หนึ่งในอัสดง: บทที่ ๕ : มิตรสหายในต่างภพ ตอนที่ 5
"พะ...เพลิง..เศวต?"
"โฮกก!!!!" คำรามเพียงหนึ่งคราปรากฎว่าทำให้ปฐพีลั่นสั่นสะเทือนจนผู้คนเหนือพื้นต่างล้มก้นจ้ำม่ำเพราะหาที่เหนี่ยวจับเพื่อยึดทรงตัวไว้ไม่ทัน
"มะ เมื่อครู่นี้มันอะไรกัน" หนึ่งในนายทหารเอ่ยขึ้นอย่างใคร่สงสัยและในเพียงอึดใจก็ถูกไขกระจ่างเมื่อร่างใหญ่ของเสือสีขาวสะอาดลายพาดสีดำกระโจนขึ้นมาจากคุกใต้ดินด้วยท่าทีสง่างามจนเกิดเงาบดบังแสงอาทิตย์ไปขณะเวลาหนึ่ง
"เห้ย!!" สะดุ้งถอยหลังอย่างตกใจมือไม้กระตุก เมื่อตรงหน้าคือเสือสีขาวตัวใหญ่ที่มีไฟสีฟ้าใสติดอยู่ที่ตรงอุ้งเท้าทั้งสี่ข้าง
"โฮกกกก! กรร!" มันคำรามอย่างข่มขู่หนึ่งคราอย่างดุดันไม่เกรงใจใคร และหากสังเกตให้ดีจะเห็นว่าที่ตรงหลังของเสือตนนั้นมีร่างของบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งพาดตัวอยู่ด้วยสภาพที่ไม่สู้ดีนัก
นายทหารหนุ่มรีบตั้งแถวห้อมล้อมเสือขาวตนนั้นเอาไว้อย่างหวาดกลัว เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ได้พบเจอเสือสีขาว แถมขนาดตัวยังใหญ่เกินกว่าเสือธรรมดาอีก "ละ ล้อมเอาไว้!" อาวุธในมือถูกชี้ตรงไปยังเป้าหมายเดียวกันคือสัตว์สี่เท้าขนาดใหญ่ที่กำลังแยกเขี้ยวคำรามต่ำในลำคอคล้ายต้องการป้องกันภัยให้กับตัวเองและชายผู้ที่อยู่ด้วย
อาวุธถูกชี้ไปยังเจ้าเสือที่กำลังขาดสติ มันเตรียมจะใช้คมเขี้ยวและกรงเล็บปัดป่ายทำร้ายทุกอย่างที่จะเป็นอันตรายต่อตัวมันและชายที่ถูกพาดตัวเอาไว้ตรงหลัง แต่อาวุธทั้งหลายก็ถูกปลดโดยคาถาที่ทำให้เกิดเป็นวงวิญญาเวทย์สีส้มเรืองขึ้นตรงเท้าของเหล่าทหารสร้างความประหลาดใจให้กับทหารหาญเหล่านั้นจนแทบขวัญหนีดีฝ่อไปหมด
"หนีไปเสีย" เสียงดังขึ้นจากภายในคุกใต้ดินที่เจ้าเสือตัวใหญ่ได้ทลายกำแพงไปเมื่อครู่ รุทรมองจ้องไปยังเสือตัวนั้นด้วยสายตาจริงจังแล้วบอกด้วยสายตาจริงจัง "หนีไปเสีย ก่อนที่ท่านขุนจะกลับมา"
รุทรดีดนิ้วหนึ่งคราปรากฏผ้าสีส้มคาดรัดตัวของอัสดงกับเสือขาวเอาไว้ให้ไม่หลุดออกจากกัน เสือขาวตัวนั้นรับฟังคำพูดของอย่างรู้ความ มันพยักหน้าลงหนึ่งคราก่อนจะรีบหันหลังกระโจนขึ้นไปเหนือท้องนภาอย่างเร่งรีบทำเอาเหล่าผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ได้แต่อ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง...
"สะ..สะ..เสือบินได้!!"
ไม่ใกล้ไกลจากคุกใต้ดินที่เกิดเรื่องแห่งนั้น ก็มีชายหนุ่มผู้สวมใส่อาภรณ์สีนิลกาฬกำลังมองภาพเสือขาวทะยานตัวอยู่บนท้องฟ้าอยู่บนภัตตาคารหรูด้วยสายตาเรียบนิ่ง
เขาเพียงแค่แวะมาราชการ ไม่นึกเลยว่าจะได้เห็นสิ่งที่น่าสนใจถึงเพียงนี้
พอมองไปเห็นผ้าคาดที่มัดผูกเสือกับคนเข้าด้วยกันก็พอจะรู้ว่าเป็นฝีมือของใครที่ปล่อยให้มันหนีรอดไปได้ แต่ช่างเถอะ...เพราะไม่ว่าจะช้าหรือเร็วยังไงทั้งอัสดงและเพลิงเศวตก็ต้องอยู่ในเงื้อมือของเขาอยู่ดี
มือขวายกขึ้นกลางอกเพื่อร่ายคาถาเกิดวงเวทย์สีแดงสดขึ้นที่พื้นใต้เท้า และเมื่อคาถาสิ้นสุดลงมือซ้ายก็ยกขึ้นกระแทกอากาศไปยังทิศทางที่เสือขาวตนนั้นกำลังกระโจนอยู่ "ทำลาย"
ตู้ม!!!
เกิดคลื่นอณูวิญญาณขนาดใหญ่พุ่งกระแทกใส่เสือขาวอย่างรุนแรงแต่แทนที่ร่างของมันจะร่วงหล่นลงไปนั้นกลับกลายเป็นว่ามันได้พรางตัวแล้วอันตรธานหายไปในท้องนภาแทน วินาทีก่อนที่ร่างของมันจะหายไปดวงตาสีฟ้าของมันและดวงตาสีเทาของท่านขุนสบเข้าหากันอย่างบังเอิญ
ผู้เป็นท่านขุนได้แต่มองอย่างไม่ชอบใจเพราะไม่นึกว่าเสือขาวตนนั้นจะมีฤทธิ์ถึงขั้นหนีจากการโจมตีของเขาไปได้ กำหมัดแน่นแล้วหันไปบอกชายหนุ่มผู้เป็นมือขวาของตนด้วยเสียงเรียบเฉย แม้นว่าในใจจะร้อนรนเท่าใดก็ตาม
"ตามหาให้พบ จับมันกลับมาให้ได้"
"ขอรับ"
อีกด้านหนึ่งเสือขาวที่ถูกแรงอณูวิญญาณอัดกระแทกเข้าอย่างเต็มที่ก็ได้แต่วิ่งวนบนอากาศด้วยความเจ็บปวด แต่ถึงกระนั้นความห่วงใยที่มีต่อชายหนุ่มที่มาด้วยนั้นกลับมีมากเกินไปจนทำให้ลืมสิ้นถึงความเจ็บปวดของตนเอง เพราะไม่ว่าอย่างไรก็ต้องพาอัสดงไปที่ปลอดภัยก่อนให้ได้ เจ้าเสือขาวคิดเช่นนั้น
แต่ทันทีที่วิ่งมาไกลถึงน่านฟ้าของเรือนใหญ่เรือนหนึ่งที่ห่างไกลจากคุกใต้ดินมาหลายเมืองพอควร ยันต์กันภัยก็ร้องเตือนขึ้นแล้วบังเกิดเป็นวงเวทย์สีเขียวใสที่เรืองสูงขึ้นมาจนมาถึงตำแหน่งที่เจ้าเสือขาวกำลังยืนอยู่
"…!!" ร่างของเสือขาวตัวใหญ่ร่วงหล่นไปตามแรงดึงดูดอันรุนแรงจนร่างของชายหนุ่มร่วงหล่นหลุดจากหลังของเสือไป "โฮกกกก" เสือขาวไม่รอช้ารีบตะเกียกตะกายไปคาบบุรุษหนุ่มแล้วพลิกตัวรับแรงกระแทกเอาร่างใหญ่ของตนลงพื้นเพื่อป้องกันไม่ให้ชายหนุ่มได้รับบาดเจ็บ
ตู้มมมมม!!
ฝุ่นตลบไปทั่วเมื่อร่างใหญ่ร่วงลงมาจากที่สูง ทันทีที่เกิดเสียงร่วงหล่นนั้นนายทหารผู้ดูแลเรือนใหญ่ก็รีบปรี่เข้ามาล้อมแขกไม่ได้รับเชิญทันที หนึ่งในนายทหารใจกล้าเดินเข้าไปใกล้มองเสือขาวที่นอนหอบอย่างหมดสภาพแล้วเหลือบมองชายหนุ่มที่มีสภาพยับเยินยิ่งกว่า
ความสงสัยและหวั่นเกรงตีคลุ้งขึ้นเต็มดวงหทัยเพราะเสือขาวนั้นช่างตัวใหญ่เกินกว่าจะเป็นเสือธรรมดา แถมเจ้าเสือตัวนี้ยัง...เหาะเหินเดินเหินบนอากาศได้อีกเสียด้วย
"สะ ส่งไปให้ทางวังหลวงดีไหมขอรับ"
"นั่นสินะ...ดูท่าว่านี่จะไม่ใช่เรื่องที่เราควรเข้าไปยุ่งเสียแล้วล่ะ" นายทหารผู้เป็นหัวหน้าเห็นด้วย
"เดี๋ยวก่อน" แต่เสียงใสของหญิงสาวคนหนึ่งก็ดังขัดขึ้น และเมื่อนายทหารเหล่านั้นได้ยินเสียงอันคุ้นเคยต่างนั่งคุกเข่าเพื่อทำความเคารพโดยไม่หันไปมองเลยสักนิดว่าผู้ที่ห้ามปรามเมื่อครู่นั้นคือใคร
"พาไปที่ห้องของข้า แล้วอย่าแพร่งพรายเรื่องนี้ออกไปเด็ดขาด"
"เอ่อ..ที่ว่าให้พาไปนี่..."
"เจ้าเสือขาวตัวนั้น...และบุรุษหนุ่มนั่นด้วย" สิ้นคำสั่งเหล่าทหารมองหน้ากันด้วยความกังวล แล้วผู้เป็นหัวหน้านายทหารก็เอ่ยขึ้นเพราะกลัวว่าหากทำเช่นนั้นผู้ที่ต้องรับผิดเต็มๆเห็นทีว่าจะเป็นเขา การขัดคำสั่งอาจทำให้ถูกลงโทษ แต่หากถูกจับได้ในภายหลังเขาจะถูกกุดหัวแทนเสียน่ะสิ!!
"ตะ...แต่ว่า การทำเช่นนั้นจะมิเป็นอันตรายรือขอรับ" แต่มีหรือที่หญิงสาวผู้นั้นจะสนใจกับเรื่องเล็กน้อยที่หัวหน้านายทหารกำลังเป็นกังวล
"เราหาได้สนใจไม่ หากไม่มีผู้ใดแพร่งพรายออกไปก็ไร้ผู้ล่วงรู้มิใช่รึ"
"ตะ แต่ว่า-"
"อย่าขัดอีกเลย" ชายหนุ่มที่ได้ยินเสียงดังวุ่นวายจากตรงสวนเลยเดินมาดูพูดเสริมขึ้น "ทำตามคำสั่งเสีย ส่วนพวกเจ้าก็เพียงแค่ทำเหมือนไม่รับรู้ว่าเกิดเรื่องใดขึ้นเพียงเท่านั้นเป็นพอ" บอกออกไปแบบนั้นเพราะเขาเองก็เห็นถึงเหตุการณ์ทุกอย่าง และอาจจะด้วยความที่เขาเป็นเพื่อนกับหญิงสาวตรงหน้ามานานพอสมควรด้วยกระมั้ง เลยทำให้รู้อุปนิสัยใจคอซึ่งกันและกันเป็นอย่าง
'คนดื้อดึงแบบนี้ห้ามไปก็มีแต่จะเสียเวลา' บอกหัวหน้าทหารด้วยสายตาแล้วแอบส่ายหน้าเบาๆ
"แต่ว่า..หากคุณหลวงรู้เข้า-"
"ข้าจะรับผิดชอบเอง เพราะฉะนั้นหยุดต่อล้อต่อเถียงแล้วทำตามคำสั่งเสีย" น้ำเสียงของชายหนุ่มกดต่ำอย่างขุ่นเคือง นายทหารเหล่านั้นจึงก้มหน้างุดแล้วตอบรับคำสั่งอย่างขัดไม่ได้
"ขอรับ ท่านหมื่น"
...
แสงแดดยามเช้าสอดส่องผ่านเข้ามาทางหน้าต่างที่ถูกเปิดเอารับหอบเอาสายลมเย็นสบายให้ได้ไหลผ่านเข้ามาภายในห้อง ม่านสีเขียวอ่อนปลิวไสวไปตามแรงลมอ่อนหอบโชยกลิ่นหอมจากหมู่มวลผกาผลิแย้มบานต้อนรับเช้าวันใหม่ลอยเข้ามาส่งกลิ่นอวลอวบชวนลุ่มหลง
เปลือกตาที่ปิดสนิทของชายหนุ่มขยับขลุกขลิกไปมาเนื่องจากว่าถูกแสงแดดแยงตาเต็มเปา ค่อยๆลืมตาตื่นขึ้นอย่างยากลำบากเพราะเปลือกตาหนักอึ้งร่วมกับกายาที่รู้สึกหนักยิ่งกว่า ใช้เวลานานในการเปิดเปลือกตาจนมันสามารถลืมตื่นขึ้นได้เพียงหน่อยนิดแต่ก็ต้องหลับลงอีกครั้งเพราะไม่สามารถฝืนตื่นได้จริงๆ
ฉับพลันความอบอุ่นนุ่มฟูที่ข้างแก้มก็ค่อยๆขยับเข้าใกล้ถูไถกับแก้มใสของเขาอย่างออดอ้อน ส่งเสียงร้องออกมาอย่างเบาๆเฉกเช่นที่ทำเป็นประจำจนไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเจ้าสิ่งที่กำลังถูไถเขาอยู่นั้นคือตัวอะไร
"เมี้ยวว..." เจ้าสัตว์สี่ขาตัวขาวที่ตื่นก่อนขยับตัวเข้าใกล้ผู้ที่ตนถือว่าเป็นนายเพื่อหาความอบอุ่น ทันทีที่อัสดงสัมผัสได้ถึงเจ้าขนฟูก็เอียงใบหน้าซบลงที่กลุ่มขนนุ่มนั่นทันที
"ไม่ได้นะเจ้าเหมียว ปล่อยให้นายของเจ้าได้พักผ่อนเสียอย่าได้ไปรบกวน" เสียงทุ้มฟังดูสบายหูเอ่ยขึ้นแผ่วเบา ตามด้วยเสียงของก้อนฝุ่นที่ร้องในลำคออย่างขัดใจเพราะถูกอุ้มออกไปจากเตียงกว้างการกระทำของชายหนุ่มผู้นั้นนั่นทำให้อัสดงต้องฝืนตื่นลืมตาขึ้นมาดูว่าใครกันที่กำลังอุ้มก้อนฝุ่นออกไป
สายตาพร่าเบลอพยายามมองอย่างตั้งใจเมื่อสิ่งที่เห็นนั้นเป็นเพียงใบหน้าเลือนรางของชายหนุ่มคนหนึ่งที่สวมชุดสีเหลืองอ่อนกำลังนั่งอยู่ที่ข้างเตียงพลางจ้องมองมาที่เขาอย่างไม่วางตา ยิ่งพอเห็นว่าอัสดงขยับตัวคล้ายจะตื่นชายหนุ่มก็ขยับตัวเข้ามาใกล้ขึ้น จนเมื่ออัสดงสามารถลืมตาตื่นได้เต็มที่ ใบหน้างดงามแฝงความซุกซนของชายหนุ่มในอาภรณ์สีเหลืองทองผู้นั้นก็โผล่มาอยู่ต่อหน้าเขาเสียแล้ว
"เหี้ย!" สะดุ้งตกใจยกกำปั้นขึ้นป้องกันตัวเมื่อใบหน้าของพวกเขานั้นช่างเข้าใกล้กันเสียเหลือเกิน ชายหนุ่มในอาภรณ์สีเหลืองทองเห็นปฏิกิริยาของอีกคนก็ถอยหลังไปแล้วหัวเราะให้กับท่าทางที่แสนตลกนั่นไปหนึ่งที
อัสดงค่อยๆ พยุงตัวลุกขึ้นนั่งจนหลังติดหัวเตียงแล้วมองคนตรงหน้าอย่างสงสัย ใบหน้าเยาว์วัยดูท่าจะอายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับเขา เส้นผมสีบลอนด์เฉดสีชานมสว่าง ดวงตาสีทองสุกใส และชุดที่ใส่อยู่นั้นดูก็รู้ว่าต้องเป็นคนมียศถาบรรดาศักดิ์พอสมควร ไหนจะผิวพรรณผ่องขาวเสียจนเรืองแสงได้นั่นอีก
'ใครอีกละคราวนี้ หวังว่าคงไม่โดนจับไปเฆี่ยนตีแบบไอ้ท่านขุนโรคจิตนั่นทำหรอกนะ'
"ท่านหมื่นเจ้าคะ ให้บ่าวยกสำรับข้าวเข้าไปในห้องเลยหรือไม่เจ้าคะ"
"ยกเข้ามาเลย" ชายหนุ่มตะโกนตอบกลับไป เหล่าสาวใช้แต่งกายด้วยชุดสีเขียวอ่อนสามคนเดินเข้ามาพร้อมกับสิ่งที่เรียกว่าสำรับข้าว บ่าวสาวทั้งสามวางสำรับข้าวลงที่โต๊ะตัวยาวสูงประมาณเข่าแล้วจัดแจงเอาชามอาหารออกมาวางอย่างเรียบร้อยเมื่อเสร็จสิ้นหน้าที่ก็ก้มโค้งหนึ่งทีแล้วเดินจากไปอย่าเงียบงัน
อัสดงมองถาดอาหารเหล่านั้นก็ถึงกับรู้สึกว่าน้ำย่อยในกระเพาะอาหารกำลังทำงานย่างหนัก เพราะกลิ่นอาหารที่บ่าวสาวถือเข้ามานั้นถึงจะไม่เห็นภาพแต่กลิ่นนี่แบบหอมชัดเจน และด้วยความที่เขาเองก็ไม่มีอะไรตกถึงท้องมาวันกว่าๆด้วยนั่นแหละนะ จากความหิวมันถึงได้กลายเป็นความโหยแบบนี้
"เจ้าคงจะหิวมากแล้ว ดังนั้นเรามากินข้าวไปนั่งคุยไปกันเถอะ"
"ครับ" ตอบรับด้วยความหน้ามืดตามัวแล้วเดินดุ่มๆตรงไปนั่งอยู่ตรงหน้าสำรับข้าวอย่างนึกทำตัวไม่ถูก อย่างแรกเลยเพราะอาหารที่ประกอบไปด้วยผักอันมากมายสีสันสดใสลักษณะไม่คุ้นตา อย่างที่สองคือชายหนุ่มที่เอาแต่นั่งยิ้มมองหน้าเขาอยู่ตลอดนี่แหละ
'ไม่ใช่หลอกให้กินข้าวมื้อสุดท้ายหรอกใช่ไหม...'
"ท่าน..ไม่ร่วมกินกับข้าพเจ้าเหรอครับ" คำถามที่เป็นรูปประโยคสุดประหลาดทำเอาชายหนุ่มต้องหลุดหัวเราะออกมาอย่างสุดกลั้น
"มิต้องพยายามพูดจาพาทีเฉกเช่นภพข้าดอก เชิญเจ้าพูดตามภาษาอย่างภพที่เจ้าเคยจากมาดีกว่า"
"ถ้าผมพูดอย่างนั้นแล้วคุณจะเข้าใจเหรอครับ"
"เข้าใจสิ มิได้ต่างจนยากที่จะเข้าใจเสียหน่อย" พอได้ยินแบบนั้นอัสดงก็ระบายยิ้มออกมาบ้าง รู้สึกเหมือนในที่สุดก็มีคนเข้าใจเขาสักที ท่ามกลางโลกที่แปลกประหลาดแบบนี้การได้ภพเจอชายหนุ่มตรงหน้าถือจึงว่าเป็นหนึ่งในเรื่องที่แสนโชคดีของเขาเลยก็ว่าได้
"ผมชื่ออัสดง"
"ข้ารู้ๆ" ยกมือขึ้นกวักไวๆเพื่อบอกว่าไม่ต้องแนะนำตัวอะไรให้มากความ "เจ้าคือชายหนุ่มพูดจาภาษาชวนสงสัย แต่งกายด้วยอาภรณ์ประหลาด ผมสีน้ำเงินเข้มราวกับสายธารา ดวงตาสีดวงตาสีฟ้าครามและมีนามว่าอัสดง"
"เป๊ะเหมือนท่องมา"
"แน่นอน เพราะทางส่งสาสน์ประกาศหาเจ้าทุกเช้าจนข้าแทบไม่ได้ตื่นเพราะเสียงไก่ขัน แม้จะมิได้ตั้งใจฟังแต่ก็ประกาศทุกวี่วันเสียจนข้าอดจะไม่จำมิได้จริงๆ" ชายหนุ่มพูดอย่างปลงตก
"แล้วนี่คุณเป็นใครเหรอครับ...ทำไมถึงช่วยผมไว้ล่ะ"
"ข้ามีนามว่ากมลอินทร์ กรมหมื่นกมลอินทร์...ส่วนที่ข้าช่วยเจ้าเอาไว้นั้น" นั่งค้ำคางจ้องหน้าอัสดงด้วยสายตาจริงจังก่อนจะพูดออกมาด้วยเสียงที่กดต่ำ "เพราะว่าข้าสนใจในตัวเจ้าน่ะสิ"
"ห้ะ?" เผลอทำหน้าเหวออย่างตกใจสุดขีดทำเอากมลอินทร์ถึงกับหลุดขำพรืดออกมาอีกคราที่ตัวเขานั้นสามารถแกล้งแหย่อัสดงจนทำหน้าสุดประหลาดออกมาได้
"คุณนี่ดูท่าว่าจะเป็นพวกชอบแกล้งคนอื่นสินะครับ"
"ข้ามิได้ชอบกลั่นแกล้งรังแกผู้ใดเสียหน่อย แต่เจ้าทำตัวให้น่าแกล้งเอง"
"ขอโทษแล้วกันนะครับที่หน้าตาผมมันดูเหมือนพวกน่าแกล้งน่ะ" พูดแบบน้อยใจแล้วใช้ช้อนจ้วงข้าวเข้าปากคำโตก่อนจะแกล้งสะบัดหน้าหนีไปอีกทางเพื่อบอกว่าตนน่ะงอนละ
"โถ่ อย่าใจน้อยไปหน่อยเลยหนา ข้าเพียงแค่เย้าเล่น" กรมหมื่นกลมอินทร์พยายามพูดให้อีกฝ่ายหายน้อยใจ พอเห็นว่าอัสดงมีสีหน้าที่ดีขึ้นเขาก็เริ่มตอบคำถามที่อีกฝ่ายถามเมื่อครู่ "เหตุจริงๆที่ข้าช่วยเจ้าไว้เป็นเพราะว่ามีคนขอร้องข้ามาน่ะ
"มีคนขอร้องมา..." พึมเพากับตนเองเบาๆ
'อย่าบอกนะว่า...เป็นไอ้ขุนโรคจิตนั่น!' อัสดงดีดตัวพรวดลุกขึ้นมายืนด้วยความตกใจ จนกมลอินทร์ที่นั่งอยู่ตรงข้ามได้แต่มองตามด้วยความงุนงง ใจนึกอยากวิ่งไปอ้วกข้าวทิ้งเพราะคิดว่ามียาพิษแต่ก็กลัวว่าจะโจ่งแจ้งเกินไป ถ้าหากทำให้รู้ตัวเห็นทีว่าทางหนีทีไล่เขาจะหดหาย ไหนจะต้องตามหาตัวก้อนฝุ่นที่ถูกพาตัวไปไหนก็ไม่รู้ตอนก่อนที่เขาจะตื่นอีก
ส่วนกรมหมื่นกมลอินทร์ที่เห็นอีกคนมีท่าทางแปลกๆ ก็ได้แต่เกิดความสงสัยในใจว่านี่ไอ้คนจากภพใหม่นี่ดูสติไม่เต็มแบบนี้ทุกคนเลยหรือเป็นแค่กับอัสดงคนเดียว
"ใครเป็นคนขอให้ท่านช่วยผม" สมองประมวลคำถามจากอีกฝ่ายทำให้ไม่สามารถตอบคำถามได้ทันที ยิ่งเป็นแบบนั้นอัสดงที่ไม่ไว้วางใจก็ยิ่งตื่นตระหนกมากขึ้นไปอีก "ไอ้ขุนที่สั่งเฆี่ยนผมใช่ไหม พวกคุณเป็นพวกเดียวกันอย่างั้นสินะ!"
โป๊ก
"โอ้ย!"
"เพ้อเจ้ออะไรของเจ้ากัน" เขกมะเหงกที่กลางหน้าผากอีกคนไปทีเพราะคำพูดเพ้อเจ้อถึงบุคคลที่สามที่ขาเองก็ไม่รู้ว่าใคร "...แต่เดียวนะ ขุนที่สั่งเฆี่ยนตีย่างนั้นรึ" ชะงักคิดไปครู่หนึ่งเมื่ออัสดงเผลอพูดอะไรแปลกๆออกมา ดวงตาสีวทองหรี่ลงทันทีที่รู้ที่มาของแผลเปิดเหวอะหวะตรงแผ่นหลังของอีกฝ่าย 'ที่แท้รอยที่หลังเจ้าก็เกิดจากการถูกเฆี่ยนตีนั่นเอง'
"แผลที่หลังของเจ้านั่นน่ะ ถูกเขี่ยนตีมาอย่างนั้นรึ"
"ก็ใช่น่ะสิครับ...เดี๋ยวนะ...แล้วคุณรู้ได้ยังไงล่ะว่าผมมีแผลที่หลัง"
"เพราะข้ากับอิทร์เป็นคนช่วยกันรักษาให้เจ้าเองยังไงล่ะ" เสียงใสดังมาจากประตูที่ถูกเปิดออกอย่างเบามือเสียจนคนในห้องไม่รับรู้เลยว่ามีผู้มาใหม่
พออัสดงหันไปก็พบกับหญิงสาวท่าทางสง่าสวมอาภรณ์สีชมพูอ่อนปลิวพริ้วไปพร้อมกับเส้นเกศาที่สีที่เข้มขึ้นกว่าอาภรณ์เพียงเฉดสีเดียว ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนทอประกายความอบอุ่นพลันทำให้บรรยากาศรอบตัวนั้นดูสงบและสบายขึ้นหลายเท่า ความระแวดระวังที่อัสดงมีเมื่อครู่หายพลันในพริบตาเดียว อดคิดไม่ได้เลยว่าเธอคนนี้เปิดตัวมาแบบหรูหราฟู่ฟ่าออร่านางเอก ทำเอาเขาที่หล่อเหลาเอาการขนาดนั้นดูเป็นตัวประกอบไปเลย
"เหตุใดจึงทำหน้าอย่างกับว่าเจอผีกันเล่า ข้าน่ะเป็นคนน่ะ" เธอยกมือขึ้นป้องปากแล้วเขาออกมาเบาๆอย่างมีมารยาท จากนั้นมอเล็กก็เลื่อนปิดประตูบานใหญ่อย่างเบามือ เดินนั่งลงตรงตั่งนั่งที่วางอยู่อีกฝั่งของตั่งพาข้าวแล้วแนะนำตัวเองอยางเรียบง่าย
"ข้ามีนามว่ากานดา ผู้ที่ขอร้องให้อินทร์ช่วยเหลือท่านนั้นคือข้าเอง" พูดด้วยรอยยิ้มบางๆที่ทำให้มุมปากสวยยกขึ้นอยู่ตลอดเวลา "ส่วนเหตุผลที่ช่วยท่านเอาไว้นั้นยังคงบอกมิได้...แต่พวกข้าเป็นมิตรกับท่าน และเจ้าเพลิงเศวตที่อยู่ในร่างวิฬาร์ตัวนั้นอย่างแน่นอน"
เบิกตาขึ้นกว้างเพราะไม่คิดว่าคนตรงหน้าจะรู้ถึงความลับในเรื่องนี้ แต่ดูท่าทางแล้วพวกเขาดูเป็นมิตรแบบที่แนะนำตัวมาจริงๆ ให้ความรู้สึกคล้ายกับตอนที่อยู่กับรุทแบบนั้นเลยล่ะ
"แล้วเจ้าก้อนฝุ่น...ผมหมายถึง เพลิงเศวตล่ะครับ ตอนนี้อยู่ที่ไหน"
"ข้าให้บ่าวพายเรือไปส่งที่เรือนสงัดเพื่อรักษาตัวก่อน รอเจ้าจัดการธุระให้เสร็จจึงจะมารับตามไป" กานดาอธิบายอย่างใจเย็น
กมลอินทร์รินน้ำชาจีนสมุนไพรจากกาลงใส่ถ้วยลายจีนยื่นให้กับหญิงสาวที่นั่งอยู่ข้างกัน "ดื่มชาดับกระหายก่อนนะครับท่านกานดา" ยิ้มขอบคุณแล้วหยิบถ้วยชาขึ้นมาจิบดื่มดับกระหาย ทุกการกระทำอยู่ในสายตาอัสดงไม่ห่างจนเป็นกานดาที่รู้สึกว่าถูกจับตามองอยู่ถึงกับต้องวางถ้วยแล้วหันไปพูดกับอัสดงแทน
"ข้ารู้ว่าหากจะให้ไว้ใจผู้ที่พึ่งพานพบเพียงครู่เดียวเห็นทีจะเป็นเรื่องยาก แต่ไม่ว่าอย่างไรข้าก็อยากให้เจ้ารู้ว่าพวกข้านั้นเป็นมิตร และมิได้คิดจะทำร้ายเจ้าเลย" อัสดงหลบตาหลุบต่ำ ดูท่าเขาคงจะแสดงออกชัดเจนเกินไปว่าไม่ไว้ใจสินะ
"ตอนนี้เจ้ากินข้าวก่อนแล้วค่อยไปพบเพลิงเศวตพร้อมกัน รวมทั้งจะได้รักษาแผลที่แผ่นหลังของเจ้าให้สมายดีด้วย"
มองกลมอินทร์สลับกับกานดาที่ยังคงส่งยิ้มให้ไปมา เอาเถอะ ยังไงเสียเขาก็มีทางเลือกไม่มาก เพราะถ้าจะหนีก็ถูกสองคนนี้จ้องอยู่ไม่ละสายตา ถ้าอย่างนั้นคงต้องเป็นไงเป็นกัน ลองเชื่อใจทั้งคู่ดูสักตั้งหากถูกหักหลังก็ค่อยหาทางหนี
"ครับ"
...
"เพลิงเศวตและบุรุษหนุ่มผู้นั้นตอนนี้ยังหาตัวไม่พบขอรับ" เสียงรายงานดังขึ้นจากนายทหารหนุ่มผู้ได้ชื่อว่าเป็นมือขวาคนสนิท ผู้เป็นนายพยักหน้ารับเล็กน้อยแล้วหันไปมองผู้เป็นมือซ้ายที่กำลังนั่งอยู่ข้างกายเขาอย่างขุ่นมัว
เขารู้ว่ารุทรปล่อยให้อัสดงกับเพลิงเศวตหนีไป เขารู้ดีแต่ในใจก็ไม่ต้องการจะลงโทษผู้ที่ควบตำแหน่งมือซ้ายและสหายคนสนิท เพราะตัวเขาเองนั้นก็รู้ว่าการสั่งเฆี่ยนตีอีกฝ่ายมันเกินไปจริงๆ ไหนจะการใช้คาถาตรึงที่ไม่ต่างจากการทรมานอีกคนนั่นอีก
ถอนหายใจออกมาหนึ่งคราเพราะรู้ดีว่ารุทรเป็นผู้มีความเป็นเหตุเป็นผลและมองเห็นความเหมาะสมมากที่สุดในบรรดาพวกเขาทั้งสามคน การเลือกจะขัดคำสั่งของเขาเพราะตัวเขาทำเกินไปมันก็เป็นสิ่งที่สมควรแล้ว
"เจ้าไปเสริมกำลังตามหาเพลิงเศวตแทนรชตะ ส่วนรชตะ...เจ้ามากับข้า" คำสั่งที่ดูไม่สมเหตุสมผลนั่นทำเอามือขวานามว่ารชตะถึงกับหน้าซีด เส้นผมสีม่วงเข้มสะบัดส่ายไปมาด้วยความมึนงง ดวงตาสีเทาอ่อนทอประกายความมึนงงอย่างปิดไม่มิด เพราะเขามันเป็นฝ่ายบู๊ไม่ใช่ฝ่ายบุ๋น การสลับหน้าที่ของเขากับรุทรฟังยังไงมันก็ไม่น่าเกิดขึ้นอยู่ดี
'อย่าสงสัยอะไรนักเลย ทำตามที่ท่านขุนสั่งๆ ไปเถอะ' เสียงรุทรดังขึ้นภายในหัวด้วยวจีญเวทย์ที่ใช้พูดคุยกันผ่านทางกระแสจิต
'อะไร นี่เจ้าทะเลาะกับท่านขุนงั้นรึ'
'เปล่า'
"เปล่าอะไรก็เห็นๆ อยู่ว่าทะ-โอ้ย!!" โดนบิดแขนไปหนึ่งทีเมื่ออยู่ดีๆรชตะก็เผลอพูดออกเสียง ผู้เป็นนายหันมองสหายมืซ้ายขวาอย่างสงสัยแต่พอได้รับรอยยิ้มพิมพ์ใจจากทั้งคู่กลับมาเลยเกิดความรู้สึกว่าไม่อยากที่จะเค้นถามอะไรอีกแล้ว เพราะถามไปก็คงจะไม่ได้คำตอบ
"แล้วท่านขุนจะไปที่ได้รึขอรับ"
"เยี่ยมเยียนสหายเก่า"
"ท่านขุนมีสหายด้วยหรือขอรับ"
ผั่วะ!
ตบหัวมือขาผู้เป็นเพื่อนสนิทด้วยแรงที่ทำให้อีกฝ่ายถึงกับหน้าคว่ำลง "มันเจ็บนะ!" หันไปเอ็ดรุทรที่อยู่ๆก็ทุบตีเขาอย่างไม่มีเหตุผล
"รัช" รุทรเรียกรชตะเสียงดุเพราะอีกคนนั้นถามอะไรออกไปโคตรจะใส่ซื่อแถมยังพอเห็นอีกคนชูกำปั้นขึ้นพร้อมส่งสายตาข่มขู่รชตะก็ต้องเงียบปากในทันที ไอ้เรื่องที่ท่านขุนไม่มีเพื่อนรุทรเองก็รู้ดี แต่ไม่ควรถามออกไปเพราะถ้าทำแบบนั้นมันดูตอกย้ำท่านขุนมากเกินไปยังไงเล่า
"อะแฮ่ม..." กระแอมไอเมื่อแอบได้ยินคำถามของรชตะแว่วๆ "ข้าจะไปเยี่ยมสหายตามมารยาท หาใช่มิตรสหายที่คบหาไม่" พยักหน้าแล้วสงเสียงอ๋อรับในลำคอเพื่อเออออตามน้ำของผู้เป็นนายไป
"ไม่ต้องถามให้มากความเจ้าจงเตรียมม้าแล้วสั่งให้ท่าเรือเตรียมเรือเอาไว้อีกต่อเสีย ส่วนเจ้า...รุทร"
"ขอรับ"
"อย่าได้ทำอะไรตามอำเภอใจจนทำให้คำสั่งของข้าบิดเบือนอีกเป็นอันขาด...เข้าใจหรือไม่"
"ขอรับ" รุทรก้มหน้ารับด้วยความหนักแน่น
'ข้าเห็นนะว่าเจ้าแอบไขว้นิ้วไว้น่ะ!' วจีญเวทย์จากรชตะแทรกขึ้นอย่างรู้ทัน
'หุบปากไปเลย'
...
"ที่ภพแห่งนี้มีนามว่าพิมพ์พิมาน หากให้กล่าวถึงความต่างที่มีระหว่างภพข้าและภพเจ้า คงจะมีเพียงเรื่องเดียวคือวิญญาเวทย์" เสียงอธิบายเรื่องราวคร่าวๆดังขึ้นในขณะที่เรือลำงามกำลังล่องไปตามคลองสวยที่เส้นทางการสัญจรสายรองของเรือนแห่งนี้
"วิญญาเวทย์?" กมลอินทร์พยักหน้ารับการทวนความของอัสดงที่ยังคงดูตื่นตากับการได้ล่องเรือ
"วิญญาเวทย์คือพลังที่เกิดจากอณูวิญญาณที่มาจากแหล่งกำเนิดภายในตัวของผู้คน เสริมการเรียนรู้คาถาและวิชาป้องกันตัว ทำให้ผู้คนในภพนี้สามารถใช้เวทมนตร์คาถาอาคมได้"
"แต่ก็มิใช่ว่าจะใช้ได้ทุกคนดอกหนา ผู้ไร้พลังและเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดานั้นก็มี" กมลอินทร์อธิบายไปตามความเป็นจริง ซึ่งในตอนนี้อัสดงนั้นฟังบ้างไม่ฟังบ้างเพราะรอบข้างที่สวยงามนั้นกำลังดึงดูดความสนใจของเขาไปมากพอควร
"แปลว่าโลกของผมพวกคุณเองก็รู้จักเหรอครับ" กมลอินทร์และกานดาพยักหน้ารับ
"ภพของเจ้าพวกข้าต่างรู้จักดี แต่มิเคยมีผู้ใดเหยียบย่ำเข้าไปเพราะมิว่าโลกใดภพใดต่างก็มีกฎเกณฑ์ที่ห้ามฝ่าฝืน" กานดาอธิบาย
"แล้วรู้วิธีการกลับโลกของผมไหมครับ" ทั้งคู่ส่ายหน้าปฏิเสธอย่างพร้อมเพรียง
"อย่างที่บอกไว้มิว่าโลกใดภพใดต่างก็มีกฎเกณฑ์...ที่ภพของพวกข้านั้นการศึกษาตำราวิธีการข้ามภพถือเป็นความผิดร้ายแรง ต้องรับโทษตัดหัวประจานเจ็ดชั่วโคตร" กมลอินทร์ตอบ
"ถ้างั้นผมจะมาที่นี่ได้ยังไงกันล่ะครับ การที่ผมมาที่นี่ได้ยังไงก็ต้องมีคนทำพิธีไม่ใช่เหรอ เพราะผมคงไม่มีทางที่อยู่ดีๆ ก็โผล่มาที่นี่ได้เองหรอกใช่ไหมล่ะ" คำพูดของอัสดงทำให้กมลอินทร์และกานดาหันมองหน้ากัน เพราะสิ่งที่อีกฝ่ายพูดมานั้นก็เป็นทฤษฎี่พวกเขาทั้งคู่คิด
"ที่เจ้าพูดมานั่นก็ใช่ แต่อย่ากังวลไปเพราะพวกข้าจะหาทางช่วยเจ้าเอง"
"แต่ตอนนี้เจ้าเร่งสมานแผลที่แผ่นหลังของเจ้าก่อนจะดีกว่านะ" ทันทีที่ผ่านม่านสีเขียวอ่อนเข้าไปก็ปรากฎให้เห็นเรือนไม้ทรงไทยสีน้ำตาลหลังขนาดพอดีที่ตระหง่านอยู่ตรงหน้า รอบข้างนั้นมีต้นไม้ขึ้นปลูกเปนระเบียบดูร่มรื่นเหมาะกับการพักผ่อน และเงียบสงบจนสมกับชื่อ เรือนสงัด เป็นไหนๆ
"ถึงแล้วล่ะ" กานดาพูดขึ้นทันทีที่เรือเข้าเทียบฝั่ง
กมลอินทร์ก็เดินลงไปก่อนตามด้วยอัสดงที่กำลังจะขึ้นท่า มือเรียวของกมลอินทร์ก็เอื้อมมาตรงหน้าของอัสดงเพื่อให้อีกคนจับเพื่อพยุงตัว ซึ่งอัสดงก็จับมือนั้นเอาไว้อย่างไม่อยากให้เสียน้ำใจ และพอขึ้นมายืนบนท่า ทั้งกมลอินทร์และอัสดงก็ไม่ลืมที่จะหันกลับไปช่วยกานดาที่ก้าวลงเรือคนสุดท้าย กานดายิ้มร่าจับมือของคนทั้งคู่เอาไว้แล้วออกแรงดึงยกตัวเองขึ้นจากเรือ จากนั้นทั้งสามคนก็เดินขึ้นฝั่งอย่างพร้อมเพรียงกัน
พอเดินพ้นบันไดท่าเรือก็ปรากฏเป็นเรือนทรงไทยสวยที่ตกแต่งอย่างสวยงาม แต่ดูท่าทางจะเป็นเรือนหลังลับเพราะต้องล่องเรือเข้ามาลึกจากเรือนหลักพอสมควร แถมยังไม่มีผู้คนพลุกพล่านสักเท่าไหร่ เหล่าบ่าวรับใช้ก็ไม่ได้ประจำอยู่ที่เรือนนี้ด้วย
"ที่นี่คือเรือนที่มีนามว่าสงัด เป็นเรือนลับที่คุณพระม่านเมฆามอบให้แก่ข้าไว้ใช้พำนักเวลาที่ข้ามาเยี่ยมเยือนน่ะ" กานดาอธิบายแล้วเดินนำขึ้นเรือนไปก่อน ภายในนั้นถูกตกแต่งด้วยสิ่งของน้อยชิ้นแต่มีความครบครัน บรรยากาศรอบข้างที่มีเพียงป่าดงพงไพรกับเสียงสายน้ำไหลเป็นธรรมชาติที่มีความเป็นไทยแบบหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์
โปรดติดตามตอนต่อไป