หนึ่งฝ่ามือสยบโลกา

หนึ่งฝ่ามือสยบโลกา: Chapter 002 ตอนที่ 2

#2Chapter 002

บทที่ 2 หวังเป่าเล่อ เจ้าทำอะไรลงไปเนี่ย!

พระจันทร์ส่องแสงสว่างนวลฉาบท้องฟ้ายามค่ำคืนไร้ดาว

ที่ป่าฝนบ่อเมฆแห่งเดิม แต่มีอากาศหนาวเย็นมาเพิ่มเติมในยามค่ำคืน ในบางครั้ง ผู้ที่ผ่านไปมาอาจมองเห็นแม่น้ำที่เกิดจากน้ำฝนไหลบ่ามารวมกัน เป็นทิวทัศน์ที่งามจับตายิ่งภายใต้แสงจันทร์ แม้กระนั้นเสียงขู่คำรามของสัตว์ร้ายหรือนกป่าอาจทำให้การชมทิวทัศน์ไม่รื่นรมย์นัก

ในมุมหนึ่งของป่าฝนบ่อเมฆริมแม่น้ำ มีเด็กสาวท่าทางอ่อนล้าที่ยังคงดูไร้เดียงสาสองคน คนหนึ่งสูงชะลูด อีกคนหน้าตาจิ้มลิ้ม แต่ละคนก็มีเสน่ห์ในแบบของตน คนตัวสูงทำหน้าที่สังเกตการณ์โดยรอบอย่างวิตกกังวล ในขณะที่คนหน้าจิ้มลิ้มนั้นถอดเสื้อชั้นในออก เผยให้เห็นผิวขาวเนียน นางร้องอุทานออกมาเบาๆ เมื่อมือแตะไปโดนบาดแผลบริเวณใต้รักแร้ นัยน์ตาของนางฉายแววสับสน นางเอ่ยออกมากับเพื่อนแผ่วเบา “ตู้หมิน นี่ผ่านมาสามวันแล้วนะ เจ้าว่าจะมีคนมาช่วยหรือ อาหารพวกเราก็เหลือน้อยลงทุกทีแล้ว”

เด็กหญิงตัวสูงนามว่าตู้หมิน ถึงกับพูดไม่ออกเมื่อได้ยินดังนั้น นางคิดว่าชีวิตของนางได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงภายในเวลาสามได้อย่างไรกัน นางเป็นศิษย์ของสำนักศึกษาเต๋าศักดิ์สิทธิ์เมื่อสามวันก่อน วันนี้ นางหลงอยู่กลางป่าในดินแดนที่เต็มไปด้วยภยันอันตราย

ป่าฝนบ่อเมฆดูสวยงาม แต่ในความเป็นจริงแล้ว พื้นดินชุ่มน้ำนั้นเต็มไปด้วยซากศพ กระดูกสัตว์อาจปรากฏให้เห็นได้บนพื้นเป็นระยะ ตะขาบตัวยาวหนึ่งฟุตและงูสีฉูดฉาดปรากฏตัวอยู่ประปราย ภาพเหล่านี้น่าขนลุกขนพองยิ่ง

บรรดาสรรพสัตว์ก็มีการวิวัฒนาการอย่างก้าวกระโดดเช่นเดียวกับมนุษย์ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของยุคกำเนิดวิญญาณ พวกสัตว์วิวัฒนาการจนแข็งแรงและดุร้ายเป็นอย่างมาก ทำให้เขตป่าทึบนั้นเป็นดินแดนหวงห้ามสำหรับมนุษย์ไปโดยปริยาย

ในขณะที่หญิงสาวทั้งสองกำลังทนทุกข์กับสถานการณ์ของตนอยู่นั้น มีเจ้ามนุษย์อ้วนสีหน้าเด็ดเดี่ยวคนหนึ่งยืนอยู่ใต้ร่มไม้ไม่ห่างออกไปนัก คอของเขาตั้งตรง เขากำลังยืนถ่ายปัสสาวะ

เจ้าอ้วนนี่จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากหวังเป่าเล่อนั่นเอง เขามองไม่เห็นสตรีทั้งสอง หรือแม้แต่พุ่มดอกไม้กระจ้อยร่อยที่บริเวณเท้าของเขา ดอกไม้พวกนั้นเคยผลิบานออกดอกชูคอสวย แต่ตอนนี้มันเหี่ยวเฉาเพราะสายน้ำปัสสาวะที่ราดรด

บ้าจริง ข้า หวังเป่าเล่อ คิดมาตลอดว่าข้าสามารถอ่านคนได้ขาด แค่มองตาก็รู้ใจทุกคน ไม่นึกเลยว่าจะโดนอุบายของสำนักศึกษาเต๋าศักดิ์สิทธิ์หลอกเอาเสียได้!

สำนักศึกษาเต๋าศักดิ์สิทธิ์นี่ก็ร้ายไม่เบา ฉากจำลองนี่สมจริงมาก แต่ท่าจะอยากให้ทุกคนเชื่อมากจริงๆ ถึงกับต้องระเบิดเรือบินให้เห็น

หวังเป่าเล่อรู้สึกโกรธอยู่ลึกๆ เพราะช่วงสามวันที่ผ่านมาเขาประสบปัญหาหนักจริงๆ

สามวันที่แล้ว หวังเป่าเล่อและเพื่อนทุกคนสลบไสลไปในห้องฝึกตนบนเรือบินโดยไม่รู้ตัว ทุกคนตื่นขึ้นเพราะเสียงระเบิดดังสนั่น และก่อนที่ใครจะตั้งสติได้ทัน ทุกคนก็หลุดลอยลงมาจากเรือบินเพราะแรงกระแทกขนาดมหึมา

เดชะบุญที่ชุดแม่เหล็กวิญญาณนั้นมีพลังดูดซับแรงกระแทกและป้องกันสายฟ้าได้ หวังเป่าเล่อตกลงมาในป่าฝนบ่อเมฆอย่างปลอดภัย แต่เขาเห็นเรือบินระเบิดเป็นจุณไปในคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า

หวังเป่าเล่อและเพื่อนตกลงมาหลงทางซัดเซกันอยู่ในป่า อาหารก็มีจำกัด สัตว์ป่าก็ดุร้าย อนาคตของพวกเขาไม่แน่นอนและความน่าสะพรึงกลัวนี้ทำให้เหล่าศิษย์ต่างเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง บ้างก็เผยนิสัยที่แท้จริง บ้างก็รวมกลุ่มกัน บ้างก็เดินรุดหน้าไปโดยลำพัง บางคนก็เด็ดเดี่ยว บางคนก็อ่อนแอ

ความคิดที่ว่า ‘ผู้เข้มแข็งย่อมอยู่รอด’ นั้นออกจะหนักหน่วงและฉับพลันทันด่วนเกินไป สำหรับศิษย์ใหม่ที่ยังไม่ทันได้เข้าเรียนในสำนักศึกษาเต๋าศักดิ์สิทธิ์ด้วยซ้ำ แต่ว่าการเปลี่ยนแปลงอย่างฉุกละหุกนี้เหมือนไปกระตุ้นอะไรบางอย่างในตัวพวกเขาให้ตื่นขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความละโมบหรือความดุร้าย ความเสียสละหรือความใจดี ทั้งหมดทั้งมวลนี้ปรากฏเด่นชัดขึ้น

“ไร้ยางอาย!” หวังเป่าเล่อก่นด่าอยู่ในใจ เขาเชื่อว่าทุกสิ่งที่เขาประสบพบเจอมาให้สามวันนี้เป็นเรื่องจริง เขากลัวมากเสียจนเขายอมที่อยู่ในค่ายเดียวกับตู้หมิน ศัตรูคู่อาฆาตของเขา เมื่อชายหนุ่มเดินเจอกับนางกลางป่า

สามวันผ่านไป หวังเป่าเล่อพบว่าจากการที่อดๆ อยากๆ ทำให้น้ำหนักเขาลดลงไปได้สามกิโลกรัมอย่างน่าอัศจรรย์ วัดโดยระบบชั่งน้ำหนักในแหวนสื่อสารของเขา ความตกตะลึงจากเหตุการณ์นี้ทำให้เขาเริ่มสงสัย

นี่ช่างแตกต่างกับประสบการณ์ในอดีตที่เขาเคยพบเจอมาอย่างยิ่ง เขาเคยอดอาหารและออกกำลังกายอย่างหนักอยู่แรมเดือนเพื่อลด แต่เพราะเหตุใดไม่ทราบแน่ นอกจากน้ำหนักเขาจะไม่ลดแล้ว เขายังน้ำหนักขึ้นมาอีกกิโลครึ่ง!

ตอนนี้ เขาน้ำหนักลดสามกิโลกรัมในสามวัน สำหรับเขาแล้วมันเป็นไปไม่ได้แน่นอน!

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเขานึกไปถึงเนื้อความในอัตชีวประวัติที่เขาอ่านมา ในนั้นผู้คนเล่าย้อนถึงเรื่องราวสมัยเรียนในสำนักศึกษาเต๋าของตนและเหมือนจะพูดไว้อย่างคลุมเครือถึงเรื่องการทดสอบศิษย์ใหม่ที่สำนักเหล่านั้นจัดขึ้นอยู่เป็นครั้งคราว

ถ้าหากว่าหวังเป่าเล่อไม่ได้ทำการบ้านมาอย่างละเอียดเช่นนี้ละก็ คงจะเป็นการยากมากทีเดียวที่จะจับสังเกตเรื่องนี้ได้ หลังจากที่ปะติดปะต่อเรื่องราวเสร็จ หวังเป่าเล่อรู้สึกทึ่งกับความสามารถของสำนักศึกษาเต๋าศักดิ์สิทธิ์ที่สามารถสร้างฉากให้ดูสมจริงได้ปานนี้ ความผิดพลาดอย่างเดียวก็คือสำนักศึกษาได้ออกแบบเหตุจำลองนี้มาจากประสบการณ์ของคนธรรมดาทั่วไป แต่หวังเป่าเล่อนั้นไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไป

หวังเป่าเล่อรู้สึกมั่นใจราวร้อยละห้าสิบว่าทุกสิ่งที่เขาเห็นอยู่ตรงหน้านี้เป็นภาพมายา

และหลักฐานที่ทำให้เขารู้สึกมั่นใจในทฤษฎีนี้ก็คือ…หน้ากากนิลครึ่งเสี้ยวที่ท่านลู่โยนคืนมาให้เขานั่นเอง!

ด้วยความคิดนี้ในหัว หวังเป่าเล่อที่กำลังถ่ายปัสสาวะอยู่อดใจไม่ไหวที่จะก้มลงมองที่หน้าอกเสื้อ ความรู้สึกประหลาดที่อธิบายไม่ถูกแล่นผ่านใจเขา

เขาจำได้แม่นเลยว่าเขาเอาหน้ากากนิลครึ่งเสี้ยวใส่ไว้ในอกเสื้อก่อนที่จะเข้าไปในห้องฝึกตน หลังจากเกิดเหตุการณ์สุดสะพรึงนี้ขึ้น เขาก็ไม่มีเวลาไปคิดถึงมันแม้แต่น้อย เขาเพิ่งมาสังเกตได้เมื่อไม่นานมานี้เองว่ามือของเขาสามารถผ่านทะลุหน้ากากนิลไปได้ แม้ว่าหน้ากากจะดูปกติดีก็ตาม ดูเหมือนกับว่าเขาไม่ได้สามารถสัมผัสถูกหน้ากากได้

นิมิตมายานี้สามารถสร้างได้แทบทุกสิ่ง แต่ไม่สามารถจะจำลองส่วนประกอบของหน้ากากนิลขึ้นมาใหม่ในนิมิตมายาได้ครบถ้วนนั่นเอง

ยิ่งเวลาผ่านไป รูปลักษณ์ภายนอกของหน้ากากก็ยิ่งดูแปลกประหลาดขึ้นทุกที ในขณะเดียวกันนั้น ในตัวหน้ากากก็เริ่มมีร่องรอยของข้อความพร่าเลือนปรากฏขึ้นมา

แม้ว่าเขาจะไม่สามารถอ่านข้อความนั้นได้ แต่ความเปลี่ยนแปลงของหน้ากากนิลทำให้ความมั่นใจในทฤษฎีของหวังเป่าเล่อเพิ่มจากห้าสิบเป็นเต็มร้อย!

หากเขาวิเคราะห์ต่อไปตามทฤษฎีนี้ละก็ จุดประสงค์ของข้อสอบนี้จะต้องเป็นการสร้างเหตุการณ์ร้ายแรงแบบปลอมๆ ขึ้นมาเพื่อวางโครงเรื่องอย่างแน่นอน

สิ่งนี้ไม่มีทางเป็นการทดสอบกำลังกายแน่ อย่างไรเสียก็ยังไม่มีใครในนี้เคยเรียนวิทยายุทธโบราณ ฉะนั้นแล้วนี่ต้องเป็นการทดสอบอุปนิสัยใจคอเมื่อประสบกับอันตรายเป็นแน่ หรือนี่อาจเป็นการทดสอบความมั่นใจที่เรามีให้กับสำนักศึกษาเต๋าด้วยกระมัง

หวังเป่าเล่อปัสสาวะไปก็คิดไปตลอด บางครั้งเขายังมีอาการสั่นเล็กน้อยจากการปัสสาวะอีกด้วย

เมื่อดอกไม้เล็กจ้อยตรงบริเวณเท้าของเขาตอนนี้เละเทะไปหมด ลมหายใจของหวังเป่าเล่อกระชั้นขึ้น เขารู้ดีว่านี่คือโอกาสที่ต้องคว้าไว้เพื่อทำคะแนนพิเศษ

ข้าจะทำอย่างนี้แหละ! หลังจากตัดสินใจได้ หวังเป่าเล่อโยกตัวอย่างรื่นเริง ขณะที่เขากำลังจะดึงกางเกงขึ้นมานั้นเอง เขาบังเอิญหันไปเห็นแม่น้ำน้อยอยู่ไม่ห่างออกไปนัก

ภายใต้แสงจันทร์ แม้ว่าตู้หมินจะยืนอยู่ตรงนั้น แต่สายตาของหวังเป่าเล่อไม่ได้มองไปที่นางแม้แต่น้อย กลับจ้องมองไปที่สาวสวยจิ้มลิ้มผู้กำลังทำแผลอยู่

นางเป็นครึ่งมนุษย์ครึ่งกระต่ายอย่างนั้นหรือ! หวังเป่าเล่อพูดก่อนที่นัยน์ตาของเขาจะเบิกโพลง เขาอ้าปากค้าง หัวใจเขาเต้นราวกับจะระเบิดออกมาจากอกตอนที่เขามองเห็นพวกนาง ฝ่ายตู้หมิน ผู้ที่กำลังเฝ้ายามอย่างแข็งขัน รู้สึกถึงสายตาที่จ้องมองมา นางจึงหันหน้ามามอง สายตาของนางจึงสบเข้ากับหวังเป่าเล่อพอดิบพอดี แต่ก่อนที่นางจะมีโอกาสได้กรีดร้อง หวังเป่าเล่อที่กำลังจ้องมองนางอยู่เขม็งก็ดึงกางเกงขึ้นสวมแล้วชิงตะโกนออกมาก่อน

“เจ้ามองอะไรของเจ้าน่ะ ไม่เคยเห็นคนฉี่หรืออย่างไร”

เมื่อหวังเป่าเล่อพูดจบ ตู้หมินถึงกับเลือกคำตอบไม่ถูก นางโกรธจนตัวสั่น เพราะนางไม่เคยพบเจอผู้ชายที่ไร้ยางอายเช่นหวังเป่าเล่อมาก่อน นางจึงต้องด่ากลับไปบ้าง

“ไอ้อ้วน นี่เจ้ากล้าเรียกตัวเองว่าคนเหรอ”

หวังเป่าเล่อได้ยินก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ตู้หมินที่กำลังด่าเขาอยู่ตอนนี้เป็นศัตรูคู่อาฆาตของเขามาตั้งแต่เยาว์วัย พวกเขาไม่ชอบขี้หน้ากันเลยแม้แต่น้อย แต่โชคชะตาช่างเล่นตลก เพราะพวกเขาอยู่ห้องเรียนเดียวกันมาโดยตลอด และบัดนี้ ทั้งคู่ก็สมัครเข้าเรียนที่สำนักศึกษาเต๋าศักดิ์สิทธิ์ หวังเป่าเล่อหายใจเข้าลึกและตะโกนตอบโต้

“เจ้าน่ะสินังไม้กระดาน กล้าเรียกตัวเองว่าผู้หญิงเรอะ”

ตู้หมินแทบกระอักเลือดเมื่อได้ยินคำด่าทอ เส้นเลือดบนขมับนางเต้นตุบๆ จากความเดือดดาล แต่ก่อนที่นางจะพุ่งตัวข้ามไปหาเขา หวังเป่าเล่อถอนหายใจออกมาเสียงดัง

“นี่พวกเจ้าทั้งสองเห็นอวัยวะสุดหวงแหนของข้าเข้าเสียแล้ว ข้าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปเยี่ยงไร” หวังเป่าเล่อทำหน้าหมดอาลัยตายอยาก ก่อนจะดึงกางเกงขึ้นแล้ววิ่งหนีไป หัวใจเขาเต้นโครมคราม เหงื่อเย็นเยียบหยดไหลลงกลางหลัง เขานึกชมตัวเองที่สามารถรับมือกับสถานการณ์ได้ทันท่วง มิเช่นนั้นแล้วเห็นจะลำบากเป็นแน่

ตู้หมินถลึงตามองหวังเป่าเล่อที่เผ่นแน่บออกไปอย่างไม่สบอารมณ์ นางตัดสินใจวิ่งไล่ตามเขาไป ส่วนเพื่อนสาวหน้าตาจิ้มลิ้มของนางนั้นยังคงสับสนกับการด่าทอเมื่อครู่ นางรู้สึกไม่พอใจที่หวังเป่าเล่อล่วงเกินนางทางวาจา เมื่อได้เห็นตู้หมินออกวิ่งไล่กวดไปเช่นนั้น นางจึงสวมเสื้อผ้าอย่างเร่งรีบและออกวิ่งตาม ใบหน้าของนางแดงก่ำ

คำด่าทออันกราดเกรี้ยวของตู้หมินทำลายความเงียบสงบในป่าฝนบ่อเมฆ เหล่าศิษย์ในค่ายพักที่อยู่ใกล้กันโผล่หน้าออกมาดูเมื่อได้ยินเสียงเอะอะ บังทางวิ่งต่อของหวังเป่าเล่อไว้จนมิด

ผู้นำของกลุ่มค่ายพักนี้เป็นชายหนุ่มสวมชุดสีขาวที่ถือคบไฟเดินออกมา เขามีร่างกายกำยำ คิ้วโก่งราวกับกระบี่ดวงตาของเขาส่องประกายระยับราวกับดวงดาว เขาโดดเด่นแม้ว่าจะยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชน เห็นได้ชัดว่าเขาเป็นผู้นำของกลุ่ม

ศิษย์หนุ่มคนนี้ชื่อหลิวต้าวปิน เขาเป็นผู้รวบรวมทุกคนมาอยู่รวมกันในค่ายนี้มาได้สามวันแล้ว แสดงให้เห็นถึงเสน่ห์เฉพาะตัวของเขา

“หวังเป่าเล่อ เจ้าทำอะไรลงไปน่ะ!” หลิวต้าวปินสังเกตเห็นตู้หมินวิ่งกวดหวังเป่าเล่อมาด้วยความแค้น ในขณะที่หวังเป่าเล่อผู้ถูกตามนั้นกำลังวิ่งไปดึงกางเกงไป หลิวต้าวปินถึงกับผงะเพราะสถานการณ์แปลกประหลาดนี้ เขาเองชอบตู้หมินมาเป็นเวลานาน เพราะฉะนั้นเขาจึงเกลียดหวังเป่าเล่อไปด้วย

“ข้าแค่ไปฉี่เฉยๆ...” ก่อนที่หวังเป่าเล่อจะทันพูดจบ มีเสียงกรีดร้องดังลั่นมาจากสองสตรีที่กำลังวิ่งตามมา

กลิ่นเหม็นเน่าแผ่ปกคลุมพื้นที่ทันทีหลังจากที่ทุกคนได้ยินเสียงกรีดร้อง เสียงซู่ซ่าเหมือนเสียงคลื่นกระทบหาดทรายดังไปทั่ว

หวังเป่าเล่อชะโงกหน้ากลับไปดู สีหน้าของหลิวต้าวปินและศิษย์ทุกคนเปลี่ยนไปในบัดดล อสรพิษจำนวนมหาสารเลื้อยออกมาจากพื้นดินและจากกิ่งไม้ พวกมันล้อมตู้หมินและเพื่อนสาวเอาไว้จนรอบ!

อสรพิษเหล่านี้ดูเหมือนกับว่าเป็นพันธุ์ที่มีพิษร้ายแรง สังเกตจากสีนับไม่ถ้วนบนผิวหนังของมัน พวกมันมีจำนวนมากเหลือคณานับ มองดูราวกับว่าเป็นทะเลอสรพิษที่ล้อมรอบสตรีทั้งสองไว้

สตรีทั้งสองหน้าถอดสีเมื่อมองเห็นเหล่าอสรพิษที่ห้อมล้อมพวกนางอยู่ สถานการณ์เลวร้ายลงเมื่อเหล่าอสรพิษเริ่มอ้าปากขู่ เผยให้เห็นเขี้ยวพิษคมคาย น้ำพิษที่หยดไหลจากปากเมื่อพวกมันส่งเสียงขู่ส่งกลิ่นเหม็นสุดจะทานทน

หลิวต้าวปินตัวสั่น เขาไม่มีเวลาจะเสียกับหวังเป่าเล่อ เขาพุ่งตรงไปหาตู้หมิน ศิษย์อีกจำนวนหนึ่งวิ่งตามหลังเขาไปเพื่อช่วยแม้ว่านัยน์ตาของพวกเขาจะแดงก่ำ

ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว พริบตาที่ทุกคนวิ่งออกไปช่วย มีเสียงคล้ายเด็กทารกร้องดังลั่นออกมาจากป่าที่ห่างออกไป เสียงน่าสะพรึงนั้นทำให้หัวใจทุกคนเต้นระรัว รยางค์สีแดงก่ำที่หนาเกือบเท่าแขนมนุษย์พุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็วและเงียบงัน ทุกคนมองเห็นมันได้ชัดเจนแม้จะอยู่ในที่มืด

ร่างกายที่เดินโยกเยกออกมาจากป่ามีศรีษะสีขาวโพลน บริเวณศีรษะนั้นดูไม่เหมือนกับงู แต่เหมือนกับเด็กทารก ทุกคนหัวใจเต้นแรงเมื่อมองเข้าไปในดวงตาของมัน

“นั่นมันอสรพิษทารกขาวกระดูกแดง!” เสียงศิษย์คนหนึ่งร้องตะโกน เหล่าศิษย์พากันตื่นตระหนกและพากันโหวกเหวกล่าถอยไม่เป็นกระบวน

หลิวต้าวปินสับสนไปหมด เส้นผมบนหัวเขาลุกชี้ ใจเต้นจนแทบจะทะลุออกมาจากอก อสรพิษทารกขาวกระดูกแดงเป็นที่รู้จักดีในแง่ของความอันตราย เจ้าอสุรกายตนนี้ติดอันดับหนึ่งในพันสัตว์อันตรายที่สุดในยุคกำเนิดวิญญาณ แม้ว่าร่างกายของมันจะอ่อนแอ แต่ความเร็วนั้นหาตัวจับได้ยาก และยังมีพิษร้ายแรงมากอีกด้วย พิษหยดเดียวสามารถละลายคนทั้งคนให้กลายเป็นกองเลือด หลงเหลือไว้เพียงกระดูกสีแดง เป็นจุดกำเนิดชื่อของเจ้าสัตว์ร้ายตนนี้

แม้ว่าเขาจะชอบตู้หมินมากเพียงใด เขารู้โดยสัญชาตญาณว่านางไม่มีค่าพอให้เขาเอาชีวิตเข้าแลก หลิวต้าวปินก้าวถอยหลังมาก้าวหนึ่งอย่างควบคุมไม่ได้ เขาหลีกทางให้อสรพิษทารกขาวกระดูกแดง ด้วยเขาและผองเพื่อนต่างก็รักตัวกลัวตาย ไม่มีใครอยากตกเป็นเหยื่อเมื่อเจ้าอสูรร้ายออกทำการล่า

หวังเป่าเล่อสูดลมหายใจลึกเมื่อเห็นเหตุการณ์ เขาก็พยายามเตือนตัวเองว่าที่แท้แล้วทั้งหมดนี่เป็นเพียงภาพมายา เขารู้สึกใจเย็นลง นัยน์ตาของเขาเป็นประกาย เขารู้ว่านี่คือโอกาสจะได้แสดงฝีมือต่อหน้าเหล่าคณาจารย์

ถ้านี่เป็นแค่นิมิต จะต้องไปกลัวทำไมกัน คิดได้ดังนั้นแล้ว หวังเป่าเล่อยืดอกขึ้นและมองไปที่เพื่อนศิษย์ของเขาที่กำลังวิ่งหนีกันอลหม่าน

“แม้ว่านังนมแบนตู้หมินจะปากคอเราะร้าย หน้าตาอัปลักษณ์ แถมยังชอบใช้อำนาจบาดใหญ่ทำให้ข้าลำบากอยู่เรื่อย แต่ข้า หวังเป่าเล่อ เป็นผู้ที่มีจิตใจประเสริฐและรักความถูกต้อง แถมยังไม่กลัวที่จะต้องเสียสละ เป็นบุคคลที่ข้ามพ้นขีดจำกัดของความธรรมดา และเป็นผู้ที่ยินดีจะช่วยเหลือเพื่อนศิษย์ของข้า!”

“ในสถานการณ์อันตรายเช่นนี้ ข้าจะถอยหนีได้อย่างไรกัน คนอื่นๆ อาจจะล่าถอยเพราะเกรงกลัวความตายแต่ว่าเพื่อ…เพื่อนร่วมชั้นของข้า ข้าไม่กลัวสิ่งใดทั้งสิ้น!”

เจ้าอ้วนไร้ยางอายเกือบจะรู้สึกภาคภูมิใจในปาฐกถาของตัวเอง เขาลืมไปแล้วหรือว่าเขาอยู่ในนิมิต ดูเหมือนว่าเขาจะลืมไปแล้วจริงๆ ตอนนี้เขาเข้าถึงบทบาทอย่างเต็มที่

“นังไม้กระดาน ข้าจะแสดงให้เจ้าเห็นเองว่าการเป็นลูกผู้ชายมันคืออะไร!”

เมื่อศิษย์คนอื่นล่าถอยด้วยความกลัว หวังเป่าเล่อนั้น นอกจากจะไม่ถอยแล้ว ยังส่งเสียงร้องคำรนและห่อริมฝีปากคล้ายจะส่งจูบไปให้เจ้าสัตว์ร้าย เขาเชิดคางขึ้น ราวกับว่าใบหน้าอวบอ้วนของเขาหล่อเหลาเสียเต็มประดา เขาเดินมุ่งตรงไปข้างหน้าอย่างลูกผู้ชายและพุ่งเข้าใส่ฝูงอสรพิษด้วยกำลังอันกล้าแข็ง

ร่างของชายหนุ่มทรงพลังเหลือล้น สง่าผ่าเผย เสมือนตัวแทนแห่งความถูกต้อง วิ่งเข้าไปหาสตรีทั้งสองทันที

เหตุการณ์นี้ถึงกับทำให้ตู้หมินพูดไม่ออก แม้ว่านางจะอยู่กลางดงอสรพิษ ก็ยังคิดว่าเหตุการณ์นี้น่าตกใจเสียยิ่งกว่า ขณะที่หญิงสาวจิ้มลิ้มข้างๆ พลันตื่นเต้นอย่างอดไม่ได้

ศิษย์ที่เหลือต่างพากันตะลึงงันกับเสียงคำรามและพละกำลังของหวังเป่าเล่อ ในวินาทีที่อสรพิษทารกขาวกระดูกแดงกำลังจะเข้าถึงตัวสตรีทั้งสองนั้น หวังเป่าเล่อก็โดดลงมาขวางราวกับเทพบุตรจากสรวงสวรรค์ เขาจับเจ้าอสรพิษน่าสะพรึงแล้วเขวี้ยงมันออกไปไกลสุดลูกหูลูกตา

หวังเป่าเล่อมีรัศมีความแข็งแกร่งและเย่อหยิ่ง ราวกับว่ามีเทพเข้ามาสถิตย์อยู่ในร่างของเขา เขาอุ้มหญิงสาวผู้กำลังตื่นเต้นและหนีบตู้หมินไว้ใต้แขน ไม่พูดพร่ำทำเพลง ชายหนุ่มออกตัววิ่งกลับไปหาฝูงชน

ทว่าอสรพิษเหล่านั้นมีจำนวนมากเกินไป ในระหว่างที่วิ่งกลับนั้น หวังเป่าเล่อถูกงูกัดก้นไปหลายแผล หน้าเขาเปลี่ยนเป็นสีดำเมื่อเขากลับมาถึง แต่ถึงกระนั้นเขาก็กัดฟันทน จนเมื่อเขาส่งหญิงสาวทั้งสองถึงที่ปลอดภัย เขาจึงทรุดตัวล้มลงด้วยความอ่อนแรง

ข้านี่มันโง่จริงๆ...เจ็บตูดชะมัดเลย การเป็นลูกผู้ชายนี่มันช่างยากแท้ๆ หวังเป่าเล่อนึกเสียดายอยู่ในใจ เขามองไปเห็นตู้หมินที่กำลังมองเขาอยู่เช่นกัน นางดูเหมือนตกอยู่ในภวังค์ ทางด้านหญิงสาวจิ้มลิ้มนั้น ดวงตาของนางฉายแววขอบคุณบวกกับความรู้สึกประหลาดบางอย่าง ผู้คนโดยรอบมองหวังเป่าเล่อราวกับเขาเป็นผี แม้ว่าหนังตาของหวังเป่าเล่อจะหนักอึ้ง เขาก็อดรู้สึกภูมิใจในตนเองไม่ได้

เมื่อบาดแผลตรงก้นของเขาเริ่มรู้สึกชา หวังเป่าเล่อหันไปจับมือตู้หมิน

“ตู้หมิน ข้าช่วยชีวิตเจ้าไว้นะ แต่ตอนนี้ตูดข้าชาไปหมด ข้าเคยได้ยินว่าคนโดนงูพิษกัดจะรอดตายได้ถ้าดูดพิษออกทันเวลา ช่วยข้าหน...” หวังเป่าเล่อสลบไปก่อนที่จะพูดจบ จังหวะที่เขาจะล้มตัวลง หวังเป่าเล่อเห็นว่าเขากำลังจะล้มลงใส่หน้าอกของตู้หมิน เขาจึงขืนตัวไว้ และล้มไปใส่หน้าอกหญิงสาวหน้าตาจิ้มลิ้มแทน

เหล่าศิษย์ทำหน้าเอือมระอา ตู้หมินเองก็ชักสีหน้าเมื่อเห็นว่าหวังเป่าเล่อยังคงมีหน้าตาลามกแม้ว่าจะหมดสติไปแล้ว

ขณะเดียวกันนั้น ในเขตปกครองของสหพันธรัฐ ห่างไกลออกไปจากป่าฝนบ่อเมฆ เรือบินสีแดงกำลังเดินทางไปถึงสำนักศึกษาเต๋าศักดิ์สิทธิ์ ในห้องฝึกตนบนเรือบิน ศิษย์นับร้อยกำลังหลับไหลอย่างสบายอารมณ์ หนึ่งในนั้นคือหวังเป่าเล่อ ดูเหมือนว่าเขากำลังฝันดีทีเดียว สังเกตได้จากรอยยิ้มที่มุมปาก คอเขาเอียงกะเท่เร่ไปข้างๆ

ในห้องโถงหลักของเรือบิน อาจารย์ทุกคน รวมถึงชายชราด้วย กำลังจดจ้องไปที่จอผลึกใสที่ลอยอยู่ตรงหน้าตาไม่กะพริบ

ในจอนั้นแสดงภาพหวังเป่าเล่อที่สลบไสลไม่ได้สติหลังจากเพิ่งช่วยชีวิตตู้หมินในป่าฝนบ่อเมฆ

“เจ้าอ้วนนี่ชื่ออะไรนะ”

“ถึงพวกเขาจะอยู่ในจิตประสานมายาก็เถอะ มันเหมือนจริงมากเลยนะ สิ่งที่เขาทำแสดงให้เห็นถึงลักษณะนิสัยที่แท้จริงของเขาแน่นอน!”

“ความกล้าหาญและปราศจากความกลัวเมื่อภัยมาเยือนเพื่อนร่วมชั้นเช่นนี้เป็นคุณสมบัติของกล้าไม้ชั้นดี จะปรากฏขึ้นต้นหนึ่งในรอบหลายร้อยปีเท่านั้น! เขาเป็นศิษย์ชั้นยอดที่สำนักศึกษาเต๋าศักดิ์สิทธิ์ของเราต้องการ!”

อาจารย์คนแล้วคนเล่าพากันชมหวังเป่าเล่อไม่ขาดปาก อาจารย์บางคนถึงขนาดจะไปพูดคุยกับเขาเป็นการส่วนตัวเพื่อชักชวนเขาเข้าสาขาวิชาของตนเองให้ได้เลยทีเดียว

แม้กระทั่งชายชรา หรือเจ้าสำนักของสำนักศึกษาเต๋าศักดิ์สิทธิ์ ก็ยังคงทึ่งไม่น้อย แต่เขายั้งใจตัวเองไว้เพราะเขารู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล

นี่ข้ามองเจ้านี่ผิดไปจริงๆ รึนี่ ขณะที่เขาถามตัวเอง เขาก็ดึงเอาเอกสารของหวังเป่าเล่อออกมาจากบันทึกเอกสารศิษย์และเริ่มอ่าน

หนึ่งฝ่ามือสยบโลกา: Chapter 002 ตอนที่ 2