หนึ่งฝ่ามือสยบโลกา: Chapter 004 ตอนที่ 4
บทที่ 4 สำนักศึกษาเต๋าศักดิ์สิทธิ์
ขณะที่หวังเป่าเล่อหมดสติไปเพราะความโกรธและความเศร้าใจในจิตประสานมายานั่นเอง บอลลูนอากาศร้อนสีแดงในโลกแห่งความเป็นจริงยังคงเดินทางข้ามท้องฟ้าด้วยความรวดเร็ว เรือบินเข้าใกล้อาณาเขตของสำนักศึกษาเต๋าศักดิ์สิทธิ์ขึ้นทุกที
ขณะนั้นในห้องโถงกลางของเรือบินเกิดความโกลาหลขึ้น
“สาขาวิชาหลอมโอสถต้องการตัวหวังเป่าเล่อ!”
“อย่าหวังว่าจะฉกเขาไปจากสาขาวิชาการยุทธ์ของข้าได้เลย เขาเป็นของข้า!”
เหล่าอาจารย์แทบทุกคนต่างก็หน้าแดงด้วยอารมณ์ พวกเขาผลัดกันทุบโต๊ะโผงผางพลางถกเถียงกันว่าหวังเป่าเล่อควรจะร่วมสาขาวิชาใดเมื่อเขาเดินทางไปถึงสำนักศึกษาเต๋าแล้ว
เหตุเกิดมาจากการเสียสละครั้งใหญ่ของหวังเป่าเล่อ ความประทับใจที่หวังเป่าเล่อสร้างเอาไว้ได้ผลดีเกินคาด ร่างกายรุ่งริ่งอาบเลือดของเขาทำเอาเหล่าอาจารย์พากันคล้อยตาม ยังไม่นับคำพูดของเขาที่เปรียบเสมือนสายฟ้าฟาดลงกลางใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประโยคสุดท้าย ที่ทำให้หัวใจของพวกอาจารย์เต้นรัวไปตามๆ กัน
“ข้าจะอยู่และตายในฐานะศิษย์สำนักศึกษาเต๋าศักดิ์สิทธิ์!”
ประโยคสุดท้ายนี้แสดงถึงความกล้าหาญและความซื่อสัตย์ เขาเป็นศิษย์ที่ทุกสาขาวิชาในสำนักศึกษาเต๋าเฝ้าฝันหา ด้วยเหตุนี้ ใครจะยอมให้สาขาอื่นได้ตัวไปกันเล่า
การโต้วาทียังคงดำเนินไป อาจารย์วัยกลางคนตัวผอมซูบไว้เคราแพะหยิบแผ่นหยกออกมาจากกระเป๋าด้วยนัยน์ตาแดงก่ำ เขารู้ว่าคงไม่สามารถจะชักชวนหวังเป่าเล่อมาเข้าสาขาด้วยตัวคนเดียวได้
เขาส่งพลังปราณของเขาเข้าไปในแผ่นหยกแล้วตะโกนด้วยเสียงอันดังว่า
“สาขาวิชาอาวุธเวทของข้าขอใช้อาณัติที่สามารถใช้ได้เพียงหนึ่งครั้งในรอบห้าปี ด้วยอำนาจแห่งอาณัตินี้ ข้าขอแต่งตั้งให้หวังเป่าเล่อเป็นศิษย์คัดเลือกพิเศษของสาขาวิชาอาวุธเวท พวกเจ้าไม่มีทางแย่งตัวเขาไปจากข้าได้!”
เมื่อเขาพูดจบประโยค แผ่นหยกในมือเขาก็เรืองแสงขึ้นในบัดดล ชื่อของหวังเป่าเล่อปรากฎขึ้นด้านหลังของแผ่นหยกในทันที ภายใต้ชื่อนั้นมีคำว่า ‘สาขาวิชาอาวุธเวท’ กำกับอยู่
ทุกคนต่างก็ตื่นตะลึงกับการตัดสินใจอันเด็ดขาดนั้น อาณัตินั้นมีค่าเป็นอย่างยิ่ง ตามปกติแล้ว อาจารย์จะคอยติดตามดูศิษย์ตั้งแต่หลังการสมัครเข้าศึกษาก่อนจะตอบรับการลงทะเบียนเข้าร่วมสาขาวิชา ศิษย์จำนวนเพียงหยิบมือเท่านั้นที่จะได้รับสิทธิพิเศษจากอาจารย์ในสาขาเช่นนี้
อย่างไรเสีย อาณัตินี้เหมือนเป็นดาบสองคมเพราะว่า ในขณะที่อาจารย์ประจำสาขาวิชาทุกคนใช้อำนาจได้หนึ่งครั้งในรอบห้าปี อาจารย์สามารถใช้อาณัติสั่งให้นักเรียนคนใดก็ได้เข้าร่วมในสาขาวิชาของตน แต่ว่าศิษย์ผู้นั้นจะได้รับการปรนนิบัติเป็นอย่างดีและเข้าถึงทรัพยากรได้มหาศาล นอกจากนั้นยังจะได้รับสิทธิที่เหนือกว่าเพื่อนร่วมชั้นทั้งหลาย ราวกับว่าเป็นการแต่งตั้งศิษย์ให้ดำรงตำแหน่งพิเศษอย่างไรอย่างนั้น
ด้วยข้อดีเหล่านี้ ทำให้อาณัตินี้โดยปกติแล้วจะมอบให้ศิษย์ที่มีภูมิหลังพิเศษหรือผู้ที่สามารถแสดงความสามารถได้อย่างไร้ที่ติ อาณัติเป็นสิ่งที่ทรงคุณค่าอย่างยิ่ง
และแม้ว่าหวังเป่าเล่อจะยอดเยี่ยมเพียงใด อาจารย์ท่านอื่นก็ยังชั่งใจที่จะใช้อาณัติเพื่อได้ตัวเขามา พวกเขาต่างพากันส่ายหน้าและยิ้มอย่างอ่อนใจ
เมื่อเห็นสีหน้าของเพื่อนร่วมงาน อาจารย์เคราแพะจึงมั่นใจว่าการตัดสินใจของของเขาถูกต้องแล้ว เขาเชื่อว่าด้วยอุปนิสัยของหวังเป่าเล่อและความซื่อสัตย์ที่มี หากได้รับการบ่มเพาะอย่างถูกต้องจะแปรเปลี่ยนกลายเป็นความภักดีต่อสาขาวิชาอาวุธเวทอย่างแรงกล้าแน่นอน
คนเรานั้นไม่ว่าจะมีความสามารถมากมายเพียงใด ก็ยังสามารถที่จะทรยศหักหลังผู้อื่นได้ คนที่ไม่สามารถซื้อได้ด้วยเงินคือคนที่รักความถูกต้องและมีความจงรักภักดีอย่างที่สุดเท่านั้น ศิษย์จำพวกนี้เท่านั้นที่จะกล้าอาสาตนเองในยามที่ภัยมา ทำให้พวกเขาเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า! เมื่ออาจารย์เคราแพะคิดได้เช่นนั้นจึงรู้สึกพึงใจกับตนเองเป็นอย่างมาก เขามองไปยังชายชราหน้าบึ้งตึง ผู้ซึ่งกำลังจดจ้องอยู่กับข้อมูลของหวังเป่าเล่อพลางครุ่นคิด
“เจ้าสำนักขอรับ สาขาอาวุธเวทของพวกเราใช้อาณัติขอรับหวังเป่าเล่อมาเข้าร่วมแล้ว ขอให้ท่านโปรดตัดสินเรื่องนี้อย่างเป็นกลางด้วย”
ชายชราก้มศีรษะลงต่ำ เขายังคงง่วนกับการอ่านประวัตินักเรียนก่อนจะตอบอย่างเฉยเมยว่า “ไม่ต้องกังวลไป เขาเป็นของเจ้า ข้าแค่หวังว่าเจ้าจะไม่เสียใจภายหลังเท่านั้น”
สำนักศึกษาเต๋าศักดิ์สิทธิ์มีข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับศิษย์ทุกคนที่ลงทะเบียนเข้าร่วม ข้อมูลนี้ครอบคลุมไปถึงประวัติในวัยเด็ก เจ้าสำนักอ่านข้อมูลเหล่านั้นอย่างตั้งอกตั้งใจ
“เจ้าสำนัก ท่าน...” อาจารย์เคราแพะรู้สึกตกใจกับถ้อยคำของเจ้าสำนัก อาจารย์ท่านอื่นก็เช่นกัน
“ครั้งหนึ่ง หวังเป่าเล่อพยายามลดน้ำหนักอยู่แรมเดือน เขาลดอาหารและออกกำลังกายอย่างหนัก แต่ทว่า นอกจากน้ำหนักจะไม่ลดแล้ว ยังน้ำหนักเพิ่มมาเสียได้ เหตุอัศจรรย์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับใคร กลับเกิดขึ้นกับเขา” ชายชรายิ้มเยาะ เขาหันไปมองที่ข้อมูลสมรรถภาพร่างกายของศิษย์ทุกคนในจิตประสานมายา สายตาของเขาหยุดที่ข้อมูลน้ำหนักของหวังเป่าเล่อตั้งแต่การสอบเริ่มต้นขึ้น
ชายชราเงยหน้าขึ้นและกล่าวอย่างหนักแน่นว่า “หากข้าคาดการณ์ไม่ผิด เจ้าหวังเป่าเล่อรู้ตัวมาสักพักแล้วว่าอยู่ในนิมิตมายา เขารู้ว่านี่คือการสอบและเขาก็โกงข้อสอบอยู่!”
“เป็นไปไม่ได้!” อาจารย์เคราแพะหายใจเข้าอย่างตกตะลึง พลางรู้สึกเหมือนจะเป็นลม
“เราจะทดสอบเขา เพื่อดูให้แน่ใจว่าเขาโกงหรือไม่” ชายชราจ้องมองหวังเป่าเล่อผ่านจอผลึกใส ก่อนจะยกมือขวาขึ้นควบคุม ภาพในจิตประสานมายาเริ่มหมุนวน
ภายในจิตประสานมายานั้น เหล่าศิษย์ที่เพิ่งจะรอดพ้นภัยพิบัติมาหมาดๆ ยังไม่ทันได้หายใจหายคอ ก็พลันได้ยินเสียงคำรามราวถล่มแผ่นดินดังมาจากป่าเบื้องหน้า เสียงคำรามนั้นชำแรกผ่านตัวพวกเขาราวกับพายุ
ต้นไม้สูงใหญ่ถอนรากและแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ เพราะเสียงคำรามนั้น แผ่นดินสั่นไหวเพราะหมียักษ์ขนาดสูงราวร้อยฟุตที่คลานขึ้นมาจากดินและคำรามลั่น
ร่างกายส่วนใหญ่ของมันกำลังเน่าเปื่อย แต่นัยน์ตาของมันแดงฉานประดุจไฟนรก ราวกับว่าร่างกายของมันเป็นอมตะ หมียักษ์ส่งแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวที่ทำให้ทุกคนตัวสั่นเทาด้วยความกลัว สัตว์ยักษ์นี้เป็นราชันย์แห่งป่าทึบ การปรากฏตัวของมันส่งผลให้เหล่าสรรพสัตว์เล็กใหญ่พากันกลัวลนลาน
“มัน….เป็นไปไม่ได้ สวรรค์ นั่นมัน....หมีวิญญาณอาฆาตโบราณ ว่ากันว่าความแข็งแกร่งของมันเทียบเท่ากับผู้สำเร็จวิชาฝึกตนโบราณ แม้แต่ผู้ที่อยู่ในขั้นผนึกกายาก็ยังถูกมันฉีกเป็นชิ้นๆ!”
หลิวต้าวปินแขนขาอ่อนแรงขึ้นมาในทันใด กระต่ายน้อย ตู้หมิน และคนอื่นต่างก็กลัวจนหัวหด แม้กระทั่งเจ้าหนุ่มชุดแดงก็ยังมีท่าทีเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
สถานการณ์เลวร้ายลงอีกเมื่อหมีวิญญาณอาฆาตโบราณคำรามเสียงลั่นและพุ่งตรงเข้าหาพวกเขา ทุกย่างก้าวที่มันเดินทำให้แผ่นดินสะเทือน เจ้าสัตว์ร้ายนี่แข็งแกร่งไม่ใช่เล่น
“วิ่งเร็ว!” ใครบางคนตะโกนขึ้นมาสุดเสียง ทุกคนต่างพากันแตกฮือหนีตามสัญชาติญาณ แม้กระทั่งเฉินเจ่อเหิงยังหน้าถอดสี เขาล้มเลิกความคิดที่จะสู้และถอยหนีอย่างรวดเร็ว
หวังเป่าเล่อสะดุ้งตื่นขึ้นมา เมื่อมองเห็นเจ้าสัตว์ร้าย นัยน์ตาเขาก็เปล่งประกายอีกครั้ง ร่างกายที่อ่อนแรงนั้นกระเพื่อมขึ้นและลงเป็นจังหวะรัวเร็ว
ยังมีคะแนนพิเศษให้เก็บเพิ่มอีกสินะ!
ด้วยความตื่นเต้น หวังเป่าเล่อคลานอย่างทุลักทุเลตรงเข้าไปหาเจ้าหมียักษ์
“เพื่อนๆ จงรีบหนีไปโดยเร็วเถิด ไม่ต้องห่วงข้า ข้าจะถ่วงเวลาไว้เอง!” หวังเป่าเล่อกล่าวขณะหยิบหินขึ้นขว้างใส่หมีที่กำลังเคลื่อนที่เข้ามาใกล้
“เจ้าหมี กินข้าสิ! ตราบใดที่ข้า หวังเป่าเล่อ ยังไม่มีลมหายใจ ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าทำร้ายเพื่อนร่วมสำนักโดยเด็ดขาด!” หวังเป่าเล่อตะโกนก้อง เหล่าศิษย์ที่กำลังหนีต่างรู้สึกซาบซึ้งจนไม่อาจบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ หญิงสาวหลายคนร่ำไห้ให้กับเขา
ในห้องโถงกลางของเรือบิน ชายชรายิ้มเยาะๆ เมื่อเขาเห็นเจ้าหมียักษ์ที่กำลังจะตะปบและฉีกร่างหวังเป่าเล่อทั้งเป็น
“พวกเจ้าเห็นหรือไม่ ความตื่นเต้นในตาของเจ้าเด็กนั่น พวกเจ้าเคยเห็นใครมีสีหน้าแบบนั้นตอนกำลังจะตายหรือ ดูยังกับว่าเขากลัวจะไม่ตายอย่างนั้นล่ะ”
เหล่าอาจารย์ต่างมีสีหน้ากระอักกระอ่วนขณะที่จ้องมองดูหวังเป่าเล่อ แม้ว่าหากแลดูผาดๆ เขาจะดูกล้าหาญสักเพียงใด แต่หากจ้องมองอย่างเพ่งพินิจแล้ว การแสดงตบตาของเขานั้นเต็มไปด้วยพิรุธจริงๆ
“เจ้าเด็กนี้มันช่างไร้ยางอาย!”
“ถ้าหากเขาเพียงแค่โกงก็คงไม่เท่าใดนัก แต่นี่มันจะล้ำเส้นเกินไปแล้ว!”
อาจารย์ในห้องโถงกลางไม่อาจเฝ้าดูต่อไปได้ อาจารย์เคราแพะกัดกรามแน่น เขาเจ็บปวดประหนึ่งมีมีดมากรีดลงกลางใจ เขาใช้ความอดทนเป็นอย่างยิ่งที่จะไม่ตีอกชกตัวด้วยความแค้น
“บัดซบ! อาณัติของข้า!”
ในที่สุด ชายชราโบกมือขวาอีกครั้งหนึ่ง และภาพเหตุการณ์ในจอผลึกใสก็แตกละเอียดและจางหายไปในทันที
“เอาล่ะ พวกเราใกล้จะถึงสำนักวิชาเต๋าแล้ว ให้การทดสอบจบลงเพียงแค่นี้!”
สิ่งสุดท้ายที่หวังเป่าเล่อเห็นคือตอนที่จิตประสานมายาล่ม เจ้าหมียักษ์ที่ปกคลุมท้องฟ้าอยู่เหนือตัวเขาจางหายไปพร้อมๆ กับโลกรอบข้าง ในที่สุดทุกอย่างก็มืดดับลง
เมื่อเขาฟื้นคืนสติขึ้นอีกครั้ง เขารู้สึกว่าร่างกายสั่นสะเทือนอย่างแรง ราวกับว่ามีมือที่มองไม่เห็นกำลังผลักร่างกายเขาไปข้างหน้า หวังเป่าเล่อลืมตาขึ้น เมื่อนั้นเขาจึงรู้สึกตัวว่ากลับมาอยู่ที่ห้องฝึกตนบนเรือบินอีกครั้ง เสียงพูดคุยเซ็งแซ่ของผู้คนดังขึ้นรอบตัวเขา
“นี่มัน...พวกเราไม่ได้อยู่ในป่าฝนบ่อเมฆหรือ ทำไมพวกเรากลับมาอยู่ที่นี่ได้”
“ข้าฝันไปยังหรือ หรือว่าพวกเราฝันไปพร้อมๆ กัน”
หวังเป่าเล่อกระพริบตาก่อนจะเสแสร้งทำหน้าว่างเปล่าพร้อมกับร้องจะโกนออกมาดังลั่น
“ทุกคนหนีไป ไม่ต้องห่วงข้า เจ้าหมี เข้ามาเลย ข้าจะเป็นคู่ต่อสู้ให้เจ้าเอง!”
เสียงเขาดังเกินไป แต่เพราะความกล้าหาญของเขาในนิมิตมายา ออกจะเป็นการยากที่ผู้คนจะไม่สนใจเขา หลายต่อหลายคนหันมามองเขาเพราะเสียงตะโกน พวกเขาต่างพากันกล่าวอย่างซาบซึ้งใจ
“นี่มันศิษย์พี่หวังเป่าเล่อนี่นา!”
“เจ้าเป็นสหายที่ยอดเยี่ยมอะไรเยี่ยงนี้!”
“หวังเป่าเล่อ ต่อไปนี้เจ้าคือลูกพี่ของข้า!”
ตู้หมินและกระต่ายน้อยต่างก็จ้องมองหวังเป่าเล่ออยู่เช่นกัน เมื่อรอดจากวิบัติภัยต่างๆ มาได้ทำให้พวกนางมองหวังเป่าเล่อเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะกระต่ายน้อย ผู้ซึ่งตอนนี้มีน้ำตารื้นอยู่ที่ขอบตา หากเพียงแต่นางไม่ได้ใส่ชุดแม่เหล็กวิญญาณอยู่และนั่งอยู่ห่างออกมาไกล นางคงจะกระโดดเข้าไปอยู่ในอ้อมแขนของเขาแล้วเป็นแน่
ทุกสิ่งทุกอย่างที่เข้าทางทำให้หวังเป่าเล่อรู้สึกย่ามใจ ขณะที่เขากำลังคิดว่าจะพูดอะไรเพื่อเป็นการตอบแทนคำขอบคุณของทุกคนนั้น เขาก็ได้ยินเสียงขึงขังที่ดังก้องไปทั่วห้องฝึกตน
“ศิษย์ใหม่ทุกคน พวกเราเดินทางมาถึงสำนักแล้ว ทุกสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของการทดสอบศิษย์ใหม่ของสำนักศึกษาเต๋าศักดิ์สิทธิ์ ผลงานของพวกเจ้าในการสอบมีผลกับผลคะแนนโดยรวมของพวกเข้าเอง...สุดท้ายนี้ ข้าขอต้อนรับพวกเจ้าทุกคนเข้าสู่สำนักศึกษาเต๋าศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้!”
อาจเป็นเพราะเสียงขึงขังนั้นได้ปลอบประโลมจิตใจหรืออาจเป็นเพราะใกล้จะถึงสำนักเต็มที แต่เหล่าศิษย์ที่อยู่ในห้องฝึกตนต่างพากันตื่นเต้นและชี้ชวนกันมองออกไปนอกหน้าต่าง
แม้ว่าหวังเป่าเล่อจะเสียดายที่ทุกคนต่างพากันเลิกสนใจเขา แต่เขาก็อดตื่นเต้นเสียเองไม่ได้ เขาแอบมองลอดหน้าต่างลงไปที่พื้นเบื้องล่าง สายตาของเขาไปปะกับทะเลสาบแห่งใหญ่ซึ่งดูราวกับกระจกที่ฝังตัวอยู่ในดิน กระจกที่สะท้อนภาพของท้องนภาเบื้องบนแลดูงดงามยิ่ง
ในทะเลสาบมีเกาะอยู่สามแห่งตั้งเรียงตัวกัน มีเรือจำนวนมากที่แล่นไปมาระหว่างเกาะเหล่านี้ เมื่อเรือบินเข้าใกล้พอ เหล่าศิษย์มองเห็นตึกรามที่แลดูเก่าแก่และผู้คนจำนวนมากบนเกาะ
บริเวณรอบนอกของเกาะดูเหมือนกับว่าจะมีคนจำนวนนับหมื่น เรียกว่าเป็นเมืองขนาดย่อมๆ เห็นจะได้
“สำนักศึกษาเต๋าศักดิ์สิทธิ์ของเราเป็นสำนักศึกษาเลื่องชื่อที่ก่อตั้งขึ้นในปีพ.ศ. 2891 พวกเราได้เป็นส่วนหนึ่งของการเริ่มต้นของยุคสหพันธรัฐและเข้าร่วมในสงครามปราบสัตว์อสูรอีกด้วย สำนักแห่งนี้ร่วมเป็นผู้นำในการก่อตั้งยุคกำเนิดวิญญาณและเปลี่ยนแปลงวิธีการสอนเป็นวิถีเต๋า ในประวัติศาสตร์ยาวนานร่วมเจ็ดร้อยปี สำนักแห่งนี้ได้อบรบสั่งสอนศิษย์ระดับหัวกะทิและวีรบุรุษมากมาย และยังมีส่วนร่วมอย่างมากในพัฒนาการของมนุษยชาติ อดีตผู้นำแห่งสหพันธรัฐก็สำเร็จการศึกษาจากที่นี่”
“ทะเลสาบที่เห็นด้านล่างนี้มีชื่อว่าทะเลสาบป่าขจี ดังที่มีคำกล่าวไว้ว่า ช่วงเวลาแห่งป่าขจีผ่านพ้นไปอย่างเปี่ยมสุข ความผาสุขจากภายในเปรียบได้ดั่งความผาสุขของวัยเยาว์!”
“ต่อไปจะขอแนะนำเกาะทั้งสาม เกาะล่องสวรรค์ ซึ่งเปรียบเสมือนหัวใจของสำนักวิชาเต๋าแห่งนี้ เกาะมหาปราชญ์ชั้นสูง สำหรับศิษย์ระดับเต๋า และเกาะมหาปราชญ์ชั้นรอง สำหรับศิษย์ทั่วไปเช่นพวกเจ้า สำหรับผู้ที่สามารถสืบทอดตำนานของสำนักศึกษาเต๋าศักดิ์สิทธิ์ได้นั้น จะได้รับโอกาสให้นำเอาหลักการของที่นี่ออกไปเพื่อเปลี่ยนโลกและนำสันติมาสู่มวลมนุษย์!”
เสียงประกาศหนักแน่นนั้นก้องไปทั่วห้องฝึกตน เสียงที่เปี่ยมได้ด้วยความทรนงนั้นยังสะท้อนก้องไปในใจของทุกคนอีกด้วย ทุกคนรวมไปถึงหวังเป่าเล่อ ผู้ซึ่งรู้สึกตื้นตันกับความยิ่งใหญ่ประวัติศาสตร์อันยาวนานของสำนักศึกษาเต๋าศักดิ์สิทธิ์
ขณะที่เกาะมหาปราชญ์ชั้นรองเบื้องล่างของพวกเขาเริ่มขยายใหญ่ขึ้น เหล่าศิษย์สามารถมองเห็นยอดเขาสูงลิบนับสิบบนภูเขาลูกใหญ่โต แลดูคล้ายกับดาบเล่มยักษ์ที่พุ่งขึ้นหวังจะทิ่มแทงท้องฟ้า
บนยอดเขาทุกยอดมีอาคารนับไม่ถ้วน แต่ละอาคารมีป้ายชื่อขนาดยักษ์กำกับอยู่ พวกนักเรียนมองเห็นได้อย่างชัดเจน แม้จะมองลงมาจากบนฟ้า
สาขาวิชาอาวุธเวท สาขาวิชาหลอมโอสถ สาขาวิชาการยุทธ์ สาขาวิชาอักษรปราณ…
ก่อนที่พวกศิษย์จะมีโอกาสจดบันทึก พวกเขารู้สึกถึงแรงกระแทกพร้อมกับเสียงดังสนั่น เรือบินได้สิ้นสุดการเดินทางระยะทางห้าพันกิโลเมตรจากเมืองปักษาเพลิงมาถึงยังเกาะมหาปราชญ์ชั้นรองในสำนักศึกษาเต๋าศักดิ์สิทธิ์แล้ว!
เหล่าศิษย์ใหม่เดินทางถึงสำนักศึกษาเต๋าศักดิ์สิทธิ์ในที่สุด!