สวินหยาง ยอดหญิงไร้พ่าย: ภาค 1 บทที่ 10 สอบสวนกลางดึก ตอนที่ 10
บทที่ 10 สอบสวนกลางดึก
ฉู่อี้อันมีฐานะเป็นผู้สืบทอดบัลลังก์แห่งแคว้น ทั้งยังเดินก้าวผ่านแผนลอบทำร้ายที่เต็มไปด้วยคมดาบและการสังหารมาตลอดทาง ความคิดของเขาลึกซึ้งเกินกว่าใครจะเทียบได้
ก่อนหน้านี้ หมอกัวได้ตรวจอาการฉู่สวินหยางและวินิจฉัยว่าสาหัสสากรรจ์ รุนแรงถึงขั้นจะจบชีวิตในเวลาใดก็ได้ หากมิใช่ว่าเขามีเรื่องจนปลีกตัวออกไปจากที่นี่ไม่ได้ เขาก็คงไม่ปล่อยให้ฉู่ฉีเฟิงออกไปหาตัวยาที่หุบเขาเพลิงอัคคีเพียงลำพัง
แต่ครั้นตกค่ำ ตอนที่เขามาเยี่ยมอาการบุตรสาว ก็พบว่าคนที่นอนอยู่บนเตียงกลับเป็นชิงเถิง
เมื่อรู้ว่าฉู่สวินหยางฟื้นแล้ว เขายังมีอะไรที่ไม่เข้าใจอีกเล่า ดังนั้นถึงได้รีบให้คนไปคุมตัวหมอกัวมาที่นี่
“ในเมื่อเจ้าเป็นคนดูอาการบาดเจ็บของท่านหญิงมาตั้งแต่แรก อย่างนั้นเจ้าลองไปดูอีกสิ ตอนนี้นางยังเจ็บป่วยตรงไหนอีกบ้าง?” ฉู่อี้อันเอ่ยเสียงเย็น สีหน้าไร้อารมณ์
เขาหาใช่คนชอบยิ้ม แต่เป็นคนเข้มงวดหน้าตาย
หมอกัวผู้นี้เป็นหนึ่งในสองของหมอที่วังบูรพาเลี้ยงเอาไว้ ที่ให้เขาติดตามออกนอกจวนมาด้วยก็เพื่อป้องกันเหตุมิคาดฝัน ดังนั้นเมื่อฉู่สวินหยางเกิดอุบัติเหตุ ก็ไม่ได้ผ่านมือของหมอคนใดในค่ายเลย แต่กลับส่งตรงมาให้เขาตรวจอาการทันที คิดไม่ถึงว่าด้วยเหตุผลนี้เอง ถึงถูกผู้อื่นแทรกแซงได้
ฉู่สวินหยางกับฉู่ฉีเฟิงนั่งลงบนเก้าอี้ที่อยู่ใกล้ๆ หมอกัวลุกขึ้นเดินไปจับชีพจรให้นาง นิ้วมือนั้นสั่นระริกยิ่งกว่าชีพจรของฉู่สวินหยางเสียอีก
“เป็นอย่างไร?” ฉู่ฉีเฟิงถาม น้ำเสียงไม่สู้ดี
หมอกัวดึงมือกลับ หันหน้าไปทางฉู่อี้อัน ค้อมตัวเอ่ยว่า “ทูลองค์รัชทายาท ท่านชาย เลือดคั่งที่ศีรษะด้านหลังขององค์หญิงเกือบจะสลายจนหมดแล้ว อาการไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง เพียงแค่ต้องดื่มยาบำรุงอีกนิดหน่อย ไม่ก็วันก็หายเป็นปกติพ่ะย่ะค่ะ”
“จริงรึ?” ฉู่ฉีเฟิงกระตุกมุมปากอย่างเย้ยหยัน “ผลวินิจฉัยวันนี้ของหมอกัวกับคำพูดที่เจ้าบอกกับข้าเมื่อคืนวาน เทียบกันแล้วต่างกันลิบลับเชียวนะ”
“หม่อมฉันเองก็ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ คงเพราะท่านหญิงเป็นคนดี สวรรค์จึงคุ้มครอง เรื่องร้ายกลับกลายเป็นดีอย่างรวดเร็ว ช่างน่ายินดีโดยแท้พ่ะย่ะค่ะ” หมอกัวรีบเอ่ยปาก เค้นเสียงหัวเราะออกมาอย่างยากลำบาก
“หมอกัวถ่อมตัวเกินไปแล้ว!” ฉู่สวินหยางยิ้มหยัน
หมอกัวเหงื่อแตกเต็มหน้า ฝืนกล่าวต่อ “หม่อมฉันวิชาแพทย์ตื้นเขิน ไม่กล้ารับความดีความชอบ”
“ไม่กล้ารับความดีความชอบ? ข้าว่าเจ้าไม่มีหน้ามารับเสียมากกว่า!” ฉู่ฉีเฟิงกล่าวอย่างเย็นชา
เขาโมโหจนทนไม่ไหว โกรธจนโยนถ้วยชาลงบนโต๊ะ สายตาทิ่มแทงจ้องเขม็งไปที่หมอกัว กล่าวว่า “ก่อนหน้านี้เจ้ามิใช่บอกว่าสวินหยางบาดเจ็บสาหัส หากไม่รีบหาตันเซินกับยางไม้สองอย่างนี้มา ก็อาจจะถึงขั้นตายไปเมื่อไรก็ได้หรอกรึ? นี่คือสิ่งที่เจ้าเรียกว่าบาดเจ็บสาหัส? ความจริงท่านหญิงยังไม่ทันใช้ยาอะไรก็ฟื้นขึ้นมาเองแล้ว?”
“ท่านหญิงเป็นคนโชคดีมีวาสนา เทวดารักใคร่ นี่เป็นเรื่องประเสริฐที่ร้อยปียากจะมีสักครั้ง” หมอกัวเอ่ย
ให้ตายเขาก็ไม่ยอมรับ แผนการตอนนี้ มีเพียงใช้สวรรค์เป็นข้ออ้างถูไถไปก่อน
ฉู่อี้อันไม่ได้เอ่ยอะไร แค่มองบุตรสาวบุตรสาวแสดงความสามารถด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
ฉู่สวินหยางนั่งอยู่บนเก้าอี้ มองไปที่หมอกัวที่หมอบต่ำอยู่บนพื้นอย่างคนที่เหนือกว่า “หมอกัว ตอนนี้เจ้ายังมีโอกาสอีกหนึ่งครั้ง ข้าจะถามเจ้าอีกรอบ เหตุใดเมื่อวานข้าถึงได้หมดสติไป? เป็นเพราะว่าตกม้าจนบาดเจ็บจริงๆ หรือ?”
น้ำเสียงของนางรัวเร็วดุดัน ถึงแม้จะไม่ได้แสดงออกถึงความเดือดดาล แต่ก็เจือไปด้วยความเย็นเยือกที่ไม่อาจมองข้าม
“หม่อมฉัน...หม่อมฉันไม่เข้าใจความหมายของท่านหญิง” หมอกัวใช้หางตาแอบมองสีหน้าของนางแวบหนึ่ง “ท่านหญิงมีเลือดคั่งที่ศีรษะด้านหลังก็เพราะถูกกระแทกจนบาดเจ็บจริงๆ ดังนั้นถึง...”
“ดูท่าแล้ว เจ้าคงจะไม่ต้องการโอกาส!” ฉู่สวินหยางไม่รอให้เขาพูดจบก็เอ่ยปากตัดบท แล้วถามว่า “เจ้าบอกว่าก่อนหน้านี้ที่ข้าหมดสติไปเพราะบาดแผลภายนอก ถ้าหากเป็นเช่นนั้นจริงๆ เหตุใดตอนที่ข้าได้รับบาดเจ็บถึงไม่มีอาการ แต่พอตอนค่ำหลังจากที่ดื่มยาสลายเลือดคั่งที่เจ้าสั่งให้แล้ว กลับนอนหลับไป สลบไสลไม่ได้สติ?”
“ท่านหญิงบาดเจ็บที่ศีรษะ เดิมทีก็ยากจะวินิจฉัย” หมอกัวเอ่ยเสียงเบาหวิว “ต่อมาท่านหญิงสลบไป นั่นเป็นเพราะอาการแทรกซ้อนครั้นอผ่านไปสองสามชั่วยามอาการถึงได้จะกำเริบขึ้น”
“จริงรึ?” ฉู่สวินหยางถามกลับ จากนั้นหันไปทางประตูกระโจม ตะโกนว่า “ชิงหลัว เจ้าเข้ามา!”
“ท่านหญิง!” ชิงหลัวถูกลงโทษให้คุกเข่าอยู่ที่หน้าประตู เมื่อได้ยินเสียงก็รีบเดินเข้ามา
“ของที่ข้าสั่งให้เจ้าหาก่อนหน้านี้ หาเจอหรือยัง?” ฉู่สวินหยางถาม
“เจ้าค่ะ ข้าหาจนเจอแล้ว!” ชิงหลัวตอบ ก่อนจะล้วงเอาถุงผ้าสีเข้มใบเล็กออกมาจากแขนเสื้อ ขณะกำลังจะเอ่ยปากนั้นเอง จูหยวนซานก็พาคนมาถึงที่ด้านนอกพอดี เขายังไม่ได้ผ่านประตูเข้ามาก็เอ่ยปากก่อนว่า “ท่านชาย ท่านหมอทางโน้นบอกว่าหมอกัวถูกองค์รัชทายาทเรียกตัวไปชั่วคราว ไม่ทราบว่าเมื่อไรถึงจะมีเวลาว่าง ข้าจึงพาตัวหมอหลี่ของกองทัพมาให้ก่อนขอรับ”
เสียงยังไม่ทันจบ คนก็เลิกประตูพรมมายืนอยู่ตรงทางเข้าแล้ว เมื่อเห็นสถานการณ์ข้างในก็ตะลึงงันอยู่ตรงนั้น
คนในกระโจมไม่มีใครสนใจเขา ชิงหลัวเปิดถุงผ้าเล็กๆ แล้วเทกากยาที่อยู่ด้านในลงบนพื้นหน้าหมอกัว เอ่ยว่า “กากยาพวกนี้ ข้าได้รับคำสั่งจากท่านหญิงให้ไปขุดขึ้นมาจากหลังกระโจมของท่านหมอกัว รบกวนถามท่านหมอกัว หากมิใช่มีใจคิดร้าย ท่านมีความจำเป็นใดต้องฝังกากยาเหล่านี้ แค่เททิ้งๆ ไปไม่พอหรอกหรือ?”
หมอกัวอ้าปากพะงาบๆ ไม่ใช่ว่าเขาจะแต่งเหตุผลมารับมือไม่ได้ แต่ท่านหญิงสวินหยางคนนี้เตรียมการมาอย่างดีแล้ว ต่อให้อธิบายออกไปก็คงจะเสียแรงเปล่า
ฉู่อี้อันมองมาที่เขา เอ่ยว่า “หมอหลี่อยู่ด้านนอกใช่ไหม? พอดีเลย เรียกเขาเข้ามาตรวจสอบ”
“อ้อ! พะยะค่ะ!” จูหยวนซานหวาดกลัวที่สุดก็คือใบหน้านี้ของเขา พอได้ยินก็สั่นไปทั้งตัว รีบเรียกตัวหมอหลี่เข้ามา
ฉู่ฉีเฟิงชี้ไปที่กากยาบนพื้น เอ่ยว่า “หมอหลี่ลองตรวจดู กากยาพวกนั้นมีสิ่งแปลกปลอมใดปะปนเข้าไปบ้างหรือไม่”
หมอหลี่ยังไม่เข้าใจสถานการณ์ที่เผชิญอยู่ แต่ก็ไม่ถามมากความ ได้แต่หยิบกากยาขึ้นมาตรวจอย่างละเอียดตามคำสั่ง หลังจากตรวจดูเสร็จแล้วก็ทำสีหน้าตื่นตกใจ เอ่ยอย่างฉงนว่า “เดิมทีนี่เป็นส่วนประกอบของยานอนหลับเท่านั้น แต่ไม่ทราบว่าเหตุใดจึงได้มีดอกมัวเมาผสมเข้าไปในปริมาณมาก หากดื่มยานี้ลงไปก็จะทำให้คนหลับใหลไม่ได้สติ อย่างน้อยๆ ก็สิบสองชั่วยาม”
“ลำบากหมอหลี่แล้ว หยวนซาน เจ้าไปส่งหมอหลี่กลับเถอะ ที่นี่ไม่มีเรื่องอะไรแล้ว” ฉู่สวินหยางเอ่ย
จูหยวนซานเดิมทีก็เสียใจแทบแย่ที่ต้องผ่านมาแถวนี้ เมื่อได้ยินดังนั้นเข้า เขาก็รีบพาหมอหลี่ขอตัวจากไป
ประตูพรมปิดลงอีกครั้ง ฉู่สวินหยางใช้เสียงไพเราะน่าฟังพูดอย่างไม่รีบร้อน “เริ่มด้วยวางแผนให้ข้าตกม้า ต่อมาก็ใช้ยานี้ออกอุบายว่าข้าหมดสติ เพื่อล่อให้พี่รองออกจากค่ายไปหาตัวยา จากนั้นก็ส่งคนไปดักซุ่มตรงชัยภูมิที่โหดร้ายแถบหุบเขาเพลิงอัคคี หวังจะฆ่าพี่รองให้ตาย เป็นการจัดฉากที่คนนอกคนในตีขนาบประสานกันเป็นอย่างดี หมอกัว พวกเจ้าช่างวางแผนได้ยอดเยี่ยมเสียจริงนะ!”
เรื่องราวมาถึงตรงนี้ก็เป็นที่กระจ่างชัดแล้ว ฉู่อี้อันเอ่ยปากเสียงเหี้ยม “หมอกัว เจ้ายังมีอะไรอยากจะพูดอีกหรือไม่?”
“หม่อม...หม่อมฉัน...” หมอกัวสติแตกกระเจิง พยายามหมอบต่ำ ไม่กล้าเงยหน้าสบตาใครสักคน
เขารู้ว่าคราวเคราะห์กำลังใกล้เข้ามา มีเพียงความตายรออยู่อย่างไม่ต้องสงสัย
------------------------------------------------------------------------