หนึ่งฝ่ามือสยบโลกา: Chapter 005 ตอนที่ 5
บทที่ 5 ศิษย์คัดเลือกพิเศษ
สำนักศึกษาเต๋าศักดิ์สิทธิ์มีขนาดกว้างใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกาะมหาปราชญ์ชั้นรองที่นอกจากจะงดงามเป็นอย่างยิ่งแล้ว เกาะนี้ยังสามารถจุคนได้ร่วมแสน ทางตอนใต้ของเกาะมีเรือบินบอลลูนอากาศร้อนหลายสิบลำจอดพักอยู่ที่ท่าอากาศยาน
บริเวณนั้นเต็มไปด้วยศิษย์ผู้อยากรู้อยากเห็นและสดชื่นแจ่มใสจำนวนนับไม่ถ้วน ส่วนมากกำลังลงจากเรือบินพร้อมกับกระเป๋าเดินทาง แม้ว่าจะเสียงดังไปสักหน่อย แต่ล้วนเป็นเสียงหัวเราะด้วยความอิ่มเอมใจ
ศิษย์เหล่านี้เดินทางมาจากท้องที่ต่างๆ จากทั่วทั้งสหพันธรัฐ พวกเขาเป็นศิษย์ใหม่ที่เพิ่งได้รับเลือกให้เข้าร่วมสำนักศึกษาเต๋าแห่งนี้
บนดาดฟ้าเรือบิน หวังเป่าเล่อและผองเพื่อน ที่เพิ่งเดินทางมาจากเมืองปักษาเพลิง กำลังขนกระเป๋าลงอยู่ ทุกคนพากันจ้องมองเมฆขาวบนท้องฟ้าและยอดภูเขาสูงลิ่วของสาขาวิชาต่างๆ จากระยะไกลอย่างตื่นเต้น ทุกคนรู้สึกสดใสและเต็มเปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก
อย่างไรก็ตาม กลับกันกับความสดใสของผู้เยาว์ทั้งหลาย ชายชราและเหล่าคณาจารย์เดินออกมาจากห้องโถงกลางด้วยสีหน้าแปลกแปร่ง พวกเขารู้จักศิษย์ใหม่ที่เพิ่งเดินทางมาจากนครปักษาเพลิงเป็นอย่างดี
พวกเขารู้จักหวังเป่าเล่อดีมากเป็นพิเศษ บางคนถึงกับต้องลอบมองเขาอีกสองสามครั้ง
ด้วยความเป็นคนที่อ่านสีหน้าท่าทางและคำพูดของคนได้ดี หวังเป่าเล่อสังเกตเห็นสายตาที่แอบจ้องมอง แม้ว่าเขาจะอยู่ท่ามกลางกลุ่มเพื่อน เขาก็ยังอดเป็นห่วงคะแนนสอบไม่ได้ ด้วยเหตุนี้ เขาจึงพยายามจะแอบมองดูพวกอาจารย์อยู่เสมอ ตอนนั้นเองที่เขารู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล
ทำไมเขาถึงมองข้าแบบนั้นกันนะ หรือว่าคะแนนของข้ามันสูงเสียจนไม่น่าเชื่อ ฮะฮ่า ต้องใช่แน่ๆ หวังเป่าเล่อรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที อย่างไรก็ดีในความตื่นเต้นก็ยังมีความอยากรู้อยากเห็นซ่อนอยู่ เหตุเพราะว่าในหมู่อาจารย์มีชายไว้เคราแพะผู้ซึ่งเมื่อมองมาที่หวังเป่าเล่อ ในสายตาของเขาดูเจ็บแค้นและเสียใจเสียเต็มประดา
เกิดอะไรขึ้นกันนะ หวังเป่าเล่อนึกสงสัย เขาคิดว่าชายไว้เคราแพะต้องมีปัญหาอะไรกับเขาแน่ๆ แต่ไม่ทันที่เขาจะมีโอกาสคิดไตร่ตรองให้ถี่ถ้วน เหล่าอาจารย์ทั้งหมด รวมถึงอาจารย์เคราแพะ ก็เดินตรงเข้ามาหากลุ่มของเขาเสียก่อน
เมื่อพวกอาจารย์เข้ามาใกล้ อาจารย์คนหนึ่งก้าวออกมาข้างหน้าและเรียกศิษย์หนุ่มในอาภรณ์แดง “เฉินเจ่อเหิง ตามข้ามา ข้าจะพาเจ้าไปที่โต๊ะลงทะเบียน”
เฉินเจ่อเหิงหยุดคิดอยู่ชั่วขณะ ก่อนจะพยักหน้าและเดินตามครูไป พวกเขาพูดคุยกันไปพลาง อาจารย์ดูเหมือนว่ากำลังให้คำแนะนำเขาอย่างกระตือรือร้นทีเดียว
เมื่อหวังเป่าเล่อเห็นดังนั้น นัยน์ตาเขาเป็นประกาย เขาเริ่มหายใจถี่ขึ้น เขาเดาว่านี่คือช่วงเวลาที่ผลการสอบจะเป็นที่ประจักษ์แล้ว
หัวใจเขาเต้นแรงด้วยความคาดหวัง เขายืดอกขึ้นด้วยความกลัวอาจารย์จะมองข้าม
“สวีหลิวซาน ตามข้ามา”
“หลิวต้าวปิน ก้าวออกมา”
เหล่าอาจารย์ขานนามไปเรื่อยๆ ศิษย์ที่ถูกเรียกชื่อเดินตามออกไปทีละคน
ทุกเริ่มประหม่าและกังวลเพราะพวกเขารู้ว่าคนที่ถูกขานชื่อไปก่อนล้วนเป็นคนที่ทำคะแนนได้ดีในการสอบ ผู้ที่เอาชนะใจอาจารย์ได้ถูกเลือกตัวไปก่อนเพื่อน อาจารย์ประจำสาขาวิชาคงพิจารณามอบข้อเสนอพิเศษให้
หวังเป่าเล่อไม่กังวลแม้แต่น้อย แม้ว่าเขาจะยังไม่ได้ยินชื่อตนเอง แต่เขามั่นใจในคะแนนสอบเป็นอย่างยิ่ง เขาเชื่อว่าศิษย์ที่มีคะแนนสูงจะต้องได้รับการขานชื่อเป็นคนท้ายๆ หวังเป่าเล่อแทบรอไม่ไหวที่จะได้พบอาจารย์ผู้ที่จะบ่มเพาะและชี้นำเขา
ถ้าอาจารย์ทุกคนต้องการตัวข้าพร้อมกันจะทำยังไงดีนะ ตัดสินใจยากจริง ข้าจะเลือกอย่างไรดี หวังเป่าเล่อครุ่นคิดอย่างเปี่ยมสุขพลางเงยหน้าขึ้นพร้อมยืดอก แต่หลังจากยืนรอมาทั้งวัน จนแม้กระทั่งตู้หมินก็ถูกเรียกตัวไปแล้ว เขาก็ยังไม่ถูกเรียก จากศิษย์ใหม่หลายร้อยตอนนี้เหลืออยู่เพียงร้อยละแปดสิบเท่านั้น หวังเป่าเล่อรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย
ไม่นะ...หวังเป่าเล่อยกมือขึ้นปาดเหงื่อที่หน้าผาก เขาร้อนรนจนแทนจะยืนไม่อยู่เฉยๆ ไม่ได้
เหล่าคณาจารย์ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาขานชื่อศิษย์ไปคนแล้วคนเล่าจนกระทั่งแทบจะไม่เหลือใคร พวกอาจารย์ก็ไปกันเกือบหมดแล้ว ชายชราเองหลังจากมองมาที่หวังเป่าเล่อปราดหนึ่งก็เดินจากไป อาจารย์คนเดียวที่เหลือคืออาจารย์เคราแพะหน้าตาบอกบุญไม่รับ หวังเป่าเล่อเห็นดังนั้นก็เริ่มกังวล
ขณะนั้นเอง หน้าอกที่รูปร่างพิกลของอาจารย์เคราแพะขยับขึ้นลงสองสามครั้ง เขามีสีหน้าราวกับเพิ่งถูกบังคับให้ทำเรื่องที่ไม่เต็มใจ ราวกับว่าเขาไม่เหลือหนทางให้เลือกเดินแล้ว เขาตะโกนว่า
“หวังเป่าเล่อ ยังไม่มานี่อีก!”
เมื่อกัดฟันพูดจบ อาจารย์เคราแพะก็หันหลังเดินจ้ำไปทางเรือบินทันที
หวังเป่าเล่อลิงโลดอยู่ในใจ เสียงขานชื่อของอาจารย์นั้นสำหรับเขาช่างไพเราะราวกับเสียงสวรรค์ เขามองข้ามสีหน้าท่าทางของอาจารย์ไปหมดสิ้นแล้ววิ่งตามไปอย่างเร่งรีบและเชื่อฟัง หากอาจารย์มีกระเป๋าเดินทางมาด้วย หวังเป่าเล่อคงไม่รีรอที่จะช่วยยก
เมื่อพวกเขาเดินออกไป ศิษย์ที่เหลือเดินขึ้นเรือบินอีกลำ ศิษย์ที่ไม่มีอะไรพิเศษเหล่านี้จะเลือกสาขาวิชาของตนเองในวันถัดมา
อาจารย์เคราแพะเดินจ้ำพรวดไปบนท่าอากาศยานของเกาะมหาปราชญ์ชั้นรองด้วยใบหน้าน่ากลัว เรือบินลำจิ๋วจอดอยู่ตรงหน้าเขา เหล่าศิษย์ประจำสาขาวิชายืนเรียงแถวรออยู่ใกล้ๆ กัน พวกเขาสวมเครื่องแบบสำนักสีน้ำเงิน ต่างคนต่างยืนรออย่างใจจ่อใจจ่อ เมื่อใดก็ตามที่มีสาวสวยเดินผ่าน พวกเขาจะรีบรุดเข้าไปแนะนำตัวและเสนอตัวช่วยเหลือทันที แต่เมื่ออาจารย์เคราแพะเดินมาใกล้ พวกเขากุลีกุจอทำความเคารพอย่างรวดเร็ว
“อาจารย์ โปรดเดินช้าลงหน่อยขอรับ ท่านมาจากสาขาวิชาใดหรือ” หวังเป่าเล่อพูดเสียงแตกพร่าด้วยความเหนื่อยหอบจากด้านหลังอาจารย์เคราแพะ อาจารย์เป็นผู้ชำนาญการฝึกปราณจึงเดินอย่างว่องไว หวังเป่าเล่อผู้ที่ยังไม่ได้เริ่มการฝึกเคล็ดวิชาฝึกตนโบราณแต่อย่างใดจึงเดินตามแทบไม่ทัน
อาจารย์เคราแพะกลัดกลุ้มเป็นที่สุด เขาหยิบเอาจี้ห้อยคอหยกสีม่วงออกมา โยนไปทางหวังเป่าเล่อก่อนจะพ่นลมหายใจออกมาแล้วกล่าวว่า “เจ้าไปรายงานตัวที่สาขาอาวุธเวทด้วยตัวเอง ข้ามีธุระต้องไปจัดการก่อน”
ยังไม่ทันขาดคำ อาจารย์ก้าวขึ้นเรือบินขนาดเล็กแล้วขับออกไปอย่างเร่งรีบ
หวังเป่าเล่อเมื่อได้รับจี้ห้อยคอหยกมาก็รู้สึกเศร้าใจเป็นอย่างยิ่ง เขารู้สึกได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติจากวิธีที่อาจารย์ปฏิบัติกับเขา
ข้าแสดงดีเกินไปจนพวกเขาจับได้หรืออย่างไรนะ ว่าแต่สาขาอาวุธเวทมันคืออะไรกันเล่าเนี่ย หวังเป่าเล่อเคาะหัวตัวเองและยืนกำจี้หยกอยู่อย่างนั้น เขารู้สึกวุ่นวายใจ เขาวาดฝันถึงการหยิบขนมถุงออกมาเคี้ยวกินแก้เครียด
หวังเป่าเล่อคิดว่าอาจารย์เคราแพะช่างพึ่งพาไม่ได้เอาเสียเลย ช่วยไม่ได้ เขาคงต้องไปหาคำตอบให้เรื่องนี้ด้วยตัวเอง วันนี้เป็นวันลงทะเบียน เกาะมหาปราชญ์ชั้นรองในสำนักศึกษาเต๋าศักดิ์สิทธิ์จึงคลาคล่ำไปด้วยผู้คน บริเวณท่าอากาศยานมีผู้คนมากมาย ไอร้อนจากร่างกายผู้คนทำให้วันที่ร้อนอยู่แล้วร้อนขึ้นไปอีก
แม้จะมีสายลมโชยมาจากทะเลสาบ แต่ก็เป็นสายลมที่ร้อนจี๋ หวังเป่าเล่อยืนเหงื่อแตกอยู่ เมื่อสายตาเขาไปสบเข้ากับร้านค้าแผงลอยที่ขายน้ำเย็นอยู่ไกลๆ ป้ายประกาศเขียนว่า ‘น้ำเย็นหล่อวิญญาณ’ แม้ว่าราคาน้ำจะแพงลิบ แต่หวังเป่าเล่อไม่ชอบขัดใจตนเอง เขาวิ่งไปซื้อน้ำมาสองสามขวดแล้วใส่ไว้ในกระเป๋าเดินทาง
เขาเริ่มดื่มน้ำเย็นหล่อวิญญาณที่เย็นเยียบพร้อมกับมองกราดไปรอบตัว เขามองไปที่ท่าอากาศยานที่คึกคักและเห็นคนจำนวนมากกำลังใช้โทรศัพท์ถ่ายทอดสดการลงทะเบียนเรียน บ้างก็ขอของขวัญจากผู้ชมทางบ้าน
หวังเป่าเล่อใช้เวลาไม่มากนักในการถามหาข้อมูล เขาเริ่มเห็นภาพว่าสาขาอาวุธเวทคืออะไรและอดตื่นเต้นไม่ได้ เขาขึ้นบนเรือบินเพื่อมุ่งหน้าไปที่ยอดเขาอาวุธเวท
บนยอดเขาอาวุธเวทก็มีผู้คนมากมายเช่นกัน บ้างก็มาเพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับสาขาวิชา บ้างก็ตัดสินใจแล้วและกำลังลงทะเบียนอยู่
นอกจากนั้นยังมีอาสาสมัครจำนวนหนึ่ง ศิษย์อาสาเหล่านี้เป็นศิษย์ปีสูงขึ้นไปของสาขาอาวุธเวท หน้าที่ของพวกเขาคือต้อนรับศิษย์ใหม่ เหล่าอาสาสมัครพาผู้มาใหม่เดินชมรอบบริเวณสาขา มองไปทางใดก็เห็นแต่ศีรษะของผู้คนผลุบโผล่กว้างไกลไปจนสุดลูกหูลูกหา เป็นภาพที่คึกคักมากทีเดียว
ขณะที่ฝูงชนกำลังเคลื่อนไปข้างหน้า หวังเป่าเล่อได้ยินรุ่นพี่สาวหน้ารูปไข่นางหนึ่งประกาศแนะนำสาขาอย่างจริงจังแม้จะประหม่า สิ่งที่นางพูดตรงกับสิ่งที่เขาได้ยินมาเกี่ยวกับสาขาอาวุธเวท เขาคิดว่าที่นี่เป็นสาขาวิชาที่น่าประทับใจทีเดียว
“สาขาวิชาอาวุธเวทดูเผินๆ อาจจะเหมือนว่ามุ่งเน้นเรื่องการหลอมวัตถุเวทเพียงเท่านั้น นั่นไม่ใช่ความจริง เป้าหมายของเราคือการยกระดับของทุกสิ่งในโลกให้กลายเป็นสมบัติ!”
“สาขาวิชาอาวุธเวทของสำนักศึกษาเต๋าศักดิ์สิทธิ์นั้นถือเป็นที่หนึ่งในสหพันธรัฐ พวกเรามีความเชี่ยวชาญทุกด้านตั้งแต่วัตถุเวทและอาวุธเวท แม้กระทั่งวัตถุเวทสำหรับชีวิตประจำวันที่ใช้โดยคนทั่วไป ศิษย์ทุกคนที่จบการศึกษาจากที่นี่เป็นที่ต้องการตัวอย่างมาก” สุ้มเสียงที่กระตือรือร้นของนางแสดงถึงความภาคภูมิใจในสาขาวิชา
“เมื่อตอนที่พวกเจ้าเดินทางอยู่บนฟ้า พวกเจ้าอาจได้เห็นแท่นขนาดมหึมาทั้งสามของยอดเขาอาวุธเวท นั่นคือโถงหลักทั้งสามของเรา ศิษย์ในแต่ละโถงจะศึกษาเรื่องศิลาวิญญาณ อักขราจารึก และแก่นวิญญาณ
“ที่นี่จะแตกต่างจากการศึกษาภาคบังคับในเมืองบ้านเกิดของพวกเจ้า พวกเจ้ามีอิสระในสำนักศึกษาเต๋าศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ ที่นี่ไม่มีหลักสูตรบังคับสำหรับแต่ละสาขา ตั้งแต่ปีแรกจนถึงปีสุดท้าย พวกเจ้าสามารถเข้าร่วมเรียนวิชาใดก็ได้ตามที่ใจปรารถนา ในเวลาว่าง คนส่วนมากฝึกตนด้วยตนเอง แม้ว่าจะมีการสอบทุกปี แต่การสอบนั้นไม่สำคัญเท่าใดนัก มีเพียงการสอบวัดระดับมหาปราชญ์ขั้นสูงเท่านั้นที่สำคัญ
“หากพวกเจ้าไม่สามารถสอบขึ้นเป็นมหาปราชญ์ขั้นสูงได้ภายในห้าปี พวกเจ้าถูกไล่ออกจากสำนักศึกษา”
หวังเป่าเล่อตั้งใจจดจำข้อมูลชิ้นสำคัญนี้เอาไว้เมื่อเขาได้ยินรุ่นพี่พูดเรื่องการสอบวัดระดับ ผู้คนรอบตัวเขาต่างก็ทำแบบเดียวกัน
“อย่างไรก็ดี ข้าไม่อยากให้พวกเจ้ากังวลมากจนเกินไป การสอบวัดระดับสำหรับพวกเจ้าถือว่ายังห่างไกล เอาล่ะ สำหรับผู้ที่สนใจจะเข้าร่วมสาขาวิชาของเรา ให้มาลงทะเบียนตรงนี้” เมื่อรู้ตัวว่าทุกคนกำลังจ้องมองนางอยู่ มัคคุเทศก์สาวก็พลันยิ้มอย่างอายๆ นางหยุดลงข้างกระจกศิลาสูงราวร้อยเมตรที่ตั้งอยู่ริมภูเขา
กระจกศิลานั้นดูเก่าแก่มาก รอบนอกของกระจกปรากฏร่องรอยของกาลเวลามากมาย อักขระโบราณรายล้อมอยู่รอบกรอบของกระจกทำให้ดูน่าเกรงขามเป็นอย่างยิ่ง
“ให้วางบัตรลงทะเบียนลงไปที่นี่ จากนั้นขอให้พวกเจ้าลงเขาไปได้ ทางสำนักงานมหาปราชญ์ชั้นรองจะแจ้งผลการคัดเลือกให้กับพวกเจ้าภายในสามวัน ทุกสาขาวิชาจะประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับคัดเลือกเช่นเดียวกันนี้” รุ่นพี่สาวพูดก่อนยกมือขึ้นปาดเหงื่อ ริมฝีปากของนางแห้งเล็กน้อยจากการพูดอย่างยาวนานและอากาศอันร้อนระอุ นางยืนอยู่ข้างๆ คอยมองดูเหล่าศิษย์ใหม่เดินเข้ามา เมื่อนางมองพวกเขาทำให้นางรู้สึกโหยหาตัวเองในครั้งอดีตเมื่อหนึ่งปีก่อน
อยากรู้จริงว่าจะมีกี่คนที่ได้รับเลือก แต่ก็นั่นล่ะ คงไม่กี่คนหรอก เพราะยังไงก็แล้วแต่ในปีเดียวน่าจะรับได้เพียงสี่พันคนเท่านั้น นางถอนหายใจ หวังเป่าเล่อสังเกตเห็นทันทีว่านางกำลังปาดเหงื่อ เขารีบจ้ำอ้าวไปหา หยิบเอาน้ำเย็นหล่อวิญญาณขวดหนึ่งออกจากกระเป๋าและยื่นให้นาง
“ศิษย์พี่ ลำบากแย่เลยนะขอรับ ข้าอยากจะขอบคุณท่านแทนพวกเราทุกคนที่ช่วยอธิบายอะไรต่อมิอะไรให้ฟังมากมาย ข้าว่าท่านควรจะจิบน้ำสักหน่อยนะ อากาศร้อนเหลือเกิน” หวังเป่าเล่อมีท่าทางและสุ้มเสียงที่จริงใจ นางจ้องเจ้าอ้วนตรงหน้าเขม็ง นางรู้สึกชอบเขาขึ้นมาทันที ความเอาใจใส่ของเขาเป็นคุณสมบัติที่หาได้ยากในบรรดาศิษย์ใหม่
ศิษย์ใหม่คนอื่นพากันมองมา หวังเป่าเล่อไม่ได้เพียงทำดีในฐานะตัวเขาเองเท่านั้น แต่ยังเป็นตัวแทนของพวกศิษย์ใหม่ทุกคนอีกด้วย เพื่อนๆ ศิษย์ใหม่ต่างพากันประทับใจในตัวเขามากเช่นกัน
หวังเป่าเล่อรู้สึกดีกับตัวเองมากๆ ที่น้ำเย็นหล่อวิญญาณขวดเดียวสามารถทำคะแนนให้เขาได้มากขนาดนั้น เขารู้สึกว่าเขาขยับเข้าใกล้ความเป็นขุนนางขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง
เหล่าศิษย์ใหม่ต่างเคลื่อนที่เข้ามาที่กระจกศิลาด้วยความคาดหวัง คนแล้วคนเล่า พวกเขาหยิบป้ายหยกเปล่าออกมาวางกระจกศิลา แสงสว่างวาบออกมาจากป้ายหยก แสดงให้เห็นว่าการประทับเสร็จสมบูรณ์
ศิษย์ใหม่ทุกคนมีป้ายหยกคนละหนึ่งแผ่น เหล่าอาจารย์มอบป้ายหยกให้เมื่อพวกเขามาถึงเกาะมหาปราชญ์ชั้นรอง หวังเป่าเล่อถึงกับอึ้งเมื่อมองเห็นป้ายหยกในมือเพื่อนๆ
นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน ทำไมข้าไม่ได้... หวังเป่าเล่อถามเพื่อนๆ ทันที หลังจากที่ได้รู้ข้อมูลทั้งหมด เขาตระหนักอีกครั้งว่าอาจารย์เคราแพะนั้นพึ่งพาไม่ได้เพียงใด
หลังจากที่ทุกคนได้ประทับป้ายหยกเสร็จ หวังเป่าเล่อนั่งอยู่เป็นคนสุดท้าย มัคคุเทศก์อดไม่ได้ที่จะต้องมองมาและถามด้วยความเป็นห่วงว่า “ศิษย์น้อง เจ้ามีคำถามอะไรหรือเปล่า”
“ป้ายหยกของข้าออกจะต่างกับของคนอื่นอยู่สักหน่อยขอรับ” หวังเป่าเล่อลังเลอยู่ชั่วอึดใจหนึ่ง เขาขยับจี้หยกสีม่วงขึ้นมาแนบหน้าอก เขาค่อยๆ วางจี้ลงบนกระจกศิลา
วินาทีที่จี้หยกสัมผัสกระจกศิลานั้น แสงแรงกล้าสีม่วงส่องสว่างวาบออกมา แม้กระทั่งกระจกศิลายังถูกอาบคลุมไปด้วยแสงนั้น เสียงระเบิดดังสนั่นไปทั่วยอดเขาสาขาอาวุธเวท
แรงกระแทกกระจายออกไปโดยรอบ ศิษย์ที่รายล้อมอยู่รู้สึกเหมือนหัวใจหยุดเต้นไปชั่วขณะ พวกเขาผงะด้วยความตื่นตะลึง
“เกิดอะไรขึ้นกันน่ะ”
“มีอะไรหรือเปล่า”
แม้กระทั่งหวังเป่าเล่อยังตื่นกลัว
ยังไม่จบเพียงแค่นั้น สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นคือระฆังที่ดังก้องไปทั่วยอดเขาสาขาอาวุธเวทพร้อมแสงสว่างที่พุ่งทะยาน เสียงระฆังค่อยๆ ดังขึ้นเรื่อยๆ ราวกับว่าอยากจะประกาศอะไรสักอย่างให้คนในสาขาวิชาอาวุธเวททั้งหมดได้รับรู้!
แกร๊ง! แกร๊ง! แกร๊ง!
ทันใดนั้น ศิษย์ทุกคนบนยอดเขาอาวุธเวท ไม่ว่าจะกำลังเดินขึ้นเขา หรืออยู่ในห้องเรียน หรือกำลังฝึกตนอยู่ในห้องหับต่างๆ ก็เงยหน้าขึ้นมองอย่างพร้อมเพรียง
ข้างๆ กระจกศิลา ศิษย์พี่หน้ารูปไข่รู้สึกหัวใจเต้นแรง นางจ้องเขม็งไปที่ศิลาอย่างไม่เชื่อสายตาตนเอง นางตะโกนออกมาดังลั่นเพราะความตกใจ
“ศิษย์คัดเลือกพิเศษ!”
“ท่านว่าอะไรนะ” หวังเป่าเล่อถามกลับอย่างฉงนใจไม่แพ้กัน