หนึ่งในอัสดง: บทที่ ๖ : มีความลับที่อยู่ในเรือน ตอนที่ 6
"นั่งสิ" เมื่อเดินมาถึงห้องใหญ่ห้องหนึ่งกานดาก็บอกให้อัสดงนั่งลงที่ตรงเบาะนั่ง ภายในห้องนั้นเป็นห้องโล่งกว้างหากแต่ตรงพื้นมีสัญลักษณ์วงเวทย์ขนาดใหญ่วาดเอาไว้ และตรงที่กานดาบอกให้อัสดงนั่งลงไปนั้นก็คือใจกลางวงเวทย์นั้นนั่นแหละ
"ข้าจะรักษาแผลที่แผ่นหลังให้...เห็นเช่นนี้แต่ข้าน่ะเป็นหนึ่งในผู้ถือครองสมานยเวทย์ที่เก่งกาจมีชื่อเสียงก้องอณาจักเชียวหนา"
"เก่งขนาดนั้นผมนี่รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ท่านช่วยรักษาเลยครับ" ว่าแล้วก็นั่งลงตรงเบาะอย่างไม่คิดอะไรมาก
และทันทีที่อัสดงนั่งลง กานดาที่นั่งรออยู่แล้วพนมมือขึ้นปากพึมพำคาถาดวงตาหลับพริ้ม ทันใดนั้นวงเวทย์ที่ถูกวาดไว้ที่พื้นก็เปล่งแสงสีชมพูอ่อนขึ้นพร้อมกับเกิดวงเวทย์แบบเดียวกันขึ้นที่เหนือแผ่นหลังของอัสดง ความร้อนแผ่ซ่านไปทั่วแผ่นหลังลามรุกไปตามร่างกายจนเหงื่อกายไหลซ่ก แต่ดูเหมือนความร้อนที่เกิดขึ้นนั้นจะช่วยบรรเทาความปวดได้อย่างมากโข
ความรู้สึกเหมือนเข้าสปา แถมไอ้ความเจ็บจี๊ดๆ ที่กำลังแล่นไปแล่นมาก็ไม่ต่างอะไรจากตอนไปนวดเลย
"เมี้ยวว" เสียงสัตว์สี่เท้าที่แสนคุ้นเคยดังขึ้นปรากฎร่างเจ้าแมวสีขาวตัวอ้วนที่ในตอนนี้ขนที่แสนมอมแมมนั่นฟูฟ่องมากกว่าเดิม มันดินเข้ามาในห้องแล้วหาวหวอด พอเห็นว่าอัสดงกำลังนั่งอยู่กลางวงสมานญาเวทย์เลยลากร่างกายอันอ้วนตุบนั่นไปนั่งอยู่ข้างกมลอินทร์แทน
อัสดงเห็นแบบนั้นก็โล่งใจ เพราะดูท่าว่าก้อนฝุ่นเองก็สัมผัสได้ถึงความไว้วางใจและความอบอุ่นที่ทั้งคู่มอบให้มาได้ จนยอมมอบความไว้วางใจให้กับบุคคลเหล่านี้กลับคืนไปเช่นเดียวกัน
"แล้วไอ้นี่พวกท่านเอาออกได้ไหม" พูดแล้วยกโซ่ตรวนอันหนักที่ยังคงติดอยู่ที่ข้อมือทั้งสองข้างของเขาชูขึ้นให้ดู กมลอินทร์ส่ายหน้าปฏิเสธทันทีที่เห็น
"โซ่ตรวนชิ้นนั้นถูกลงยันต์ของท่านขุนเพลิงภพเอาไว้ หาใช่ว่าจะมีผู้อื่นใดคลายมนต์ได้"
"แปลว่าคนที่จะเอาโซ่ตรวนนี่ออกได้...คือไอ้ท่านขุนเพลิงภพอะไรนั่นงั้นเหรอครับ" ไม่ต้องรอให้มีใครตอบอัสดงก็รับรู้ได้ถึงคำตอบในทันที
"ท่านขุนเพลิงภพอะไรนั่น...เป็นคนแบบไหนเหรอครับ" ถามขึ้นอย่างใคร่รู้และเพื่อเป็นการฆ่าเวลาระหว่างรักษาแผ่นหลัง
"หืม...เจ้าหมายถึงอุปนิสัยใจคออย่างนั้นรึ"
"ประมาณนั้นล่ะมั้งครับ" กมลอินทร์หยุดคิดครู่หนึ่งเพราะกำลังเค้นนึกถึงคนที่เขาพบเห็นได้ตามงานพิธีสำคัญที่จัดขึ้นในวังหลวงบางบางครั้งแต่ไม่เคยได้คุยกันเลยสักหน
ใบหน้าเย็นชา สายตาคมกริบ และคำพูดที่แทบจะไม่เคยเอ่ยเหมือนกลัวดอกพิกุลจะร่วงจากปากนั่น บอกตรงๆ ว่าเขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่ะว่าขุนเพลิงภพเป็นคนยังไง แต่ที่ต้องยอมรับอย่างเดียวเลยคือความหล่อเหลาที่สะกดสายตาได้ทั้งชายหญิงที่อีกคนมีนั่นแหละนะที่เลื่องลือควบคู่กันมากับฝีมืออันแสนฉกาจจนทำให้ได้รับตำแหน่งเป็นขุนหลวงด้วยอายุเพียงสิบเจ็ดปี
"ข้านั้นมิได้สนิทชิดเชื้อกับท่านขุนมากเสียเท่าไหร่ เพราะงานราชการค่อนข้างต่างกัน" ยกมือขึ้นกอดอกแล้วใช้มือซ้ายจับลูกคางของตนเองพลางหลับตาทำท่าคิดหนัก "แต่เท่าที่ได้ยินมาท่านขุนนั้นเป็นขุนพลอายุน้อยที่ได้รับความไว้วางพระทัยจากองค์เหนือหัวเพราะมีฝีมือเก่งกาจ เลยได้รับตำแหน่งท่านขุนตั้งแต่วัยเยาว์...ส่วนอุปนิสัยใจคอ...จากที่ข้าเคยพบเห็นบ้างบางครา ท่านขุนพูดน้อย มิเอื้อนเอ่ยก่อนหากไร้คนถาม จิตใจเด็ดขาดไร้ความปรานี ใบหน้านิ่งเฉยราวรูปปั้น ข้าน่ะยังมิเคยเห็นรอยยิ้มของท่านขุนเลยสักครั้ง"
"เจ้านี่ไร้โชคเสียจริงที่พอมาก็ได้พบเจอท่านขุนเพลิงภพ หากพบเจอกับผู้อื่นก่อนคงมิเจ็บเจียนตายปานนี้" กานดาละจากการร่ายมนต์คาถามาเอ่ยแซวอัสดงที่ข้ามภพมาเพียงไม่กี่วันก็ดันได้แผลแส้เฆี่ยนจากขุนเพลิงภพเสียแล้ว
"นั่นสิครับ ผมนี่โคตรจะโชคร้ายเลย"
"แล้วกับเพลิงเศวตล่ะ เจ้าทำเยี่ยงไรเหตุใดมันจึงไว้ใจเจ้านัก" กานดาถามถึงเจ้าแมวสีขาวตัวน้อยที่หลับปุ๋ยอยู่ข้างกมลอินทร์เป็นอันเรียบร้อย
"ผมไม่ได้ทำอะไรเลย แต่ตอนที่เจอกันนั่นก้อนฝุ่นดูกลัวมากผมเลยกอดเขาเอาไว้" นึกถึงภาพเมื่อไม่กี่วันก่อนที่เจ้าแมวนั้นยังคงเป็นแค่เปลวไฟอยู่ก็ชวนให้หวนนึกถึงไม่น้อย "อาจเพราะเราต่างคนต่างรู้สึกว่าตัวเองโดดเดี่ยวเหมือนกัน เลยเข้าใจกันได้ง่ายล่ะมั้งครับ" ตอบไปตามความจริงโดยที่ก็ไม่รู้หรอกว่าคนที่ฟังนั้นจะเข้าใจไหม ก็ได้แต่หวังว่าอีกฝ่ายจะต้องเข้าใจในสิ่งที่เขาพูดน่ะนะ
"ว่าแต่เพลิงเศวตนี่ทำไมถึงมีคนต้องการตัวมันขนาดนั้นเหรอครับ ทั้งคน ทั้งยักษ์ ไล่ตามกันไม่ยอมหยุดเลย"
"ยักษ์? นี่เจ้าเคยเจอกับขุนพลรามสูรด้วยอย่างนั้นรึ"
"ขุนพลรามสูร? ใช่ที่ใส่หน้ากากยักษ์หรือเปล่าครับ"
"ใช่แล้วล่ะ ว่ากันว่าขุนพลรามสูรเป็นทหารศึกกายาสูงใหญ่มากล้นเปี่ยมด้วยฝีมือที่มีด้วยกันเจ็ดคน แต่งกายด้วยชุดคลุมสีดำสนิทแต่สวมหน้ากากยักษาต่างตระกูล เป็นขุนพลที่ก่อให้เกิดจลาจลและการหลั่งเลือดขึ้นทุกคราที่ปรากฏกาย"
"แล้วคนพวกนี้ต้องการเพลิงเศวตไปทำไมกันล่ะครับ เพลิงเศวตที่พวกคุณต้องการนั้นมันสำคัญขนาดนั้นเลยเหรอครับ" ทั้งสองคนชะงักไปในทันทีเมื่อบทสนทนาในตอนนี้กำลังกล่าวถึงหนึ่งในห้าเพลิงสวรรค์
"ข้าบอกไม่ได้หรอก เพราะสิ่งที่ข้ารู้มานั้นก็มีเพียงตำนานเพลิงสวรรค์เท่านั้น แต่เหตุผลที่แก่งแย่งเพลิงเศวตกันนั้นข้าเองก็มิเข้าใจ"
"ข้าเองก็เช่นกัน ไม่สิ...หากจักพูดให้ถูกต้องนั้นต้องบอกว่าตำนานเพลิงสวรรค์คือตำนานที่ไม่สามารถแพร่งพรายสู่ผู้คนในภพได้ เพื่อป้องกันการเกิดภัยอันตรายจากเหล่าผู้โง่เขลาที่จักนำมา เลยทำให้พวกเราต่างรู้กันเพียงผิวเผินเฉกเช่นเดียวกันกับผู้อื่น" กานดาอธิบายให้กระจ่างมากขึ้น
"อ๋อ ประมาณว่าไอ้เพลิงสวรรค์นี่คงประมาณว่าเป็นอาวุธร้ายแรงอะไรทำนองนั้นสินะครับ เลยทำให้ไม่มีใครรู้เท่าไหร่ แถมทางการก็ต้องปิดเอาไว้เพื่อป้องกันอันตรายอะไรทำนองนั้น"
"คงกระนั้นล่ะมัง"
พรึ่บบบ!
แสงสีเขียวอ่อนเรืองรองขึ้นจากยันต์ที่ถูกแปะเอาไว้ที่กำแพง กมลอินทร์เห็นแบบนั้นก็รีบปรี่ตรงไปดึงแผ่นยันต์นั่นออกแล้วมองภาพที่กำลังแสดงอยู่เหนือแผ่นยันต์อย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา
"มีอะไรอย่างนั้นรึอินทร์" เอ่ยถามขึ้นทันทีที่เห็นว่าสหายคนสนิทของตนนั้นกำลังทำหน้าตื่นตระหนกอย่างสุดขีด
"นั่นสิครับ ทำหน้าตาตื่นอย่างกับเจอผี"
ชายหนุ่มหันใบหน้าที่ซีดเซียวหาอัสดงและกานดาที่กำลังนั่งอยู่ก่อนจะพูดด้วยเสียงอันสั่นเทาว่า "มิใช่ผี....แต่น่ากลัวมากกว่าผี"
คำตอบนั้นทำเอาอัสดงและกานดาต้องหันมองหน้ากันอย่างสงสัย กานดาเลยเอ่ยถามออกไปอีกรอบ "อะไรกันที่น่ากลัวกว่าผี"
"ท่านขุน..."
"ท่านขุน? ขุนไหนแล้วเขาทำไมรึ"
"ท่านขุนเพลิงภพ...ในตอนนี้เขามาถึงที่เรือนหลักแล้ว..."
"อ๋อ ก็นึกว่าอะไร" อัสดงตอบรับแล้วหันหน้ากลับตามเดิม แต่หือ เมื่อกี้นี้กมลอินทร์ว่ายังไงนะ
"วะ ว่าไงนะ...ไอ้ขุนเพลิงภพโรคจิตนั้นตอนนี้อยู่ที่นี่อย่างงั้นเหรอ!?"
...
ตึก ตึก ตึก
บุรุษหนุ่มใบหน้างดงามสวมอาภรณ์สีนิลกาฬเดินลงจากรถเกวียนม้าคันสวยด้วยท่าทีสง่าโดยข้างกายนั้นมีชายหนุ่มผู้เป็นมือขวาตามมาอย่างไม่ห่าง เหล่าบ่าวไพร่ผู้ดูแลเรือนต่างวิ่งกรูมาคอยปรนนิบัติผู้มียศเป็นถึงท่านขุนด้วยความนอบน้อมอย่างคอยช่างเอาอกเอาใจ เพราะการทำให้แขกผู้มาเยือนเรือนพึงพอใจถือเป็นหน้าที่อันยิ่งใหญ่ที่พวกเขาต้องทำ
"สายัณห์สวัสดิ์ขอรับท่านขุนเพลิงภพ" ผู้ได้รับหน้าที่เป็นหัวหน้าผู้ดูแลเรือนโค้งตัวก้มทำความเคารพผู้มาใหม่ทันทีที่อีกฝ่ายนั้นเดินขึ้นกระไดมาจนถึงตัวหน้าตัวเรือน
บุรุษผู้เป็นท่านขุนพยักหน้ารับเบาๆ แล้วกวาดสายตามองรอบๆ ทำให้ทุกอย่างเงียบทันทีเมื่อผู้ดูแลเรือนเองก็รอให้ท่านขุนตอบอะไรกลับมาสักอย่าง ส่วนตัวท่านขุนเองก็รอให้มือขวาของเขาตอบคำถามแทนอย่างที่มือซ้ายของเขาทำเช่นกัน
แอบหันไปมองอีกคนที่ยังคงเงียบและกำลังมองมาที่เขาอยู่ แล้วส่งสายตาบอกว่าก็ตอบอะไรไปเสียทีแต่ดูเหมือนว่ารชตะนั้นจะไม่เข้าใจ
"อ่ะแฮ่ม" กระแอมไอไปหนึ่งครั้งเพื่อส่งสัญญาณให้อีกฝ่ายพูดอะไรได้แล้ว แต่ดูจากการที่อีกคนทำหน้างงแล้วนั้นผู้เป็นท่านขุนก็ได้แต่ต้องถอนหายใจนี่ถึงเป็นเหตุผลที่เขามักจะพารุทรไปไหนมาไหนด้วยเสมอ เพราะไม่ว่าจะเป็นการตอบคำถาม หรือการวางตัวอย่างถูกตามขบนธรรมเนียมนั้นรุทรจะเชี่ยวชาญและรู้ใจเขามากว่าว่าควรแก้ไขสถานการณ์แบบไหน และต้องวางตัวยังไงถึงจะดีที่สุด
แต่รชตะที่เอาแต่ร่ำเรียนการต่อสู้และมนต์คาถานั้นก็เชี่ยวชาญเพียงแต่การใช้กำลังจนแทบไม่ได้เรียนรู้เกี่ยวกับมารยาททางสังคมเลยก็ว่าได้ ก็ได้แต่คิดแล้วก็สงสัยว่านี่พามาถูกคนแน่ใช่ไหม ทำไมมันดูท่าจะเละตั้งแต่ยังไม่เริ่มขนาดนี้กันนะ
"สายัณห์สวัสดิ์ ต้องขออภัยด้วยที่มาโดยมิได้บอกล่วงหน้าพอดีว่ามีงานราชการด่วนน่ะ" สุดท้ายก็เป็นเพลิงภพที่ต้องตอบตามมารยาทนั้นด้วยตัวเอง "ได้ข่าวว่ามีแขกอื่นที่เรือนนี้ด้วย ข้าคงจะมิได้มารบกวนมากเกินไปใช่หรือไม่"
"ไม่รบกวนหรอกขอรับ เพราะแขกอื่นที่ท่านพูดถึงนั้นคือกระผมเอง" กมลอินทร์เดินออกมาจากเรือนหลักในชุดสบายๆด้วยผมฟูฟ่องที่เหมือนคนพึ่งตื่น โดยที่ได้แต่หวังว่าอีกคนจะไม่รู้ว่าเขาน่ะเมคอัพเองเมื่อกี้ให้มันดูเนียนๆ เหมือนพึ่งตื่นยามเย็นอะไรอย่างนั้น เดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าของเพลิงภพแล้วยกยิ้มทักทายด้วยความยียวน ก่อนจะหาวหวอดโชว์ไปที ซึ่งไอ้การหาวอ้าปากกว้างนี่คือง่วงจริงไม่ได้แสดง
"ท่านขุนมีธุระอันใดรือขอรับ จึงมาโดยมิได้บอกกล่าวกันเช่นนี้...หากจะมาพบคุณหลวงเทียมนภาดูท่าจะเสียเที่ยว เพราะตอนนี้ท่านไปราชการที่ต่างเมืองกำลังอยู่ในระหว่างการเดินทางกลับ" กมลอินทร์เอ่ยบอกกับเพลิงภพถึงผู้เป็นเจ้าของเรือนมิ่งมารุตอย่างคุณหลวงเทียมนภา หรือที่พวกเขารู้จักกันดีในนามว่าม่านเมฆ แต่อัสดงก็ทำหูทวนลมพราะเป้าหมายที่แท้จริงของเขานั้นหาใช่การมาหาคุณหลวงเทียมนภาไม่
"ข้ามิได้มาพบท่านม่านเมฆาดอก"
"แล้วมาพบผู้ใดกันรึขอรับ"
"คนที่ข้ามาพบน่ะคือท่านยังไงล่ะ...ท่านกมลอินทร์" ประโยคสุดท้ายเอ่ยขึ้นพร้อมสายตาเย็นเฉียบกับน้ำเสียงดุดันทำเอากมลอินทร์ต้องผงะถอยหลังด้วยเหงื่อที่ชื้นขมับ
"ไอ้ท่านขุนนี่จมูกดียิ่งกว่าหมาอีก นี่คงไม่ใช่ว่าโซ่ตรวนอันนี้มันมีเครื่องติดตามตัวติดเอาไว้อยู่หรอกใช่ไหม" อัสดงที่นั่งดูเหตุการณ์จากทางไกลผ่านยันต์สอดแนมพูดคนเดียวแล้วมองโซ่ตรวนอันเบ้อเร่อที่ยังคงนิ่งสนิทไม่มีวงเวทย์อะไรเรืองแสงขึ้นมา แต่ก็ยังไว้วางใจไม่ได้เพราะไอ้ท่านขุนโรคจิตนี่ดันมาถูกที่ถูกเวลาฉิบหายจนเขาแอบกลัวว่ามันจะมีเครื่องติดตามแบบที่คิดเอาไว้จริงๆ
'ดูท่าว่าท่านขุนตรงหน้านี่จะรู้เรื่องของอัสดงกับก้อนฝุ่นเป็นแน่แท้ ถึงได้บุกมาถึงที่อย่างมิยำดเกรงเช่นนี้' กมลอินทร์ที่ยืนเหงื่อแตกพลั่กได้แต่คาดคะเนในใจ แต่ก็ใจดียิ้มสู้เสื้อแม้เหงื่อจะแตกพลั่กจนแทบจะไหลเข้าตาแล้วก็ตาม
"มาพบกระผมงั้นรึ? ล้านวันพันคืนท่านไม่เคยต้องการพบกระผมเลยสักหน ครานี้มีเรื่องอันใดจึงต้องการพบกระผมกันล่ะขอรับ"
"ท่านเองก็รู้อยู่แก่ใจ อย่ามาทำไขสือให้เสียเวลาหน่อยเลย" ตาคมตวัดไปยังด้านหลังเสาเรือนต้นใหญ่ที่กานดาแอบอยู่จนคนที่ลอบมองนั้นขนลุกตั้งชันขึ้นตั้งแต่หัวจรดเท้า กมลอินทร์เลยรีบเอาตัวเข้าไปบังมุมสายตาด้วยท่าทางมีพิรุธเหมือนกลัวเพลิงภพจะไม่รู้ว่าเขาซ่อนอีกคนเอาไว้แต่เพลิงภพก็เดินหน้าทำเหมือนจะพุ่งไปกระชากตัวของกมลอินทร์ออก กานดาที่หลบอยู่หลังเสาและอัสดงที่ดูผ่านยันต์สอดแนมถึงกับกำมือแน่นอย่างลุ้นระมึก
หมับ!
แต่ก่อนที่อัสดงจะได้เอื้อมมือไปคว้ากมลอินทร์ ไหล่ขวาก็ถูกจับเอาไว้ด้วยแรงอันแผ่วเบาพร้อมกับเสียงทักทายที่แสนจะคุ้นหู "ท่านขุน"
เพลิงภพไม่ได้ป้องกันตัวและไม่ได้สะบัดออกเพราะเขาสัมผัสได้ตั้งแต่ที่อีกฝ่ายเดินขึ้นกระไดเรือนมาแล้วว่าเป็นใคร
ชายหนุ่มผู้มีเกศายาวสีเขียวอ่อนดวงตาสีม่วงอ่อนทอประกายความอบอุ่นแต่แฝงไปด้วยพลังความรู้ที่น่าเกรงขาม ผู้เป็นเจ้าของเรือนแห่งนี้ที่ได้รับนามพระราชทานว่า คุณหลวงเทียมนภา หรือที่บุคคลผู้สนิทสนมมักนั้นมักจะเรียกกันว่า "ท่านม่านเมฆา"
เพลิงภพก้มหัวทักทายม่านเมฆาอย่างนอบน้อม "อย่ามากพิธีรีตองกระนั้นเลยพ่อภพ คนรู้จักมักจี่กันแท้ๆ" หันไปมองกมลอินทร์ที่ยืนสั่นงันงงก็ได้แต่สงสัยว่าทำไมอีกฝ่ายถึงได้มีสีหน้าตื่นตระหนกถึงเพียงนั้น
"มาหาข้ามีธุระอันใดรึ"
"กระผมมีเรื่องอยากพูดคุยปรึกษากับคุณหลวง...แล้วก็ท่านหมื่นสักหน่อยน่พขอรับ ต้องขออภัยด้วยที่มาอย่างมิได้บอกมิได้กล่าว"
ชายหนุ่มยกยิ้มส่งตอบไปให้อย่างอ่อนโยน "มิเป็นไรดอก เพียงต้อนรับแขกเรือนหาใช่เรื่องลำบากของเรือนข้าไซร้" ม่านเมฆมองกมลอินทร์ที่ทำหน้าเหวอและพยายามทำท่าทางอะไรบางอย่างกับกานดาที่หลบอยู่ด้านหลังที่พยายามส่ายหน้าปฏิเสธก็ได้แต่งุนงงให้กับการกระทำของทั้งสองคน เหมือนจะบอกว่าให้ไล่ท่านขุนกลับไปนะแต่ถ้าหากทำอย่างนั้นคงจะเป็นการเสียมารยาทมากแน่ๆ
ม่านเมฆาหันกลับมาหาเพลิงภพที่กำลังยืนมองกมลอินทร์ด้วยสายตาเรียบนิ่งแล้วยกยิ้มก่อนจะพูดประโยคหนึ่งขึ้นแบบไม่มีปีไม่มีขลุ่ย แต่ทำเอาอัสดง กมลอินทร์ และกานดา ถึงกับต้องหน้าเหวอชนิดที่ว่าทุกคนงง กรรมการงง
"หากมีธุระก็อย่ายืนคุยกันเลยพ่อภพ ไหนๆ ก็ถึงช่วงสายัณห์แล้วหากไม่มีธุระด่วนอะไรข้าขอเชิญท่านกินข้าวที่เรือนข้าเลยแล้วกัน"
"พะ..พี่เมฆ ท่านขุนน่ะยุ่งจะตายไป คงไม่สะดวกหรอกขอรับ" กมลอินทร์เผลอพูดขึ้นอย่างตกใจเมื่อคนที่มาใหม่นั้นไม่ได้รู้ถึงสถานการณ์ในตอนนี้ดีเท่าไหร่ แถมยังชวนไอ้ตัวอันตรายกินข้าวเย็นด้วยอีก
แต่พอเหลือบตามองเพลิงภพที่กระตุกยิ้มร้าย หัวใจของเขาก็หล่นวูบไปอยู่ปลายตีนทันทีและเมื่ออีกคนนั้นตอบกลับมาด้วยประโยคที่มาพร้อมรอยยิ้มพิมพ์ใจ "ด้วยความยินดีขอรับท่านม่านเมฆา กระผมน่ะ ว่างแสนว่างเลยล่ะขอรับ" กานดาที่ฟังอยู่เวียนหัวเหมือนลมจะจับ ส่วนอัสดงที่พอได้ยินแบบนั้นก็เป็นลมล้มหงายหลังดังตึงเป็นที่เรียบร้อย
...
"ให้ตายสิ แบบนี้ผมต้องหนีไหมเนี่ย" อัสดงที่เอาแต่ร้อนรนขึ้นแล้วเดินไปเดินมาเพราะไม่สามารถนั่งตูดติดตั่งได้จริงๆ ก็ไอ้ตัวอันตรายที่เขาไม่อยากเจอที่สุดนั่นกำลังนั่งคุยกับผู้เป็นเจ้าของเรือนอยู่ที่ห้องรับรองหลักอย่างออกรสออกชาติ เพียงเห็นเสี้ยวหน้าท่านขุนแค่เสี้ยวเดียว...ขนอ่อนใยร่างกายก็ลุกชูขึ้นทั้งหัวแล้วอย่างขยาดกลัวแล้ว!
"หนีมิพ้นดอก เพียงเจ้าก้าวขาออกไปจากห้องนี้ท่านขุนเพลิงภพคงจะรีบพุ่งมาแล้วเอามีดมาจ้วงพุงดึงไส้เจ้าออกไปในทันที" กมลอินทร์ที่เอาแต่เดินสวนอัสดงไปมาพูดตามความคิดที่คำนวณเอาไว้แล้วว่ามีโอกาสเกิดขึ้นถึงได้ถึง 99.99%
"คนแบบท่านเพลิงภพน่ะแผนการเต็มหัวจนได้ฉายาว่ากินตำราการวางแผนศึกแทนอาหาร ไม่มีทางบุกมาถึงที่โดยไร้แผนการแน่นอน" กานดาที่นั่งตรงตั่งพลางเอาดอกหญ้าหยอกเย้าเล่นกับเจ้าก้อนฝุ่นอย่างใจเย็นพูดขึ้นทำเอาอัสดงที่ลุกลี้ลุกลนอยู่แล้วยิ่งเหงื่อแตกมากขึ้นไปอีก
"อ๊ากกก แล้วท่านม่านเมฆาจะชวนไอ้ท่านขุนนั่นกินข้าวที่นี่ทำไมเนี่ย" กุมหัวตัวเองแล้วตะโกนถามอย่างคนสติใกล้จะแตก
"ช่วยไม่ได้นี่นา ก็มันเป็นมารยาทที่เจ้าของเรือนทุกเรือนต้อง เนอะ ก้อนฝุ่น"
"เมี้ยววว"
"แต่ว่าก็ว่าเถอะนะขอรับท่านกานดา เหตุใดท่านจึงใจเย็นอยู่ได้ แถมนิ่งงั่นราวกับทองมิรู้ร้อนกายมิรู้หนาวเช่นนี้กันล่ะขอรับ ท่านมิได้รู้สึกร้อนวูบวาบกระวนกระวายใจอย่างที่พวกข้ากำลังเป็นเลยรือขอรับ" กมลอินทร์ถามขึ้นเพราะเห็นท่าทีของเพื่อนสาวคนสนิทที่ยังคงเล่นกับเจ้าแมวอย่างไม่นึกสนใจระเบิดเวลาที่กำลังจะประทุขึ้นเมื่อไรก็ไม่รู้อย่างขุนเพลิงภพ
"พวกเจ้าต่างหาก เหตุใดจึงไม่ใจเย็นลงก่อน" ว่าแล้วก็วางทิ้งยอดหญ้าให้วิฬาร์ขาวได้เกี่ยวเลนก่อนจะยกถ้วยชาลายสวยขึ้นจิบด้วยใบหน้าเรียบเฉย "อย่าลืมสิว่ามีข้าอยู่ทั้งคน...ท่านขุนเพลิงภพมิกล้าทำอะไรพวกเจ้าหรอก"
...
"ถึงแม้ว่าจะเป็นต่อหน้าท่านกานดาก็เถอะ แต่หากมีการซุกซ่อนเพลิงเศวตเอาไว้จริง ไม่ว่าอย่างไรกระผมก็ต้องลงโทษทัณฑ์ตามกฎเกณฑ์" กานดาที่ยกถ้วยน้ำชาขึ้นดื่มถึงกับเหงื่อตกเมื่อเพลิงภพพูดประโยคนี้ออกมา กมลอินทร์หันขวับไปมองทันทีแต่อีกคนก็หลบตาเขาหนีซะงั้น!
'ไหนท่านบอกว่าท่านขุนเพลิงภพจะไม่กล้าทำอะไรพวกข้าไง!'
'โทษทีข้าลืมไปว่านั่นคือท่านเพลิงภพน่ะ'
ม่านเมฆาที่เห็นว่าบรรยากาศการรับประทานอาหารเริ่มตึงเครียดก็พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเพื่อคลายความมาคุที่แผ่ซ่านออกมาจากเพลิงภพว่า "ท่านเพลิงภพใจเย็นๆ ก่อน...แม้กมลอินทร์จะดื้อดึงเพียงไหนแต่ข้าว่าการซุกซ่อนเพลิงเศวตไว้โดยที่รู้โทษทัณฑ์อยู่เป็นอย่างดีนั้นเด็กอย่างกมลอินทร์มิทำดอก"
หันไปถามเพื่อยืนยันสิ่งที่ตนเองคิด "จริงหรือไม่กมลอินทร์" แต่กมลอินทร์ที่กำลังนั่งทำตาโตเหงื่อแตกพลั่กจนผิดสังเกต หลบสายตาด้วยการก้มต่ำทำเอารู้เลยว่าสิ่งที่ขุนเพลิงภพพูดมานั้นสงสัยว่าจะเป็นความจริง ม่านเมฆาที่กำลังส่งยิ้มให้ได้แต่คิดในใจว่า 'เหมือนจะแย่แล้วสินะ' แล้วรีบหันหน้าขวับกลับไปมองจานข้าวตรงหน้าด้วยใบหน้าปั้นยิ้มตามเคย
"กระผมมิได้คิดว่าท่านมกลอินทร์แอบซุกซ่อนเอาไว้ เพียงแต่คิดว่าเพลิงเศวตและนักโทษของกระผมนั้นอาจกำลังซุกซ่อนตัวอยู่ที่นี่" เอ่ยบอกผู้เป็นเจ้าของเรือนอย่างใจเย็น ทั้งๆที่สายตายังคงจ้องกมลอินทร์สลับกับกานดาด้วยแรงกดดันมหาศาลจนทำให้คนทั้งคู่กลัวจนแทบจะฉี่ราด
'มองขนาดนี้ไม่เดินมานั่งจ้องหน้ากันให้จบๆ ไปเลยล่ะ' กมลอินทร์คิดในใจ เพราะเขาเองก็ได้ฟังมาบ้างแหละว่าสายตาเพลิงภพคมกริบดุจใบมีด แต่ก็ไม่คิดว่าจะคมกริบถึงเพียงนี้! นี่คิดว่าถ้าถูกมองนานกว่านี้มีหวังตัวของพวกเขาได้ขาดออกครึ่งหนึ่งแน่
"เหตุใดท่านจึงคิดว่านักโทษของท่านซุกซ่อนอยู่ที่นี่กันล่ะ"
"กระผมลงยันต์ไว้ในโซ่ตรวนที่ข้อมือของนักโทษ และที่สุดท้ายก่อนที่สัมผัสจะหายไปคือเขตแดนใกล้บริเวณเรือนของท่าน" อธิบายพลางหงายมือขึ้นแสดงสัญลักษณ์วงเวทย์สีแดงแบบเดียวกันกับที่เขานั้นใส่เอาไว้ในโซ่ตรวนของอัสดง "กระผมคิดว่าเป็นเพราะยันต์กันภัยที่ของเรือนท่านทำให้ไม่สามารถสัมผัสถึงอาคมของกระผมได้ เลยลองมาตรวจสอบดูน่ะขอรับ"
"แล้วนักโทษที่ท่านว่านั้นมีลักษณะเช่นไร ข้าจะได้ให้คนของข้าช่วยตามหา"
เพลิงภพส่ายหน้าปฏิเสธน้ำใจจากอีกคน "เพียงมาโดยมิบอกกล่าวก็รบกวนท่านพอแล้ว กระผมคงมิรบกวนให้คนในเรือนท่านต้องช่วยตามหาอีกหรอกขอรับ"
"หาได้รบกวนไม่พอภพ หากช่วยเหลือได้ข้าเองก็อยากช่วย"
"นักโทษคนนั้นของท่านสำคัญขนาดที่ท่านต้องมาตามหาด้วยตัวเองเลยรึ" กมลอินทร์ทำใจกล้าถามแทรกขึ้น
"มิได้สำคัญ"
"มิได้สำคัญแต่ถึงขั้นลงยันต์อาคมไว้ที่โซ่ตรวน ช่างย้อนแย้ง" กมลอินทร์พูดยียวน
"แล้วหากจับนักโทษผู้นั้นกลับไปได้...ท่านขุนจะทำเยี่ยงไรกับเขางั้นรือเจ้าคะ"กานดาที่นั่งเงียบอยู่นานถามขึ้นมาบ้าง
"ลงโทษ"
"ด้วยการเฆี่ยนตีที่ไม่สมเหตุสมผลแบบที่ทำอย่างนั้นรือขอรับ" ทันทีที่กมลอินทร์พูดประโยคนี้ตาคมดั่งใบมีดก็พุ่งทิ่มเข้าที่กมลอินทร์อย่างแรงจนเขามีภาพตัวเองกระอักเลือดโผล่เข้ามาในหัว
"เฆี่ยนตีงั้นรึ" หรี่ตากระตุกยิ้มร้ายเมื่ออีกฝ่ายคลายความจริงออกมา
รชตะที่นั่งกินข้าวเงียบๆแอบเห็นรอยยิ้มของผู้เป็นนายก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาเพราะดูท่าว่ากมลอินทร์จะเผลอพูดในสิ่งที่ทำให้เพลิงภพมั่นใจว่าเขาและกานดาเป็นผู้ซุกซ่อนอัสดงและเพลิงเศวตรเอาไว้ที่นี่เป็นแน่แท้
"โถ่เอ้ย! ท่านอินทร์นะท่านอินทร์ จะพูดเรื่องเฆี่ยนตีไปทำไมกันเนี่ย" อีกด้านหนึ่งที่ระเบียงชมวิวของเรือนสงัดอัสดงที่กำลังมองภาพเหตุการณ์ผ่านทางวงเวทย์อาคมสอดแนม (ที่ทำให้เห็นภาพได้หลายมุมและชัดเจนกว่ายันต์สอดแนม) ที่กมลอินทร์สร้างไว้ให้ก็ได้แต่ส่งเสียงอย่างขัดใจเหมือนเชียร์มวยแล้วอีกฝ่ายต่อยไม่โดน
มองทุกอย่างด้วยความลุ้นระทึกว่ากมลอินทร์กับกานดาจะเอาตัวรอดจากเพลิงภพได้ไหม แต่ดูท่าแล้วก็คงจะไม่...เล่นเลิ่กลั่กกันขนาดนั้นแถมยังโพล่งออกมาเองอีก ให้ตายเถอะไอ้สองคนนี้นี่โกหกไม่เก่งเลยจริงๆ
"แบบนี้เราแย่แน่เลยก้อนฝุ่น" พูดกับวิฬาร์ตัวสีขาวสะอาดที่กำลังก้มหน้าก้มตากินอาหารในชามอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว อัสดงนั่งลงตรงพื้นวางยันต์ไว้ตรงตั่ง แขนข้างหนึ่งวางแนบไว้บนตั่งแล้วใช้แขนอีกข้างค้ำยันศีรษะอันหนักอึ้งให้ตั้งไว้เพื่อมองดูสถานการณ์ต่อไป
แต่แล้วสายตาก็เผลอเหม่อมองไปที่เพลิงภพอย่างไม่ได้ตั้งใจเพราะถูกความหล่อเหลาเอาการนั่นดึงดูความสนใจไปจนหมด ใบหน้าด้านข้างที่เห็นถึงสันจมูกตั้งเด่น สันกรามคม คิ้วหนาเรียว ตารีมีอำนาจที่ใครมองเป็นต้องถูกสะกด ไหนจะปากหยักเข้ารูป ที่พอรวมทุกอย่างในเครื่องหน้านั้นบอกได้เลยว่าเหมือนฟ้าประทานไม่เกินจริง
"ก็หล่อนะแต่หน้านิ่งไปหน่อย" วิจารณ์อีกคนจากที่ไกลๆตามความคิดของตนเอง ยอมรับแหละว่าไอ้ขุนนั่นมันหล่อ แต่เพราะใบหน้าที่เรียบตึงเอาแต่นิ่งเหมือนรูปปั้นทำให้เสน่ห์ที่ควรมีมันหายไปเยอะเลยเนี่ยสิ นี่ถ้ายิ้มบ้างคงจะกระชากใจหนุ่มสาวได้จนโงหัวไม่ขึ้นแน่ๆ
ขวับ!
"เหี้ย!!" เผลอสะดุ้งจนหลายหลังเมื่อคนที่เขาวิจารณ์อยู่เมื่อครู่นั้นหันมามองทางเขาอย่างกับรู้ตัวว่าถูกแอบมอง แล้วก็ต้องสะดุ้งตัวอีกครั้งเมื่อสร้อยคอเส้นสวยที่เขาสวมใส่อยู่เป็นประจำถูกกระชากจนหลุดออกจากคอระหงอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว!
พรึ่บ!
"เห้ย!" อัสดงตกใจรีบหันไปตามแรงกระชากก็พบกับนกฮูกสีดำตัวใหญ่ที่มาตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้แต่เจ้านกฮูกตัวนั้นมันคาบสร้อยของเขาเอาไว้อยู่!
"เอาคืนมานะ!" ตะโกนให้อีกตัวตกใจแต่เจ้านกฮูกนั่นกลับกระพือปีกจนเกิดลมพัดแรงและวงเวทย์สีแดงขึ้น แล้วไอ้เจ้านกอ้วนตัวโตนั่นก็บินโฉบอัสดงหนีเข้าไปในวงเวทย์นั้นหายไปต่อหน้าต่อตา แต่ว่าดันไปปรากฎกายอยู่ต่อหน้าของเพลิงภพที่เขากำลังลอบมองผ่านวงเวทย์อาคมสอดแนม
จับแผ่นยันต์แล้วจ้องมองอย่างไม่เชื่อสายตา เมื่อกี้มันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเร็วจนเขาก็แทบไม่รู้เลยว่าเกิดขึ้นได้ยังไง พอเห็นภาพของไอ้เจ้านกฮูกตัวท้วมที่บินไปเกาะไหล่เพลิงภพอย่างรู้ความแถมยังคายสร้อยที่คาบไว้ให้กับอีกคนก็ได้แต่อ้าปากค้าง
"อะ ไอ้นกเวรนั่น!"
และพอกานดากับกมลอินทร์เห็นสร้อยก็ทำเอากลืนข้าวไม่ลงเพราะพวกเขารู้ดีว่านั่นน่ะคือสร้อยของอัสดงยังไงเล่า!
เพลิงภพกระตุกยิ้มอย่างห้ามไม่ได้เมื่อเห็นใบหน้าของสองเกลอที่กำลังถอดสีจนแทบจะขาวเป็นกระดาษเอสี่ ตาคมมองสร้อยในมืออย่างไร้ความสงสัย แต่คิดว่าถ้าหากเป็นสิ่งที่ปักษีของเขานำมาให้ไม่ว่าอย่างไรก็มีความหมายเป็นแน่
"ท่านม่านเมฆา"
"ว่าอย่างไรท่านพ่อภพ"
"นี่ก็มืดมากแล้วหากเดินทางกลับตอนนี้กว่าจะถึงเรือนรับรองของกระผมที่ต่างเมืองก็คงจวนจะเช้าตรู่...อีกอย่างวันรุ่งกระผมก็ต้องมาตรวจสอบเรือนท่านอยู่ดี" ม่านเมฆาฟังตามที่เพลิงภพพูดก็พอจะรู้ความหมาย แต่ก็ต้องถามอีกฝ่ายออกไปตามมารยาท
"นั่นสินะ ถ้าอย่างนั้น...พ่อภพจะค้างที่เรือนของข้าดีหรือไม่ เดี๋ยวข้าให้บ่าวใช้จัดเตรียมห้อง"
"ไม่ดี!!" กานดาและกมลอินทร์รวมถึงอัสดงที่รับชมผ่านจอตะโกนออกมาพร้อมกัน
"ข้าเพียงขอพักสักคืน มิได้อยู่ขวบเดือนเสียหน่อย" เพลิงภพแก้ต่าง
"นั่นสิ แค่คืนเดียวเท่านั้นเอง...น้องกานกับน้องอินทร์คงมิมีปัญหาอันใดหรอก" ม่านเมฆาหันไปยิ้มเย็นๆ ให้กับเด็กน้อยทั้งสองของเขา "จริงไหม?"
"ตะ แต่ว่า" กมลอินทร์พยายามเถียง
"ที่พวกท่านไม่อยากให้ข้าค้างแรมที่นี่...แท้จริงแล้วแอบซุกซ่อนสิ่งใดเอาไว้อย่างนั้นรึขอรับ"
"เปล่าสักหน่อย ท่านขุนอย่ามากล่าวหากระผมนะ"
"ถ้าอย่างนั้นข้าขอค้างแรมที่นี่สักคืน...คงไม่ว่ากันนะขอรับ" กมลอินทร์และกานดาหันไปขอความช่วยเหลือจากม่านเมฆา แต่แน่นอนว่าผู้เป็นเจ้าบ้านนั้นไม่สามารถช่วยอะไรได้เพราะต่างรู้อุปนิสัยของเด็กน้อยทั้งสองของเขาดี แถมเรื่องเก่ายังไม่เคลียร์ เรื่องนี้เขาเองก็ช่วยไม่ได้ คงต้องปล่อยเลยตามเลยให้เป็นไปตามโชคชะตาฟ้าลิขิตเสียแล้วล่ะ
'เอาเถอะ ให้ได้ทำผิดและเรียนรู้ จึงจะเติบโตขึ้นอย่างดี' ม่านเมฆาปลอบใจตัวเองแล้วยกน้ำในแก้วสีเขียวอ่อนขึ้นดื่ม โดยที่กมลอินทร์กับกานดานั้นได้แต่ก้มหน้างุดแล้วบอกขอโทษอัสดงในใจ
'ขอโทษนะอัสดง...แต่เห็นทีคืนนี้เจ้าต้องอยู่ร่วมเรือนกับท่านเพลิงภพเสียแล้วล่ะ!'
โปรดติดตามตอนต่อไป