่งเครียด
แถมเวลานี้ร่างของท่านผู้เฒ่าจั่วเพิ่งถูกเข็นไปที่ห้องเก็บศพได้ไม่นาน
“ลองดูว่าชาวเน็ตจะพูดถึงเธอว่ายังไงบ้าง เธอคิดว่าเธอมีชื่อเสียงโด่งดังในวงการบันเทิงมากนักเหรอ” คุณนายจั่วยิ้มเย้ยหยัน “ตระกูลจั่วดูแลเธอมาตั้งสิบสามปี เธอตอบแทนพวกเรายังไงบ้าง วันๆ เอาแต่สร้างเรื่องน่าอับอาย”
ซือฝูชิงก้มหน้าลง ความทรงจำอันเลือนรางต่างประเดประดังเข้ามาในหัว ความเจ็บปวดแผ่ซ่านไปทั่วร่าง
เธอใช้ปลายลิ้นดุนฟันไว้เพื่อกลบกลิ่นคาวเลือดที่พุ่งขึ้นมาจากลำคอ หลังจากหยิบผ้าพันแผลด้านข้างมาพันข้อมือที่มีรอยเลือดแล้วถึงเหลือบมองหน้าจอมือถือแวบหนึ่ง
คอมเมนต์ในข่าวยาวเหยียดเป็นพัน ล้วนแต่เป็นคำด่าทอทั้งสิ้น
[ถึงแม้บางคำอาจจะดูรุนแรงไปบ้าง แต่ฉันอยากบอกว่าในเมื่อท่านผู้เฒ่าจั่วไม่อยู่แล้ว ฉันจะดูสิว่าซือฝูชิงจะอยู่ในวงการบันเทิงได้อีกสักกี่น้ำ]
[ดีสิๆ ข่าวดีเลย ในที่สุดซือฝูชิงก็ไสหัวออกไปจากรายการหนุ่มสาววัยใสได้สักที คนที่ทั้งร้องทั้งเต้นไม่เป็นมีสิทธิ์อะไรมาเป็นเมนเทอร์การเต้นให้กลุ่มบอยแบนด์เก่งๆ ด้วย]
[วันๆ เอาแต่แต่งหน้าจัด ไม่รู้ว่าจะโผล่หน้าสดให้ใครเห็นได้บ้าง เมื่อไหร่จะไสหัวออกจากวงการบันเทิงไปสักทีนะ!]
ครั้นคุณนายเห็นหล่อนไม่สนใจเลยแหวเสียงสูงใส่ “หูหนวกเหรอ”
เวลานี้ซือฝูชิงถึงเงยหน้าขึ้น มุมปากกลบไปด้วยเลือด พลันเปล่งเสียงต่ำแหบพร่าเล็กน้อยออกมาจากในลำคอ “หืม”
วันนี้เธอไม่ได้แต่งหน้าแต่อย่างใด หน้าสดล้วนๆ
ทว่าผิวพรรณและเค้าโครงใบหน้าของหญิงสาวก็ยังคงดูดี
ผิวพรรณขาวเนียน ผมยาวนุ่มสลวย
งดงามอ่อนช้อยดั่งภาพโบราณที่วาดไว้ด้วยลายเส้นเลือนราง
ยิ่งไปกว่านั้นเธอยังมีดวงตาจิ้งจอกทรงเสน่ห์ คิ้วงามเหนือดวงตาสุกใส ยามที่ไม่ได้พูดอะไรกลับยิ่งขับเน้นให้สวยสง่ายิ่งกว่า ต่อให้จับผิดดวงหน้างามสามร้อยหกสิบองศาก็หาตำหนิใดๆ ไม่เจอ
คุณนายกลับชิงชังใบหน้านี้อย่างมาก
เธอกังวลมาตลอดหลายปี กลัวว่าซือฝูชิงจะยั่วยวนลูกชายของเธอ
แต่ไม่รู้ว่าสมองมีปัญหาหรือว่าอย่างไร เพราะนับตั้งแต่ซือฝูชิงเข้าวงการบันเทิงมาก็แต่งหน้าจัดจ้านมีสภาพครึ่งผีครึ่งคน
เพราะเหตุนี้ถึงช่วยคลายความกังวลให้คุณนายจั่วได้ไม่น้อย
ทว่าเมื่อได้เห็นดวงหน้างดงามนี้ก็ทำให้หวนนึกถึงเรื่องราวในอดีตขึ้นมา
เมื่อสิบสามปีก่อน ท่านผู้เฒ่าจั่วออกไปดูงานที่เมืองซื่อจิ่ว หลังจากกลับมาข้างกายก็มีสาวน้อยอายุราวห้าขวบโผล่มาด้วยอีกคน
ต้องยอมรับว่าซือฝูชิงมีใบหน้างดงามตั้งแต่เด็ก ไม่มีคุณหนูของตระกูลจั่วคนใดเทียบได้เลยสักคน
ท่านผู้เฒ่าจั่วเมินต่อคำคัดค้านต่างๆ นานา จากนั้นก็เซ็นรับเธอเป็นบุตรบุญธรรมก่อนจะพาซือฝูชิงเข้ามาอยู่ในตระกูลจั่ว
ภายใต้การประคบประหงมของท่านผู้เฒ่าจั่ว ซือฝูชิงได้รับการปรนนิบัติไม่ต่างอะไรกับคนในสายเลือดตระกูลจั่วและอาจจะดีกว่าด้วยซ้ำ
เมื่อสามปีก่อน ไม่รู้ว่าเหตุใดจู่ๆ ซือฝูชิงถึงอยากเข้าวงการบันเทิง ท่านผู้เฒ่าจั่วก็เกิดเห็นด้วย อีกทั้งยังส่งซือฝูชิงไปเรียนเพิ่มที่ต่างประเทศโดยเฉพาะอีกต่างหาก
แต่เพราะศักยภาพของซือฝูชิงย่ำแย่เกินไป อีกทั้งภาพลักษณ์ก็ไม่ค่อยเข้าตาใครนัก
ถึงแม้จะเดบิวต์ที่ต่างประเทศได้สำเร็จและกลับมาเติบโตภายในประเทศ รวมถึงเป็นสมาชิกของวงเกิร์ลกรุ๊ปชื่อดังที่รวบรวมผู้คนมากความสามารถเอาไว้ แต่บนอินเทอร์เน็ตกลับเต็มไปด้วยแอนตี้แฟน แม้แต่ตระกูลจั่วยังพลอยถูกเย้ยหยันไปด้วยหลายครั้ง
ตอนที่คุณนายจั่วต้องออกไปสังสรรค์กับเหล่าคุณหญิงคุณนายก็มักถูกถามถึงเรื่องนี้อยู่บ่อยครั้ง ความโกรธพลันปะทุขึ้นมาในใจ
หากไม่ใช่เพราะท่านผู้เฒ่าจั่ว เธอจะยอมให้ซือฝูชิงอยู่ในตระกูลจั่วได้อย่างไร
ซือฝูชิงเอนกายลงบนโซฟาพร้อมใช้มือนวดคลึงขมับ ไม่นานอาการปวดศีรษะก็ค่อยๆ สงบลง
หลังจากนั้นไม่กี่วินาที เธอก็ต้องยอมรับว่าตนเองได้ทำการทดลองผิดพลาดจนเกิดการระเบิดเป็นเหตุให้เสียชีวิต แถมยังฟื้นขึ้นมาเป็นไอดอลสาวที่ถูกประณามและมีข่าวฉาวรุมเร้าอีกต่างหาก
เรื่องนี้บอกเธอว่ายามที่เธอสร้างเกราะกำบังต้านแรงโน้มถ่วง ห้ามดื่มโค้กเป็นอันขาด
ไอดอลสาวคนนั้นมีชื่อเดียวกันกับเธอ
ความทรงจำช่วงก่อนอายุห้าขวบช่างเลือนรางเหลือเกิน ที่พอจะเริ่มจำความได้เธอก็ใช้ชีวิตอยู่ในตระกูลจั่วแล้ว
คนที่เป็นห่วงเป็นใยเธอเพียงหนึ่งเดียวคือท่านผู้เฒ่าจั่วที่พาเธอกลับมา ท่านผู้เฒ่าจั่วบอกเธอว่าพ่อแม่ของเธอตายทั้งคู่ ดังนั้นเขาจะเป็นคนดูแลเธอเอง
แต่ท่านผู้เฒ่าจั่ววุ่นๆ อยู่กับกิจการจึงไม่ค่อยกลับบ้านอยู่บ่อยครั้ง
ซือฝูชิงมักถูกบรรดาพี่น้องของตระกูลจั่วรังแก ครั้งนี้ก็เพราะทะเลาะกับหลานคนโตของตระกูลจั่วเลยถูกเขากรีดข้อมือ ทำเอาเธอเกือบตาย
ซือฝูชิงหลุบตาลงต่ำ ดวงตาเต็มไปด้วยประกายความโกรธแค้น
ชาติก่อนเธอก็เป็นเด็กกำพร้าเหมือนกัน โชคดีที่ถูกพี่สาวเก็บกลับไปฟูมฟักดูแลเป็นอย่างดี จากนั้นต่อมาเธอก็ขอฝากตัวเป็นศิษย์ของอาจารย์คนหนึ่ง แต่กลับต้องเจอรุ่นพี่ทั้งหลายที่จิตใจเหี้ยมโหด
สุดท้ายเธอยังไม่ทันได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข เสียงตู้มเพียงครั้งเดียวก็ระเบิดเธอจนตายเสียก่อน
คาดว่าความสำเร็จครั้งนี้ไม่ว่าใครในสถาบันก็สู้เธอไม่ได้ เธอไม่นึกละอายใจต่อฉายา ‘ผีเห็นยังร้องไห้’ เลยสักนิด
“พอแล้ว ไม่ต้องพูดแล้ว” จั่วเทียนเฟิงทำท่าทีรั้งเอาไว้ “จัดการเรื่องมรดกก่อนเถอะ”
คุณนายจั่วเอ่ยอย่างขัดเคือง “แกดูคนอย่างยัยนี่ สุดท้ายก็ต้องเกาะพวกเราอยู่ดี”
ท่านผู้เฒ่าจั่วเป็นคนเซ็นสัญญารับเลี้ยงบุตร ใครก็ไม่มีสิทธิ์ทำลายทั้งสิ้น
ซือฝูชิงตรงหน้าบรรลุนิติภาวะแล้ว หากซือฝูชิงไม่เห็นด้วย สัญญารับเลี้ยงบุตรก็ไม่มีทางจะเป็นโมฆะได้
ซือฝูชิงลุกขึ้นยืน สุดท้ายก็กวาดสายตามองไปยังคุณนายจั่ว
ข้อมือของซือฝูชิงยังพันด้วยผ้าพันแผล เลือดสีแดงสดค่อยๆ ไหลซึมออกมาทีละนิด
คนที่เห็นต่างตกใจ แต่เหมือนกับว่าเธอจะไม่รับรู้ถึงความเจ็บปวดเลยสักนิด ดวงตาจิ้งจอกหยีโค้งครึ่งเสี้ยว ทุกอิริยาบถงดงามชดช้อย
ซือฝูชิงยกยิ้มมุมปาก “ไสหัวไป”
“…”
ภายในห้องโถงใหญ่ตกอยู่ในความเงียบชั่วขณะ
เหล่าคนในตระกูลจั่วหลายสิบคนค่อยๆ ปิดปากเงียบ จากนั้นก็มองมาอย่างประหลาดใจ
ปกติซือฝูชิงอยู่ในตระกูลจั่วเป็นอย่างไร ทุกคนต่างรู้ดี
แต่ไหนแต่ไรมาซือฝูชิงเป็นคนโอนอ่อนผ่อนตามคนอื่น แม้แต่ศีรษะยังไม่กล้าเงยขึ้นด้วยซ้ำ ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงคำพูดดุดันที่ใช้กับคุณนายจั่วเลย
คุณนายจั่วโกรธจัดจนดวงตาแดงก่ำ ก่อนจะก้าวไปข้างหน้าสองก้าวหมายจะคว้าแขนของสาวน้อย “ซือฝูชิง เธอคิดจะตอบโต้เหรอ!”
ซือฝูชิงเอียงศีรษะพร้อมผุดรอยยิ้มเย็นยะเยือกที่มุมปาก มองด้วยสายตาเหยียดหยามแล้วพูดซ้ำอีกครั้งว่า “ไสหัวไป”
ชั่ววินาทีนั้นคุณนายจั่วไม่ทันยั้งแรงไว้จึงเซถอยมาด้านหลังหลายก้าวอย่างไร้การทรงตัว
จั่วเทียนเฟิงเข้าไปประคองร่างไว้ได้ทันท่วงที เอ่ยเสียงสูง “ซือฝูชิง!”
ซือฝูชิงสวมเสื้อคลุมโดยไม่คิดหันไปมอง ก่อนจะมุ่งหน้าเดินลงบันไดไปทั้งอย่างนั้น
“ยัยนี่กล้าก้าวร้าวแล้วเหรอ” คุณนายหายใจหอบถี่ เห็นได้ชัดว่าโมโหไม่น้อย “รอซือฝูชิงไสหัวออกไปจากตระกูลจั่วเมื่อไร ฉันจะรอดูว่าต่อไปยัยนี่ยังจะยิ้มออกอยู่หรือเปล่า ความแค้นวันนี้ ฉันจำไม่ลืมแน่!”
จั่วเทียนเฟิงหันไปมองแวบหนึ่งพลันขมวดคิ้วมุ่น
ซือฝูชิงในวันนี้ดูแปลกๆ หรือถูกกลั่นแกล้งจนเป็นบ้าไปแล้ว
แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่เกี่ยวอะไรกับเขา ซือฝูชิงใกล้จะต้องออกไปจากตระกูลจั่วแล้ว เขาไม่มีเวลาและไม่มีกะจิตกะใจจะไปสนใจคนนอกหรอก
ณ แผนกฉุกเฉินชั้นสาม
แพทย์หญิงที่เข้าเวรอยู่อายุราวๆ ห้าสิบปีคนหนึ่งเอ่ยด้วยคิ้วขมวดมุ่น “ยื่นมือมา”
ซือฝูชิงปิดตาลงพร้อมยื่นแขนออกไปอย่างว่าง่าย
“ทำไมเจ็บหนักถึงขนาดนี้” แพทย์หญิงเปิดผ้าพันแผลออกก่อนจะถอนหายใจ “มีเรื่องอะไรไม่ปรึกษาคนในบ้าน แต่คิดทำร้ายตัวเองเหรอ”
“สาวน้อยที่มีผิวพรรณดีขนาดนี้ ทำไมถึงไม่รู้จักดูแลรักษาให้ดีๆ นะ”
ซือฝูชิงกะพริบดวงตาจิ้งจอกปริบๆ แล้วเอ่ยอย่างสำนึกผิด “พี่คะ ฉันผิดไปแล้ว”
ดวงตาสีดำเข้มของสาวน้อยทอประกายแวววาว แพรขนตายาวงอนราวกับมีปีกบางของผีเสื้อกระทบพวงแก้มเบาๆ
ปอยผมที่ปรกลงมาปิดหน้าขับให้ผิวขาวเนียนของเธองดงามราวกับหยกที่งดงาม
ไม่มีใครสามารถปฏิเสธใบหน้างดงามของซือฝูชิงได้เลย
เพียงครู่เดียวแพทย์หญิงก็ใจอ่อน “ทุกวันพุธกับศุกร์ฉันจะอยู่แผนกฉุกเฉิน วันหลังถ้าเธอเจอปัญหาอะไรแล้วไม่รู้จะไปหาใครก็มาหาฉันแล้วกัน”
ซือฝูชิงแววตาวูบไหว กลายเป็นเด็กน้อยว่าง่ายปากหวานขึ้นมาทันที “ขอบคุณค่ะพี่สาว”
แพทย์หญิงก้มศีรษะช่วยเย็บแผลให้เธอ พูดขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์ “อย่าเรียกฉันว่าพี่สาว อายุฉันพอจะเป็นแม่ของเธอได้แล้ว นั่งดีๆ อย่าขยับไปมา”
ซือฝูชิง “…”
จะตบก้นม้า[footnoteRef:1]แต่ลากลับเหนือกว่า [1: ตบก้นม้า ประจบประแจง]
“งั้นคุณน้ามีเข็มไหมคะ ช่วยฝังเข็มตรงนี้ให้หนูที” ซือฝูชิงบอกจุดลมปราณจุดหนึ่งไป ยิ้มพลางพูดว่า “เพราะจะช่วยห้ามเลือดได้เร็ว”
แพทย์หญิงนึกประหลาดใจขึ้นมา “หนูรู้เรื่องพวกนี้ด้วยเหรอ”
ถึงขั้นบอกตำแหน่งช่วยห้ามเลือดได้ ถึงอย่างไรก็พอจะเคยศึกษาเรื่องแพทย์แผนจีนมาบ้าง
ซือฝูชิงไม่ถ่อมตัวเลยสักนิด เอ่ยด้วยท่าทีสบายๆ “ก็งั้นๆ แหละค่ะ แค่อันดับสามของโลกนี้เท่านั้นเอง”
แพทย์หญิง “…”
บ๊องๆ ไม่ต่างจากลูกสาวของเธอเลย
พอแพทย์หญิงเย็บแผลให้ซือฝูชิงเสร็จก็ล้างแผลฆ่าเชื้อพร้อมกำชับว่า “ห้ามโดนน้ำเด็ดขาด และห้ามใช้แขนซ้ายออกกำลังอะไรหนักๆ อีกหนึ่งอาทิตย์ค่อยมาเปลี่ยนยา ตรงมาหาฉันได้เลย ส่วนนี่เป็นยาที่ต้องกิน”
ซือฝูชิงพยักหน้าขอบคุณแล้วรับใบสั่งยามา จากนั้นก็ลงไปรับยาด้านล่าง
เธอเปิดฟังก์ชั่นกระเป๋าเงินในวีแชทอย่างช้าๆ แล้วก้มหน้าดู
ยอดคงเหลือ 250
“…”
ดีมาก แม้แต่ตัวเลขยังเย้ยหยันคนโง่ที่ระเบิดร่างตัวเองตายอย่างเธอเลย
ซือฝูชิงกำโทรศัพท์ไว้ก่อนจะเดินไปยังประตูห้องยาด้วยสีหน้าเรียบเฉย
เธอเคยขัดสนขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไรกัน
อากาศยามเช้าในฤดูใบไม้ผลิยังคงเหน็บหนาว กลางคืนยิ่งลมแรง
ซือฝูชิงใช้เสื้อโค้ตคลุมร่างแล้วเดินออกไปทางประตูหลังโรงพยาบาล
มีรถยนต์สีดำคันหนึ่งจอดอยู่ตรงนั้น รถยนต์คันนั้นมีรอยบุบเต็มไปหมด สภาพเก่าทรุดโทรม อย่างน้อยก็เป็นรุ่นที่ผลิตเมื่อสิบปีก่อน
เธอจำรถคันนี้ได้
ปีก่อนตอนเธอบรรลุนิติภาวะ ท่านผู้เฒ่าจั่วมอบรถคันหนึ่งให้เธอเป็นของขวัญ ทว่าต่อมาถูกคุณหนูสามของตระกูลจั่วแย่งไปแล้วเลือกรถคันเก่ามาให้เธอแทน
ซือฝูชิงเปิดประตูรถอย่างไม่ใส่ใจก่อนจะนั่งลงตรงตำแหน่งคนขับ
หน้ารถวางปฏิทินเล็กๆ ไว้ มองเห็นวันที่บนหน้ากระดาษสีเข้มได้อย่างชัดเจน
ปฏิทินจันทรคติปี 2025
เธอคว้าปฏิทินมาก่อนสบถว่า “ปี 2025 แล้ว...”
เธอตายมาสามปีแล้ว
คิดไม่ถึงว่าเธอจะฟื้นขึ้นมาใหม่ในร่างของคนอื่น แถมยังข้ามเวลามายังสามปีให้หลังด้วย
เรื่องที่เกิดขึ้นในระยะเวลาสามปีนี้สำหรับเธอแล้วกลับเป็นเรื่องว่างเปล่า จะว่านานก็ไม่นาน เพราะมากพอที่จะทำให้เห็นว่าเป็นคนใหม่ในร่างเดิม
ปัจจุบันเธออยู่ในรัฐต้าซย่า อยู่ห่างจากโลกอดีตจนกลับไปไม่ได้แล้ว
ต่อให้กลับไปได้ แต่จะมีใครเชื่อบ้างว่าเธอยังไม่ตาย
ซือฝูชิงบิดเปิดฝาโค้กที่เพิ่งซื้อมาจากตู้ขายน้ำอัตโนมัติเมื่อครู่พร้อมฉีกยิ้มกว้างกว่าเดิม “ตายก็ดื่มแก ตอนมีชีวิตก็ดื่มแก ฉันคงผูกพันกับแกมากจริงๆ”
ขณะนี้เป็นเวลาเช้ามืดตอนตีสอง รอบข้างเงียบสงบ ท้องฟ้ายามค่ำคืนไร้ซึ่งแสงดาวและพระจันทร์
มีลมยามค่ำคืนพัดผ่านมาทางหน้าต่าง ทันใดนั้นซือฝูชิงก็แววตาวูบไหว
เพราะเป็นกลิ่นคาวเลือดที่ทั้งเบาบางและเจือจาง แถมยังมีกลิ่นหอมอ่อนๆ พัดโชยปะปนกลบกลิ่นคาวเลือดมาด้วยเป็นระยะๆ
แต่เพราะเธอรบราฆ่าฟันมาหลายปี ประสาทสัมผัสรับกลิ่นพวกนี้จึงว่องไวเป็นพิเศษ
ซือฝูชิงกระดกโค้กดื่มอีกอึกก่อนจะปิดฝาขวด
ตอนนี้เธอเป็นยาจกคนหนึ่งจึงไม่อยากเหลือโค้กแม้แต่หยดเดียว
ส่วนอีกมือก็คว้าไขควงอันหนึ่งที่วางอยู่ในรถไว้
เพียงชั่วพริบตาเดียวประตูรถที่ถูกล็อกไว้ก็ถูกเปิดออก
กลิ่นอายเย็นยะเยือกคืบคลานเข้ามา ฉับพลันกลิ่นคาวเลือดก็รุนแรงขึ้นทันที
เขาเป็นผู้ชายคนหนึ่ง
รูปร่างสูงใหญ่ ไหล่กว้าง ส่วนโค้งเว้าช่วงเอวสมบูรณ์แบบ สองขาเรียวยาวแข็งแรง
รูปโฉมดั่งรูปปั้นเทพเจ้าที่ไม่อาจมองข้ามและไม่กล้าใฝ่ฝันถึง
ด้วยร่างนี้ยังไม่เคยผ่านการฝึกฝนทักษะสำรวจในตอนกลางคืนอันมืดมิดแบบนี้ ซือฝูชิงจึงเห็นรูปร่างของเขาได้ไม่ถนัดตานัก
หางตาของเธอแฝงไปด้วยรอยยิ้ม จ้องมองเขาไม่วางตาพร้อมกับที่มืออีกข้างกำลังโยนขวดโค้กไปด้วย
สีหน้าไร้ความกลัวของหญิงสาวทำให้ชายคนนี้ชะงักไป
แต่เขาก็ไม่ได้ลืมเรื่องสำคัญตรงหน้า แผ่นหลังค่อยๆ โค้งต่ำลง
“ชู่ว” นิ้วเรียวยาวของเขาแตะริมฝีปากของเธออย่างเบามือ
ในขณะเดียวกันก็ใช้มืออีกข้างปิดประตูรถไปด้วย