หนึ่งในอัสดง
ตอนก่อนหน้า
1 / 22

หนึ่งในอัสดง: ปฐมบท : ชายผู้มาจากแดนไกล (มีความนัยคือต่างภพ) ตอนที่ 1

#1ปฐมบท : ชายผู้มาจากแดนไกล (มีความนัยคือต่างภพ)

ปฐมบท

ชายผู้มาจากแดนไกล (มีความนัยคือต่างภพ)

เสียงสวดมนต์ดังกังวานก้องอยู่ในโสตประสาทของชายหนุ่มที่กำลังหลับใหลอยู่ในความมืด เปลือกตาหนักพยายามฝืนลืมตื่นเมื่อตนนั้นสัมผัสได้ถึงความแปลกประหลาดของสถานการณ์รอบข้างที่ดูเปลี่ยนไป

เตียงหนานุ่มกลับกลายเป็นแข็งกระด้าง ความกว้างลดลงจนสัมผัสได้ถึงผนังแข็งของอะไรบางอย่างที่กำลังล้อมตัวของเขาไว้ ขายาวพยายามเตะและถีบผนังแข็งนั่นจนเกิดเสียงดัง กึก กึก กึก ขึ้นทุกคราที่ขาและผนังกระทบกัน

ตาคู่สวยลืมตื่นเต็มดวงแต่ภายในนั้นกลับยังคงมืดสนิท พอควานหาโทรศัพท์มือถือไปได้สักพักกลับก็ไม่พบอะไร พบเจอแต่เพียงพื้นแข็งที่เขากำลังนอนอยู่

'อะไรวะเนี่ย' คิดด้วยความหงุดหงิด เพราะก่อนนอนเขาจำได้แม่นว่าตนเองนอนหลับอยู่บนเตียงกว้างเปิดแอร์เย็นฉ่ำขลุกตัวใต้ผ้าห่มผืนหนาด้วยความสบายใจ แต่ไหงพอตื่นมาแล้วดันติดอยู่ในอะไรก็ไม่รู้แข็งๆที่มีขนาดพอดีตัวแถมยังร้อนระอุและมืดสนิทต่างกับตอนก่อนนอนราวฟ้ากับเหว

พยายามดันผนังแข็งทุกทางเพื่อพาตนเองออกไปจากที่แห่งนี้ เพราะอากาศภายในนั้นดูใกล้หมดเต็มทน

และดูเมือนว่าเขาจะโชคดีไม่น้อยที่ผนังตรงส่วนด้านบนนั้นมันแง้มเปิดได้ เรี่ยวแรงและพลังกำลังทั้งหมดจึงถูกทุ่มไปยังการผลักเจ้าผนังแข็งตรงหน้าจนเปิดออก

ปักกก!!

แสงสว่างและอากาศหนาวเย็นเล็ดลอดเข้ามาเพียงน้อยนิดแต่ก็มากพอที่จะทำให้ชายหนุ่มสบายใจขึ้นเพราะอย่างน้อยเขาก็ได้มีอากาศหายใจและมีหวังที่จะออกไปได้

มีเรียวพยายามแง้มเปิดเจ้าผนังแข็งจนมันหลุตกไปที่ด้านข้าง และพอเขายันตัวขึ้นมาเขาถึงได้รู้ ว่าไอ้สิ่งที่เขานอนอยู่นั้น...มันคือโลงศพ...

"เหี้ย!" อุทานออกมาอย่างตกใจแล้วสะดุ้งตัวกระโดดออกจากโลงสีขาวสะอาดนั่นทันที พอเท้าแตะพื้นเสียงฝูงนกน้อยที่ร้องแผ่วเบากับเสียงใบไม้เสียดสีน่าพิศวงที่สัมผัสได้นั้นกลับยิ่งทำให้ชายหนุ่มมึนงงมากกว่าเดิม เมื่อในตอนนี้ที่ๆเขายืนอยู่นั้นคือป่ารกร้างที่มีโลงศพสีขาวลวดลายสวยงามตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางอย่างโดดเด่น

'อะไรวะเนี่ย'

ฉับพลันความปวดจี๊ดก็แล่นเข้าโจมตีในศีรษะจนชายหนุ่มต้องทรุดตัวลงไปนั่งกับพื้น เสียงสวดมนต์ยังคงดังกระหึ่มในหัวคล้ายมีใครเอาลำโพงเล็งมาฝังไว้ที่สมองแล้วเปิดเสียงสวดมนต์นั่นซ้ำไปซ้ำมา

ดวงตาพร่าเบลอจวนเจียนจะหมดสติเมื่อความปวดนั้นมันแล่นจี๊ดไปทั่วทั้งศีรษะ แต่ทันใดนั้นเองก็มีแสงสีขาวสว่างของอะไรบางอย่างก็แล่นเข้ามาหาเขา พอเห็นแสงสีขาวที่พร่าเบลอนั่นฉับพลันความเจ็บปวดที่มีก็ได้รับการบรรเทาอย่างไม่มีเหตุผล

ชายหนุ่มที่อาการปวดบรรเทาลุกลุกขึ้นนั่งขัดสมาธิ มองเจ้าแสงสีขาวกลมนั่นด้วยความเอ็นดู เพราะแสงนี้มันช่างอบอุ่นและดูคุ้นเคยเหมือนได้พบกับเพื่อนเก่า

แสงสีขาวสว่างลอยรอบตัวเขาไปมาคล้ายว่าต้องการจะหยอกล้อ และเมื่อลองเพ่งมองดูดีๆก็ได้พบว่าแสงสีข่าวที่เขาเห็นแท้จริงเป็นดวงไฟดวงเล็กไม่ใช่แมลงเรืองแสงแต่อย่างใดก็ยิ่งทำให้ความประหลาดใจที่เขามีทวีมากขึ้นไปอีก

"พบแล้ว! ทางนี้!!" เสียงตะโกนดังลั่นทำเอาชายหนุ่มและไฟดวงน้อยต้องสะดุ้งโหยงกันทั้งคู่ก่อนจะหันไปมองชายหนุ่มร่างบึกบึนสวมชุดคล้ายทหารที่ดูแปลกตาตะโกนเสียงดังลั่นไปทั่วผืนป่า แล้วเสียงฝีเท้าที่เดินย่ำใบไม้ก็ดังตามมามากมายก่อนจะปรากฎร่างของชายบึกบึนที่สวมชุดละม้ายคล้ายคลึงกันขึ้นอีกหลายคนจากทั่วทุกสารทิศ

ไฟดวงน้อยสั่นกลัวอย่างเห็นได้ชัด ชายหนุ่มที่เห็นแบบนั้นเลยใช้มือประครองเจ้าไฟน้อยเอาไว้แล้วดึงเข้าหาตัวเองคล้ายต้องการจะปกป้องเมื่อรับรู้ได้ทันทีว่านายทหารเหล่านี้ต้องการเจ้าไฟดวงจิ๋วนี่เป็นแน่

"ปล่อยเพลิงเศวตมาเสียดีกว่า อย่าให้พวกข้าถึงขั้นได้ลงไม้ลงมือ" ภาษาโบราณถูกพ่นออกมาจากทหารหนุ่มที่ดูคล้ายจะเป็นหัวหน้า (เพราะว่าแต่งตัวแปลกสุด) ทำเอาชายหนุ่มถึงกับต้องหน้าเหวอด้วยความไม่คุ้นชิน ไม่ใช่ว่าฟังไม่เข้าใจแต่เพราะมันค่อนข้างเก่าสำหรับเขาพอได้ฟังเลยทำให้ทำตัวไม่ถูกไปชั่วขณะ

"ไม่...พวกคุณ เอ้ย พวกท่านจะเอาอะไรนะ ชื่อไรนะ" ก้มลงไปถามเจ้าไปดวงน้อยแต่มันจะไปได้คำตอบได้อย่างไรในเมื่อนั่นคือดวงไฟที่ไม่สามารถพูดได้

"ช่างเถอะ แต่...ยังไงผมก็ไม่ยกให้หรอก เขากลัวจนตัวสั่นขนาดนี้ดูก็รู้แล้วว่าพวกคุณไม่ใช่คนดี" เถียงกลับไปตามสิ่งที่ตาเห็นแต่คำพูดเหล่านั้นทำให้นายทหารถึงกับต้องหันมองหน้ากันด้วยใบหน้าสงสัย

"เจ้าเป็นใคร แล้วนั่นพ่นภาษาอันใดออกมา หาใช่ภาษาของเราไม่" ชายหนุ่มเบิกตากว้างขึ้นอีกเมื่อค้นพบแล้วว่าที่ๆตนอยู่ในตอนนี้นั้นดูท่าจะไม่ใช่สถานที่ๆเขาคุ้นเคยจริงๆ

ลองหันไปมองรอบตัวอีกครั้งเพื่อมองดูว่ามีใครซ่อนกล้องไว้ไหม อันนี้คือถ่ายหนังกันหรือเขากำลังถูกแกล้งจากเพื่อนของเขาอยู่หรือเปล่า แต่ก็ไม่พบเจออะไรดูยังไงนี่ก็เรื่องจริงชัดๆ

'โอ้พระเจ้า นี่นอนหลับแค่คืนเดียวก็ได้ทะลุมาอีกภพนึงเลยเหรอวะเนี่ย'

"ผม...ไม่ดิ กระหม่อม...ไม่ใช่ เอ่อคือ...."

"อัสดง! ผมชื่ออัสดง" นายทหารจ้องร่างชายหนุ่มตรงหน้าที่แต่งกายด้วยอาภรณ์สุดแสนประหลาด ทันทีที่อีกฝ่ายตะโกนชื่อของตัวเองออกมานายทหารก็ยิ่งกำอาวุธในมือแน่น

"อัสดง เจ้ารู้หรือไม่ว่าสิ่งที่เจ้ากำลังครอบครองไว้นั้นอันตรายถึงเพียงใด" อัสดงส่ายหน้าปฏิเสธ

"หากไม่รู้ก็จงส่งคืนเพลิงเศวตมาให้ข้า แล้วเจ้าก็ไปเสีย" คิ้วกระตุกทันทีเพราะคาดหวังไว้ว่าอีกฝ่ายน่าจะบรรยายพรรณนาถึงสรรพคุณอันเลอค่าของเจ้าเพลิงจิ๋วนี่แบบในหนัง แต่ก็อย่างว่า ถ้าความจริงหมอนั่นสาธยายออกมาแบบนั้นกลับไปหัวได้หลุดออกจากบ่าแน่นอน

"อันตรายอะไร ตัวเล็กแค่นี้" ว่าแล้วก็ลองก้มดูดวงไฟที่ในตอนนี้เขาเห็นฟิลเตอร์ใบหน้าของเจ้าจิ๋วนี่กำลังทำหน้าออดอ้อนให้เขาปกป้องมันอยู่

"มันไม่ใช่สิ่งที่คนอย่างเจ้าจะเอาไว้ครอบครอง ส่งมันคืนมาซะ!" ตะโกนขึ้นอย่างเหลืออดเมื่อเห็นว่าอีกคนคงไม่มีทางคืนให้โดยง่าย เรื่องที่ว่าคนตรงหน้าเป็นใครนั้นเอาไว้ทีหลังเพราะในตอนนี้สิ่งที่สำคัญกว่าคือการนำเพลิงเศวตหวนคืนสู่ผู้เป็นนายของตนให้เร็วที่สุดต่างหากล่ะ

อัสดงเบี่ยงตัวเอาดวงไฟดวงน้อยในอุ้งมือหลบทันทีเมื่อรังสีพร้อมต่อสู้ของเหล่าทหารตรงหน้านั้นแผ่กระจายจนสามารถสัมผัสได้ถึงความอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามา

นายทหารเห็นดังนั้นก็ไร้ความปราณี เขาสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดแล้วตะโกนออกคำสั่งเสียงดังฟังชัดว่า

"บุก!"

ตู้ม!!

ไม่ทันที่จะมีใครได้เข้าใกล้ตัวของอัสดง อะไรบางอย่างก็พุ่งตรงลงมาจากพื้นกว้างที่ห่างกับเขาไปเพียงไม่ถึง 5 เมตร ฝุ่นดินคลุ้งฟุ้งกระจายเมื่อแรงกระแทกส่งผลให้เกิดลมวูบใหญ่ เหล่าทหารต่างพากันตื่นตระหนกเช่นเดียวกันกับอัสดงที่กำลังนั่งอึ้งอ้าปากค้างเพราะเหตุการณ์ตรงหน้า

เมื่อฝุ่นควันเริ่มบางก็ปรากฏร่างของมนุษย์ที่สวมชุดคลุมสีดำสูงเกือบ 2 เมตร ใบหน้าถูกปกปิดเอาไว้ภายใต้หน้ากากรูปยักษาสีขาวลวดลายสวยงาม นายทหารเริ่มตัวสั่นเมื่อเห็นว่าผู้ที่มาใหม่นั้นเป็นใคร อาวุธในมือสั่นไหวไปตามความกลัวที่เริ่มเกาะกินเมื่อรับรู้ได้โดยพร้อมกันว่าหากหันคมดาบเข้าหาอีกฝ่ายหรือไม่ ยังไงชีวาเขาก็ต้องสิ้นเป็นแน่

แต่ถึงกระนั้นก็ยังคงหันคมดาบไปที่ชายผู้สวมใส่หน้ากากยักษ์ผู้เป็นศัตรูอย่างแท้จริงดังเดิม…

ชายสวมหน้ากากยักษ์หันกลับมามองทางอัสดงที่ยังคงนั่งตัวสั่นเทาด้วยความกลัว มือหนายื่นออกไปตรงหน้าแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียทุ้มที่เปี่ยมด้วยอำนาจว่า

"ส่งเพลิงเศวตมาให้ข้า"

เคร้ง!!

คมดาบเล่มยาวฟาดฟันเข้าใส่ชายสวมหน้ากากยักษ์อย่างไม่ทันตั้งตัวแต่แน่นอนว่าอีกฝ่ายนั้นรับเอาไว้ได้ด้วยมือเปล่าเพียงหนึ่งข้างที่ถูกห่อหุ้มไปด้วยอะไรบางอย่างคล้ายเหล็กโดยที่อีกคนนั้นไม่แม้แต่จะปรายตาหันมองผู้ที่เข้าโจมตีเขาเลยแม้แต่น้อย

นายทหารหนุ่มผู้เป็นหัวหน้าที่ลอบโจมตีไม่สำเร็จได้กระโดดไปยืนขวางระหว่างชายสวมหน้ากากยักษ์และอัสดงเอาไว้ แขนอันสั่นเทาถูกยกขึ้นขวางร่างกายของอัสดงเพื่อเป็นการปกป้องแล้วเหลือบหันไปมองร่างที่สั่นเทานั่นหนึ่งครา

'ดูท่าว่าเจ้าเด็กนี่จะไม่รู้เรื่องราวอันใด ไหนจะภาษาและอาภรณ์ที่แปลกประหลาดยิ่ง'

'แต่เพลิงเศวตกลับไว้ใจเจ้าหนุ่มนี่เสียอย่างงั้น…ถ้าเช่นนั้น…คงไม่อันตราย'

ความคิดมากมายตีวนในหัวของนายหัวหน้าทหารเมื่อมองใบหน้าของอัสดงที่ยังคงเบิกตากว้าง

เขาหันกลับไปจ้องมองชายสวมหน้ากากยักษ์ด้วยหัวใจที่กำลังสั่นไหวอย่างรู้ดีว่าเขาไม่สามารถเอาชนะศัตรูตรงหน้าได้ และคงไม่สามารถปกป้องอัสดงได้ สุดท้ายจะต้องถูกแย่งเพลิงเศวตไปเป็นแน่

และหากเพลิงเศวตตกไปอยู่ในน้ำมือของผู้ไร้คุณธรรม โลกใบนี้คงถึงคราล่มสลายภายในพริบตา…

"ปกป้องเพลิงเศวตด้วยชีวา อย่าให้สหัสเดชะได้มันไป" สิ้นคำสั่งนายทหารทุกคนก็ตะโกนออกมาสุดเสียงก่อนจะพุ่งเข้าหาชายผู้สวมหน้ากากยักษาสีขาวที่มีนามว่าสหัสเดชะทันที

สหัสเดชะกำหมัดเหล็กของตนเอาไว้แน่นแล้วหันไปหาเหล่านายทหารที่พุ่งเข้าใส่ตัวเขาอย่างไม่คิดถึงชีวี รอยยิ้มร้ายกระตุกยิ้มภายใต้หน้ากากยักษาแล้วไม่รอช้าปล่อยหมัดเหล็กอัดอนูวิญญาณใส่เหล่าทหารกล้าอย่างบ้าคลั่งทันที

หัวหน้านายทหารฉวยโอกาสตอนนี้สหัสเดชะจัดการกับทหารนายอื่น หันหลังกลับไปหาอัสดงยื่นแผ่นยันต์สีแดงเพลิงไปตรงหน้า แต่อัสดงก็ยังไม่ยอมรับมันเอาไว้สุดท้ายเป็นหัวหน้านายทหารที่ลอบถอนหายใจแล้วบังคับยัดแผ่นยันต์ผืนนั้นเข้าไปในเสื้อของอีกฝ่าย

"หนีไปซะ และเมื่อเจ้าอยู่ในปลอดภัยให้จุดไฟที่ยันต์แผ่นนี้แล้วรอเพียงอึดใจจักมีคนมาช่วย" หัวหน้าทหารที่พูดจบก็ลุกขึ้นเพื่อเตรียมต่อสู้ แต่อัสดงก็รั้งแขนเขาเอาไว้เพื่อจะถามอะไรสักอย่างที่เขานั้นต้องการจะรู้ให้ได้อย่างเช่นว่าที่นี่มัรคือที่ไหน แต่ในตอนนั้นเหตุการชุลมุนเกินกว่าจะมีเวลามานั่งอธิบายเรื่องทุกอย่าง หัวหน้านายทหารจึงบีบไหล่ของอัสดงแน่นแล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจังว่า

"ข้าไม่รู้ว่าเจ้าเป็นผู้ใด หรือมาจากถิ่นดินแดนไกลโพ้นถึงเพียงไหน"

"แต่จงจุดไฟที่ยันต์แผ่นนี้ เพราะที่ปลายทางของแสงสว่างจากยันต์คือหนทางรอดเพียงทางเดียวของเจ้า"

หัวหน้านายทหารไม่พูดร่ำไรอีกต่อไปเขาลุกขึ้นหันไปมองสถานการณ์ที่ในตอนนี้เหล่าทหารของเขานั้นถูกสหัสเดชะเข่นฆ่าเสียจนโลหิตสีแดงพุ่งเลอะเปรอะไปทั่วพื้น ทันทีที่เห็นว่าสหัสเดชะกำลังเดินตรงมาเขาก็รีบหันไปหาอัสดง พนมมือขึ้นพึมพำอะไรบางอย่างแล้วอยู่ๆพื้นใต้ร่างอัสดงก็เกิดเป็นวงเวทย์สีแดงอ่อนขึ้น

สหัสเดชะที่เดินมาอย่างอ้อยอิ่งกำมือขวาของตนแน่น เงื้อถอยไปด้านหลังแล้วปล่อยหมัดออกมาอย่างรวดเร็วโดยที่นายทหารนั้นไม่ได้สนใจเลยแม้แต่น้อย

"ระวัง!!"

ฉั่วะ!!

มือหนาทะลุกายาของหัวหน้านายทหารทันที มือของอัสดงที่เอื้อมออกไปหวังจะช่วยถูกโลหิตสีแดงฉานสาดกระเซ็นใส่จนเลอะ ดวงตาเบิกกว้างเมื่อไม่เคยนึกเลยว่าเขาจะต้องมาเจอกับภาพอะไรแบบนี้ ตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาเคยเห็นฉากพวกนี้แค่เพียงในหนัง แต่พอเจอเข้าจริงๆจังๆแล้วมันเทียบกันไม่ติดเลย

สหัสเดชะดึงมือของตนกลับจนร่างของนายทหารนั้นเห็นชัดถึงรูโบ๋ตรงกลางท้อง เลือดไหลทะลักอวัยวะภายในไหลร่วงหล่นตกลงพื้น แต่ถึงแม้จะกระอักเลือดออกมาแต่ปากยังคงพึมพำคาถาอยู่อย่างไม่หยุด

น้ำตาของอัสดงหลั่งไหลเมื่อเห็นใบหน้าของหัวหน้านายทหารที่ยังคงส่งยิ้มมาให้ แล้วทุกอย่างก็ดับไปอีกคราเมื่อคาถาของหัวหน้านายทหารนั้นเสร็จสมบูรณ์...

.

.

.

.

.

ร่างสูงโปร่งใบหน้าเรียบนิ่งมองสถานที่เกรอะเลือดตรงหน้าด้วยแววตาไร้ความรู้สึก หากแต่ในหทัยกลับถูกสุมไปด้วยไฟโทสะ เมื่อเหล่านายทหารที่มีอาภรณ์คุ้นตานั้นนอนสิ้นชีวาอย่างน่าอนาถบนผืนดิน

มิใช่ว่านี่คือการสูญเสียคราแรก หากแต่ไม่ว่าจะสูญเสียไปแล้วกี่คราหรือสูญเสียมากน้อยเพียงใด สำหรับเขาแล้วนั้นสูญเสียก็คือสูญเสีย

"นายทหารทั้งหมดจำนวน 17 นายขอรับ" พยักหน้ารับคำรายงานนั้นนิ่งๆด้วยการแสดงออกที่เย็นชาราวกับน้ำแข็ง พอมองไปยังผ้าสีขาวที่ห่อกายาเหล่าทหารจำนวน 17 ร่างมือหนาก็กำเข้าหากันแน่น

"ฝีมือของสหัสเดชะขอรับ ทหารนายหนึ่งบอกกับพวกกระผมก่อนสิ้นใจ" หนึ่งในนายทหารที่มาสมทบนายทหารกลุ่มแรกพูดขึ้น

"ส่วนเพลิงเศวต...หนีไปได้ขอรับ"

"เป็นมนต์ย้ายฐานของท่านพินธุกานต์ ที่ย้ายเพลิงศเวตกับชายหนุ่มอีกคนไปยังที่ปลดอภัยขอรับ" ทันทีที่ได้ยินว่าชายหนุ่มอีกคนเขาก็หันไปมองยังนายทหารที่กำลังรายงานอยู่ทันที

"ชายหนุ่มผู้นั้นมีนามว่าอัสดงขอรับ...แต่ดูท่าแล้ว...ไม่น่าจะใช่คนที่นี่" นายทหารรายงานด้วยเสียงกล้าๆกลัวๆ

"หากไม่ใช่คนที่นี่...แล้วเป็นคนที่ใดกัน"

"นายทหารบอกว่า ภาษาและอาภรณ์ของเขาแปลกประหลาดดูท่าทางไม่ใช่คนที่นี่"

"ดูเหมือนจะเป็นผู้ที่มาจากดิแดนไกล"

"ไกลเพียงใด"

"ต่างภพขอรับ" สิ้นเสียงคำตอบวายุก็พัดหอบเอาอากาศเย็นลอยฟุ้งคลุ้งเหนือกายา คำว่าต่างภาพที่ว่าดูท่าจะเหลือเชื่อหากแต่สิ่งเหตุการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้นนั้นการจะทำให้มีผู้อื่นหลงเข้ามาในภพภูมินี้ได้ไม่ยาก

"ประกาศรูปร่างลักษณะของชายหนุ่มผู้นั้นออกไป หากใครพบเห็นให้แจ้งทันที"

"รับทราบขอรับ" นายทหารหนุ่มโค้งรับด้วยความนอบน้อมแล้วหันหลังกลับไปแจ้งกับนายทหารอื่นในกองว่า

"แจ้งข่าวออกไป หากผู้ใดพบเห็นชายหนุ่มพูดจาภาษาชวนสงสัย แต่งกายด้วยอาภรณ์ประหลาดผมสีน้ำเงินเข้มราวกับสายธารา ดวงตาสีดวงตาสีฟ้าคราม มีนามว่าอัสดงให้รีบแจ้งทันที"

"ขอรับ"

.

.

.

.

.

"ฮัดชิ้ว!!" เสียงจามดังติดต่อกันมาหลายชั่วโมงจากอัสดงที่กำลังนั่งตัวสั่นเมื่อถูกความหนาวเย็นของอากาศนั้นโจมตีอย่างหนัก

หลังจากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่น่าจดจำสักเท่าไหร่พอลืมตาตื่นมาในครั้งนี้อัสดงก็ดันมาโผล่ที่น้ำตกเสียแล้ว

พยายามตะเกียกตะกายพาตัวเองขึ้นมาจากในน้ำด้วยความทุลักทุเล เสื้อผ้าหน้าผมเปียกชื้นจนต้องถอดตากพาดเอาไว้กับต้นไม้แถวๆนั้น ตัวเปียกโชกนั่งเข่างอหดขึ้นมาชิดอกแขนกอดตัวเองเอาไว้แน่นโดยที่ร่างกายเรียกได้ว่าแทบจะเปลือยเปล่า ดีที่เห็นเศษผ้าบางๆวางอยู่เลยมีอะไรพอให้ห่มคลุมตัวบ้าง

เจ้าเปลวไฟสีขาวดวงเล็กก็พยายามใช้ความร้อนอันน้อยนิดของตนเองมอบความอบอุ่นให้กับอัสดงที่ยังคงนอนหนาวสั่น อัสดงเห็นแบบนั้นก็ยิ้มกว้างออกมาเมื่อเห็นความน่ารักขอเจ้าไฟสีขาวที่ใครๆก็ต่างหมายตาหมายตัวอย่างไม่รู้ว่าทำไม

นิ้วเรียวจิ้มสะกิดที่เจ้าไฟจิ๋วนั้นเบาๆเพื่อหยอกล้อ ซึ่งไฟดวงน้อยก็ยอมให้อีกคนได้เล่นอย่างพอใจหนำซ้ำยังลอยไปลอยมาเล่นกับนิ้วของอัสดงไปด้วยอีกต่างหาก

"เพลิงเศวตเหรอ...ชื่อน่ากลัวชะมัดเลยนะ"

"ฉันชื่ออัสดงนะ ยังไงก็ฝากตัวด้วยล่ะ" เอ่ยพูดแผ่วเบาก่อนจะล้มตัวนอนราบไปกับพื้นแล้วเงยหน้ามองท้องฟ้ายามราตรีที่มืดสนิทซึ่งมีหมู่ดาวเรียงร้อยแต่งแต้มบนฟ้าใส

ฉับพลันความเศร้าหมองก็ตีขึ้นในหัวใจ เพราะการจากมาแสนห่างไกลนั้นทำให้เขารู้สึกเหว่ว้าเหลือเกิน

จากที่นอนเตียงกว้างก็ต้องนอนบนพื้น ชุดที่เคยเปลี่ยนทุกวันก็ต้องใช้เป็นชุดเดิมที่ไม่ได้ซัก แถมยังเป็นชุดนอนอีกต่างหาก จากที่ได้ตื่นมากินกับข้าวฝีมือคุณย่าก็ต้องอดเพราะไม่มีอะไรให้กิน

ครั้นจะลองเดินหาของป่าร่างกายก็ไม่ไหว เสื้อผ้าหน้าผมเปียกโชกเหมือนหมาตกน้ำ สุดท้ายเลยได้แต่ทำใจข่มความหิวแล้วหันไปให้ความสนใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นแทน

แผ่นยันต์ที่ได้มาเปียกโชกจนชุ่ม ลองพยายามเอาตากไว้ให้แห้งแล้วให้เพลิงเศวตจุดไปหนึ่งทีแต่ก็ไร้ผลเพราะแผ่นยันต์นั้นไม่ยอมติดไฟ สุดท้ายก็เลยลองใช้ไฟจริงจากการถูไม้แล้วลองจุดไฟที่ยันต์ดู แต่ก็ยังไม่เป็นผล

"ถ้าหากว่าอยู่ที่บ้านฉันล่ะก็…ท้องฟ้าแบบนี้ไม่มีทางได้เห็นดาวหรอกนะ" อัสดงเอ่ยบอกเจ้าดวงไฟดวงน้อยที่ลอยมาอยู่ข้างๆแก้มของเขาพลางคิดถึงท้องฟ้าที่มืดสนิทแต่แสงจากไฟฟ้าทำให้ความสวยงามของดวงดาวนั้นหายไป

นานๆครั้งเขาถึงจะได้ไปชนบท แต่ชนบทที่เจริญแล้วก็ยังคงมีไฟจากเมืองทำให้ไม่สามารถเห็นดาวได้ชัดเหมือนกันกับที่นี่ แต่เพียงแค่ว่าท้องฟ้าสวยไม่ได้หมายความว่าเขาต้องการจะอยู่ที่นี่หรอกนะ

พอคิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็ได้แต่ขมวดคิ้วอย่างสงสัยเพราะเขาไม่เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นเลยสักนิดเดียว

เพราะถ้าหากเป็นในหนังก็คงต้องมีเหตุการณ์อะไรอย่างเช่น ไปจับของเก่า ไปแตะของต้องห้าม เผลออ่านคาถา ยิงปืนขึ้นฟ้า ทำให้ข้ามภพมาที่อื่น

แต่นี่เขาแค่นอน...ขอย้ำว่าแค่นอน พอตื่นมาก็โผล่ที่นี่เสียแล้ว แถมยังลุกขึ้นมาจากโลกศพอีก ใครไม่งงคือเก่งมาอ่ะ

นี่มันไม่เห็นจะสมเหตุสมผลตรงไหนเลย ทางมาก็ไม่รู้ แล้วแบบนี้จะไปหาทางกลับได้ยังไง แถมพอเท้าแตะที่นี่ได้ไม่ถึงชั่วโมงก็ต้องเจอเหตุการณ์ฆ่าฟันที่ลืมไม่ลง แล้วอยู่ๆก็ถูกผลักเข้าวงเวทย์พอโผล่อีกทีก็โน่น ตกอยู่ในน้ำโน่นน่ะ

"เฮ้อ" ถอนหายใจยาวเพราะอยากทิ้งเรื่องทุกอย่างในหัวไปให้หมด ตอนนี้เขาเหนื่อยเกินกว่าจะคิดอะไรออกแล้ว ยิ่งคิดก็มีแต่ยิ่งปวดหัว

ตัดสินใจพลิกตัวไปด้านข้างใช้แขนแทนหมอนหนุนหันหน้าเข้าหาดวงไฟดวงน้อยที่ขยับเข้ามาใกล้เขากว่าเดิม ดวงตาสีฟ้าใสทอความเหนื่อยล้าเปลือกตาหนักปิดลงสนิทแล้วเอ่ยบอกลาเจ้าเปลวไฟสีขาวด้วยน้ำเสียงเหนื่อยอ่อน

"ฝันดีนะ...เพลิงเศวต.."

สายลมพัดวูบผ่านตัวของอัสดงไปอีกครา หากชายหนุ่มตื่นมาคงจะได้เห็นว่ามีร่างโปร่งใสของอะไรบางอย่างกำลังลูบหัวของเขาอยู่แล้วค่อยๆก้มลงกระซิบที่ข้างใบหูด้วยประโยคหนึ่ง...ก่อนที่ร่างนั้นจะเลือนลางและจางหายไปในที่สุด

หนึ่งในอัสดง: ปฐมบท : ชายผู้มาจากแดนไกล (มีความนัยคือต่างภพ) ตอนที่ 1