หนึ่งในอัสดง: บทที่ ๒ : เสียงลือเสียงเล่าอ้างถึงท่านขุน ตอนที่ 2
แสงแดดยามเช้าสาดส่องไปทั่วทุกสารทิศเมื่อตะวันฉายเหนือท้องนภาบ่งบอกว่ารุ่งเช้าวันใหม่ได้เริ่มขึ้นแล้ว ผู้คนเดินพลุกพล่านไปตามตลาดในยามเช้าเพื่อเลือกจับจ่ายซื้อของกลับไปทำกินที่เรือนตามความเคยชินอย่างเป็นกิจวัตร แต่หากลองมองเพ่งดูดีๆ แล้วล่ะก็...คงจะได้เห็นชายหนุ่มท่าทางลุกรี้ลุกรนแต่งกายแปลกตากำลังซ่อนตัวลอบแอบมองการกระทำของพวกเขาอยู่อย่างไม่ใกล้ไม่ไกล
อัสดงที่กำลังแอบด้อมๆมองๆสังเกตทุกการเคลื่อนไหวของชาวบ้านที่แต่งกายคล้ายคนในยุคสมัยก่อนพอก้มลงมองชุดนอนสีฟ้าใสตัวบางลายตัวการ์ตูนแมวที่ไม่มีหูของตนเองก็ได้แต่คิดอนาถ เพราะหากถ้าออกไปในสภาพนี้ยังไงก็ต้องตกเป็นเป้าสายตาเป็นแน่
พอคิดได้ดังนั้นร่างบางจึงค่อยๆ เคลื่อนย้ายตัวเองไปยังบ้านเรือนหลังอื่นอย่างแนบเนียน มองซ้ายมองขวาสำรวจจนแน่ใจว่าไม่มีผู้ใดอยู่ที่ละแวกนั้น พอทางสะวดแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ไม่รอช้า รีบหยิบจับชุดที่ตากอยู่ราวผ้าอย่างถือวิสาสะแล้วสวมทันที
"อุ้ย" เผลอผงะหน้าถอยหลังเมื่อเจ้าเปลวไฟสีขาวดวงจิ๋วกำลังทำท่าทางเลิ่กลั่กอยู่ไม่ห่าง พอมองเห็นเพลิงเศวตที่เป็นไฟลอยไปลอยมาอัสดงก็ต้องเหงื่อตก เพราะจะทิ้งอีกคน อีกตน? อีกสิ่ง? อีกชิ้น? ที่ไม่รู้ว่าจะใช้คำสรรพนามแทนว่าอะไรแต่เอาเป็นว่าจะทิ้งไอ้เจ้าไฟจิ๋วนี่ไว้ในป่าไม่ได้ เกิดมีพวกคนแปลกๆโผล่มาชิงตัวไปอีกคงจะต้องแย่แน่ แต่ถ้าจะให้ไปไหนมาไหนด้วยก็ดูเป็นจุดเด่นเสียเหลือเกิน
"นี่...เจ้าจิ๋ว...พอจะมีวิธีปลอมตัวเนียนๆ ไหมอ่ะ แบบว่าลอยไปลอยมาแบบนี้มันเตะตาไป" กระซิบบอกเปลวไฟจิ๋วอย่างเป็นกังวล แต่ดูเหมือนยิ่งบอกไฟสีขาวก็พองตัวส่งเสียงฟู่ออกมายิ่งกว่าเดิมจนอัสดงได้แต่พูดกับตนเองว่า 'โอเค ดูท่าว่านี่คงจะเป็นการแสดงออกว่ากังวลสินะ' อัสดงมองซ้ายขวาหันไปเห็นผ้าผืนเล็กที่แขวนอยู่ก็เลยหยิบมาแล้วฉีกออกให้เล็กกว่าเดิมเพื่อที่จะพอคลุมตัวของเพลิงเศวตได้ แต่พอลองยกคลุมเจ้าดวงไฟสีขาวแล้วนั้น
พรึ่บ! ฟู่.....
ก็ถูกเจ้าไฟจิ๋วนั่นเผาผ้าจนมอดเป็นตะกอนดำปลิวไฟกับลม "งั้นลองอันนี้" ลองเอาไม้มาครอบก็โดนเผาอีกครา "งั้นอันนี้ล่ะ" ลองเอาครกอันเล็กมาครอบแต่เจ้าเพลิงจิ๋ก็เรี่ยวแรงไม่พอไม่สามารถยกครกหินนั้นไหว สุดท้ายอัสดงเลยได้แต่นั่งลงอย่างจนปัญญา เพราะว่าตนพยายามแล้วแต่ว่ามันไม่ได้เลยสักวิธีน่ะสิ ดวงไฟดวงจิ๋วลอยวนไปวนมาด้วยเปลวไฟที่เล็กลง ดูท่าว่าคงจะเป็นการแสดงออกว่าเสียใจ อัสดงเลยยกนิ้วขึ้นมาลูบไปที่เจ้าดวงไฟดวงน้อยเพื่อปลอบ
"ตั้งแต่เกิดมานี่เป็นไฟแบบนี้เลยใช่ไหมเนี่ย" เอานิ้วจิ้มอย่างเอ็นดูไปหนึ่งที พอดวงไฟดวงน้อยได้ยินดังนั้นก็ลอยไปมาคล้ายว่าส่ายตัวปฏิเสธ
"ถ้าอย่างนั้นลองกลับคืนร่างเดิมดูดีไหม หรือว่า...แปลงกายเป็นสัตว์ อะไรทำนองนั้นน่ะ" เพลิงเศวตนิ่งชะงักไปพักหนึ่งเพื่อทบทวนสิ่งที่อัสดงพูด ถึงแม้ว่าจะไม่เข้าใจถึงภาษาแต่ท่าทางที่อีกคนทำประกอบก็พอทำให้รู้ถึงสิ่งที่อีกฝ่ายต่อการจะสื่อได้บ้าง (กระมั้ง)
ทันใดนั้นเองแสงสีขาวจากเพลิงเศวตก็ลุกโชนโชดช่วง ทำให้อัสดงที่นั่งมองอยู่ต้องยกแขนขึ้นบังใบหน้าของตัวเองเอาไว้เพราะแสงนั้นมันช่างจ้าเสียเหลือเกิน ควันสีเทาพวยพุ่งฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณพร้อมกับเสียงที่คล้ายว่ามีอะไรร่วงหล่นลงตรงพื้นดังตุ้บเบาๆ
ทันทีที่แสงสว่างนั้นดับลงอัสดงก็ลืมตาขึ้นมองแต่ก็ต้องงุนงงอีกคราเมื่อต่อหน้าของเขานั้นคือ...
"เมี้ยว"
'มะ...แมว???'
อุ้มเจ้าแมวขนปุกปุยตัวสีขาวสะอาดที่ตรงหน้าผากมีสัญลักษณ์อะไรก็ไม่รู้ขึ้นมาไว้ต่อหน้า หรี่ตาพินิจพิจารณาเมื่อสัมผัสได้ว่าความรู้สึกตอนเขาอุ้มแมวตัวนี้มันไม่ต่างอะไรกับตอนที่อยู่กับเพลิงเศวตเลย
"เพลิงเศวต...นั่นแกเหรอ" เอ่ยถามอย่างประหลาดใจ
"เมี๊ยววว" แล้วเจ้าแมวตัวน้อยก็ขานรับทันควันพร้อมกับยื่นตัวเข้ามาเลียใบหน้าของเขาด้วยความปีติยินดีที่ในตอนนี้สามารถแตะตัวของอัสดงได้แล้ว
"สุดยอดเลย นี่แกแปลงเป็นแมวได้ด้วยเหรอเนี่ย" เจ้าแมวน้อยตะกายตัวเองเหยียบขาหน้าที่ตรงอกแล้วพยายามใช้ลิ้นเล็กของมันเลียใบหน้าอัสดงจนอัสดงต้องชูเจ้าเหมียวขึ้นสูงเพื่อหยุดอีกตัว
"หยุดเลยนะ เลอะไปหมดแล้วเนี่ย" ดุเจ้าแมวตัวขาวเสียงเข้ม พอชูขึ้นเหนือหัวตัวเองแล้วความคิดบางอย่างก็โผล่แว้บเขามาในหัว ดูท่าว่าคนอื่นน่าจะยังไม่รู้ว่าเพลิงเศวตสามารถแปลงกายเป็นแมวได้ ถ้าอย่างนั้นการเรียกชื่อของอีกฝ่ายในที่สาธารณะเห็นทีจะเป็นสิ่งที่ไม่ควร เพรางั้น...ตั้งชื่อใหม่ให้ดีกว่า
"ถ้าจะเรียกเพลิงเศวตเดี๋ยวคงจะความแตกเอา...ถ้างั้นฉันขอตั้งชื่อใหม่ให้แกเป็น..."
"ก้อนฝุ่น...ชื่อก้อนฝุ่นแล้วกัน"
พอได้ยินชื่อใหม่จากคนที่ตนถือว่าเป็นนาย ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนก็วาวขึ้นด้วยความดีใจแล้วกระโดดไปเกาะที่ไหล่อีกฝ่ายพลางส่งเสียงร้องออกมาด้วยความสุข "เมี๊ยวว"
.
.
.
สองเท้าเดินตามถนนพลางสอดสายตามองซ้ายขวาอย่างตื่นตาตื่นใจ เมื่อรอบข้างนั้นเต็มไปด้วยสิ่งที่ตัวเขาแทบจะไม่เคยพบเห็นในโลกของเขาเลยก็ว่าได้ ดวงตาประกายวาววับขึ้นเมื่อภพใหม่ที่ได้มาโผล่นั้นช่างเต็มไปด้วยกลิ่นอายของสมัยโบราณตามแบบที่เขาชอบ
นี่ถ้าได้เจอกับท่านขุนหล่อ ล่ำ เย็นชา ถือดาบไปรบสิบครั้งชนะสิบเอ็ดคราเพราะว่าเก่งเกินไป หรือแม่ทัพสาวพราวเสน่ห์ที่ศัตรูเห็นเป็นต้องชะงักในความงามแบบในหนังแล้วล่ะก็เขาจะยอมเอาดาบแทงตัวเองให้ตายลงเลยตรงนี้เพราะถือว่าได้ใช้ชีวีอย่างคุ้มค่าแล้ว
พอเดินมาสักพักก็เจอกับเรือนไม้หลังใหญ่สูงหลายชั้นที่ติดป้ายด้านหน้าว่า 'เรือนสราญใจ' ด้วยความใหญ่โตมโหฬารกว่าเรือนหลังอื่นและการออกแบบที่ดูว่าจะไม่ใช่แค่เรือนธรรมดานั้นทำให้อัสดงต้องหันไปให้ความสนใจเป็นพิเศษ
ผู้คนแต่งกายด้วยชุดที่ถักทอด้วยไหมคุณภาพดีดูราคาแพงทั้งชายหญิงต่างพากันเดินเข้าไปให้ว่อนอย่างกับมีของแจกฟรี และไหนจะยังสาวงามแต่งหน้าสวยสะบัดที่เดินเข้าไปอย่างไม่ขาดสายนั่นอีก ความสงสัยที่ล้นใจเลยทำให้อัสดงแอบชะโงกหน้ามองเข้าไปด้านในของร้าน เห็นคร่าวๆ ว่าเป็นร้านอาหาร หรือถ้าอ่านจากชื่อแล้วก็คงจะเป็นโรงแรมเทือกๆ นั้นกระมั้ง
แหม...ช่างเป็นสถานที่ที่น่าชื่นชมจนดวงใจในอกเต้นถี่ระรัวเพราะความต้องการที่อยากจะเข้าไปจวนใจจะขาด
มองไปที่หน้าเรือนสราญใจในครานี้เหมือนเห็นแสงสวรรค์ส่องลงมาประทานพร ทันทีที่รถเกวียนเล่มงามหยุดจอดที่หน้าร้านโดยชายร่างอ้วนท้วมดูร่ำรวยก็เดินลงมาพร้อมกับสาวงามอีกสองนางที่เกาะแขนซ้ายและแขนขวาอย่างเหนี่ยวแน่นมุมปากยกยิ้มร้ายทันที
แอบปรายตามองไปก็เห็นว่าภายในเกวียนที่ตามมานั้นมีกล่องใส่ของลวดลายสวยงามถูกใส่เอาไว้เป็นจำนวนมากพอสมควร ฉกฉวยโอกาสตอนที่ชายหนุ่มอ้วนทวนผู้ดูมีอันจะกินเกินไปหยุดสนทนากับชายหนุ่มผู้ออกมาต้อนรับ ขายาวรีบจ้ำไปยังเกวียนเก็บของแล้วเปิดดูสิ่งที่อยู่ในกล่องด้วยความระมัดระวัง
"ว้าว" อุทานออกมาพร้อมกับดวงตาเบิกกว้าง แสงสีองสะท้อนเงาวับในดวงตาด้วยเหรียญทองที่เขาสังเกตมาแล้วว่าเจ้าสิ่งนี้แหละที่มีเอาไว้แลกเปลี่ยนสินค้า ลอบมองซ้ายมองขวาพอเห็นว่าทางสะดวกก็แอบฉกฉวยเก็บพันไว้ในย่ามผ้าที่ตนแอบขโมยมาเช่นกัน
"ขอยืมหน่อยนะจ้ะ ไว้เดี๋ยวเอามา" พูดบอกอีกคนที่กำลังยืนคุยกับชายหนุ่มผู้ออกมาต้อนรับอย่างไม่สนดินสนฟ้าก่อนจะรีบวิ่งหนีไปในทันที
ขวับ!
หนุ่มร้างอ้วนท้วมรีบหันกลับไปยังเกวียนคันหรูของตนทันทีเมื่อรู้สึกได้ถึงเงาของอะไรบ้างอย่างที่โผล่วับโผล่แวมไปมาอยู่แถวๆนั้น
"มีอะไรหรือขอรับ" ชายหนุ่มผู้ออกมาต้อนรับเอ่ยถามผู้เป็นลูกค้ามหาเศรษฐีอย่างสงสัย
"ข้าเห็นเหมือนมีเงาอะไรสักอย่างอยู่ตรงเกวียนข้า"
ชายหนุ่มชะโงกหน้าไปมองที่เกวียนงามแต่พบเพียงความว่างเปล่า จึงเอ่ยบอกกับเศรษฐีท้วมตรงหน้าไปตามความจริง "กระผมไม่เห็นว่าจะมีเงาอะไรหรือผู้ใดเลยหนาขอรับ"
"งั้นรึ งั้นข้าคงจะตาฝาดไปเอง"
อัสดงที่แอบอยู่ตรงหัวมุมแอบลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ได้แต่คิดว่าเกือบไปแล้ว โชคดีนะที่เขาวิ่งเร็วจนหลบได้ทัน ไม่งั้นคงต้องโดนจับในฐานะขโมยแน่
พอเห็นว่าเศรษฐีท้วมเดินเข้าไปในเรือนสราญใจแล้วเขาก็เดินออกมาจากหัวมุมด้วยความโล่งอก แอบมองไปยังร้านค้าที่วางแผงขายอยู่ข้างๆที่ในตอนนี้เหมือนว่าแม่ค้าจะไม่อยู่ ให้ตายเถอะ...ไม่ได้อยากจะขโมยหรอกนะแต่ว่าไอ้เจ้าแว่นตาดำที่วางอยู่ตรงนั้นมันช่างล่อตาล่อใจเสียจริง
'เอาน่า ขอยืมไปก่อน แล้วเดี๋ยวเอามาคืนแล้วกัน'
และในไม่กี่นาทีต่อมา อัสดงก็ยืนอยู่ตรงหน้าเรือนสราญใจด้วยท่าทีอกผายไหล่พึงใช้แขนข้างหนึ่งอุ้มแมวสีขาวปากคาบยอดหญ้าดวงตาคาดแว่นตาสีดำดูท่าจะเท่สำหรับเขาแต่มันดูแปลกสำหรับเราเนี่ยสิ
เหล่าพนักงานต่างมองที่อัสดงเป็นตาเดียว ไม่ว่าจะหญิงสาวหรือชายหนุ่มพอเห็นท่าทางการแต่งกายที่ประหลาดของอีกคนต่างก็พากันเบือนหน้าหนีเพราะคิดว่าคงเป็นคนบ้าที่มาแอบมองอะไรทำนองนั้น แต่ก็มีพนักงานหนุ่มน้อยอายุเพียงสิบห้าที่พึ่งจะมาใหม่ทำใจกล้ารีบปรี่เข้ามาทักทายตามหน้าที่ในทันใดเพราะตั้งแต่ร้านเปิดตัวเขานั้นยังไม่ทันจะได้รับลูกค้าเลยสักคน
"สวัสดีขอรับ ไม่ทราบว่านายท่านต้องการรับประทานอาหาร ชมการแสดง หรือหาที่พักรึขอรับ"
ชูนิ้วขึ้นสามนิ้วแทนคำตอบเพราะไม่รู้ว่าควรจะตอบยังไง พนักงานหนุ่มน้อยจึงยกยิ้มแหยๆแล้วคาดเดาคำตอบนั้น "ทั้งสามอย่างเลยใช่ไหมขอรับ" อัสดงพยักหน้ารับรู้สึกขอบคุณสวรรค์ที่หนุ่มน้อยนั้นเข้าใจสิ่งที่เขาต้องการจะสื่อ "ถ้าเช่นนั้นแล้วเชิญทางนี้เลยขอรับ" ชายหนุ่มโน้มตัวโค้งลงต่ำมากกว่าเดิมอย่างนอบน้อมแล้วผายมือเพื่อเชิญให้อัสดงเข้าไปในร้าน
ทันทีที่ก้าวพ้นผ่านทางเดินที่ตกแต่งด้วยสีแดงและทองนั้นความงามของภายในก็พุ่งปะทะเข้าที่ดวงใจของอัสดงในทันที ภายในร้านนั้นถูกตกแต่งประดับประดาด้วยการผสมผสานวัฒนธรรมไทยผสมจีน ด้านในตัวเรือนเป็นทรงสี่เหลี่ยมกลวง ตรงกลางไร้หลังคาทำให้แสงแดดส่องลงมายังน้ำพุกลางแจ้งที่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางร้านได้อย่างพอเหมาะ แสงสีส้มสะท้อนน้ำใสประกอบกับเสียงน้ำไหลทำให้บรรยากาศดูสบายขึ้นมาก
ชั้นที่หนึ่งเป็นโซนของร้านอาหารแบบเปิดที่เป็นการปูเบาะนั่งพื้น ลูกค้าประจำโต๊ะต่างๆจะมีเหล่าพนักงานทั้งหนุ่มหล่อและสาวสวยคอยปรนนิบัติอยู่ข้างกายไม่หาย และหากเดาไม่ผิดนั้นชั้นสองและชั้นกับสามคงจะเป็นที่พักอย่างแน่นอน
"นี่คือโซนพาข้าวขอรับ นายท่านสามารถมาได้ทุกเมื่อ ส่วนห้องพักอยู่ทางนี้ขอรับ" หนุ่มน้อยผายมือไปยังบันไดชั้นสองแล้วเดินนำให้อัสดงเดินตามไป พอขึ้นไปถึงเดินเลี้ยวซ้ายตรงถัดไปอีกเพียงสี่ห้องก็มาถึงห้องนอนของอัสดง
"นี่คือห้องพักของนายท่านขอรับ"หนุ่มน้อยยื่นกุญแจสีเงินให้หนึ่งดอก "ขอให้นายท่านพักผ่อนอย่างสบายใจ หากต้องการอะไรเรียกใช้กระผมได้เสมอเลยขอรับ" อัสดงยิ้มรับพอหนุ่มน้อยเดินลับตาไปเขาก็ไม่รอช้ารีบไขกุญแจเข้าไปในห้องทันที ตรงไปนั่งลงตรงเตียงกว้างติดพื้นที่มีลวดลายออกแนวไทย แต่ของตกแต่งภายในห้องนั้นต่างสลักสลับกับลวดลายจีนอย่างประณีต
"เมี้ยววว" เจ้าแมวขาวในมือร้องประท้วงอัสดงเลยวางเจ้าก้อนฝุ่นลงกับพื้นเพื่อให้มันได้วิ่งเล่น "โทษทีๆ อย่าวิ่งไปชนอะไรเข้าล่ะ" ก้อนฝุ่นพะยักหน้ารับแล้วกระโดดขึ้นไปนั่งที่ขอบหน้าต่าง ยกขาขึ้นมาเลียทำความสะอาดตามประสาแมวทำให้อัสดงพอจะสบายใจขึ้นมาได้บ้าง ที่อย่างน้อยเขาก็มีที่ซุกหัวนอน มีข้าวให้กิน มีเสื้อผ้าให้ใส่ และมีเงินให้ใช้ อย่างน้อยก็จะได้พอมีกำลังใจให้หาทางกลับโลกเดิมได้บ้าง
เจ้าก้อนฝุ่นที่รับลมชมวิวจนสบายใจเดินต้วมเตี้ยมมาที่ข้างเตียงแล้วกระโดดขึ้นทับช่วงอกของอัสดงที่กำลังนอนอยู่ หัวฟูขนสีขาวนุ่มมุดถูไถที่อกของจนขนปุยนั่นติดตามเสื้อผ้า
"หิวแล้วเหรอ"
"เมี้ยว" เงยหน้าขึ้นตอบทันที
"ถ้างั้นเราไปหาอะไรกินกันเถอะ"
.
.
.
ที่ชั้นหนึ่งในยามนี้มีผู้คนมากกว่าเมื่อครู่จนอัสดงเองถึงกับงุนงงว่ามาจากไหนเยอะแยะขนาดนี้กัน แอบมองการกระทำของแขกอื่นแล้วทำตามอย่างเงียบๆ โดยการเดินไปนั่งที่โต๊ะแล้วรอให้ผู้เป็นพนักงานที่สวมชุดสีชมพูอ่อนเดินเข้ามาถามว่าต้องการอะไรไหม
อัสดงยืนมองพักเดียวแล้วจึงเลือกที่จะเดินไปนั่งลงที่ตรงโต๊ะติดกับน้ำพุ แล้วรอเพียงไม่นานนักก็มีสาวงามสวมชุดสีชมพูอ่อนเดินเข้ามาด้วยรอยยิ้ม
"สวัสดีเจ้าค่ะนายท่าน หากต้องการรับประทานสิ่งใดบอกดิฉันได้เลยนะเจ้าคะ"
"มีอะไรแนะนำไหมอ่ะครับ" สาวงามทำสีหน้างุนงงเมื่อได้ยินคำถาม อัสดงชะงักกึกลืมคิดไปเลยว่าที่นี่ไม่ได้ใช้ภาษาแบบที่เขาใช้ เลยจำเป็นต้องแอบฟังสิ่งที่โต๊ะอื่นพูดแล้วเอามาเลียนแบบแทน
"อะไรขึ้นชื่อของที่นี่...เอามาให้หมด"
"เจ้าค่ะนายท่าน รอสักประเดี๋ยวนะเจ้าคะ"
"เดี๋ยว!" สาวงามชะงักอีกครั้ง หันกลับมาด้วยใบหน้าสงสัยว่าอีกฝ่ายจะรั้งตัวเธอไว้เพื่ออะไร
"ขะ ขอ...ขอภาชนะ..เผื่อเจ้านี่ด้วย" ว่าแล้วก็ชี้ไปที่แมวสีขาวตัวจิ๋วที่นั่งเลียแข้งเลียขาของตนเองอยู่
หญิงสาวคลี่ยิ้มออกมาทันทีที่เห็นเจ้าแมวตัวเสียขาวที่ดูน่ารักน่าเอ็นดู ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนของมันที่มองสบเข้ากับหญิงสาวพอดี ทำเอาคนรักแมวแบบเธออนั้นอยากที่จะพุ่งไปกอดเสียให้รู้แล้วรู้รอด แต่เพราะว่าเจ้าสี่ขาเป็นสัตว์เลี้ยงของแขก แถมเธอยังอยู่ในระหว่างการทำงานเลยทำให้ต้องหักห้ามใจเอาไว้แทน
"วิฬาร์ตนนี้ช่างน่ารักน่าชังยิ่งนัก ไม่ต้องห่วงนะเจ้าคะ เดี๋ยวดิฉันจะหยิบชามมาเผื่อเจ้าวิฬาร์น้อยเองเจ้าค่ะ"
"ขอบใจ"
ทันทีที่สาวงามเดินออกไปอัสดงก็ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก จริงอยู่ที่ภาษาของที่นี่ไม่ได้ต่างจากภพของเขาเท่าไหร่ แต่ยังไงมันก็ภาษาโบราณพอจะใช้ก็ไม่รู้หมือนกันว่าต้องใช้ยังไง อีกอย่างสรรพนามที่ใช้แทนตัวของที่นี่ก็ดูปนๆกันไปจนไม่รู้ว่าควรเทียบกับยุคไหนในโลกของเขา เดี๋ยวข้า เดี๋ยวกระผม เดี๋ยวดิฉัน ทำเอาสับสนมึนงงไปหมด เพราะงั้นเขาจะเงียบเอาไว้แล้วค่อยๆ เรียนรู้ซึมซับภาษาก่อนค่อยใช้แล้วกัน
"ว้ายตายจริง นั่นท่านสิบใช่หรือไม่"
"จริงด้วย ท่านสิบนี่นา" เสียงหญิงสาววี้ดว้ายดังขึ้นไม่ห่างจากโต๊ะของเขาดึงความสนใจของอัสดงให้หันไปมองผู้มาใหม่ที่แต่งกายคล้ายนายทหาร รูปร่างสูงใหญ่ผิวสีแทนใบหน้าคมคายดูดีกำลังเดินเข้ามาพลางโบกมือทักทายเหล่าสาวงามที่กำลังจ้องมองไปที่ตนเป็นตาเดียว
"ท่านสิบมนตรีน่ะเจ้าค่ะ เป็นแขกประจำของเรือนสราญใจแห่งนี้ แต่เมื่อช่วงหลายเดือนที่ผ่านมามิได้มาเที่ยวเรือนของเราเลย พอกลับมาคงทำให้สาวงามแตกตื่นด้วยความคิดถึงน่ะเจ้าค่ะ" หญิงสาวที่ยกอาหารมาให้ด้วยจังหวะประจวบเหมาะเล่าให้ฟังอย่างละเอียดโดยที่อัสดงก็ได้แต่พยักหน้าตามอย่างเข้าใจ
แต่ทำไมไอ้ท่านสิบสุดฮอตปรอทแตกนั่นถึงได้มานั่งลงตรงโต๊ะข้างๆเขากันนะ
"ไม่ได้มาเสียนานเลยนะเจ้าคะ ลืมดิฉันไปเสียแล้วกระมัง"
"ข้าจะลืมเจ้าได้เยี่ยงไรกัน ใบหน้างดงามราวฟ้าให้มาเช่นนี้ ข้ามิมีวันลืมดอก" ว่าแล้วก็ใช้มือหน้าจับเฉยคางนางผู้พูดเมื่อครู่แล้วยื่นใบหน้าเข้าไปใกล้จนทำให้หญิงสาวหวั่นไหวใบหูขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างเขินอาย
"ท่านสิบเนี่ยปากหวานจริงๆเลยนะเจ้าคะ"
"เหตใดจึงหายไปนานนักล่ะเจ้าคะ พวกดิฉันน่ะคิดถึงท่านสิบมากๆเลยนะเจ้าคะ" หญิงสาวที่เกาะแขนฝั่งขวาถามขึ้นแล้วซบลงตรงไหลกว้างอย่างออดอ้อน
"ช่วงนี้ข้างานยุ่งน่ะสิ มีเรื่องไม่เว้นวัน กว่าจะมีเวลาว่างมาหาเจ้าได้นัยน์ตาข้าแทบจะกระเด็น" ท่านสิบพูดด้วยน้ำเสียงโอ้อวด
"เพราะการไล่ตามหาเพลิงเศวตนั่นน่ะรึเจ้าคะ"
พรวด!!
คำถามเมื่อครู่ทำเอาอัสดงถึงกับต้องพ่นน้ำที่พึ่งจะยกขึ้นดื่มออกมากระเซ็นแบบโพรเจกไทล์ และพอรู้ตัวว่าถูกมองแรงก็ได้หันไปยิ้มแห้งให้กับเหล่าผู้ที่เห็นเหตุการณ์ด้วยความเขินอายทันที คนเหล่านั้นมองจ้องอัสดงเขม็งแต่ก็ทำเป็นไม่ใส่ใจแล้วหันกลับไปพูดคุยกันต่อ
"ใช่น่ะสิ...ไล่ล่ากันอยู่ตั้งเก้าวันเก้าคืน แม้นพบแล้วแต่ก็ยังหนีรอดไปได้"
"เจ้าเพลิงเศวตที่ว่านี่คงจะมีฤทธาน่าดูเลยสินะเจ้าคะ ถึงขั้นต้องไล่ล่ากันเกือบขวบสิบวันเชียว"
"แน่นอน...ก็เป็นถึงหนึ่งในห้าเพลิงสวรรค์ หากไร้ฤทธาคงน่าขันยิ่ง"
พรวด!!
พ่นน้ำอีกครั้งเมื่อหันไปเจอไอ้เจ้าเพลิงเศวตที่เขาว่ามีฤทธิ์เยอะนักมากหนากำลังกระโจนไปที่น้ำตกกลางแจ้งเพื่อตะปบปลาคาร์ฟในบ่อ
"ก้อนฝุ่น! กินไม่ได้นะ!" วิ่งพรวดไปอุ้มเจ้าแมวดื้อที่อยู่ๆก็อยากกินปลาเอากลับมานั่งบนตักพลางดุไปหนึ่งทีเพื่ออบรมกิริยามารยาท (ให้แมว) แล้วไม่ลืมที่จะหันไปก้มหัวขอโทษให้กับเหล่าผู้เห็นเหตุการณ์ชุดเดิมที่หันมามองแรงใส่เขาอีกรอบ แต่รอบนี้เหมือนจะแอบหันไปสุบสิบอะไรกันก็ไม่รู้ด้วยสิ ขอเดาไว้ก่อนเลยนะว่านินทาเขาแน่นอน
"ข้าได้ข่าวมาว่าผู้นำทัพในครานี้คือท่านขุนเพลิงภพ พิมานกัลป์ จริงหรือไม่เจ้าคะ" สาวงามอีกคนหนึ่งถามขึ้น ท่านสิบจึงยกจอกเหล้าขึ้นดื่มหนึ่งอึกแล้วพยักหน้าตอบอย่างภาคภูมิ
"ถูกต้อง สิ่งที่เจ้าได้ยินมานั้นถูกต้องแล้วล่ะ ผู้นำทัพในครานี้คือขุนเพลิงภพ พิมานกัลป์ ผู้รบสิบครั้งชนะสิบครั้ง ขุนศึกอายุน้อยผู้ที่ได้รับความไว้วางใจจากองค์เหนือหัวอย่างไรล่ะ" พอชื่อเสียงเรียงน้ำของบุคคลที่สามถูกพ่นออกมาด้วยน้ำเสียงที่เหมือนมีคนใส่เอฟเฟคเอคโค่ เหล่าสาวงามในร้านก็ส่งเสียงวี้ดว้ายออกมาอย่างตื่นเต้น
'แค่ได้ยินชื่อก็วี้ดว้ายกันขนาดนี้ ถ้าโผล่มาตัวเป็นๆจะไม่กรี๊ดจนสลบกันเลยหรือไง'
"พวกข้าบุญน้อยนักที่ไม่เคยได้พบกับท่านขุนเพลิงภพเลยสักครา" หนึ่งในสาวงามพูดขึ้นอย่างน้อยเนื้อต่ำใจ
"นั่นน่ะสิเจ้าคะ....ข้านั้นเพียงแต่ได้ยินมาว่าท่านขุนมีใบหน้างดงามราวสวรรค์สรรสร้าง แต่งกายด้วยอาภรณ์สีนิลกาล แต่มีเวทย์อาคมสีแดงฉานร้อนแรง เป็นเรื่องจริงหรือไม่เจ้าคะ" ท่านสิบพยักหน้ารับ
"เป็นดั่งที่พวกเจ้าได้ยินมา แต่พวกเจ้าหาได้ไร้บุญวาสนาไซร้ เพียงแต่ท่านขุนนั้นราชการรัดเนื้อตัวรัดตัว ยามว่างก็ใช้ไปกับครอบครัวและฝึกวิชาเสียจนหมด และยังมิได้สนใจในเรื่องเริงรื่นเฉกเช่นข้า"
'อ๋อ เป็นพวกบ้างานแต่เบางเวลาให้ครอบครัวได้ เวลาว่างก็เอาไว้ฝึกวิชาพัฒนาตัวเอง มันจะเพอร์เฟ็คเกินไปไหมนะแบบนั้นน่ะ' อัสดงได้แต่ลอบคิดคนเดียวในใจ
"ช่างเป็นบุรุษที่แสนดีอะไรเฉกเช่นนี้กันหนา แล้ว...เรื่องใบหน้าล่ะเจ้าคะ"
ท่านสิบกระตุกยิ้มยกจอกเหล้าขึ้นค้างที่ปากก่อนจะตอบด้วยรอยยิ้มว่า "งดงามจนแม้กระทั่งชายอกสามศอกยังต้องลอบเหลียวมอง ข้าเองก็ยังเคยเผลอมองจนละสายตาไม่ได้เลยล่ะ" เสียงวี้ดว้ายดังขึ้นอีกคราเมื่อได้รับคำตอบที่กระตุ้นให้เหล่าสาวงามนั้นต้องการเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายเข้าไปใหญ่
"สายตาของท่านขุนดุดันไร้ผู้ใดกล้าสบ น้ำเสียงหนักแน่นไร้ความลังเล ขนาดข้าที่เพิ่งจะเคยอยู่ใต้คำบัญชาของท่านขุนครั้งแรกยังยอมรับความสามารถที่เกินตัวของท่านเลย" คำชื่นชมไม่ขาดปากที่หลุดออกมาเรื่อยๆ นั้นทำเอาอัสดงถึงกับต้องขมวดคิ้วเพราะรู้สึกขัดใจ
'มันจะมีเหรอวะไอ้คนแบบนั้น ใบหน้างดงามราวกับสวรรค์สรรค์สร้าง แต่งกายอาภรณ์สีนิลกาฬแต่เวทย์อาคมกลับแดงฉานร้อนแรง เหอะ แค่คิดก็โคตรจะขัดกันละ'
'แล้วไหนจะเสียงกับสายตาที่ทรงพลัง สงสัยใช้ดวงตาบงการจิตคนอื่นได้มั้ง ตลกจริง' อัสดงคิดไปขำไป แต่ก็ยังคงนั่งฟังท่านสิบผู้เป็นแฟนคลับตัวยงของขุนเพลิงภพที่กำลังบรรยายถึงเจ้านายของจนเองอย่างภาคภูมิ
'เอาเถอะ ถือว่าฟังนิยายแล้วกัน' อัสดงคิด
"แล้วเรื่องเหตุการณ์นองเลือดที่เมืองธัญรานั่นล่ะเจ้าคะ"
"นั่นสิเจ้าคะ ข้าได้ยินว่ามีนายทหารสิ้นชีวาหลายนาย แล้วยังได้ยินข่าวลือแปลกๆ มาอีกด้วย"
"ข่าวลือ? เรื่องใดกันล่ะ"
"เรื่องชายผู้มาจากดินแดนไกล มีความนัยว่าต่างภพเจ้าค่ะ"
พรวด!!!
น้ำซุปต้มยำถูกพ่นออกอีกครั้งเมื่อประเด็นที่กำลังพูดกันนั้นมันหมายถึงตัวเขาเอง!
"นี่เจ้าจะพ่นอะไรหนักหนาปากเจ้ามีปัญหาหรืออย่างไร" ท่านสิบลุกพรวดขึ้นแล้วชี้หน้าอัสดงด้วยความขุ่นเคืองเมื่อบุรุษหนุ่มผู้นี้พ่นน้ำบ่อยเสียจนเกิดความรำคาญ พยายามสงบจิตสงบใจไม่เอาเรื่องแต่ไอ้เจ้าหนุ่มผมสีน้ำเงินนี่ก็ขัดคอเขาขัดจังหวะเขาไปทุกทีเลยเสียจริง!
"ข้าขอโทษ...ขออภัยขอรับ ได้โปรดอย่าถือสาข้าเลย" ตีหน้าเศร้าให้ดูน่าสงสาร
ท่านสิบที่เห็นแขกคนอื่นเริ่มหันมามองก็รู้ตัวแล้วว่าหากเขาใช้กำลังเห็นทีชื่อเสียงคงจะเสื่อมเสียเป็นแน่ สุดท้ายเลยนั่งลงแล้วทำเป็นไม่สนใจอัสดงอีกต่อไป
"ช่างเถอะ ข้าไม่ถือสาเอาความเพียงเพราะเรื่องพรรค์นี้หรอกหนา"
"ขอบพระคุณขอรับท่านสิบรูปหล่อ" หันกลับไปนั่งยืดตัวตรงเมื่อถูกชื่นชมตบท้าย
"นี่ๆท่านสิบ แล้วว่าอย่างไรบ้างล่ะเจ้าคะ เรื่องชายหนุ่มผู้มาจากแดนไกลนั่น" พอถูกถามย้ำท่านสิบก็ถึงกับต้องถอนหายใจออกมาหนักๆหนึ่งครา เพราะสิ่งที่เขาได้ยินมานั้นมันก็น่าเหลือเชื่อเกินกว่าที่อยากจะเล่าออกมาเช่นกัน
"ผู้พบเห็นชายหนุ่มนั้นน่ะสิ้นใจกันไปหมด ที่ข้าได้ยินมาก็มีเพียงคำบอกเล่าเท่านั้น"
"ว่าอย่างไรรือเจ้าคะ"
"ชายหนุ่มพูดจาภาษาน่าสงสัย แต่งกายด้วยอาภรณ์ประหลาด ผมสีน้ำเงินเข้มราวกับสายธารา มีดวงตาสีดวงตาสีฟ้าคราม..."
"และมีนามว่าอัสดง"
แกร๊ง...
ช้อนไม้ในมือร่วงหล่นลงไปที่โต๊ะเพราะมือไม้ที่อ่อนแรง ดวงตาเบิกกว้างตกใจเมื่อสิ่งที่อีกฝ่ายพูดมานั้นมันคือเขาแบบหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ ปลายมือปลายเท้าเย็นเฉียบจนรู้สึกได้ถึงร่างกายที่ชา เหงื่อกายผุดขึ้นมาตามโคนไรผมไม่กล้าแม้แต่จะหายใจเข้าออก
นี่เขา...ตกเป็นเป้าหมายใหญ่แทนเจ้าเพลิงเศวตนี่ไปแล้วอย่างงั้นเหรอ...
"รูปลักษณ์เช่นนั้นหากไปเพ่นพ่านที่ได้คงเป็นที่จับจ้องเป็นอย่างแน่ เหตุใดจึงยังไม่พบกันอีกล่ะเจ้าคะ"
"นั่นสิเจ้าคะ"
"ข้าก็มิรู้ดอ อาจเพราะซ่อนกายกระมั้ง" จอกเหล้าในมือชะงักกึกเพราะคิดหวนไปว่ารูปลักษณ์ที่ตนเอ่ยมาเมื่อครู่นั้น...มันช่างคุ้นตาเสียเหลือเกิน
'จริงสิ'
"จะว่าไปรูปลักษณ์ที่ว่ามานั่นดูคล้ายคลึงเจ้าอยู่มิน้อยเลยหนาพ่อหนุ่ม" ท่านสิบพูดพลางหันไปมองอัสดงที่เคยนั่งอยู่ตรงโต๊ะด้านข้างเขา "เห้ย! ไอ้หนุ่มนี่มันหายไปไหนแล้ว!" แต่ก็ต้องตะโกนออกมาเสียงดังแล้วชี้โต๊ะที่ว่างเปล่าอย่างงุนงงเมื่อตัวของคนที่เขาต้องการดันหายไปเสียแล้ว!
อีด้านหนึ่งของชายหนุ่มผู้มาจากแดนไกลมีความนัยว่าต่างภพที่วิ่งหนีขึ้นมายันชั้นสองที่เป็นห้องพักของตนเองด้วยท่าทีลุกรี้ลุกรน ทันทีที่เข้าไปในห้องพักก็แนบแผ่นหลังชิดไปกับประตูไม้บานสวย ขาที่ไร้เรี่ยวแรงค่อยๆย่อลงจนไถลไปนั่งกองลงกับพื้น
จับกายที่กำลังสั่นไหวของตนเองเอาไว้มั่น ปลอบใจว่าไม่เป็นไรพลางพยายามผ่อนลมหายใจเข้าออกเพื่อผ่อนความกลัวในใจที่กำลังพุ่งขึ้น
"เมี้ยว" ก้อนฝุ่นคลอเคลียไม่ห่างอย่างเป็นกังวล อัสดงเลยยกยิ้มบางๆแล้วบอกเจ้าสี่ขาตัวน้อยด้วนน้ำเสียงที่ยังคงสั้นเครือมิหาย
"ไม่เป็นไร ฉันไม่เป็นไร..." พอเริ่มกลับมาตั้งสติได้อัสดงจึงลุกยืนขึ้นแล้วตรงไปยังหน้ากระจก ส่องสำรวจตนเองเพื่อหาวิธีการพรางตัว มือสวยยกขึ้นจับดูเส้นผมสีน้ำเงินเข้มของตนเองที่แล้วจ้องลงไปมองที่ดวงตาสีฟ้าครามด้วยความเป็นกังวลเพราะมันโดดเด่นและเป็นเอลักษณ์ตรงตามที่ประกาศจับนั่นว่ามาจนเกินไป
ลอบถอนหายใจออกมาอย่างสิ้นหวังอีกครั้งเพราะแถวนี้นั้นคงไม่มีร้านทำผมหือร้านคอนแท็กเลนส์ให้กับเขาเป็นแน่
'ถ้าอย่างนั้น...ก็คงต้องหาทางอื่นแล้วสินะ'
โปรดติดตามตอนต่อไป