หนึ่งฝ่ามือสยบโลกา: Chapter 003 ตอนที่ 3
บทที่ 3 ไว้ใจข้าได้ สหายร่วมสำนัก!
เมื่อหวังเป่าเล่อตื่นขึ้น เขายังคงอยู่ในจิตประสานมายา เวลาล่วงเลยไปวันหนึ่งเต็มๆ เคราะห์ดีที่พิษของอสรพิษนั้นไม่ได้ร้ายแรงอย่างที่ผู้คนกลัวกัน ต้องขอบคุณเหล่าศิษย์ผู้เชี่ยวชาญการแก้พิษที่ทำให้หวังเป่าเล่ออดทำตามความฝัน
เมื่อหวังเป่าเล่อฟื้นคืนสติ กระต่ายน้อยลูกครึ่งมนุษย์ผู้มีนามว่าโจวเสี่ยวหยา ดูแลเขาเป็นอย่างดี ตู้หมินไม่ทะเลาะกับเขาแล้ววันนี้ ทำให้หวังเป่าเล่อรู้สึกสงบเป็นอย่างยิ่ง เขานึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ช่วยชีวิตที่เขาเพิ่งทำสำเร็จไป เขาคิดว่าพวกอาจารย์ต้องเห็นกันแน่ๆ และเขาต้องได้คะแนนพิเศษเป็นกอบมาเป็นกำแน่นอน
สิ่งเดียวที่หวังเป่าเล่อไม่ชอบใจนักก็คือ ในช่วงที่กลุ่มศิษย์ใหม่กำลังเดินทางในป่าเพื่อค้นหาเพื่อนร่วมชั้นนั้น พฤติกรรมของหลิวต้าวปินเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน อาจเพราะว่าหลิวต้าวปินเองรู้สึกขายหน้ากับสิ่งที่เกิดขึ้น ตอนนี้เขาเลือกที่จะพุ่งเข้าไปแก้ปัญหาอันตรายใดๆ ก็ตามที่จะเกิดขึ้นกับกลุ่มด้วยความรวดเร็ว เหตุนี้เอง หวังเป่าเล่อที่อ่อนแออยู่แล้วยิ่งมีโอกาสทำคะแนนน้อยลง
และที่แย่ที่สุดก็คือ ไม่มีเหตุการณ์ใดที่ดูจะอันตรายเท่าฝูงอสรพิษเกิดขึ้นอีกเลย หวังเป่าเล่อรู้สึกว่าเขากำลังเสียโอกาสจะแสดงความสามารถ สิ่งเดียวที่เขาทำได้ขณะที่นั่งเศร้าสร้อยอยู่ก็คือมองดูหลิวต้าวปินกอบโกยคะแนน
ถ้าเจ้าหลิวต้าวปินยังเก็บคะแนนแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ คะแนนสอบของเขาต้องแซงข้าไปแน่ๆ! หวังเป่าเล่อยิ่งคิดยิ่งกังวล แต่เขาไม่ได้รู้สึกแบบนี้อยู่นานเท่าใดนัก
กลุ่มศิษย์เลือกที่จะหยุดพักแรมที่ทางแคบระหว่างหินผาสูงชัน หรือที่รู้จักกันในนามช่องเขาเส้นขอบฟ้า ในกลางดึกของคืนที่สอง พวกเขาได้ยินเสียงเห่าหอนของฝูงหมาป่า
เสียงเห่าหอนดังสนั่นราวกับจะทะลวงหินผาได้ก็ไม่ปาน เสียงดังกังวานแทรกเข้าไปในแก้วหูของทุกสรรพชีวิตในบริเวณ เหล่าศิษย์พากันสะดุ้งตื่นและหันไปมองอย่างตื่นตกใจ นัยน์ตาสีแดงก่ำนับไม่ถ้วนปรากฏอยู่กลางป่ารกชัฏ
หมาป่าหิวโหยจำนวนมหาศาลล้อมกรอบพวกเขาไว้เป็นครึ่งวงกลม บ้างก็วิ่งวนอยู่บนพื้น บ้างกระโจนขึ้นไปบนต้นไม้ สัตว์ร้ายแววตากระหายเลือดส่งเสียงเห่าหอนไม่หยุด ช่างน่าพรั่นพรึงเสียนี่กระไร!
สถานการณ์นี้ดูจะบีบให้หลิวต้าวปินและพรรคพวกมีท่าทีที่เปลี่ยนไป ตอนนี้ทุกคนเหงื่อกาฬแตกและขนหัวลุกไปหมด
“วิ่งหนีเร็ว! ฝูงหมาป่ากำลังมุ่งหน้ามาทางนี้!”
“พวกนี้มันฝูงหมาป่าโลกันตร์!”
ภายหลังเหตุการณ์กับฝูงอสรพิษ ดูเหมือนว่าตู้หมินจะเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาก นางตะโกนบอกให้ทุกคนเข้าไปหลบในช่องเขาเส้นขอบฟ้า ขณะที่ตัวนางเองพยายามหาจุดยุทธศาสตร์ที่จะหลบหนีพวกหมาป่าได้อย่างเด็ดขาดและทันท่วงที
ด้านหลิวต้าวปินลังเลใจอยู่ขณะหนึ่งก่อนที่จะกัดฟันสู้ เขาไม่ได้ถอยหลังหนีทันทีเมื่อพบกับฝูงหมาป่า แต่ว่าเขากลับเรียกให้เพื่อนๆ มาช่วยต่อสู้เพื่อซื้อเวลา
กระต่ายน้อยช่วยหวังเป่าเล่อลุกขึ้นอย่างยากเย็น แม้ว่าตัวจะสั่นเทา นางก็สามารถลากหวังเป่าเล่อเข้าไปที่ช่องเขาเส้นขอบฟ้าเพื่อไปรวมกับทุกคนได้สำเร็จ อย่างไรก็ดี นาทีนั้น จิตใจของหวังเป่าเล่อเต็มไปด้วยความวิตกกังวล
เขาคิดว่าคงไม่เป็นไรหากจะยอมเสียแต้มให้หลิวต้าวปินไปบ้าง แต่ตอนนี้โอกาสทองมาอยู่ตรงหน้าแล้ว เขาจะยอมให้เจ้าหลิวต้าวปินมาชุบมือเปิดได้อย่างไรกัน ไฟในตาของเขาลุกโชนขึ้นทันที พละกำลังของเขากลับมา เขาหยุดเดินแล้วร้องตะโกน
“เสี่ยวหยา เจ้าล่วงหน้าไปก่อนนะ!”
ไม่ทันขาดคำ หวังเป่าเล่อก็พุ่งตัวออกไปทางหลิวต้าวปินอย่างรวดเร็ว เขาคว้าตัวหลิวต้าวปินที่งงเป็นไก่ตาแตก แล้วเหวี่ยงเขาเข้าไปที่ช่องเขาเส้นขอบฟ้าพร้อมกับตะโกนสุดเสียง “พี่ชาย ท่านถอยไปก่อนเลย ข้ามาแล้ว!”
หลิวต้าวปินสับสนงุนงงเป็นที่สุด ก่อนที่เขาจะทันทำอะไรต่อ หวังเป่าเล่อก็พุ่งเข้าไปใส่ฝูงหมาป่าเสียแล้ว
“ทุกคนรีบหนีไปเร็วเข้า ข้าจะปกป้องพวกเจ้าเอง!” วินาทีนั้น หวังเป่าเล่อแผ่รัศมีแห่งความถูกต้องและน่าเลื่อมใสออกมารอบตัวอีกครั้ง กระต่ายน้อยที่มองดูอยู่ห่างๆ รู้สึกหัวใจเต้นแรงเมื่อนางมองไปทางหวังเป่าเล่อ
มีศิษย์ชายหลายคนที่ได้ล่าถอยกลับไปยังช่องเขาเส้นขอบฟ้าแล้ว แต่เพราะความเด็ดเดี่ยวของหวังเป่าเล่อ พวกเขารู้สึกถึงพลังที่หลั่งล้นในร่าง จึงตัดสินใจหันหลังกลับไปช่วย แต่ก่อนที่จะได้ลงมือช่วยจริงๆ หวังเป่าเล่อที่เลือดเข้าตาก็เตะพวกเขากระเด็นกลับมา
หวังเป่าเล่อ ผู้ตอนนี้เป็นดั่งวีรบุรุษผู้ผดุงความยุติธรรมหันหลังมาตะโกน
“พวกเจ้าหนีไปก่อน!”
หวังเป่าเล่อระแวงเป็นอย่างมาก เพราะเขากลัวจะมีใครทำคะแนนแซงหน้าเขาไปได้!
ในใจเขาคิดว่า แม้ฝูงหมาป่าจะดูโหดร้ายสักเพียงใด เขาก็น่าจะทำคะแนนจากพวกมันได้มากโข
เหล่าศิษย์ที่ถูกเตะกระเด็นกลับมาต่างรู้สึกถึงชีพจรที่เต้นถี่ นัยน์ตาพวกเขาเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกสำนึกบุญคุณ ทุกคนรู้สึกฮึกเหิมเมื่อเห็นความกล้าหาญ ความแข็งแรง และปณิธานอันยิ่งใหญ่เกินตัวของหวังเป่าเล่อ พวกเขาทุกคนจึงวิ่งโร่เข้ามาเพื่อหวังจะช่วยอีกครา
หวังเป่าเล่อที่ตอนนี้กลุ้มใจจนถึงขีดสุดต้องหันกลับไปผลักทุกคนกลับเข้าไปในช่องเขาเส้นขอบฟ้า และเพราะกลัวว่าเพื่อนๆ จะกลับมาอีกหนเขาจึงกัดฟัน เอามือทั้งสองจับผนังหินสองข้าง ใช้ตัวเองเป็นโล่มนุษย์ปิดทางออกไว้
เขาตะโกนเสียงดังอย่างเคร่งเครียด “ข้าถูกพิษงูไปแล้ว ไม่มีทางรอดจากที่นี่ไปได้หรอก ไม่ต้องห่วงข้า ทุกคนรีบหนีไป เร็วเข้า!”
คำพูดทุกคนของหวังเป่าเล่อเต็มเปี่ยมด้วยอารมณ์อันเอ่อท้น ทุกคนที่ได้ยินก็หันหลังวิ่งไปพร้อมๆ กับที่สะอื้นจนตัวโยน วินาทีเดียวกันนั้นเอง ฝูงหมาป่าเร่งฝีเท้าขึ้น พวกมันพุ่งเข้ามารุมทางออกพลางส่งเสียงขู่คำรามอย่างดุร้าย พวกมันกระโดดใส่หวังเป่าเล่ออย่างบ้าคลั่ง
เหตุการณ์นี้สะเทือนใจศิษย์ทุกคนในช่องเขาเส้นขอบฟ้าเป็นอย่างยิ่ง
“หวังเป่าเล่อ รีบถอยมาเร็วเข้า!”
“บ้าเอ๊ย นี่เขากำลังเอาเลือดเนื้อเข้าแลกกับพวกหมาป่าเพื่อไม่ให้เป็นภาระของพวกเรานะ!” กระต่ายน้อย ตู้หมิน และทุกคนในช่องเขาเส้นขอบฟ้ารู้สึกตื้นตัน สำหรับพวกเขาแล้วร่างกายและใบหน้าอ้วนกลมของหวังเป่าเล่อดูราวกับเป็นภูเขาสูงที่สง่างาม เป็นภาพที่จะติดตาพวกเขาไปจวบจนกัลปาวสาน
หลิวต้าวปินเองก็ซาบซึ้งไม่แพ้กัน เขาหายใจหอบ ความรู้สึกเกลียดชังหวังเป่าเล่อมลายหายไปจนสิ้น ความรู้สึกเดียวที่เหลืออยู่ตอนนี้คือความตกตะลึง
ภาพหวังเป่าเล่อยกแขนปิดทางและใช้ร่างกายเป็นโล่ห์นั้นดูราวกับว่าเขากำลังแบกรับท้องฟ้าที่กำลังถล่มอยู่ก็ไม่ปาน!
หวังเป่าเล่อเองก็ซาบซึ้งกับการกระทำของตัวเอง หากเขาเป็นอาจารย์ที่ดูอยู่เขาเองก็คงต้องรู้สึกตื้นตันใจเป็นที่สุด แต่ว่าเพื่อจะทำคะแนนให้มากขึ้นไปอีก หวังเป่าเล่อแอบคิดหาทางที่จะพูดประจบประแจงสำนักวิชา เขาเอ่ยอย่างหนักแน่นว่า “การได้รับเลือกให้เข้าเรียนในสำนักศึกษาเต๋าศักดิ์สิทธิ์เป็นเกียรติอันใหญ่ยิ่ง แม้ว่าข้าจะต้องสูญเสียชีวิต ข้าก็จะอยู่และตายในฐานะศิษย์ของสำนักศึกษาเต๋าศักดิ์สิทธิ์!”
หวังเป่าเล่อรู้สึกพึงพอใจ เขาถูกใจคำพูดทุกคำของตัวเองเป็นอย่างยิ่ง พวกอาจารย์ที่ได้ยินจะต้องซาบซึ้งและเชื่อการแสดงของเขาอย่างสนิทใจแน่นอน!
อย่างไรเสีย ความภูมิใจในตัวเองนั้นคงอยู่ได้ไม่นาน เพราะว่าหวังเป่าเล่อ ผู้ซึ่งสนใจแต่การทำคะแนน ลืมข้อเท็จจริงไปอย่างหนึ่ง นั่นก็คือ…เขารู้สึกเจ็บ!
แม้ว่าทั้งหมดจะเป็นเพียงภาพหลอน แต่ความเจ็บปวดนั้นจริงแท้แน่นอน เมื่อหมาป่าตัดสินใจที่จะพุ่งเข้ามาและฝังเขี้ยวลงไปกลางหลังเขานั้น หวังเป่าเล่อดูราวกับว่าจะจมหายเข้าไปกองหมาป่านับโหลต่อหน้าต่อตาเพื่อนๆ
เจ็บชะมัด! ร่างของหวังเป่าเล่อสั่นเทาและลมหายใจเขาก็หนักหน่วงขึ้น สิ่งเดียวที่เขาเห็นตอนนี้คือคมเขี้ยวของหมาป่า เขาได้กลิ่นเลือดโชยมาจากปากพวกมัน ความเจ็บปวดทุกข์ทรมานที่เขารู้สึกเมื่อเขี้ยวแหลมยาวนั้นฝังลงไปในเนื้อแทบจะทำให้เขาลืมไปว่าเขาอยู่ในนิมิตมายา
ถึงกระนั้น หวังเป่าเล่อยังคงมุ่งมั่นและไม่มีทีท่าว่าจะถอยแม้แต่น้อย!
ร่างกายของเขาเปียกชุ่มไปด้วยบาดแผลและเลือด กระดูกสีขาวโผล่แซมออกมาในบางจุด หูเขาได้ยินเพียงเสียงฉีกกระชากเนื้อสลับกับเสียงเห่าหอนของหมาป่าที่ผสมปนเปกัน ฟังดูราวกับเสียงระฆังมรณะ สติเขาเริ่มหลุดลอย ท่ามกลางความเจ็บปวดอันเกินจะทานทนนี้ หวังเป่าเล่อแสดงคุณสมบัติอันหนึ่งของเขาที่กลบข้อด้อยใดๆ ทั้งหมดไปสิ้น
สิ่งนั้นก็คือ...ความมุ่งมั่น!
โอกาสที่ทำคะแนนแบบได้มากโขแบบนี้มีไม่มาก ข้าจะปล่อยให้มันเสียเปล่าไม่ได้ ข้าจะโกยคะแนนพิเศษจากที่นี่ให้คะแนนเกินร้อยในทีเดียวไปเลย! หวังเป่าเล่อคำรามอยู่ในใจ แม้เขาจะอยากอดทนต่ออีกสักหน่อย เขาเห็นร่างสีแดงที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงจนน่าตกใจผ่านเหล่าศิษย์ที่กำลังร่ำไห้
ร่างสีแดงนั้นเป็นศิษย์ผมสั้นอายุราว 18 ปี เขาดูหล่อเหลา แต่นัยน์ตาและท่าทางของเขาดูเย็นชา ชุดสีแดงก่ำที่เขาสวมอยู่ช่วยให้เขาต่อสู้ได้สะดวกขึ้น เขามีคันธนูลำยาวพาดอยู่บ่นบ่า ขณะที่ตัวเขาเองเคลื่อนไหวอย่างปราดเปรียวราวกับลิงป่า เมื่อเข้าระยะ เขาขึ้นลำธนูแล้วยิงลูกศรเป็นกำออกไปพร้อมๆ กัน
เขายิงลูกศรออกไปเก้าดอกแบบเร็วจนแทบมองไม่ทัน!
ลูกศรพุ่งลิ่วแหวกอากาศผ่านฝูงชนไปอย่างรวดเร็ว พุ่งผ่านช่องเขาเส้นขอบฟ้า ดอกหนึ่งข้ามศีรษะหวังเป่าเล่อ ดอกหนึ่งลอดหว่างขา และอีกจำนวนมากที่ผ่านแขนขาเขาไปอย่างฉิวเฉียด หมาป่าเก้าตัวที่ถูกลูกศรเข้าร้องคำรามอย่างเจ็บปวด
ไม่มีดอกไหนพลาดเป้าสักดอกเดียว พละกำลังมหาศารในลูกดอกเหล่านั้นกระแทกจนพวกหมาป่ากระเด็นไปไกล!
เหตุการณ์พลิกผันนี้ทำให้พวกศิษย์นิ่งงัน กระทั่งหวังเป่าเล่อก็ยังตกใจ ลูกศรเก้าดอกนั้นผ่านเขาอย่างฉิวเฉียดจนตัวเขาเองรู้สึกกลัว
ก่อนที่หวังเป่าเล่อจะได้ทำอะไร ศิษย์หนุ่มในอาภรณ์แดงคนนั้นเคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้น ดูราวกับว่ากำลังวังชาของเขาจู่ๆ ก็เพิ่มขึ้น เขาตามกลุ่มลูกศรแรกมาติดๆ ผ่านช่องเขาเส้นขอบฟ้า กระโดดข้ามหัวหวังเป่าเล่อ แล้วยิงศรออกไปอีกเก้าดอก!
เสียงของมีคมบาดเนื้อที่ตามด้วยเสียงคำรามอย่างเจ็บปวดของหมาป่าทั้งเก้าส่งผลให้หมาป่าตัวอื่นตื่นกลัว พวกมันล่าถอยไปโดยสัญชาตญาณ ศิษย์หนุ่มในอาภรณ์แดงฉวยโอกาสนี้กระโดดลงมาที่พื้นและอุ้มหวังเป่าเล่อถอยเข้าช่องแคบมาอย่างรวดเร็ว
“พี่ชาย ปล่อยข้าลงเถอะ ข้ายังไหว!”
ศิษย์หนุ่มอาภรณ์แดงรู้สึกสะเทือนใจกับคำพูดของหวังเป่าเล่อเป็นอย่างยิ่ง แม้ว่าเขาจะเป็นคนที่ค่อนข้างเฉยเมยก็ตาม หวังเป่าเล่อบาดเจ็บสาหัส ร่างกายดูราวกับว่าพร้อมจะหลุดออกมาเป็นชิ้นๆ
“เจ้าทำได้ดีมากแล้ว เดี๋ยวข้าจัดการที่เหลือเอง”
หวังเป่าเล่อได้ยินเช่นนั้นยิ่งหงุดหงิด เจ้าหนุ่มนี่ขโมยบทพูดของเขาไปเสียฉิบ หวังเป่าเล่อกำลังจะอ้าปากเพื่อตอบโต้แต่ศิษย์หนุ่มอาภรณ์แดงหายใจเข้าเฮือกใหญ่ ก่อนจะยกมือขวาขึ้น กล้ามเนื้อที่แขนขวาของเขาเกร็งจนใหญ่ขึ้นหลายนิ้ว หวังเป่าเล่อมองศิษย์หนุ่มอาภรณ์แดงหยิบธนูยักษ์ขึ้นมาบนมืออย่างพิศวง เขาเล็งธนูไปที่กำแพงหินด้านข้าง แล้วยิงธนูกว่าสิบดอกออกไปอย่างรวดเร็ว
พลังแขนของเขาเหลือล้น กำแพงหินที่โดนธนูเข้าเริ่มร้าวและแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ช่องเขาเส้นขอบฟ้าปิดสนิทหลังสิ้นเสียงครืนดังลั่น
หวังเป่าเล่อเบิกตาโพลงมองดูกล้ามเนื้อบนแขนของศิษย์หนุ่มอาภรณ์แดง ก่อนจะกลืนเอาคำพูดที่เขาเตรียมไว้เมื่อครู่ลงคอไปหมด
ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก เมื่อช่องเขาเส้นขอบฟ้าถล่ม ศิษย์หนุ่มอาภรณ์แดงเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงและพาหวังเป่าเล่อกลับมาถึงเพื่อนๆ อย่างปลอดภัย
เหตุการณ์ทั้งหมดเขย่าขวัญศิษย์ทั้งหลายอยู่พอสมควร หลิวต้าวปินถึงกับอ้าปากพะงาบแต่ไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา
“ระดับการฝึกตนขั้นสอง ขั้นผนึกกายา!”
“ข้ายังไม่ถึงขั้นผนึกกายาหรอก ข้าเพิ่งจะสำเร็จขั้นแรกเท่านั้น” ศิษย์หนุ่มอาภรณ์แดงอธิบายและมองไปที่หลิวต้าวปิน พลางวางหวังเป่าเล่อลง
“แต่ท่านมีพลังกายของขั้นผนึกกายาแล้ว แม้ว่าท่านจะยังฝึกไม่ถึงก็เถอะ ขอบพระคุณท่านอย่างสูงที่ช่วยชีวิตพวกเราไว้!” หลิวต้าวปินรีบยกมือคารวะ ขณะที่ศิษย์คนอื่นๆ ต่างก็พากันตาม มีกระทั่งศิษย์หญิงที่พากันมองเขาด้วยแววตาชื่นชม ศิษย์หนุ่มอาภรณ์แดงกลายมาเป็นจุดสนใจในทันใด
ส่วนหวังเป่าเล่อนั้น ตอนนี้นอนอยู่บนพื้น มองดูสถานการณ์ด้วยความขมขื่นใจ เขารู้ดีว่าศิษย์หนุ่มอาภรณ์แดงช่วยเขาไว้เพราะความหวังดี แต่หวังเป่าเล่อกลับรู้สึกเสียดายโอกาสทำคะแนน อย่างไรเสีย เขารู้ดีว่าเขาทำอะไรไม่ได้แล้ว
ระดับการฝึกตนโบราณงั้นหรือ... หวังเป่าเล่อถอนหายใจอยู่เงียบๆ ยุคนี้เป็นยุคแห่งการฝึกตนก็จริง ทว่าตั้งแต่สหพันธรัฐเข้าสู่ยุคกำเนิดวิญญาณ ประชากรส่วนมากก็ฝึกได้เพียงเคล็ดการฝึกปราณขั้นต้นที่เรียกว่าวิชาค้ำจุนปราณเท่านั้น
เคล็ดวิชานี้ช่วยให้ผู้ฝึกรับเอาปราณวิญญาณเพื่อยืดอายุขัยและเพื่อใช้ร่างกายเป็นสื่อกลางในการหลอมศิลาวิญญาณเพื่อการค้าได้ เป็นหนึ่งในเหตุผลที่เคล็ดวิชานี้เป็นที่นิยม
ในส่วนของการฝึกตนขั้นสูงนั้น มีเงื่อนไขค่อนข้างมากและผ่านเกณฑ์ได้นั้นยากยิ่ง ทั้งยังต้องอาศัยรากฐานแข็งแกร่งอีกด้วย จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเคล็ดวิชาการฝึกตนโบราณจึงกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง
หลังจากที่สหพันธรัฐได้ทำการค้นคว้าหลายต่อหลายครั้ง พวกเขาก็แบ่งระดับการฝึกตนโบราณออกเป็นสามขั้น!
ขั้นปราณโลหิต ขั้นผนึกกายา ขั้นบำรุงชีพจร!
เฉพาะผู้ที่สามารถบรรลุขั้นบำรุงชีพจรโดยสมบูรณ์แล้วเท่านั้น จึงมีสิทธิก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งเต๋า นับเป็นโอกาสทองอย่างของผู้ฝึกตนอย่างแท้จริง!
อย่างไรก็ตาม เคล็ดวิชาการฝึกตนโบราณส่วนมากอยู่ในกำมือของหลายๆ สมาคมในสหพันธรัฐ วิธีการดั้งเดิมในการฝึกฝนของคนทั่วไปก็คือการเข้าเรียนในสี่ยอดสำนักศึกษาเต๋า หาไม่อย่างนั้นแล้ววิธีเดียวที่จะได้รับการฝึกฝนก็คือการเข้ารับใช้สมาคมหรือตระกูลใหญ่
เขาอายุพอๆ กับข้าเลย เขาต้องมาจากตระกูลดังอย่างแน่นอน หวังเป่าเล่อถอนใจ ความสนใจที่ถูกช่วงชิงไปนั้นทำให้ความเจ็บปวดทางกายเพิ่มขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ เพื่อเรียกร้องความสนใจ เขาจึงร้องโอดโอยขึ้นมา ศิษย์จำนวนหนึ่งพุ่งเข้ามาหาเขาทันที
หวังเป่าเล่อรู้สึกดีขึ้นมาหน่อยเมื่อยังมีคนเห็นค่า อย่างไรก็ตาม เขาเจ็บปวดเกินทานทน และตอนนี้เมื่อคะแนนของเขาน่าจะสูงพอประมาณแล้ว เขาตัดสินใจจะยอมตาย คิดได้ดังนั้น เขาจึงสูดหายใจเข้าลึกและพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า
“ข้าทนได้อีกไม่นานแล้ว สหายร่วมสำนักทั้งหลาย เมื่อถึงเวลาที่พวกเจ้าได้เข้าเรียนในสำนักศึกษาเต๋าศักดิ์สิทธิ์ของข้า เจ้าต้อง...” หวังเป่าเล่อเล่นฉากอารมณ์ได้อย่างสมบทบาท บทพูดที่เขาเตรียมจะกล่าวนั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยความเอื้ออาทร
แต่ทันใดนั้นเอง เจ้าหนุ่มอาภรณ์แดงเดินเข้ามาด้วยใบหน้าขึงขัง เขาเดินมาข้างๆ หวังเป่าเล่อ ควักขวดโอสถออกมา และป้อนให้เม็ดหนึ่ง
“เพื่อคนที่ยอมสละตัวเองเพื่อสำนักเต๋าของเรา ข้า เฉินเจ่อเหิงไม่ยอมปล่อยให้เขาตายอย่างเด็ดขาด! สหายร่วมสำนักทั้งหลายขอจงพักผ่อนให้สบายใจเถิด ปล่อยให้เป็นหน้าที่ข้าเอง!” คำพูดของเฉินเจ่อเหิงทั้งครบถ้วนและเด็ดขาด รวมกับพลังการยุทธ์ของเขาแล้ว เขาเป็นคนที่พึ่งพาได้ที่สุดในใจของทุกคนในตอนนี้
ขณะที่ทุกคนกำลังกล่าวขอบคุณ หวังเป่าเล่อกลับเงียบสนิท เขาจ้องที่เฉินเจ่อเหิงอย่างงงวย เป็นอีกครั้งที่เขารู้สึกว่าบุรุษตรงหน้าเขาได้ขโมยบทพูดของเขาไป
หวังเป่าเล่อพยายามจะกอบกู้สถานการณ์อีกครั้ง แต่ยาเริ่มออกฤทธิ์ หวังเป่าเล่อเริ่มเวียนหัว เขารู้สึกอ่อนแอจนพูดอะไรไม่ไหว ทำได้เพียงนอนแอ้งแม้งอย่างโมโหและเศร้าใจ ขณะที่หวังเป่าเล่อจ้องมองท้องฟ้าที่กำลังเริ่มมีแสงอาทิตย์ส่อง เขาคิดอยู่ในใจเพียงเรื่องเดียวเท่านั้น
เขาก็คงโกงการทดสอบไม่ต่างกับข้านั่นแหละ!