หนึ่งฝ่ามือสยบโลกา

หนึ่งฝ่ามือสยบโลกา: Chapter 009 ตอนที่ 9

#9Chapter 009

บทที่ 9 วิชากลืนปราณมหาสูญ!

เสียงประกาศแหบพร่าดังกังวานไปทั่วอาคารสาขาวิชาอาวุธเวทอย่างเปี่ยมพลัง เหล่าศิษย์ที่อยู่ภายนอกพากันหยุดชะงักเมื่อได้ยิน โดยเฉพาะพวกที่กำลังสะใจอยู่ก่อนหน้า นัยน์ตาของพวกเขาเบิกกว้าง ปากอ้าค้าง ช่างเป็นบทสรุปที่เหลือเชื่อ

ความเงียบสงัดปกคลุมรอบอาคารในทันใด สายตาทุกคู่จับต้องไปที่หวังเป่าเล่อที่เดินอาดๆ ออกมาอย่างมีชัย ชุดศิษย์คัดเลือกพิเศษสีแดงสดโดดเด่นกว่าที่เคย

ศิษย์ทุกคนถอยหลังไปหนึ่งก้าวเพื่อหลบทางให้เขา ทุกคนมองดูหวังเป่าเล่อเดินจากไป ความเงียบยังคงปกคลุมอีกพักใหญ่ ก่อนจะมีเสียงกระซิบกระซาบดังขึ้นเซ็งแซ่จนกลายเป็นเสียงโหวกเหวกอึกทีก

“เขารอดมาได้เฉยเลย!”

“เป็นไปได้อย่างไรกัน เขาโกงไม่ใช่หรือ ทำเสียงประกาศถึงบอกว่าเขาไม่ได้ทำผิดกฎล่ะ”

ท่ามกลางความโกลาหลนั้น หลิวต้าวปินยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางฝูงชน เขาเองก็ตกใจไม่ใช่น้อย ฉากความกล้าหาญของหวังเป่าเล่อระหว่างการสอบรวมถึงการดึงเอาโทรโข่งออกมากลางโถงห้องเรียนฉายวับเข้ามาในมโนสำนึก

ช่างยากจะหยั่งถึงจริงๆ! อึดใจต่อมา หลิวต้าวปินก็สูดหายใจเข้าช้าๆ เขานึกเข้าใจในนาทีนั้นว่าการที่หวังเป่าเล่อได้รับเลือกเป็นศิษย์คัดเลือกพิเศษนั้นไม่ใช่เพราะโชคช่วย หลิวต้าวปินสัมผัสได้ถึงความพิเศษในตัวหวังเป่าเล่อ

แต่หลิวต้าวปินไม่ใช่คนเดียวที่แปลกใจ ใกล้ๆ กันนั้นเอง รุ่นพี่สมาชิกของฝ่ายวินัยสำนักที่เป็นผู้พาหวังเป่าเล่อมายังอาคารนี้ก็มองตากันเลิกลั่กอยู่ไปมา ต่างคนต่างไม่เชื่อสายตาตนเอง

ในขณะที่คนอื่นทุกกำลังสับสนอลหม่าน หวังเป่าเล่อก็กลับไปยังถ้ำที่พักของเขา ข่าวจากแถลงการของสำนักศึกษาเต๋าเรื่องที่เขาแหกกฎแพร่สะพัดไปทั่วเกาะมหาปราชญ์ชั้นรองผ่านเครือข่ายวิญญาณ

ทุกๆ ที่ได้ยินข่าวก็ตกใจและสับสน ชื่อของหวังเป่าเล่อเป็นที่กล่าวขานถึงในเครือข่ายวิญญาณอย่างรวดเร็ว ตัวเขาเองนั่งส่องดูเครือข่ายวิญญาณอยู่ที่ระเบียงในถ้ำอย่างสบายใจ ในขณะที่เขาได้ทำชื่อเสียงตัวเองด่างพร้อยไปก่อนหน้านี้ บัดนี้เขามีความสุขเป็นอย่างมากที่ชื่อเสียงของเขากำลังเป็นที่เลื่องลือ

การจะได้เป็นขุนนางระดับสูงของสหพันธรัฐนั้น ชื่อเสียงหน้าตาเป็นสิ่งสำคัญมาก ดูเหมือนว่าตอนนี้ข้าจะมีชื่อเสียงแล้วสินะ หวังเป่าเล่อยิ้มกริ่มอย่างมีความสุข ความฝันของเขาใกล้จะเป็นจริงขึ้นอีกขั้นหนึ่งแล้ว

ยังไงก็เถอะ ข้าจะประมาทไม่ได้ หวังเป่าเล่อนึกไปถึงชายชุดดำที่เขาพบก่อนหน้า คำพูดและการกระทำอันมุ่งร้ายหมายจะทำลายเขานั้นทำให้หัวใจเขาเต้นแรง

เขาคนนั้นเป็นขุนนางระดับสูงของเกาะมหาปราชญ์ชั้นรอง ข้าไม่มีทางรู้ตัวตนที่แท้จริงของเขาได้ ถ้าเป็นเช่นนั้นข้าคงทำอะไรไม่ได้ เมื่อคิดได้เช่นนั้น หวังเป่าเล่อจึงรีบรุดเข้าไปสืบค้นในเครือข่ายวิญญาณ เขาค้นหาจนพลบค่ำจึงได้รู้ตัวจริงของชายผู้นั้น หวังเป่าเล่อหายใจรัวเร็ว

เขาคือ...รองเจ้าสำนัก! สวรรค์... หัวใจของหวังเป่าเล่อเต้นโครมๆ อยู่ในอก เขาขยี้ตาและดูให้แน่ใจอีกครั้งว่าไม่ได้อ่านผิด จากนั้นเขาจึงเริ่มวิตก ตำแหน่งของชายผู้นั้นสูงเกินไป สำหรับหวังเป่าเล่อแล้ว ตำแหน่งรองเจ้าสำนักแห่งเกาะมหาปราชญ์ชั้นรองนั้นสูงเอาเรื่องอยู่ทีเดียว

ข้าไม่ได้ทำอะไรให้เขาโกรธนี่ ครอบครัวของข้ามีความลับที่ข้าไม่รู้อีกหรือ เราเคยบางหมางกับเขาในอดีตหรือเปล่า หวังเป่าเล่อคิดฟุ้งซ่านจนปวดหัวไปหมด ผ่านไปสักพัก เขานึกขึ้นได้ถึงสิ่งที่เขาอ่านเจอในอัตชีวประวัติเจ้าพนักงานระดับสูง นัยน์ตาเขาฉายแววมุ่งมั่น

เจ้าหน้าที่ระดับสูงแทบทุกคนต้องพบเจอกันศัตรูทางการเมืองในชีวิตการทำงาน ว่ากันว่ายิ่งตำแหน่งหน้าที่การงานสูงขึ้น ก็จะยิ่งต้องสู้กับศัตรูคนแล้วคนเล่า

ท่านรองเจ้าสำนักอาจเป็นศัตรูทางการเมืองคนแรกของข้าก็เป็นได้!

เมื่อคิดว่ารองเจ้าสำนักเป็นศัตรูทางการเมืองเสีย หวังเป่าเล่อก็คลายความตื่นตระหนก จิตวิญญาณนักสู้ของเขาเข้ามาแทนที่ เขาเริ่มคิดหาข้อได้เปรียบที่เขามีในฐานะศิษย์คัดเลือกพิเศษ

แม้ว่าเขาจะไม่ได้ออกจากบ้านในช่วงสองสามวันที่ผ่านมา เขาก็ได้เรียนรู้เรื่องอภิสิทธิ์ต่างๆ ของศิษย์คัดเลือกพิเศษผ่านทางเครือข่ายวิญญาณ หนึ่งในนั้นคือสิทธิ์การเข้าไปยังคลังสมบัติของสาขาวิชาใดก็ได้และขอยืมวัตถุเวทได้ฟรี สิทธิพิเศษนี้ยังอนุญาตให้ยืมได้ยาวนานถึงห้าปี

เมื่อรู้เช่นนั้นหวังเป่าเล่อลุกขึ้นยืนและเดินทางออกจากถ้ำที่พักไปยังคลังสมบัติ ในฐานะศิษย์คัดเลือกพิเศษ เขาสามารถเข้าไปยังคลังสมบัติได้ทันทีที่หลังจากการสอบประวัติเล็กน้อย ในนั้นมีศิษย์อยู่จำนวนหนึ่ง ทุกคนมองเพียงปราดเดียวก็รู้ทันทีว่าเขาเป็นใคร แม้ว่าบางคนจะแสร้งทำเป็นไม่ใส่ใจเขาและเลือกสิ่งของต่อไป ศิษย์จำนวนมากต่างพากันกระซิบกระซาบอย่างตื่นเต้น

คลังสมบัตินั้นดูเก่าคร่ำครึ ดูคล้ายกับเจดีย์ห้าชั้นจากภายนอก แต่ข้างในนั้นมีชั้นวางของเรียงราย บนชั้นวางเหล่านั้นคือวัตถุเวทที่ส่งเข้ามาจากสาขาวิชาอาวุธเวท

บางชิ้นก็ดูไม่น่าสนใจ บางชิ้นส่องประกายเจิดจ้า เพียงมองปราดเดียวก็สามารถเห็นวัตถุเวทได้เป็นพันๆ ชิ้น คลังนี้ยังเป็นเครื่องแสดงถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานของสาขาวิชาอาวุธเวทอีกด้วย สิ่งของทุกชิ้นในนี้คือวัตถุเวทชั้นยอดที่ศิษย์สามารถเช่าหรือหยิบยืมได้

ราคาให้เช่าของอาวุธเวทแต่ละชิ้นแตกต่างกัน แต่ราคาไม่ใช่ปัญหาสำหรับหวังเป่าเล่อ

ไหน ๆ ก็ยืมฟรีแล้ว ข้าคงต้องเลือกอันที่มันแพงๆ เสียหน่อย หลังจากที่เขาเดินสำรวจรอบชั้นหนึ่ง เขาก็รีบรุดไปที่ชั้นห้าทันที ท่ามกลางสายตาริษยาของศิษย์อื่นๆ  ที่มองมา เมื่อมายืนอยู่บนชั้นห้าที่ปลอดคน หวังเป่าเล่อจึงรู้สึกถึงความได้เปรียบของการเป็นศิษย์คัดเลือกพิเศษ เขาเริ่มเดินเลือกวัตถุเวทที่ต้องการ

ดาบเล่มนี้ไม่เลวเลย

กระดิ่งลูกนี้ก็งามไม่น้อย

ถุงมือนี้ก็ดี เป็นสีเงินทั้งชิ้นอย่างนี้ต้องเป็นของดีแน่นอน 

หลังจากเดินดูโดยรอบหวังเป่าเล่อก็ต้องตัดสินใจ เขาชอบวัตถุเวททั้งหมดที่จัดแสดงอยู่ เขาชั่งใจอยู่อึดใจหนึ่ง จนกระทั่งสายตาของเขาไปพบกับหมอนสีขาวทำจากหยก หมอนดึงดูดความสนใจเขาในทันที

ชื่อของมันคือหมอนเวทมายา มีพลังสร้างภาพนิมิตจิตประสานมายาคล้ายกับโลกในการทดสอบ แต่มีระดับต่ำกว่า และไม่สามารถจำลองสิ่งของแปลกๆ บางอย่างได้สมบูรณ์แบบนัก ฉะนั้นจึงมีคนนิยมยืมหรือเช่าไปไม่มาก ทั้งราคาเช่าก็ยังแพงหูฉี่เช่นกัน

หากไม่ใช่เพราะเขาใคร่รู้เรื่องหน้ากากนิลแล้ว หวังเป่าเล่อคงไม่ใส่ใจหมอนเวทมายานี้แม้แต่น้อย หลังจากใคร่ครวญอยู่พักใหญ่ เขาจึงตัดสินใจยืมมันในที่สุด

เมื่อลงทะเบียนการเช่าเรียบร้อย หวังเป่าเล่อก็รีบรุดออกมาพร้อมกับหมอนทันที เขาแทบกลั้นความตื่นเต้นไว้ไม่ไหว รีบเร่งฝีเท้าจนสุดก่อนจะพุ่งตัวกลับไปยังถ้ำที่พัก ชายหนุ่มตั้งใจจะค้นหาความลับเบื้องหลังหน้ากากนิลให้จงได้

ภายใต้ท้องฟ้ายามอาทิตย์อัสดง แสงสุดท้ายของยามเย็นส่องเรื่อ อาบคลุมยอดเขาสาขาวิชาอาวุธเวทประหนึ่งปกคลุมด้วยผ้าบางสีแดง สีสันอันอบอุ่นมอบความงดงามอันยากจะบรรยาย ยิ่งกว่านั้น เมื่อลมราตรีพัดพาเอาความร้อนแรงของวันผ่านไป ก็หลงเหลือไว้เพียงแต่ความเย็นสบาย บรรยากาศเช่นนี้ดลใจให้ศิษย์แห่แหนกันออกจากหอพักมาจับกลุ่มเดินเล่นกันบนยอดเขามากมาย

อาจเพราะสีแดงฉานของยามเย็น ปกปิดสีแดงของชุดศิษย์คัดเลือกพิเศษของหวังเป่าเล่อไว้ เมื่อเขาเดินผ่านช่องทางภูเขานั้น จึงมีคนสังเกตเห็นไม่มากนัก แต่กลับมีเสียงร้องดังขึ้นมากมาย ทุกสายตากำลังจับจ้องใครบางคนที่อยู่ห่างออกไป

เมื่อชายหนุ่มหันมองตามไป เขาก็เห็นศิษย์คนหนึ่งในชุดศิษย์ที่แตกต่างไปจากชุดศิษย์คัดเลือกพิเศษของเขา ศิษย์คนนั้นใส่เสื้อคลุมเต๋าสีขาวบริสุทธิ์ ดูสง่างามเต็มเปี่ยม ทั้งที่รูปลักษณ์เขาก็ดูธรรมดา แถมหน้ายังเต็มไปด้วยกระอีกต่างหาก

กระนั้น ก็มีศิษย์หญิงคอยติดสอยห้อยตามเขาไม่ขาดสาย แววตาของพวกนางเป็นประกายระยับ

นอกจากผู้หญิงเหล่านั้นแล้ว ยังมีศิษย์อีกราวสิบคนเดินตามห้อมล้อมเขาด้วย บ้างก็ช่วยยกกระเป๋า บ้างก็ถือน้ำเย็นหล่อวิญญาณให้เขา คณะผู้ติดตามนี้เดินตามมาห่างๆ

“นั่นมันหัวหน้าศิษย์”

“นั่นมันเจี้ยงหลิน หัวหน้าศิษย์โถงศิลาวิญญาณ!”

การวางตัวของเหล่าศิษย์ต่อจ้างหลินช่างแตกต่างกับตอนที่พวกเขาเจอศิษย์คัดเลือกพิเศษ เหล่าศิษย์ที่รายล้อมอยู่ ไม่ว่าจะเพศใดก็ตามแต่ ต่างเข้าไปร่วมทักทายศิษย์ชุดขาวทันทีที่เห็น พวกเขานอบน้อมและสุภาพราวกับว่าเขาได้พบกับอาจารย์ก็ไม่ปาน ยิ่งขับให้ศิษย์ในชุดขาวนั้นดูมีความสง่ามากขึ้นไปอีก เจี้ยงหลินพยักหน้ารับฝูงชนครั้งหนึ่งก่อนจะรุดหน้าต่อไปพร้อมกับขบวนติดตาม

หัวหน้าศิษย์มองเห็นหวังเป่าเล่อ แต่ดูเหมือนว่าสำหรับเขาแล้ว ศิษย์ทั่วไปกับศิษย์คัดเลือกพิเศษไม่ได้มีความแตกต่างกันแต่อย่างใด ศิษย์ที่ไม่ใช่หัวหน้าศิษย์นั้นเป็นเพียงศิษย์ที่เด็กกว่าและไม่ได้อยู่ระดับเดียวกันกับเขา

หวังเป่าเล่อเบิ่งตากว้างเมื่อเขาจ้องมองเจ้าหน้ากระในชุดขาวเดินผ่านไป เขารู้สึกอิจฉาที่เจ้าคนหน้ากระ บังอาจมาแย่งความเด่นไปจากเขา 

หัวหน้าศิษย์บ้าบออะไรกัน หวังเป่าเล่อพ่นลมออกทางจมูกก่อนจะก้มศีรษะลงเพื่อหาข้อมูลในเครือข่ายวิญญาณ เขาเดินกลับถ้ำไปพลางหาข้อมูลไปพลาง แต่ยิ่งค้นหาเท่าไร เขาก็ยิ่งหายใจถี่กระชั้น จนกลับมาถึงถ้ำที่พัก ตัวเขาก็สั่นเทาไปหมด

น...นี่น่ะหรือ คือหัวหน้าศิษย์

หัวหน้าศิษย์คือศิษย์ที่สอบได้อันดับหนึ่งจากโถงของแต่ละสาขา จำนวนของโถงกำหนดจำนวนของหัวหน้าศิษย์ ตัวอย่างเช่นสาขาวิชาอาวุธเวทมีโถงหลักสามแห่งจึงมีหัวหน้าศิษย์สามคน! 

นอกเหนือจากการพิสูจน์ตนเองในระดับโถงแล้ว เหล่าหัวหน้าศิษย์ยังมีอีกตำแหน่งหนึ่ง นั่นก็คือลูกศิษย์โดยตรงของเจ้าสำนัก!

หัวหน้าศิษย์ของทุกๆ สาขาได้รับการขนานนามว่าเป็นศิษย์เจ้าสำนักด้วยประการฉะนี้ พวกเขาต่างเรียกแทนกันว่าพี่ใหญ่และน้องเล็ก พวกเขาแตกต่างจากศิษย์ร่วมสำนักคนอื่นๆ มิหนำซ้ำหัวหน้าศิษย์มีอำนาจที่แม้แต่ศิษย์คัดเลือกพิเศษก็ไม่มี!

ศิษย์คัดเลือกพิเศษได้รับอภิสิทธิ์บางอย่างมากกว่าศิษย์ทั่วไปก็จริง แต่ทว่าหัวหน้าศิษย์มีอำนาจในสำนักศึกษาเต๋า พวกเขามีหน้าที่ควบคุมให้ศิษย์ในสาขาของตนเองปฏิบัติตามกฏและข้อบังคับของสำนักศึกษา แค่อำนาจนี้ก็ทำให้ศิษย์นับไม่ถ้วนยำเกรงและชื่นชมพวกเขา

อำนาจนี้ถือว่าทรงพลังมากๆ ในสำนักศึกษาเต๋าศักดิ์สิทธิ์ แม้แต่อาจารย์หัวหน้าสาขาก็ไม่มีอำนาจปลดหัวหน้าศิษย์ได้ เหตุเพราะว่าตำแหน่งหัวหน้าศิษย์ไม่ใช่ตำแหน่งที่เกิดจากการแต่งตั้ง หากแต่เป็นการเลื่อนขั้นขึ้นมาจากผลการทดสอบ

นี่เป็นกฏของสำนักศึกษาเต๋าศักดิ์สิทธิ์ มีเพียงเจ้าสำนักเท่านั้นที่สามารถปลดหัวหน้าศิษย์ได้ แต่อำนาจข้อนี้ก็เป็นสิ่งที่แม้แต่เจ้าสำนักเองก็ไม่อยากทำ เว้นแต่ว่าจะเป็นกรณีเลวร้ายจริงๆ

อีกด้านหนึ่ง ด้วยสถานะและอำนาจเช่นนั้น หัวหน้าศิษย์จึงไม่สามารถจะขี้เกียจหรือนิ่งนอนใจได้ เมื่อถูกคนอื่นแซงได้ พวกเขาก็ไม่ใช่ที่หนึ่งอีกต่อไป และจะเสียสถานะหัวหน้าศิษย์และอภิสิทธิ์ทั้งปวงไปโดยปริยาย

ตาของหวังเป่าเล่อลุกโชนเมื่อเขาอ่านข้อมูลนี้จากเครือข่ายวิญญาณ การจะก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้าศิษย์นั้นยากเย็นแสนเข็ญ เขาจำได้ว่าหมายเลขที่กำกับอยู่กับหัวหน้าศิษย์ของโถงศิลาวิญญาณนั้นคือ 90 แปลว่าศิลาวิญญาณที่หัวหน้าศิษย์คนนั้นหลอมได้นั้นมีความบริสุทธิ์ถึงร้อยละ 90 เลยทีเดียว

นอกเสียจากว่าข้าจะสามารถหลอมศิลาวิญญาณที่บริสุทธิ์กว่าได้ ข้าก็ไม่มีทางเอาชนะเอาได้เลย หวังเป่าเล่อถอนหายใจ ชายหนุ่มข่มใจไม่ให้อิจฉา เขาไม่ใช่คนที่ชอบอิจฉาคนอื่น สำหรับเขาแล้วการที่หัวหน้าศิษย์เก่งกาจก็เพราะว่าเขามีความสามารถบางอย่างที่คนอื่นไม่มี

หวังเป่าเล่อหยุดคิดถึงเรื่องหัวหน้าศิษย์ ความคิดเรื่องความผิดหวังและความใฝ่ฝันของเขาเข้ามาแทนที่ เขาหยิบเอาหมอนเวทมายาและหน้ากากนิลออกมา หลังจากใคร่ครวญอยู่ชั่วขณะหนึ่ง จึงใช้พลังของหมอนเวทมายา เมื่อนั้นภาพตรงหน้าเขาก็เริ่มพร่ามัว สิ่งรอบตัวเขาเปลี่ยนไป เมื่อเขาลืมตาขึ้นเขาพบตัวเองยืนอยู่ข้างแม่น้ำเย็นเยียบ

ลมเย็นยะเยือกพัดกระแทกตัวหวังเป่าเล่อ 

เหมือนจริงสุดๆ ไปเลย เขาหันไปมองสิ่งรอบข้างอย่างเร็วๆ

ท้องฟ้าเต็มไปด้วยเกล็ดหิมะและน้ำแข็งปกคลุมพื้นดินไว้จนมิด เขาเห็นแม้กระทั่งสัตว์ขั้วโลกอยู่ไกลลิบ ทุกสิ่งทุกอย่างสมจริงมาก

หวังเป่าเล่อหันขวับมามองที่มือขวาของเขา ชายหนุ่มกำหน้ากากนิลไว้ในมือก่อนจะเข้ามาสู่มิติมายาเช่นครั้งก่อนหน้า เมื่อเขาก้มลงมองเขาจึงเห็นหน้ากากนิลอยู่ในมือ แลดูเลือนรางนัก บางส่วนก็เห็นชัดแต่บางส่วนก็ขาดๆ หายๆ ประหนึ่งว่ามิติมายาไม่สามารถจำลองส่วนประกอบทั้งหมดของมันออกมาได้ 

ได้ผล! หวังเป่าเล่อตื่นเต้นขึ้นมาเมื่อเขาเพ่งพินิจไปที่หน้ากาก หน้ากากดูชัดเจนขึ้นในเวลาไม่นาน แต่มันยังคงไม่สมบูรณ์ อย่างไรก็ดี ข้อความที่เคยปรากฏขึ้นก่อนหน้ากลับขึ้นมาอีกครั้ง

อาจเพราะเขายกหน้ากากขึ้นมาบังตรงหน้าตัวเองหรือด้วยเหตุลึกลับอื่นใดไม่ทราบได้ ข้อความบนหน้ากากนิลปรากฏชัดเจนขึ้น หลังจากที่หวังเป่าเล่อค่อยๆ อ่าน เขาก็เริ่มถอดความออก 

วิชากลืนปราณมหาสูญอย่างนั้นหรือ

หวังเป่าเล่อกะพริบตาและอ่านต่อไปจนจบ ร่างกายของเขาเกร็งก่อนที่จะเริ่มสั่น นัยน์ตาของเขาแสดงความตื่นเต้นเป็นอันมาก

‘มหาสูญ’ สื่อถึงการสร้างอะไรบางอย่างออกมาจากอากาศธาตุ ส่วนวิชา ‘กลืนปราณ’ นั้นถือว่าแกร่งกล้ากว่าวิชาบำรุงปราณเสียอีก พูดง่ายๆ ก็คือวิชากลืนปราณมหาสูญก็เป็นอีกหนึ่งวิชาที่ใช้หลอมศิลาวิญญาณ หากแต่ไม่ต้องอาศัยศิลาเปล่าเพื่อเป็นภาชนะให้กับพลังปราณนั้น เพราะเคล็ดวิชานี้สามารถหลอมศิลาวิญญาณจากความว่างเปล่าได้โดยใช้ร่างกายผู้หลอมกลืนกินพลังปราณแทน!

และเมื่อไม่ต้องใช้ศิลาเปล่า ทั้งยังมีกรรมวิธีหลอมที่ต่างออกไป ศิลาวิญญาณที่หลอมได้จากเคล็ดวิชานี้จึงมีความบริสุทธิ์สูงกว่าศิลาที่หลอมด้วยเคล็ดวิชาค้ำจุนปราณด้วยซ้ำ! สามารถหลอมได้กระทั่งศิลาวิญญาณสมบูรณ์แบบในตำนานที่เหล่าปรมาจารย์ของสาขาอาวุธเวทเท่านั้นที่ทำได้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ศิลาที่มีความบริสุทธิ์ร้อยละเก้าสิบนั้นไม่ใช่แค่ความฝันอีกต่อไป!

นี่มัน...นี่มัน…  ในนาทีนั้นเองหวังเป่าเล่อล้มเลิกการศึกษาวิชาการฝึกตนโบราณของสำนักศึกษาเต๋าศักดิ์สิทธิ์ทันที จิตใจแสนลิงโลดของเขาจดจ่ออยู่ที่ตำแหน่งหัวหน้าศิษย์เท่านั้น ความทะเยอทะยานอยากเป็นหัวหน้าศิษย์กลายเป็นแรงผลักดัน ให้เขาคลั่งไคล้เคล็ดวิชานี้ในบัดดล

หนึ่งฝ่ามือสยบโลกา: Chapter 009 ตอนที่ 9