หนึ่งในอัสดง

หนึ่งในอัสดง: บทที่ ๓ : พบเจอกันในวันฟ้าเปิด ตอนที่ 3

#3บทที่ ๓ : พบเจอกันในวันฟ้าเปิด

ฟิ้ววววววว...

สายลมพัดผ่านเข้ามาในหน้าต่างส่งกลิ่นอายประหลาดปะทะเข้าที่จมูกของเพลิงเศวตจนจมูกน้อยขยับขยุกขยิกไปมา ดวงตาสีน้ำตาลทอประกายขึ้นรีบหันขวับไปยังบานหน้าต่างที่ถูกเปิดเอาไว้ หันมองผู้เป็นนายที่นอนหลับอย่างสบายจึงตัดสินใจที่จะพาร่างอันอ้วนทุยของตนนั้นไปสำรวจความผิดปกติด้วยตนเอง

พอกระโดดขึ้นไปที่บานหน้าต่างสวยก็เห็นเป็นมุมเมืองเงียบสงบที่ยังคงมีผู้คนพลุกพล่านไม่ขาด ยิ่งเป็นยามราตรีเมืองแห่งนี้ก็ดูท่าว่าจะครึกครื้นกว่ายามตะวันส่องเสียอีก

แต่ความผิดปกติที่มันสัมผัสได้นั้นกลับลอยมาจากนอกเมืองไกลเสียเนี่ยสิ...

"เมี้ยว...เมี้ยว..เมี้ยว!"

"อือ...ไม่เอาน่าก้อนฝุ่น..." เอ่ยปัดอย่างรำคาญใจเมื่อเจ้าแมวน้อยนั้นร้องเงี้ยวง้าวอยู่ข้างหูของเขาไม่ยอมหยุด แถมยังใช้หัวทุยที่มีขนฟูฟ่องนั่นถูไถกับแก้มของเขาอีก

"ฉันง่วงแล้ว...ไว้ค่อยคุยกันพรุ่งนี้นะ" พลิกตัวหนีจากการก่อกวน แต่แมวตัวขาวก็กระโดดข้ามหัวเขาแล้วไปแง้วๆ ใส่อย่าไงม่ยอมแพ้อีกอยู่ดี

"เมี้ยวๆๆๆ!"

"โถ่...ก้อนฝุ่น" ลุกขึ้นนั่งด้วยความสุดจะทนคนจะนอน จับเจ้าแมวน้อยขึ้นถือไว้ด้วยดวงตาที่ไม่ตื่นดีเพราะถูกปลุกจากภวงัค์แห่งความฝันกลางคัน แต่เจ้าแมวน้อยที่ถูกอุ้มนั้นก็ไม่ยอมเงียบหนำซ้ำยังร้องหนักขึ้นแล้วมองไปที่หน้าต่างอย่างไม่ยอมลดละอีกต่างหาก

"นี่มันกี่โมงกี่ยามแล้ว เอาแต่เมี้ยวๆ แบบนี้เดี๋ยวข้างห้องก็ได้มาทุบหัวแบะกันทั้งคู่หรอก" ปรามเจ้าตัวขาวอย่างลืมคิดไปว่ามันฟังไม่รู้เรื่อง

"เมี้ยว...เมี้ยวๆๆๆๆ เมี้ยว!!" ก้อนฝุ่นไม่ยอมแพ้ ร้องโวยวายเงี้ยวง้าวดิ้นดีดในมือเขาไปมาเสียจนอัสดงที่ไม่เข้าใจว่าอีกตัวต้องกาจะสื่ออะไรจำใจต้องวางมันลงกับเตียง พอก้อนฝุ่นเป็นอิสระมันก็รีบตรงดิ่งไปกระโดดนั่งบนหน้าต่าง แล้วพยายามส่งสัญญาณให้อัสดงตามไป

"อะไรนักหนาเนี่ยก้อนฝุ่น หน้าต่างมันมีอะไร" ลุกพรวดอย่างยอมแพ้เพราะรู้เลยว่าถ้าไม่ไปที่หน้าต่างตามที่ไอ้เหมียวนี่ต้องการคืนนี้เขาไม่ได้นอนแน่

"ไหนดู" ทันทีที่โผล่หน้าออกไปลมเย็นของยามกลางคืนพัดโบกโชยปะทะเข้าเต็มหน้า อัสดงพยายามลืมตาให้เต็มที่มองออกไปไปยังนอกหน้าต่างที่เปิดแง้มไว้ระบายอากาศพลางเพ่งมองว่าเจ้าแมวขาวนี่ต้องการบอกอะไร

ภายนอกนั้นแต่งแต้มด้วยแสงไฟของเมืองที่ยังคงมีผู้คนจับกลุ่มกันรื่นเริงไม่ขาด ไร้ความแปลกประหลาดอะไร หากแต่ก้อนฝุ่นกลับแยกเขี้ยวขนชูขู่ฟ่อขึ้นทั้งๆที่ไม่มีอะไรจนเป็นอัสดงเองที่เริ่มรู้สึกกลัวกับอากัปกิริยานั้น

พอเพ่งมองไปทิศทางเดียวกันกับที่เจ้าแมวขาวขู่ฟ่อก็เห็นว่าตรงถนนสายหลักมีกลุ่มหมอกควันของอะไรบางอย่างกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้เรือนสราญใจแห่งนี้ หมอกควันนั้นสีดำทะมึนใหญ่แปลกตาจนมั่นใจว่าไม่ใช่หมอกที่เกิดจากธรรมชาติแน่นอน และเหมือนแสงจันทร์ช่างเป็นใจเป่าปัดมวลเมฆครึ้มเปิดทางส่องแสงสว่างส่องลงไปที่หมอกหนานั้นทำให้เห็นถึงร่างสูงใหญ่ที่ถูกหมอกบังตาเอาไว้อย่างชัดเจน

'สหัสเดชะ' เบิกตากว้างขึ้นอย่างตกใจกับชื่อที่สมองจดจำได้ไม่เคยลืมแม้จะได้พบเพียงหนึ่งครั้ง

ร่างสูงกำยำแต่งกายด้วยชุดคลุมสีดำและสวมหน้ากากยักษ์สีขาวที่คร่าชีวิตผู้อื่นได้ในเพียงชั่วพริบตาเดียว 'ไม่ผิดแน่...หมอนั่นคือสหัสเดชะแน่'

ตัวของอัสดงสั่นขึ้นเพราะความกลัวเมื่อรับรู้ได้ทันทีว่าเหตุผลที่สหัสเดชะมาปรากฏตัวที่นี่นั้นเป็นเพราะอะไร 'ต้องรีบหนี ขืนอยู่ที่นี่ต่อคนอื่นจะพลอยโดนลูกหลงไปด้วย' หันไปมองก้อนฝุ่นที่ยังคู่ไม่หยุดแล้วรีบอุ้มเจ้าตัวขาวไว้บนอก หยิบถุงผ้าที่ด้านในมีเงินขึ้นมาพาดบ่าแล้วตั้งท่าจะวิ่งออกจากห้องพัก

พนมมือแล้วยกขึ้นเหนือหัวขอพรจากพระขอพรจากสวรรค์ขอให้ตนรอดปลอดภัยตามความเชื่อที่ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก ตั้งสมาธิมั่นแล้วสวดมนต์ในใจ

"ขอให้ผมรอดพ้นจากอันตรายนี้ และมไม่มีใครได้รับบาดเจ็บด้วยเถอะ...สาธุ" ก้มมองก้อนฝุ่นที่อยู่ตรงอก พยามยิ้มเหมือนว่าไม่มีอะไรเพื่อให้อีกฝ่ายสบายใจ ก่อนจะออกวิ่งเต็มฝีเท้าหนีออกไปทางหลังเรือนสราญใจแห่งนี้ด้วยความรวดเร็ว

.

.

.

วิ้ง...วิ้ง...วิ้ง...

แสงจากวงอาคมเวทย์สีแดงเรืองขึ้นเบื้องหน้าของชายหนุ่มรูปงามที่กำลังนั่งสมาธิอยู่ภายในห้องรับรองด้วยจิตใจที่สงบ ฉับพลันลมพัดวูบไหวพัดปัดผ่านเทียนในห้องจนดับมอดไปครู่หนึ่งก่อนจะกลับมาสว่างไสวดังเดิมก็ทำให้ชายหนุ่มลืมตาตื่นขึ้นมาทันทีเมื่อสัมผัสประหลาดส่งผลให้เขารู้สึกไหววูบเมื่อรับรู้ได้ถึงการเตือนว่าจะเกิดลางร้ายในเวลาอันใกล้

มิทันได้ตริตรองอะไรเพิ่มเติม เสียงย่ำวิ่งของผู้อยู่ด้านนอกก็ดังกรูขึ้นแล้วประตูไม้บานสวยก็เกิดเสียงเคาะเป็นจังหวะตามด้วยเสียงของนายทหารผู้คุ้นเคยดังขึ้นเพื่อแจ้งข่าวด้วยน้ำเสียงร้อนรนว่า "นายท่านขอรับ นายทหารผู้ประจำเมืองเริงรื่นแจ้งมาว่าพบเจอกลุ่มหมอกประหลาดขอรับ"

"พบเพียงหมอกประหลาดเท่านั้นรึ" ถามกลับทันควัน นายทหารผู้คุ้นเคยจึงรีบตอบคำถามของผู้เป็นนายกลับไปตามที่ได้รับแจ้งมาทันที "ไม่ขอรับ ภายในหมอกนั้นคล้ายว่ามีชายหนุ่มพรางอยู่ ร่างกายสูงใหญ่สวมผ้าคลุมสีดำสนิทยาวปิดไปถึงตาตุ่ม และที่สำคัญ...." เงียบไปพักหนึ่งแล้วเงยหน้ามองผู้ที่ยังคงอยู่ในห้องด้วยดวงตาที่วาววับขึ้นในความมืด "ชายหนุ่มผู้นั้น...สวมหน้ากากยักษาสีขาวด้วยขอรับ"

ประตูไม้ถูกเปิดออกด้วยฝ่ามือของคนที่อยู่ภายในห้อง ในบัดนี้เขาผู้นั้นได้แต่งกายด้วยอาภรณ์สีนิลกาฬเป็นที่เรียบร้อย ดวงตาสีเทาอ่อนทอดมองขึ้นไปยังท้องฟ้าที่เมฆาปลอดโปร่งปรากฎแสงจันทร์แจ่มแจ้งด้วยความเป็นกังวล "สั่งให้ชาวบ้านอยู่แต่ในบ้าน ติดยันต์กันภัยให้เรียบร้อย ส่วนเจ้า..." หันไปหาชายหนุ่มผู้เป็นมือขวาคนสนิทที่กำลังนั่งรอรับคำสั่ง "ไปเตรียมนายทหารสิบนายแล้วออกเดินทางตามไป ข้าจักล่วงหน้าไปก่อน"

"เพียงสิบนายเองรึขอรับ"

"สิบนายเป็นพอ"

"ขอรับ...กระผมจะรีบเตรียมพลทหารแล้วตามไปให้เร็วที่สุด" ชายหนุ่มหันไปพยักหน้าให้กับมือขวาของตนแล้วหันไปหามือซ้ายที่กำลังนั่งก้มหน้ารอรับคำสั่งอยู่ข้างๆกัน "เจ้าล่วงหน้าไปกับข้า"

"ขอรับ"

.

.

.

ภายในบ้านร้างที่ไร้ผู้อยู่อาศัย ได้มีชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งขดตัวอยู่หลังตู้ไม้เก่าที่ผุพังจนแทบจะมองทะลุเห็นถึงอีกฝั่งหนึ่งได้ แต่เพราะนี่เป็นมุมมืดที่สุดที่เขาจะซ่อนตัวได้อย่างแนบเนียน เลยทำให้เลือกที่จะอยู่ตรงนี้ด้วยความคิดที่ว่ามันน่าจะพอช่วยให้เขารอดพ้นจากสายตาของคนที่กำลังตามล่าอยู่ได้

ตึก..ตึก...ตึก..

แต่ทันทีที่ได้ยินเสียงฝีเท้าหนักๆ ย่ำมาจากด้านนอก มือไม้อันสั่นเทาทั้งสองข้างก็ถูกยกขึ้นเพื่อปิดปากของตนเองอย่างรวดเร็วเพราะกลัวว่าเสียงหายใจทอันหอบรัวของตนนั้นจะลอยเข้าไปในหูของอีกฝ่ายเข้า

เมื่อสิบห้านาทีก่อน ทันทีที่อัสดงเห็นว่าสหัสเดชะได้ตามเขามาจนถึงที่นี่ก็ไม่รอช้ารีบหนีออกมาจากเรือนสราญใจทันที เผลอปีติดีใจไปเมื่อคิดว่าตนนั้นรอดพ้นเงื้อมมืออีกฝ่ายแล้วแต่กลับต้องสะดุดหลังหงายเมื่อมีเงาสีดำพุ่งตรงมาทำร้ายจนล้มหน้าคะมำไปหนึ่งรอบ

ใช่แล้ว...สหัสเดชะเองก็รับรู้ถึงการหนีของเขาในครานี้เช่นกัน

พอตั้งสติได้ก็ไม่รีรอรีบวิ่งหนีตายหมายเอาชีวิตรอดไปยังที่อื่น แต่พอจนมุมแล้วจะขอความช่วยเหลือกับผู้คนกลับพบว่าบ้านทุกหลังเงียบสงบไม่มีแม้กระทั่งแสงเทียนอย่างกับไม่มีใคร แสงไฟจากกิจกรรมยามค่ำคืนที่เรินรื่นเมื่อครู่ก็หายไปในทันตา อยู่ทำให้อัสดงใจเสียทันทีเมื่อเขารู้แล้วว่าตนเองนั้นไม่สามารถพึ่งพาใครได้อีกต่อไป

ความดื้อรั้นสั่งให้เขาลองเข้าไปสำรวจในเรือน แต่พอลองเปิดประตูก็ดันเปิดไม่ออก แถมยังเห็นม่านโปร่งใสสีชมพูอ่อนเรืองแสงรองออกมาจากบานประตูก็ยิ่งทำให้เขารู้สึกโดดเดี่ยวเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม เพราะดูเหมือนว่าเขาจะถูกทอดทิ้งเอาไว้ที่โลกภายนอกนี่เสียแล้ว

แต่ไม่มีเวลาให้เขาได้หยุดคิดมากนัก เพราะทันทีที่เขาหยุดวิ่งควันสีดำที่ทำร้ายเขานั้นยิ่งแผ่กระจายออกเป็นวงกว้างแล้ววิ่งวนไปทั่วทุกพื้นที่เพราะต้องการตามหาตัวเขาให้เจอ

ก้มมองเจ้าแมวขาวที่อยู่ในอ้อมแขนก็คิดได้ว่าหากคอยกระเตงไปด้วยมีหวังก้อนฝุ่นต้องเป็นอันตรายไปกับเขาด้วยแน่ เลยตัดสินใจที่จะเอาเจ้าแมวน้อยซ่อนตัวโดยการใส่ไว้ในโอ่งลายไทยที่ดูท่าว่าจะไม่ค่อยมีใครให้ความสนใจกับมันเท่าไรนัก "รอฉันอยู่ที่นี่ ห้ามส่งเสียงเด็ดขาด แล้วจะกลับมารับนะ"

"เมี้ยวว" ก้อนฝุ่นร้องเสียงออดอ้อนแสดงสีหน้างอแงออกมาอย่างน่าสงสาร แต่อัสดงก็ต้องฝืนทำใจให้แข็งเอาไว้ ข่มใจไม่ให้สนใจอากัปกิริยาของเจ้าก้อนขนสีขาวนั่นเด็ดขาด เพราะหากเอาก้อนฝุ่นไปด้วยจะกลายเป็นว่าพวกเขาอาจจะได้ตายแบบศพนอนข้างกันเหมือนในหนังแทนน่ะสิ

"ไม่เป็นไรน่า ฉันจะกลับมารับแน่นอน...สัญญาเลย" ลูบหัวเจ้าตัวเล็กไปหนึ่งทีแล้วค่อยๆ เลื่อนปิดฝาโอ่งโดยไม่ลืมเปิดแง้มเอาไว้ให้อากาศสามารถถ่ายเทได้บ้าง

'หวังว่าที่นี่จะปลอดภัยนะ...' มองไปยังโอ่งลายไทยที่มีแทบทุกเรือนอย่างเป็นกังวล แต่มันก็ช่วยไม่ได้จริงๆ เพราะถ้าหากฝืนเอาก้อนฝุ่นไปด้วยจะกลายเป็นว่าพวกเขาทั้งคู่จะพานพบอันตรายยิ่งกว่าเดิม สุดท้ายเลยได้แต่กลั้นใจฝืนวิ่งออกไปจากเรือนหลังนั้นโดยทิ้งให้เจ้าแมวขาวที่ยังคงพยายามตะเกียกตะกายตัวขึ้นมาด้วยหัวใจที่เจ็บปวด

ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน ที่ในตอนนี้สหัสเดชะเปลี่ยนจากการใช้เงาดำมาเป็นการใช้ตัวของเขาในการเดินหาอัสดงแทน บุรุษผู้สวมหน้ากากยักษารับรู้ได้ถึงยันต์กันภัยที่เรืองแสงอยู่หน้าเรือนแต่ละหลังพลางคิดว่าข่าวที่เขามานั้นช่างแพร่ไปไวกว่าไฟลามทุ่ม ทั้งๆ ที่ตัวของเขายังมิทันได้ทำอะไรเลยแม้แต่นิด

'คงจะเสียเวลาไปกับการไล่จับหนูโสโครกไม่ได้...ต้องรีบจัดการให้เสร็จสิ้นเสียโดยไวก่อนที่พวกวังหลวงจะมา'

กึก!

ขาทั้งสองข้างหยุดชะงักเมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายความกลัวที่ฟุ้งออกมาจากหลังตู้ไม้เก่า หันขวับกลับไปมองทิศทางนั้นอย่างให้ความสนใจแล้วย่ำเดินอย่างอ้อยอิ่งด้วยความระมัดระวังเข้าไปใกล้เจ้าตู้ไม้ที่แสนจะน่าสงสัยนั่น

ทางด้านอัสดงที่ได้ยินเสียงฝีเท้าดังเข้ามาจนเกือบจะถึงตัวก็ได้แต่มองซ้ายมองขวาหาทางรอด และพอมองเห็นว่าตรงหน้าของเขามีผ้าผืนเก่ากับกองโคลนตมที่กำลังชุ่มน้ำอยู่นั้นก็พลันเกิดความคิดดีๆ ในการหาทางหนีทีไล่ขึ้นมาทันที

"เห้ย! ไอ้หน้ากากยักษ์!" ร่างของสหัสเดชะหยุดชะงักไปในเสี้ยวนาทีที่อัสดงโผล่พรวดออกมาจากหลังตู้ไม้ พวกเขายืนประจันหน้ากันอย่างไม่มีคำพูดใดๆ แต่สหัสเดชะกลับสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายความกลัวสุดขีดที่ฟุ้งมาจากอีกคน

"กายาสั่นเทาเคล้ากลิ่นความกลัวถึงเพียงนี้ ถือว่าใจกล้าดีที่ยังยืนประจันหน้ากับข้า"

ขมวดคิ้วด้วยความงุนงง "พูดอะไรฟังไม่เห็นรู้เรื่อง"

"ส่งเพลิงเศวตมาให้-" ไม่ทันที่สหัสเดชะจะได้พูดจนจบ อัสดงก็ฉวยโอกาสปาผ้าผืนเก่าคลุกเคล้าด้วยดินโคลนเข้มข้นอัดเข้าที่หน้าของสหัสเดชะเต็มแรงแล้วพุ่งตัวหลบไปทางด้านซ้าย

ทุกอย่างเป็นไปตามที่เขาคำนวณเอาไว้ในหัวทุกอย่าง เพราะทันทีที่สหัสเดชะมองถูกปิดตาด้วยผ้าคลุกโคลน อีกฝ่ายก็ปล่อยหมัดพุ่งตรงไปด้านหน้ากระแทกเข้าใส่กำแพงไม้เก่าเพื่อเป็นการป้องกันตัวตามสัญชาตญาณในทันที

ตูมม!!

กำแพงไม้พังทลายลงเป็นซาก อัสดงไม่รีรอใช้ช่องทางที่อีกฝ่ายสร้างให้วิ่งหนีออกไปด้วยความรวดเร็ว ส่วนสหัสเดชะนั้นยังคงยืนนิ่งไม่วิ่งตามไป ด้วยเพราะยังคงง่วนกับการดึงผ้าเขรอะออกจากหน้ากากยักษาที่บดบังการมองเห็นของตน และเพราะความโกรธาที่กำลังพุ่งสูงสั่งให้ตัวเขานั้นได้แต่ยืนนิ่งไม่ไหวติง

ผ้าถูกดึงออกแต่คราบโคลนตมสกปรกชุ่มน้ำยังคงไหลเปรอะเปื้อนหน้ากากยักษาสีขาวสะอาดย้อนหยดจนมันเละเทะไปหมด แววตาภายใต้หน้ากากประกายโทสะขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อสิ่งของอันเป็นที่รักถูกทำให้เปรอะเปื้อนไปด้วยโคลนอันต่ำตม

'ใครทำของรักของกู มันต้องตาย'

มือขวายกขึ้นบริเวณอกในท่าที่นิ้วนางและก้อยถูกเก็บพับ แต่นิ้วโป้ง ชี้ กลาง ตั้งยกเป็นมุมฉากกับเส้นอก ริมฝีปากพึมพำคาถายาวเหยียดอย่างด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแต่แฝงอารมณ์ที่ขุ่นมัวเอาไว้

'อะไรกัน ไม่ตามมาเหรอ' อัสดงที่กำลังวิ่งหนีสุดชีวิตแอบหันเหลียวมองไปด้านหลังที่มีเพียงความว่างเปล่าก็งุนงงไม่น้อยที่ไม่เห็นแม้กระทั่งเงาของสหัสเดชะที่ควรจะตามมา 'สงสัยแผนปิดตาตีแมวจะเข้าท่าแหะ' แอบโล่งใจไปบ้างเมื่อคิดว่ากับดักที่ตนเองทำไว้นั้นสามารถถ่วงเวลาให้พอได้วิ่งหนีได้นานพอตัวเลยทีเดียว

แต่รอยยิ้มก็ต้องหุบลงเมื่อสหัสเดชะร่ายคาถาจนเสร็จสมบูรณ์

"แทง"

ฉึง!

"อึก!" ร่างของอัสดงล้มลงกับพื้นเต็มแรงเมื่อเงาสีดำที่เกิดจากแสงจันทร์สะท้อนลงมาที่แปรเปลี่ยนเป็นเหล็กแหลมแทงทิ่มเข้ากลางต้นขาด้านซ้ายอย่างไม่ทันตั้งตัว 'อะ...อะไรวะเนี่ย'

ตุ้บ!

ฝืนลุกยืนแต่ก็ต้องล้มลงไปกองกับพื้นอย่างน่าอานาถทันทีที่ความเจ็บแปลบเข้าเล่นงาน เลือดสีแดงฉานไหลออกจากบาดแผลที่เกิดเป็นรอยแทงทะลุจนเห็นได้ชัดถึงเศษเนื้อที่ขาของเขานั้นหลุดออกมาด้วย

"ฮึก!" เกร็งกายกำมือแน่นพยายามปิดเสียงร้องโอดโอยสกัดกั้นความเจ็บปวดของตนเองเอาไว้ด้วยการผ่อนลมหายใจให้ลึกและช้าเพื่อคลายความเจ็บปวดแบบที่เคยได้เรียนรู้มาบ้าง

ยันตัวตั้งนั่งหลังตรงแล้วใช้มืออันสั่นเทาฉีกเอาแขนเสื้อของตนเองมาพันรัดแผลเอาไว้เพื่อห้ามเลือด อัสดงไม่มีเวลามานั่งงุนงงว่าการโจมตีนั้นมาจากไหน ทำได้แค่อดกลั้นความเจ็บปวดแล้วฝืนลุกยืนเพื่อวิ่งหนีต่อไปเท่านั้น เพราะในตอนนี้เขาเริ่มรู้แล้วว่ากำลังเกิดสิ่งไม่ชอบมาพากลขึ้นและมันอันตรายมากจนสามารถฆ่าเขาให้ตายลงตรงนี้ได้เลย

แต่การสวดคาถาอันยาวเหยียดของสหัสเดชะนั้นมันไม่ได้จบลงด้วยคาถาทิ่มแทงเสียเนี่ยสิ

"ตรึง"

"โอ๊ย!" ร้องลั่นทันทีที่ร่างกายถูกกดลงกับพื้นอย่างแรง แข้งขาทรุดเหมือนถูกดึงและกดทับด้วยแรงมหาศาล ร่างกายโถมลงกับพื้นเหมือนมีสิ่งขนาดใหญ่ทาบทับตัวเขาไว้ทำให้แม้แต่ปลายนิ้วในตอนนี้ยังไม่สามารถขยับได้เลย

'หะ..หายใจ...ไม่ออก...'

ตึก..ตึก..ตึก...

เบื้องหน้าปรากฏร่างของชายสวมชุดคลุมสีดำสนิทที่บัดนี้หน้ากากยักษาเปรอะเปื้อนไปด้วยโคลนสกปรกเพราะฝีมือของอัสดง สหัสเดชะนั่งลงโน้มตัวจ้องมองใบหน้าของชายหนุ่มที่กำลังถูกคาถาสาปแช่งของเขากดตรึงไว้กับพื้น มองขาซ้ายที่ยังคงมีเลือดไหลออกมาจากบาดแผลก็อดที่จะกระตุกยิ้มด้วยความสาแก่ใจมิได้

มือใหญ่จับใบหน้าอีกคนออกแรงบีบจนต้องเบ้หน้าด้วยความเจ็บปวดราวกับว่ามือนั้นเป็นเหล็กอันแหลมคม อยากจะเหวี่ยงหมัดขึ้นมาซัดหน้าอีกคนเพื่อเป็นการสวนกลับแต่ก็ทำไม่ได้เพราะไอ้ความรู้สึกที่เหมือนถูกอะไรทับร่างอยู่นี่แหละ!

"ในคราแรกข้าคิดจะปล่อยเจ้ากลับสู่ภพที่จากมา"

"แต่เจ้ากลับรนหาที่ ทำหน้ากากยักษาของข้าแปดเปื้อน"

"ผู้ใดกล้าแตะหน้ากากข้า...มันต้องชดใช้ด้วยชีวิต"

ตู้ม!!

คลื่นอณูวิญญาณสีส้มใสกระแทกเข้าใส่ร่างของสหัสเดชะเต็มแรง แต่อีกฝ่ายที่ไหวตัวทันนั้นก็ได้สร้างวงเวทย์ป้องกันขึ้นมาเสียก่อน

'ใครกัน' หันขึ้นไปมองบนท้องนภาก็เห็นว่าผู้มาใหม่เป็นบุรุษหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกันเพียงสองคนที่มีพลังวิญญาณล้นเหลือจนเกิดเป็นแรงกดดันทางวิญญาณแผ่กระจายออกมาอย่างกว้างขวาง

บุรุษหนุ่มทางขวาพุ่งตัวลงมาก่อนแล้วใช้ทวนด้ามยาวฟาดฟันใส่สหัสเดชะอย่างไร้ความลังเล แต่สหัสเดชะก็กระโดดหลบการโจมตีนั้นไปได้อย่างง่ายดาย

ในจังหวะที่กระโดดหลบมวนไปทางด้านหลังคลื่นอณูวิญญาณสีส้มใสก็พุ่งเข้าใส่เขาอีกคราด้วยเวลาเพียงเสี้ยววิ 'หึ ดูท่าชายหนุ่มผู้นี้จะเชี่ยวชาญการโจมตีและฝีมือดีไม่น้อย ถึงได้โจมตีเสียจนแทบจะไร้จังหวะให้ข้าได้หยุดพักเช่นนี้' ยกมือขึ้นกางออกแล้วกางวงเวทย์ป้องกันคลื่นอณูวิญญาณนั้นอย่างใจเย็นแต่ก็ต้องเบิกตาขึ้นกว้างเมื่อชายหนุ่มอีกคนที่เคยอยู่บนท้องฟ้าบัดนี้กลับมาโผล่อยู่ที่ด้านหลังของเขาเสียแล้ว!

เคร้ง!!

เสียงฝักดาบยาวกระทบกับมือเหล็กดังก้องจนเกิดประกายไฟ สหัสเดชะมองดวงตาสีเทาที่ฉายแววเย็นชาสลับกับก้มมองอาภรณ์สีนิลกาฬก็ทำให้รับรู้ได้ทันทีว่าชายหนุ่มผู้นี้คือใคร เพราะชื่อเสียงเรียงนามของอีกฝ่ายที่กระฉ่อนก้องไปทั่วทั้งภพ หากจะมิรู้จักก็เห็นทีคงจะกล่าวถูกหาว่าเป็นพวกไร้ความรู้มิดูข่าวสารเป็นแน่

"ข้าเคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของเจ้ามานาน ไม่นึกเลยว่าโชคชะตาจะพาเรามาพบกันในวันนี้" ชายหนุ่มอาภรณ์สีนิลกาฬมองผู้สวมหน้ากากยักษานิ่งไม่ตอบกลับอะไร ในขณะที่ชายหนุ่มอีกคนได้วิ่งเข้าไปดูอาการของอัสดงที่กำลังถูกมนต์ของสหัสเดชะตรึงเอาไว้ เพียงใช้มือแตะที่ไหล่อีกคนเบาๆ แล้วร่ายคาถาอย่างรวดเร็ว "คลาย" ร่างกายของอัสดงก็เบาหวิวหายใจได้เต็มปอดและขยับตัวได้ดังเดิม

สหัสเดชะเลิกคิ้วขึ้นสูง เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มผู้ติดตามที่มีเกศาสีน้ำตาลเข้มและนัยน์ตาสีเดียวกันนั้นสามารถคลายคาถาสาปแช่งของเขาได้ภายในเวลาเพียงพริบตาเดียว 'เป็นเพียงผู้ติดตามแต่กลับคลายมนต์ข้าได้…นับว่าไม่ธรรมดา'

กระโดดลอยตัวขึ้นไปยืนอยู่บนหลังคาของเรือนสูงจนมองเห็นถึงจันทราดวงใหญ่ที่ด้านหลัง สหัสเดชะรู้ดีว่าพวกเขาคือใคร และหากจะฝืนสู้ต่อเห็นทีว่าจะเป็นชีวาของเขานี่แหละที่ต้องสิ้นลง

"ข้าต้องการเพลิงเศวต...และไม่ว่าอย่างไรข้าจะต้องได้มัน" เอ่ยก้องแสดงจุดยืนที่ตนมาอย่างชัดเจนแจ่มแจ้งแม้จะไร้ซึ่งการตอบกลับอันใด

"อย่าให้มันได้เพลิงเศวตและเจ้าคนต่างภพนั่นไป"

"ขอรับ" ชายหนุ่มผู้อยู่ข้างอัสดงหยัดยืนขึ้นเต็มความสูงแล้วกำทวนในมือของเขาเอาไว้แน่น เช่นเดียวกับบุรุษที่สวมอาภรณ์สีนิลกาฬที่มองด้วยสายตาเย็นชาแต่ว่ากลับแผ่แรงกดดันทางอณูวิญญาณไปจนทั่ว

สหัสเดชะสัมผัสถึงแรงกดดันอื่นมาจากที่ไกลๆเหลือบสายตาคมมองก็เห็นถึงกองทหารกองหนึ่งที่กำลังพุ่งตัวมาทางนี้อย่างรวดเร็ว แรงกดดันที่มากโขพร้อมกับสัมผัสคุ้นเคยที่แผ่ออกมาจากกองทหารนั้นทำให้รับรู้ได้ทันทีว่านี่คือกองหนุนของบุรุษหนุ่มทั้งสองเป็นแน่

'มาเพียงสองยังยากที่จะชนะ…หากมาเพิ่มอีกเห็นทีครานี้จะเอาชีวิตไม่รอด'

แม้การหนีจะเปรียบเหมือนความขลาด แต่หากฝืนสู้ต่อไปก็คงจะไม่คุ้มเสียมากกว่า สหัสเดชะที่ไม่ต้องการเสี่ยงชีวิตด้วยเพราะรู้ดีว่าไร้หนทางชนะจึงหยิบยันต์สีขาวที่วาดลวดลายเช่นเดียวกันกับที่อยู่บนหน้ากากยักษาของเขาออกมาถือเอาไว้

"ฝากเจ้าหนุ่มนี่เอาไว้ก่อน...แล้วข้าจะกลับมาทวงแค้นคืน" ควันฝุ่นสีเทาฟุ้งขึ้นพอสายลมพัดผ่านหอบควันเหล่านั้นไปร่างของสหัสเดชะก็หายไปเสียแล้ว

"ตามไปอย่าให้หนีไปได้" ชายหนุ่มผู้สวมอาภรณ์สีนิลกาฬเอ่ยสั่งกับเหล่าทหารกองหนุน

"ขอรับ"

'นี่มัน...จบแล้วหรอ..' อัสดงมองภาพนั้นด้วยความโล่งใจ อย่างน้อยก็ดีที่มีคนมาช่วยเอาไว้ถึงแม้ว่าเขาจะไม่รู้จักมักจี่เลยก็ตาม แต่ดูท่าแล้วก็น่าจะเป็นคนดีอยู่นั่นแหละนะ

พยายามฝืนลุกนั่งแต่ทั้งความเจ็บปวดจากทั้งคาถาสาปแช่งและบาดแผลที่ดูท่าจะไม่หายเจ็บง่ายๆ ก็ทำให้เขาฝืนขยับร่างกายไม่ได้เลยสักนิด ผู้เป็นมือซ้ายที่มองอยู่ห่างๆเห็นท่าทางอันไร้เรี่ยวแรงดูท่าน่าเป็นห่วงของอัสดงจึงเอ่ยบอกกับผู้เป็นนายของตน

"นายท่านขอรับ บุรุษหนุ่มผู้นี้ได้รับบาดเจ็บขอรับ" รายงานผู้เป็นนายทันทีที่เห็นว่าอัสดงกำลังพยายามลากสังขารที่ยังคงมีเลือดไหลทะลักออกจากบาดแผลพยายามเดินหนีให้ห่างจากพวกเขา "โลหิตหลั่งพอสมควร กระผมจะใช้มนต์ปิดปากแผลเอาไว้ก่อนนะขอรับ"

"หน้าที่ของข้ามีเพียงพาตัวกลับ นอกนั้นหากเจ้าจักทำอะไรก็จงทำเสีย มิต้องรายงานข้า"

"ขอรับ"

ฟุ่บ!

"ระวัง!" ร่างของอัสดงร่วงล้มเพราะเสียเลือดมากเสียจนหน้ามืด โชคดีที่ชายหนุ่มผมสีน้ำตาลท่าทางใจดีปรี่เข้ามาประคองตัวเขาเอาไว้ได้ทัน จับอีกฝ่ายให้นอนราบกับพื้นแล้วรีบร่ายคาถารักษาเพื่อปิดบาดแผลเปิดของอีกคนในทันที

อัสดงที่นอนแผ่หลาเงยหน้ามองฟ้าก็ได้แต่นอนหอบหายใจด้วยสติที่เลือนรางเต็มที อาจดูเหมือนเสียเลือดไม่มากเพราะเขาเอาผ้าพันเอาไว้ทำให้เลือดไหลออกมาน้อย แต่มันก็ไหลออกมาพอทำให้สติของเขาเริ่มพร่าเบลอได้ เสียงรอบข้างอื้ออึงฟังไม่ได้ศัพท์ ใบหน้าของคนที่กำลังช่วยเหลือเขานั้นก็กลายเป็นภาพเบลอ ความหนาวเริ่มเกาะกินเมื่ออุณหภูมิในยามกลางคืนนั้นลดต่ำไปพร้อมๆ กับอุณหภูมิของร่างกาย

"อาการดูไม่ค่อยดีสักเท่าไรเลยขอรับ" รายงานทันทีหลังจากจัดการใช้สมานญเวทย์ห้ามเลือดให้อีกคนจนเสร็จ

"พากลับไปยังอาคารราชการ แล้วสอบสวนจนกว่าจะคายออกมาว่าเอาเพลิงเศวตไปซ่อนไว้ที่ใด"

"ขอรับ"

โปรดติดตามตอนต่อไป

หนึ่งในอัสดง: บทที่ ๓ : พบเจอกันในวันฟ้าเปิด ตอนที่ 3