หนึ่งในอัสดง: บทที่ ๔ : หนีเอาชีวีรอด ตอนที่ 4
'เอ้ะ...'
ขวับ!
หันมองรอบตัวซ้ายขวาหน้าหลังแบบสามร้อยหกสิบองศาเพราะว่าอยู่ๆ ทุกอย่างที่เคยส่องสว่างก็พลันจมหายไปเหลือเพียงความมืดทั้งๆที่เพิ่งจะเป็นตอนกลางวัน แต่ถึงจะพยายามมองแค่ไหนสายตาของเขากลับไม่พบอะไรเพราะรอบข้างนั้นมืดสนิทจนมองอะไรไม่เห็นเลย
"คุณย่าครับ!....คุณย่า!!" ลองตะโกนฝ่าความมืดเพราะคิดว่าตนนั้นอาจจะแค่ฝันไป ตะโกนแล้วหากท่านคุณย่าหรือสาวใช้ได้ยินก็คงจะมาปลุกเขาให้ตื่นจากห้วงนิทรานี้ "คุณย่าครับ!!...พี่แนน!!" แต่ไม่ว่าจะตะโกนอีกสักเท่าไหร่ก็มีเพียงความเงียบเท่านั้นที่ตอบกลับมา
"คุณย่า...ทุกคน.." สองมือยกขึ้นกอดตัวเองเมื่อบรรยากาศอยู่ๆ ก็หนาวจนชวนสั่น แม้จะรวบรวมความกล้าเพื่อก้าวเดินไปตามทางอันมืดมิดที่ไร้แม้กระทั่งสิ่งมีชีวิตหรือแสงไฟแต่ความกลัวที่กำลังเกาะกินหัวใจ ก็ทำให้ทุกอย่างดูยากเย็นมากขึ้นหลายเท่าตัว
ไม่รู้ว่าเขาจะต้องเดินไปทางไหน หรือจะมีตัวประหลาดโผล่ออกมาทำร้ายเขาไหม
เขากลัว...กลัว...กลัวเหลือเกิน...
"มีใครได้ยินผมไหม!" ลองตะโกนขึ้นอีกทีแต่เสียงนั้นกลับดังก้องและไร้ผู้ตอบกลับ
'นี่มัน..อะไรกัน' ถามตัวเองด้วยความสับสน แต่ขาสองข้างยังคงไม่หยุดเดินเพราะเชื่อมั่นว่าหากเดินต่อไปจะต้องเจอทางออกแน่ ลมหายใจหอบฮั่กกลั้นหยาดน้ำตาที่มันกำลังจะไหลริน
ไม่ เขาจะไม่ยอมแพ้ มันจะต้องมีทางออกแน่นอนเข้าเชื่อแบบนั้น
ในจังหวะที่กำลังถกเถียงกับตนเองว่าจะถอดใจหรือไปต่อนั้น อยู่ๆความมืดมิดรอบกายก็ถูกฉาบไปด้วยแสงสีแดงอ่อนที่กำลังเรืองรองอยู่ตรงหน้า
'นั่นมัน..แสงอะไรกัน' แสงสีแดงเรืองสว่างขึ้นอ่อนๆ ก่อนจะค่อยๆ สว่างขึ้นจนเป็นรูปร่างคล้ายมนุษย์ แน่นอนว่าอัสดงไม่รอช้ารีบวิ่งตามแสงนั้นอย่างสุดฝีเท้าเพื่อไล่ตามไป
"คุณ!!....คุณครับ!!" แต่เหมือนยิ่งวิ่งเข้าหาแสงสว่างนั้นยิ่งจ้าจนเกิดเป็นความอบอุ่น
แสงสีแดงที่เลือนรางก่อร่างเป็นบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งยืนหันหลังให้เขา มือสั่นเทาเอื้อมไปคว้าต้นแขนของอีกคนเอาไว้ฉับพลันร่างนั้นก็แตกกระจายออกเป็นเปลวไฟสีแดงสว่างวาบจนอัสดงต้องหลับตาลงเพราะแสงที่ส่องเข้ามาเต็มสองตา
"อย่าไปนะ!" และในที่สุดก็ภวังค์แห่งความฝันที่ได้สิ้นสุดลงสักที
ดวงตาหรี่ลงเล็กเมื่อแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ทิ่มเข้าตาจนเห็นจุดสีดำขึ้นตามภาพที่มอง แขนสองข้างปวดหนึบเมื่อล้าและพอลองขยับก็พบว่าตนถูกพันธนาการเอาไว้ด้วยโซ่ตรวนอันใหญ่ที่ยึดตรึงตรงข้อมือโยงแขวนเอาไว้กับเพดาน
กลืนน้ำลายฝืดลงคออยากยากลพบาก ไหนจะริมฝีปากแห้งผากเพราะขาดน้ำมาเป็นเวลานาน แผลที่ขาเองก็ยังคงปวดหนึบถึงแม้ว่าจะปวดน้อยกว่าเมื่อวานแล้วก็ตาม ดูท่าว่าแผลนี้จะได้รับการดูแลอย่างดีโดยสังเกตจากผ้าพันแผลที่ถูกเปลี่ยนเป็นสีขาวสะอาดไร้รอยเลือดซึม
มองไปยังรอบข้างเห็นห้องสี่เหลี่ยมแคบที่ตรงหน้าเป็นเหมือนช่องให้แสงลอดผ่านอย่างพินิจพิจารณาด้วยความที่ดูหนังมาเยอะเลยทำให้เดาได้ไม่ยากว่าที่นี่นั้นคือคุกใต้ดินอย่างแน่นอน
แว้บแรกเกิดความสงสัยว่าทำไมตนนั้นถึงมาอยู่ที่นี่ แต่พอคิดทบทวนถึงเรื่องราวที่ผ่านมาเลยทำให้เขาได้กระจ่างว่าแท้จริงแล้วภาพที่เขาได้ตื่นมาใช้ชีวิตอย่างคนปกตินั้นเป็นเพียงภาพฝันของเขาเท่านั้นเอง
พอนายทหารหนุ่มที่ยืนเฝ้าด้านหน้าเห็นว่าอัสดงตื่นแล้วก็เปิดประตูห้องขังออก ปลดคาถาพันธนาการเอาร่างของอัสดงลงจากการถูกแขวนแล้วพยักหน้าให้นายทหารอีกสองคนให้เข้าไปหิ้วอัสดงคนละแขนเพื่อพาไปยังที่อื่นตามคำสั่งที่ได้รับเอาไว้
.
.
.
ก้าวย่างอย่างยากลำบากเพราะทุกครั้งที่ลงน้ำหนักความเจ็บปวดจากบาดแผลก็เล่นริ้วไปทั่วร่างกาย แต่หากไม่เดินก็โดนลากอยู่ดีดังนั้นอังสดงเลยกัดฟันฝืนก้าวเดินต่อทั้งๆ ที่เจ็บเจียนตายอยู่แล้ว
นายทหารหนุ่มหิ้วปีกเขามาจากห้องขังตรงไปยังห้องๆหนึ่งซึ่งมีลักษณะสูงและโปร่งกว่าห้องขังปกติ ภายในคลุ้งไปด้วยกลิ่นเหม็นอับและไหนจะยังกำแพงที่ถูกแขวนไปด้วยเครื่องทรมานมากมาย คิ้วกระตุกบอกลางร้ายเสียจนใบหน้าถอดสีจนกลายเป็นซีดขาวอย่างเห็นได้ชัด
'เอ่อ อย่าบอกนะว่า...จะเอามาทรมานน่ะ...' คิดพลางมองเครื่องทรมานต่างๆโดยที่ภาพในหัวจินตนาการไปไกลโขว่าเขาคงจะถูกแขวนแล้วถูกทรมานแน่ๆ นี่แค่เป็นแผลที่ขาร่างกายยังสำออยเจ็บหนักขนาดนี้ หากโดนทรมานเข้าไปสักทีเขาจะไม่สิ้นใจเลยหรือไง!
"อึก" กัดฟันกรอดให้กับความเจ็บเมื่อร่างทั้งร่างถูกโยนทิ้งจนเกิดเสียงดังตุ้บ
ให้ตายเถอะทำไมทำเหมือนเขาเป็นขยะเปียกที่ไม่มีใครอยากจับกันนะ ทั้งๆที่เขาน่ะหน้าตาดีขนาดนี้แท้ๆ ถ้าอยู่ในโลกของเขาล่ะก็ใครๆก็อยากจับอยากคุยกับเขาทั้งนั้นแหละ
นายทหารที่พอโยนร่างของอัสดงลงกับพื้นอย่างไร้ความปรานีเสร็จปุบ ก็เดินกลับไปยืนที่ประตูทางเข้าเพื่อเฝ้าดูความปลอดภัยอย่างไม่สนใจไยดีอัสดงเลยแม้แต่น้อย เขาเลยได้แต่ค่อยๆพยุงตัวเองลุกขึ้นนั่งแล้วมองร่างของนายทหารที่เขาพบเมื่อคืนด้วยสายตาเว้าวอน
"ที่นี่ที่ไหน" เอ่ยถามออกไปทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่าไม่ว่าจะถามอย่างไรก็คงไม่ได้รับคำตอบ "จับผมมาทำไม ผมยังไม่ได้ทำอะไรผิดเลยนะ แบบนี้มันผิดกฎหมายนะเว้ย!" คนด้านนอกแอบเหลือบตากลับมามองเขาเล็กน้อยแล้วยังคงเงียบปากไว้เหมือนถูกใครรูดซิปเอาไว้เช่นเดิม
"นี่!"
"ชู่ว" ยกนิ้วชี้แตะที่ปากเพื่อบอกให้อีกฝ่ายเงียบ
อัสดงทำหน้าฉงนได้พักเดียว อยู่ๆความกลัวก็แผ่วาบเข้ามาเสียจนขนอ่อนก็ลุกชูชันขึ้นจากความหนาวเย็นที่เขาเองก็ไม่รู้ว่ามาจากไหน แดดส่องแยงตาเต็มที่แท้ๆแต่ทว่าบรรยากาศกลับเย็นยะเยือกเหมือนตอนกลางคืนก็ไม่ปาน ไหนจะเสียงทุกอย่างที่เงียบไปเหมือนโทรทัศน์ที่มีคนกดปิดเสียง แต่กลับมีเสียงเท้าคู่หนึ่งที่กำลังก้าวเดินอย่างทรงอำนาจดังก้องขึ้นจนทำให้ปวดหัว
ทันทีที่นายทหารเห็นบุรุษผู้มาใหม่ปรากฏตัวต่อหน้าก็ไม่รอช้ารีบยืนก้มหัวโค้งตัวทำความเคารพชายผู้นั้นอย่างนอบน้อม เช่นเดียวกับนายทหารหนุ่มที่ช่วยชีวิตของอัสดงไว้เมื่อคืน
สองสายตาประสานกัน ใบหน้าไร้อารมณ์และดวงตาสีเทาที่ยังคงฉายแววเรียบนิ่งเช่นเคยจ้องมองอัสดงอย่างไม่วางตาเพื่อสำรวจพินิจพิจารณาตั้งแต่ปลายเส้นเกศาไปจนถึงปลายเล็บเท้าจนอัสดงต้องหลบสายตาเพราะไม่สามารถอดทนต่อการถูกทิ่มแทงด้วยสายตานั้นไหว
"กระผมออกคำสั่งให้ตามหาเพลิงเศวตแล้วขอรับ" รายงานผู้เป็นนายทันที พอได้ยินชื่อของเพลิงเศวตอัสดงก็กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เพราะเมื่อคืนเขาทิ้งเจ้าก้อนฝุ่นเอาไว้ในโอ่งแถมยังกำชับไม่ให้ออกมาอีก ไม่รู้ป่านนี้จะเป็นตายร้ายดียังไงบ้างยังไงเล่า!
"...แต่ยังไม่พบขอรับ" แอบถอนหายใจอย่างโล่งอกที่ยังหาไม่เจอ ได้แต่ภาวนาในใจขอให้เจ้าก้อนฝุ่นนั้นรอดปลอดภัยไม่ถูกใครจับไปด้วยเถอะ
ชายหนุ่มผู้แต่งกายด้วยอาภรณ์สีนิลกาฬปรายตามองอัสดงหนึ่งคราเพราะอากัปกิริยาที่อยู่ไม่นิ่งจนชวนให้สงสัย "ชายหนุ่มผู้นี่เพิ่งจะฟื้นเมื่อครู่ขอรับ กระผมยังมิทันได้สอบสวนอันใด"
พอได้ยินดังนั้นผู้เป็นนายก็เดินตรงเข้ามาใกล้อัสดงอย่างเชื่องช้า กดดวงตามองอีกคนต่ำแล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอันเย็นเฉียบ "เพลิงเศวตอยู่ที่ไหน"
อัสดงเงียบไม่ยอมตอบ เสเหล่ตาไปทางอื่นอย่างไม่ยอมสบตา เพราะเขารู้ว่าถ้าตอบไปมีแต่จะบานปลาย อีกอย่างเจ้าเพลิงเศวตหรือก้อนฝุ่นนั่นก็เป็นเพื่อนเพียงคนเดียวของเขา ยังไงเสียเขาก็ไม่มีวันหักหลังเพื่อนของตนเด็ดขาด ดังนั้นเงียบเอาไว้เพื่อปั่นประสาทคนตรงหน้าเล่นดูท่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
"ตอบคำถามมาเสีย…หากมิต้องการจะเจ็บตัว" ผู้เป็นมือซ้ายพูดจาข่มขู่แต่อัสดงก็สะบัดหน้าหนีแล้วยังคงนั่งเงียบเช่นเดิม ชายหนุ่มผู้เป็นนายจึงเบนสายตาออกจากอัสดงแล้วหันหลังพึมพำบทคาถาทันทีที่เห็นว่าอีกฝ่ายนั้นกำลังทำตัวปั่นประสาท "ตรึง"
"!" ฉับพลันร่างกายของอัสดงก็ถูกกดลงกับพื้นด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง ความรู้สึกที่เหมือนถูกของหนักกดทับจนทำให้หายใจไม่ออกเล่นงานอีกครา ดวงตาเบิกโพลงปากอ้ากว้างเพื่อหอบเอาอากาศอันนอยนิดที่มันไม่ยอมผ่านเข้าไปถึงปอดอย่างยากลำบาก
"ท่านขุน!"
"ข้าเพียงเค้นความ หาได้ทำอันใดรุนแรงไม่"
"แต่บุรุษหนุ่มผู้นี้มิเคยคุ้นชินกับวิญญาเวทย์นะขอรับ ร่างกายบอบบางเช่นนั้นรับคาถามิไหวดอกขอรับ" เอ่ยเตือนผู้เป็นนายอย่างตรงไปตรงมาเพราะรู้ดีว่าคนที่กำลังนอนดิ้นทุรนทุรายอยู่นั้นไม่มีทางรับมือกับสถานการณ์นี้ไหวแน่ๆ แม้จะอธิบายถึงเหตุผลแล้วแต่ผู้เป็นนายก็ยังคงนิ่งเฉยไม่มีท่าทีว่าจะคลายมนต์เลยสักนิดเดียว
"หากมิได้ที่อยู่ของเพลิงเศวต ก็อย่าหวังว่าจะคลายคาถา...บอกมาเสียว่าเพลิงเศวตอยู่ที่ไหน"
"รีบบอกไปเสีย เจ้าคงไม่อยากเอาชีวีมาทิ้งไว้ที่นี่หรอกใช่รึไม่" ชายหนุ่มผู้เป็นมือซ้ายพยายามเกลี้ยกล่อมเมื่อเห็นว่าตัวองอัสดงนั้นกำลังจะหมดสติเต็มที
แต่ความดื้อรั้นไม่ยอมใครก็ทำให้อัสดงไม่สนใจฟังอะไรทั้นั้น เอาสิ ถ้าตายก็ตาย เพราะถ้าเขาตายไปยังไงก็ไม่มีใครรู้หรอกอยู่ดีเพลิงเศวตอยู่ที่ไหน
"อึ่ก...ไม่!" ฝืนตะโกนออกไปทั้งๆที่ตอนนี้ร่างกายหนักอึ้งไปหมด มือเท้างอเกร็งล้มลงไปดิ้นทุรนทุรายตรงพื้นอย่างทรมาน ปากอ้าหอบหายใจกว้างจนน้ำลายใสไหลหกจนล้นปากสวย ไหนจะน้ำหูน้ำตาที่หลั่งออกมาเพราะขาดอากาศนั่นอีก
"ท่านขุนขอรับ หากมิยั้งมือตอนนี้ บุรุษผู้นั้นจักสิ้นชีวีลงแล้วนะขอรับ" พูดด้วยน้ำเสียงจริงจังเพราะคนตรงหน้านั้นใกล้จะขาดใจตายเต็มทน แต่ผู้ร่ายคาถานั้นกลับมองอัสดงด้วยสายตาที่นิ่งเฉยตามเดิม พอเห็นอีกฝ่ายที่ยังคงมองเขาด้วยสายตาอ้อนวอนชายหนุ่มผู้เป็นมือซ้ายก็ทนไม่ไหวถือวิสาสะเดินเข้าไปแตะที่ไหล่อัสดงเพื่อคลายคาถาอาคมนั้น "คลาย"
"แค่กๆ! ฮึก..แค่ก!!" อัสดงหอบหายใจเอาอากาศเข้าปอดดังเฮือกใหญ่เมื่อสามารถกลับมาหายใจได้ดังเดิม แต่ก็ต้องไอสำลักด้วยใบหน้าแดงก่ำอย่างน่าสงสารจากการขาดอากาศหายใจเมื่อครู่
'ให้ตายเถอะ ที่ไอ้หมอนี่ทำน่ะมันรุนแรงกว่าตอนที่สหัสเดชะทำใส่เขาเสียอีก!'
"ใครสั่งให้เจ้าคลายคาถา" ถามขึ้นทันทีเมื่อผู้เป็นมือซ้ายถือวิสาสะกระทำการโดยที่เขายังมิทันจะออกคำสั่ง
"ไม่มีใครสั่งขอรับ หากท่านขุนจะลงทัณฑ์ก็จงลงทัณฑ์กระผมเลยเสีย"
"เพราะหากกระผมไม่ทำบุรุษผู้นี้คงได้สิ้นชีวีลงเป็นแน่ และผู้ที่ต้องถูกประณามจะเป็นท่านขุน กระผมคงยอมให้เกิดเรื่องเช่นนั้นขึ้นมิได้ดอกขอรับ" ผู้เป็นนายเงียบนิ่งไม่ปริปากพูดอะไรต่อ ทำเพียงปรายตามองผู้เป็นมือซ้ายของตนอย่างขุ่นเคือง ถึงแม้ว่าเขาจะรู้อยู่แก่ใจสิ่งที่อีกคนพูดมานั้นจะเป็นความจริงสักเพียงใดก็ตาม
เขามองไปยังอัสดงที่ในตอนนี้กำลังจ้องมองเขาด้วยสายตาแห่งโทสะและเกลียดชัง แต่แน่นอนว่าคนแบบเขานั้นถูกผู้ต้อยต่ำกว่ามองด้วยสายตาเช่นนั้นมานักต่อนัก สายตาที่มาจากชายหนุ่มผู้มาจากแดนไกลเช่นอัสดงน่ะมีหรือจะทำให้ระเคืองต่อใจของเขาได้
"จับมันเฆี่ยนจนกว่ามันจะปริปากบอกว่าเพลิงเศวตอยู่ที่ใด"
"ขอรับ" สิ้นเสียงคำสั่งนายทหารสองนายที่หิ้วปีกเขามาทีห้องแห่งนี้ก็เดินเข้ามาล็อกตัวเขาเอาไว้จับลากขึ้นไปนอนคว่ำหน้าตรงแท่นหินที่ตั้งเด่นอยู่กลางห้องแล้วพันธนาการแขนและขาของเขาเอาไว้ด้วยโซ่ตรวนอันใหญ่
"ดะ เดี๋ยว! ปล่อยนะ!" พยายามพยศดิ้นขัดขืนจนสุดแรงเพราะรู้ชะตาของตนเองที่กำลังจะมาถึงในไม่ช้า "ไม่เอานะ ปล่อย!"
เอ่ยท่องคาถาอีกคราเกิดสัญลักษณ์วงเวทย์สีแดงขึ้นเหนือโซ่ตรวนอันใหญ่ "ผนึก" แสงสีแดงหายไปพร้อมกับผู้เป็นท่านขุนที่หันหลังเตรียมตัวเดินออกไปจากที่แห่งนี้ แต่ผู้เป็นมือซ้ายก็เข้ามาขวางแล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกว่าตัวเขาไม่เห็นด้วยเป็นอย่างาก
"การเฆี่ยนตีบุรุษผู้นี้มิเกินไปรึขอรับ กระผมว่าการเฆี่ยนตีนั้นหนักเกินไปสำหรับบุรุษที่มาจากแดนไกลนะขอรับ"
"รึเจ้าจะเชิญชวนไปพาข้าวตามด้วยดื่มสุราค่อยถามหาความจริง"
"ก็ฟังดูเหมาะสมดีนะขอรับ"
"รุทร" เอ่ยปรามผู้เป็นมือซ้ายด้วยน้ำเสียงดุดัน ไม่รู้หรอกว่าอีกฝ่ายนั้นคิดอะไรแต่การต่อปากต่อคำที่ดูไร้สาระนั่นทำให้ตัวของท่านขุนเริ่มจะรู้สึกมน้ำโหขึ้นมาๆนิด
ไม่รู้ว่ารุทรผู้เป็นมือซ้ายของเขาจะถูกใจอะไรไอ้หนุ่มหลุดภพนี่หนักหนา ไม่ชอบใจเอาเสียเลย
ดวงตาสีทองอ่อนทอประกายมองจ้องเข้าไปยังดวงตาสีเทาไร้ความรู้สึก แม้ฐานะจะเป็นนายกับบ่าวแต่อีกนัยก็ถือว่าเป็นมิตรสหายร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมานานร่วมยี่สิบสี่ปี หากผู้เป็นนายกระทำผิดการติเตือนอย่างตรงไปตรงมานั้นก็ถือเป็นการสมควรมิใช่หรือ
"ท่านขุนลองพิจารณาดูอีกคราเถิดขอรับว่าการใช้ความรุนแรงระดับนั้นหาใช่ทางออกที่ดีไม่" อัสดงที่ได้ยินคำพูดอีกคนคอยช่วยก็รู้สึกใจชื้นขึ้นมาบ้าง แต่ทันทีที่ผู้เป็นนายตวัดสายตาขุ่นเคืองมาทางเขานั้นลางร้ายก็พุ่งเข้าใส่ทันที
"เฆี่ยนตีอย่าหยุด จนกว่ามันจะคายออกมาว่าเพลิงเศวตอยู่ที่ไหน"
เพี๊ยะ!!
"โอ๊ย!" เสียงแซ่หนาฟาดตวัดลงที่แผ่นหลังดังก้องห้องขังใต้ดินปะปนกับเสียงร้องโอดโอยของชายหนุ่มที่ไม่เคยถูกทำโทษแบบนี้มาก่อน
เพี๊ยะ!!
"อึก!!" อัสดงหลับตาปี๋กำมือแน่นพยายามกัดฟันไม่ให้เสียงร้องอันเจ็บปวดเล็ดลอดออกมาเมื่อเห็นว่าแววตาของชายผู้สวมอาภรณ์สีนิลกาฬนั้นดูสะใจทุกคราที่เขากรีดร้องโหยหวน
เพี๊ยะ!!
แนบใบหน้าลงกับแท่นหินด้วยความเจ็บปวด แผลที่ถูกเฆี่ยนลงบริเวณใหม่นั้นแสบสะบัดเหมือนถูกมีดกรีด ส่วนบริเวณที่เคยถูกเฆี่ยนไปหนึ่งคราพอเฆี่ยนลงมาอีกทีก็ปวดร้าวไปจนถึงกระดูกดำ น้ำตาใสไหลรินอย่างห้ามไม่ได้เพราะความรุนแรงนี้มันเกินกว่าที่คนอย่างเขาจะรับไหว
"ท่านขุนขอรับ"
"หากได้เอ่ยออกไปแล้วหาใช่ต้องกลับคำไม่" พูดทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้นแล้วเดินออกไปทำให้ผู้เป็นมือซ้ายนามว่ารุทรได้แต่หันมองแผ่นหลังของผู้เป็นนายที่ไม่มีวันจะย้อนกลับมาเพื่อเปลี่ยนคำสั่งอย่างแน่นอน เส้นผมสีน้ำตาลอมส้มขยับส่ายไปตามศีรษะที่กำลังส่ายไปมาอย่างนึกโมโห
พอแผ่นหลังของผู้เป็นท่านขุนนั้นพ้นสายตาไปไกลแล้วจึงหันไปห้ามนายทหารที่กำลังเฆี่ยนตีอัสดงให้หยุด "พอได้แล้ว" นายทหารเหล่านั้นหยุดการเฆี่ยนตีทันทีที่ได้ยินคำสั่ง รุทรเดินตรงไปหาอัสดงร่ายมนตร์ปลดโซ่ออก แต่โซ่ตรวนที่ข้อมือนั้นกลับไม่สามารถทำลายได้เพราะถูกผู้เป็นนายของตนร่ายอาคมพันธนาการเอาไว้
พยุงให้ลุกขึ้นนั่งแล้วกระซิบบอกกับอีกคนด้วยน้ำเสียงจริงจัง "หนีไปเสีย" ก็ดีใจที่บอกให้หนีนะแต่ดูสภาพด้วย...ลุกเดินให้ได้ก่อนดีกว่า อย่าพึ่งว่าไปถึงหนีออกไปเลย
"ขอบคุณที่ช่วยนะครับ...แต่ถ้าให้หนีคงไม่ไหว สงสัยจะได้ตายอยู่ที่นี่แทนมากกว่า" อัสดงพูดด้วยน้ำเสียงเหนื่อยล้าแล้วเอื้อมมือไปจับๆ ลูบๆ ที่แผ่นหลังของตนอย่างแผ่วเบาแต่ความเจ็บกับร้าวระบมขึ้นจนน้ำตาแทบไหล
"ทำไมถึงช่วยผมล่ะครับ" หันไปถามอีกคนอย่างสงสัย เพราะถ้าหากเขาหนีไปยังไงไอ้หมอนั่นก็ต้องรู้ว่าเขาถูกคนตรงหน้านี้ถูกช่วยแน่นอน แต่อีกฝ่ายกลับไม่ได้กลัวว่าจะเดือดร้อนที่ได้ช่วยเขาเลยสักนิด แถมจากที่ดูจากการต่อปากต่อคำกับท่าขุนเมื่อครู่แล้วดูท่าว่าอีกฝ่ายก็ไม่ได้รู้สึกเกรงกลัวเจ้าท่านขุนนั่นสักเท่าไหร่เลยด้วย
"ท่านขุนทำผิด ข้าก็ต้องแก้ไขทำให้มันถูก มิเช่นนั้นจะถูกผู้อื่นไปนินทาให้ฉาวเอาคงมิเป็นการดี" ตอบเพียงเท่านั้นแล้วมองแผ่นหลังของอัสดงที่ในตอนนี้มีเลือดซิบออกมาจนชุ่มเสื้อตัวบาง
"เป็นคนดีจัง…นี่ๆ ผมชื่ออัสดงนะ แล้วคุณล่ะ"
เอียงคอทำหน้าสงสัยเพราะไม่เข้าใจในสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการจะถาม "ชื่อ? เจ้าหมายถึง…นามของข้างั้นรึ" พยักหน้ารับทันทีเมื่อดูท่าว่าอีกคนจะพอเข้าใจในสิ่งที่เขาต้องการจะสื่อ
"รุทร ข้ามีนามว่ารุทร"
"ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ แล้วก็ขอบคุณที่ช่วยผมนะ"
"อืม"
"เมี้ยวววว"
"หืม" / "หือ" ทั้งสองหันไปให้ความสนใจกับสัตว์สี่ขาตัวสีขาวที่ร้องอยู่ด้านนอกตรงบริเวณซี่กรงที่ติดเอาไว้ให้เป็นรูระบายอากาศ
พออัสดงหันขึ้นไปมองก็พบกับรูปร่างของเจ้าก้อนปุกปุยสีขาวที่เขาคุ้นเคย ดวงตาสีฟ้าใสทอประกายแวววับทันทีที่สบเข้ากับตากลมโตสีเหลืองทองของสิ่งมีชีวิตสี่ขา ความตกตะลึงทำให้เผลอตะโกนเรียกชื่อของเจ้าตัวขาวนั้นออกไปอย่างตกใจจนลั่นคุก "ก้อนฝุ่น!!"
"เมี้ยววว" พอถูกเรียกชื่อเจ้าแมวน้อยก็ไม่รอช้ากระโดดผ่านลูกกรงเหล็กเข้ามาภายในห้องขังใต้ดินอย่างไม่บอกไม่กล่าว ทั้งอัดงกับรุทรต่างพากันลุกพรึ่บพรั่บวิ่งปรี่ไปรับตัวไอ้เจ้าแมวขาวหน้ามึนอย่างไม่คิดชีวิตเพราะกลัวว่ามันจะเจ็บตัวจากการกระโดดมาจากที่สูงน่ะสิ
ดีที่อัสดงเอื้อมมือออกไปคว้าตัวของมันเอาไว้ได้ทันก่อนจะร่วงลงพื้น พออุ้มเอาไว้ที่อกก็แอบดุด้วยสายตาไปว่าทำไมกระโดดไม่คิดถ้าตกลงมาเดี๋ยวก็บาดเจ็บหรอก พอเห็นตาแป๋วที่เหมือนบอกว่าขอโทษก็อดจะใจอ่อนไม่ได้สุดท้ายเลยได้แต่เอาใบหน้าถูไถไปกับเจ้าขนที่ฟูฟ่องนั่นให้หายคิดถึงแทน
"ฮือออ ฉันคิดถึงแกชะมัดเลย เจอแต่เรื่องอะไรแปลกๆเต็มไปหมดจนกือบจะเป็นบ้าอยู่แล้วเนี่ย"
"แต่เดี๋ยวก่อนนะ...นี่มาได้ยังไงเนี่ย บอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าเดี๋ยวจะไปรับเอง" เอ่ยเสียงดุใส่เจ้าแมวน้อยที่กำลังพยายามเลียใบหน้าของเขา รุทรมองภาพนั้นก็ได้แต่อมยิ้มตามด้วยความรู้สึกโล่งอกปนเอ็นดูที่ดูเหมือนว่าแมวขาวตัวนี้จะเป็นสิ่งที่ช่วยยึดเหนี่ยวจิตใจของอัสดงได้บ้าง
แต่ความสงบก็อยู่ได้เพียงครู่เดียวเมื่อรุทรนั้นสัมผัสได้ถึงอันตรายของอะไรบางอย่างที่กำลังคืบคลานมาอย่างรวดเร็ว
พรึ่บ!
ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแล้วเรียกทวนด้ามยาวออกมากำเอาไว้แน่นจนอัสดงต้องลุกตามแล้วถามออกไปด้วยน้ำเสียงเป็นกังวลว่า "มะ…มีอะไรเหรอครับ"
สายตาคมสอดส่องซ้ายขวาตั้งสมาธิจดจ่อไปยังความแปลกประหลาดที่ตนสัมผัสได้เพียงแผ่วเบา แต่ไม่ผิดแน่...เพราะสัมผัสที่ลับคมฝึกฝนมาอย่างดีของเขานั้น มันไม่เคยพลาด
"ศัตรู"
เคร้ง!!
"!" ทวนเล่มยาวยกสกัดกลุ่มเงาสีดำที่กลายเป็นแท่งเรียวแหลมทิ่มขึ้นหมายเอาชีวิตอย่างทันท่วงทีพร้อมกับตัวของอัสดงที่ถูกผลักให้หลบจนล้มไปด้านหลัง ก้อนฝุ่นกระโดดลงจากอ้อมแขนของอัสดงกางกรงเล็บขู่ฟ่อไปยังด้านหน้ากรงขังอย่างไร้ความเกรงกลัว
ในทันทีที่การโจมตีพลาดไปนั้น พวกเงาดำก็หวนกลับคืนสู่การเป็นเงาที่เกิดจากแสงอาทิตย์ หากแต่หมอกสีเทาที่เริ่มคืบคลานเข้ามานั้นกลับทำให้รุทรกำทวนในมือของตนเองแน่นกว่าเดิม
'มายาเงาอย่างนั้นรึ…คงเป็นฝีมือของวิรุฬจำบังอย่างนั้นสินะ'
ควันดำรวมกลุ่มกันเป็นแท่งแหลมอีกครั้งแตกกิ่งก้านสาขาอันแหลมคมพุ่งเข้าไปทั่วห้องขังอย่างรวดเร็ว แต่รุทรก็ไม่รอช้ากางอาคมป้องกันแต่เงาดำเหล่านั้นเพื่อป้องกันตัวเองและอัสดงเอาไว้ แต่เงาที่เกิดจากธรรมชาติของรุทรอยู่ดีๆ ก็ขยับได้เองแล้วกลายร่างจนรูปทรงคล้ายมนุษย์กระโดดพุ่งเข้าใส่อัสดงอย่างไม่ทันตั้งตัว!
หมับ!!
"อึก!" มือสีดำสนิทบีบเข้าที่คอของอัสดงเต็มแรง
"อัสดง!" รุทรเห็นแบบนั้นก็รีบปรี่จะเข้าไปช่วยแต่ทันทีที่จะหันไปช่วยแต่เหล่าเงาจากด้านนอกก็โจมตีไม่หยุดหย่อนจนทวนเล่มยาวนั้นต้องยกขึ้นปัดป้องการโจมตีที่รุกมาอย่างไม่ขาดสายแทน
ก้อนฝุ่นที่ยืนขู่อยู่ด้านข้างกระโดดเข้าใส่เงามนุษย์นั้นอย่างกล้าหาญใช้เขี้ยวแหลมกัดเข้าไปที่แขนเจ้าเงานั่นจมคมเขี้ยวจนเงามนุษย์ต้องสะบัดตัวออกจากอัสดงเพราะความเจ็บปวดจากไอ้เจ้าแมวสี่ขาที่เล่นงานเมื่อครู่ มืออีกข้างถูกยกขึ้นแล้วจับก้อนฝุ่นมั่น ออกแรงกระชากเหวี่ยงเจ้าแมวตัวน้อยลงกับพื้นอย่างเต็มแรงจนเกิดเสียงกระแทกดัง
ตุ้บ!!
"ก้อนฝุ่น!" อัสดงเลือดขึ้นหน้ารีบหันไปตุ้มหนามดาบที่แขวนอยู่ผนังมาถือเอาไว้ด้วยท่าทีเก้งกัง แม้ไม่รู้วิธีใช้แต่อย่างน้อยก็มีอาวุธไว้ป้องกันตัวแล้วกัน
ทันทีที่เห็นว่าเงามนุษย์นั้นกำลังก้มตัวไปจับร่างของก้อนฝุ่นเพื่อจะพาตัวของก้อนฝุ่นไปอัสดงก็พุ่งเข้าใส่เงามนุษย์นั้นเพื่อปกป้องก้อนฝุ่นที่ยังคงไม่ได้สติในทันที
ฟึ่บบ!
เสียงตุ้มหนามแหวกอากาศดังขึ้นเมื่อการโจมตีที่หวังจะฟาดใส่อีกฝ่ายนั้นพลาดไป ได้แต่สบถในใจเมื่อการโจมตีนั้นไม่ถูกเจ้าเงาประหลาดตามที่คิด แต่ก็ดีที่อัสดงได้ฉวยถือโอกาสตอนที่เงามนุษย์หลบตุ้มหนามม้วนหน้าไปอุ้มก้อนฝุ่นมากอดเอาไว้ในวงแขน
รุทรที่เห็นท่าไม่ดีรีบกระโดดเอาตัวเข้ามาขวางระหว่างอัสดงกับเงามนุษย์นั่นเอาไว้แล้วยกทวนยาวตั้งท่าป้องกันพร้อมกับปากสวยที่พึมพำคาถายาวเหยียดไม่หยุดหย่อน
แขนของอัสดงสั่นเทาเพราะความหนักตรงข้อมือที่ในตอนนี้ยังคงมีโซ่ตรวนเหล็กลงอาคมคล้องเอาไว้ ทำเอาแรงในการยกสิ่งของของเขานั้นหายไปจนหมด 'ให้ตายเถอะไอ้โซ่ตรวนบ้า หนักชะมัดเลยเนี่ย!'
"ระวัง!" เงาดำโผล่ออกมาจากเงาธรรมชาติของอัสดงกระชากตัวอีกคนเข้าไปกระแทกกับกำแพงแล้วรัดพันตัวของอัสดงเอาไว้แน่น แม้รุทรจะเห็นแต่ก็ช้าไปกว่าเจ้าเงานั่นก้าวหนึ่งอยู่ดี "อัสดง!" หวังจะเข้าไปช่วยแต่กลับถูกการโจมตีจากเงาแหลมด้านหน้าพุ่งมาจนทำให้ต้องหันไปตั้งรับเอาไว้ก่อน
เคร้ง!
"โถ่เว้ย!" สบถอย่างหัวเสียเพราะการโจมตีที่พุ่งมาไม่หยุดทำเอาเขาไม่สามารถลดจังหวะและหาทางหนีทีไล่ได้เลย หนำซ้ำยังต้องคอยปกป้องอัสดงที่ตกเป็นเป้าของเจ้าเงาพวกนี้อีก แค่ป้องกันก็เต็มกลืน อย่าฝันฝืนไปถึงโจมตีกลับเลยจะดีกว่า
"เมี้ยว เมี้ยวๆๆๆ" ก้อนฝุ่นที่อยู่ตรงพื้นพยายามตะเกียกตะกายตัวเองขึ้นไปช่วยอัสดงที่กำลังถูกรัดแน่น แขนอันอ่อนแรงพยายามยกขึ้นเพื่อดึงเงาดำนั้นให้หลุดแต่กลับไม่เป็นผล
ฉึบ!!
"อึ่ก" รุทรที่จะหาจังหวะมาช่วยอัสดงก็ทำไม่ได้เพราะถูกขัดขวางด้วยเงาดำแหลมที่พุ่งโจมตีเขาไม่หยุดจนสุดท้ายก็พลาดท่าถูกเงาดำแหลมดั่งเหล็กอันแหลมคมนั้นแทงเฉียดต้นแขนจนเลือดสีแดงฉานสาดกระเซ็นเพียงเพราะตนเสียสมาธิไปเพียงครู่หนึ่ง
ด้านอัสดงที่ถูกรัดจนแน่นแผ่นหลังถูกบดเข้ากับกำแพงจนสัมผัสได้ถึงกระดูกที่กำลังร้าว ตรงส่วนที่รัดตรงคอก็แน่นเสียจนทำให้หายใจไม่ออก มือที่พยายามดึงยื้อเงาออกก็เริ่มอ่อนแรงลงเรื่อยๆ จนสุดท้ายอากาศที่มีอันน้อยนิดก็ทำให้เขานั้นทนไม่ไหวอีกต่อไป
แขนขาไร้เรี่ยวแรงปล่อยทิ้งตามแรงโน้มถ่วงของโลก ปากพยายามหอบหายใจ ดวงตาสีฟ้าใสเอ่อคลอไปด้วยน้ำตาจากความทรมาน รุทรที่เห็นท่าไม่ดีก็รีบตั้งมือหวังจะร่ายคาถาแต่กลับถูกเงามนุษย์พุ่งเข้ามาขัดขวางเอาไว้
"เจ้าช่วยมันมิได้ดอก...มันผู้นี้ต้องเป็นของข้า"
"เป็นแค่เงาแท้ๆแต่มีปากมีเสียงด้วยงั้นสินะ"
หูของอัสดงเริ่มอื้ออึงจนเสียงร้องของก้อนฝุ่นที่กำลังร้องค่อยๆ เลือนหายไป สายตามองไปเห็นศพนายทหารสองคนที่เฝ้าประตูในสภาพถูกแทงทะลุจนพรุน และรุทรที่กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากไม่ต่างกันกับเขาก็ได้แต่สิ้นหวัง
'ไม่ไหว...ตายกันหมดแน่' คิดแล้วก็มองไปยังเจ้าแมวสีขาวที่กำลังร้องลั่นอยู่ตรงพื้นพลางคิดไปถึงว่าถ้าหากเขาตายไปเจ้าแมวตัวนี้คงจะต้องถูกไล่ล่าไม่หยุดหย่อน แค่คิดแบบนั้นก็รู้สึกเสียใจแล้วที่ไม่สามารถปกป้องเจ้าแมวตัวน้อยเอาไว้ได้แต่ถึงแม้ว่าเขาจะตายไป อย่างน้อย..ก็ขอให้เจ้าแมวตัวนี้ยังมีชีวิตต่อไปด้วยเถอะ
"ก้อนฝุ่น...มีชีวิตอยู่ต่อไป...ให้ได้นะ.." เอ่ยพูดด้วยเสียงที่พยายามเค้นออกมาจนมันเบาหวิวกลายเป็นเสียงกระซิบ
ก้อนฝุ่นที่เห็นว่าอัสดงกำลังจะสิ้นสตินั้นรีบใช้ขาสั้นๆ ของตัวเองตะเกียกตะกายกำแพงอย่างขาดสติ และในทันทีที่หยดเลือดจากบาดแผลของอัสดงหยดลงตรงหน้าผากของก้อนฝุ่น "..มะ..เมี้ยว!"
ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนคลอเคล้าด้วยน้ำตา ภาพของชายหนุ่มเกศาสีน้ำเงินที่หมดสติลงฉากสะท้อนอยู่ในดวงตาคู่สวย "เมี้ยววว!!!" เจ้าแมวสี่ขาส่งเสียงคำรามลั่นหยาดน้ำตาล้นหยดสู่พื้น ฉับพลันร่างกายของมันก็รู้สึกร้อนรุ่มเหมือนไฟสุมขึ้น
'อะไรกัน' แสงสว่างสีขาวเรืองรองออกมาจนทุกอย่างภายในห้องนั้นหยุดชะงักไป แสงนั้นสว่างจ้าจนรุทรต้องยกมือขึ้นมาป้องปิดดวงตาของตนเองเอาไว้ เงาสีดำต่างหดตัวหนีทันเพราะทันทีที่ถูกแสงสีขาวนั้นสัมผัสก็รู้สึกแสบร้อนเหมือนถูกเผา
หมอกสีเทาจางหายไปไม่เหลือไว้แม้กระทั่งร่องรอย ร่างของอัสดงร่วงหล่นลงไปตามในแรงโน้มถ่วงทันทีที่เงามนุษย์นั้นจางหาย แต่ไม่ทันที่จะสัมผัสพื้นความหนาหนุ่มและฟูฟ่องของอะไรบางอย่างก็เข้ามารองรับเขาเอาไว้เสียก่อน
"...ห้ะ" พอแสงสว่างนั้นจางลงไปรุทรก็ถึงกับต้องแข้งขาอ่อนเปลี้ยเมื่อแมวขาวตัวจิ๋วในครานั้นบัดนี้ได้กลายเป็นเสือขาวลายคาดดำตัวใหญ่ไหนจะดวงตาที่เปลี่ยนเป็นสีฟ้าดูน่าเกรงขามจนเขาถึงกับล้มทั้งยืน
"พะ...เพลิง..เศวต?"
"โฮกก!!!!"
โปรดติดตามตอนต่อไป