สวินหยาง ยอดหญิงไร้พ่าย

สวินหยาง ยอดหญิงไร้พ่าย: ภาค 1 บทที่ 4 หกปีที่แล้ว ตอนที่ 4

#4ภาค 1 บทที่ 4 หกปีที่แล้ว

บทที่ 4 หกปีที่แล้ว

“ซินเป่า! เรียกท่านพ่อ! ข้าคือท่านพ่อของเจ้า!”

“ซินเป่า! ห้ามซนนะ เป็นเด็กผู้หญิงก็ต้องเรียบร้อยหน่อยสิ!”

“ซินเป่า! พ่อต้องนำทัพไปนอกด่านนานหลายเดือน เจ้าต้องเชื่อฟังพี่รอง ห้ามก่อเรื่องเด็ดขาด!”

“ซินเป่า! ท่ารำดาบของเจ้างดงามเหมือนอย่างแม่เจ้าในปีนั้น! ดีมาก! ลูกสาวข้าฉู่อี้อันต้องให้ได้อย่างนี้ สตรีก็มิได้น้อยหน้าไปกว่าบุรุษหรอก!”

“ซินเป่า! สนามรบอันตราย จริงเท็จยากจะชี้ขาด ต่อให้ข้าต้องสละตำแหน่งรัชทายาท ข้าก็ไม่มีทางยอมให้เจ้าไปเสี่ยง!”

“ซินเป่า! งานวันเกิดพ่อตอนสิ้นปี เจ้าต้องกลับมาให้ได้นะ!”

“ซินเป่า! เจ้ารู้ไหมว่าทำไมเจ้าถึงชื่อว่าซินเป่า[footnoteRef:1] เพราะว่าเจ้าเป็นสมบัติล้ำค่าที่สุดที่หานซินทิ้งไว้ให้พ่อ!” [1: ซินเป่า มาจากภาษาจีนสองคำรวมกัน คือ คำว่า ‘ซิน’ มาจากชื่อของหานซิน คำว่า ‘เป่า’ มาจากเป่าเป้ยซึ่งแปลว่าที่รักหรือสมบัติล้ำค่า]

“ซินเป่า! ต้องรอด!”

เสียงของท่านพ่อลอยสะท้อนไปมา ติดค้างอยู่ในหัวเนิ่นนานไม่ยอมดับหาย

แต่ครั้นลืมตาขึ้น สิ่งที่นางเห็นกลับเป็นเงาร่างนางอันน่าห่อเหี่ยว ที่ทอดตัวลงบนพื้นดินอันรกร้าง

นางเคยคิดว่าตนจะต้องติดอยู่ในฝันร้ายที่น่ากลัวนั้นตลอดไป ไม่อาจตื่นขึ้นมาได้อีก

นอกสนามฝึก ฉู่สวินหยางยกมือป้องแสงที่แยงเข้าตา เพ่งตามอง

ที่แท่นสูงไกลออกไป คือใบหน้าที่เข้มงวดและแสนจะคุ้นเคยของท่านพ่อ

“ท่านหญิง!” ทางด้านหลังมีเสียงซอยเท้าเบาๆ ทว่าเร่งร้อนดังลอยมา

ฉู่สวินหยางดึงสติกลับมา หันศีรษะกลับไปมองเสื้อเกราะที่อยู่ในมือของชิงหลัว เลิกคิ้วถาม “เป็นอย่างไรบ้าง ได้นำของที่ข้าให้เจ้าหามาให้หรือไม่”

“เจ้าค่ะ” ชิงหลัวคือหนึ่งในสองของสาวใช้ที่คอยติดตามนาง แม้หน้าตาจะธรรมดา แต่นิสัยกลับสุขุมนุ่มลึกที่สุด ค่อนข้างจะรู้ความ

“แต่ว่าเสื้อเกราะพวกนี้เตรียมไว้สำหรับบุรุษ ข้าตั้งใจเลือกตัวที่เล็กที่สุดมาแล้ว แต่ก็ยังไม่พอดีตัวอยู่ดี” ชิงหลัวตอบความ

“ไม่เป็นไร” ฉู่สวินหยางตอบ มือก็เอื้อมไปหยิบชุดเกราะสีเงินที่อยู่ในมือของนางมาใส่พลางเดินไปอีกด้าน ก้าวไปได้สองก้าว ก็อดหันกลับมามองฉู่อี้อันที่อยู่ไกลๆ ไม่ได้ ริมฝีปากค่อยเผยยิ้มออกมา

ฉู่สวินหยางเหม่อลอยอยู่สักพัก ชิงหลัวที่อยู่ข้างกายมองตามสายตาของนางไป ขมวดคิ้วถาม “ท่านหญิง จะไม่บอกฝ่าบาทไว้สักหน่อยหรือเจ้าคะ ที่นี่ใกล้กับค่ายทหารของชาวหนานหัวมาก ถ้าหากฝ่าบาทรู้ว่าท่านออกนอกค่ายไปเพียงลำพัง จะต้องโมโหมากแน่ๆ”

“ยังไม่ต้องบอกท่านพ่อ ข้าหาพี่รองเจอแล้วก็จะรีบกลับมา” ฉู่สวินหยางกล่าว ระหว่างที่พูดก็จัดการสวมเสื้อเรียบร้อย ม้วนผมยาวที่รวบเอาไว้เป็นหางม้ายัดเข้าใส่ใต้หมวกที่อยู่บนศีรษะอย่างคล่องแคล่ว

ชิงหลัวเม้มปาก แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ห้ามอีก พูดเพียงว่า “นายกองจูเตรียมม้าเอาไว้ให้แล้ว ทั้งยังเลือกองครักษ์ฝีมือดีที่อยู่ข้างกายฝ่าบาทมาให้อีกแปดนายด้วย พวกเขาไปรออยู่ที่ประตูฝั่งตะวันออกของค่ายแล้ว ทุกอย่างจัดการตามที่ท่านหญิงสั่งไว้ ถ้าพร้อมแล้ว ท่านหญิงก็ไปที่นั่นได้เลยเจ้าค่ะ”

“ข้ารู้แล้ว” ฉู่สวินหยางพยักหน้า ขณะที่พูดสายตาพลันเข้มขึ้น หันกลับไปบอกชิงหลัวด้วยสีหน้าจริงจัง “เจ้ากลับไปเถอะ ไปเตรียมกับชิงเถิงให้พร้อม จำคำที่ข้าบอกเอาไว้ให้ดี ก่อนที่ข้ากับพี่รองจะกลับมา เรื่องที่ข้าฟื้นแล้วจะให้ใครรู้ไม่ได้เด็ดขาด ต่อให้ท่านพ่อถาม เจ้ารู้ใช่หรือไม่ว่าต้องรับมืออย่างไร”

“เจ้าค่ะ ข้าทราบดี!” ชิงหลัวพยักหน้า แววตามีความกังวลแวบผ่าน ก่อนจะถามด้วยความสงสัยว่า “ท่านหญิง หรือว่าท่านกำลังสงสัยอะไร...”

“ตอนนี้ยังไม่แน่ใจ” ฉู่สวินหยางตอบ “สรุปคือเจ้ากับชิงเถิงก็ทำตามที่ข้าสั่งไว้ไปก่อน นอกนั้นรอให้ข้าพาพี่รองกลับมาแล้วค่อยว่ากัน”

“ท่านหญิงวางใจได้ หม่อมฉันรู้หนักเบาดี” ครั้นแล้วชิงหลัวก็ไม่ถามมากความอีก ย่อเข่าทำความเคารพ แล้วหมุนกายเดินออกไปยังทิศทางของกระโจมฉู่สวินหยาง

ฉู่อี้อันที่อยู่ห่างออกไปกำลังตั้งใจฝึกซ้อมทหาร ไม่ทันสังเกตเห็นว่าบุตรสาวมาถึงที่นี่ ฉู่สวินหยางหันศีรษะกลับไปมองเขาอีกครั้ง จากนั้นสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด แล้วเร่งฝีเท้าไปทางประตูตะวันออกของค่าย

ตามที่นางได้สั่งการไว้ จูหยวนซานซึ่งเป็นทหารคนสนิทของบิดาได้เตรียมม้าศึกเอาไว้อย่างพรักพร้อมแล้ว ทั้งยังนัดแนะกับองครักษ์เป็นอย่างดีว่าให้ไปรอแถวๆ ประตูฝั่งตะวันออกของค่าย

“ท่านหญิง!” เห็นว่านางเดินมา จูหยวนซานก็รีบสาวเท้าเข้ามารับ สีหน้ากลัดกลุ้มเล็กๆ “ท่านหญิง ท่านรีบร้อนเรียกข้ามามีเรื่องอะไรจะให้รับใช้หรือขอรับ ท่านเพิ่งได้รับบาดเจ็บ หากมีเรื่องอะไรก็สั่งให้ข้าน้อยไปทำได้เลย มิต้องไปด้วยตนเองหรอก”

“พี่รองหายออกไปจากค่ายหลายวันก็เพราะข้า ถ้าไม่ให้เขาเห็นกับตาว่าข้าปลอดภัยดี เกรงว่าเจ้าคงเรียกให้เขากลับมาไม่ได้แน่” ฉู่สวินหยางหัวเราะเย้า ระหว่างที่พูดคุยก็พลิกตัวขึ้นหลังม้าเสร็จพอดี

ท่านหญิงของเขาถูกองค์รัชทายาทตามใจจนมีนิสัยไม่ใส่ใจต่อกฎเกณฑ์ จูหยวนซานรู้ดี หากว่าเป็นเรื่องที่นางได้ตัดสินใจไปแล้ว จะไม่มีทางเปลี่ยนใจเด็ดขาด หลังจากถอนหายใจอย่างจนปัญญาไปครั้งหนึ่ง เขาก็รีบเรียกให้องครักษ์ทั้งแปดนายตะบึงม้าตามไป

“หุบเขาเพลิงอัคคีอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของค่ายขอรับ” จูหยวนซานตามเข้าไปเอ่ยเตือน

ฉู่สวินหยางมองดูภาพเทือกเขาที่แสนจะคุ้นเคยทอดตัวอยู่เบื้องหน้า ก่อนที่นางยิ้มแย้ม “ข้ารู้น่า!”

นับแต่บรรพบุรุษสถานปนาแคว้นซีเยว่ นี่เป็นฤดูใบไม้ร่วงปีที่สิบหกของรัชศกกวงตี้ ที่นี่คือค่ายทหารที่อยู่ระหว่างเขตแดนซีเยว่กับหนานหัว ในชาติที่แล้วนางเป็นผู้บัญชาการค่ายแห่งนี้ รักษาการณ์อยู่แผ่นดินชายขอบนี้ถึงหกปีเต็มๆ ต่อให้หลับตาก็ยังสามารแยกแยะต้นไม้ใบหญ้าทุกตารางนิ้วได้อย่างชัดเจน

จูหยวนซานแคลงใจเล็กน้อย แต่ฉุกคิดได้ว่า ท่านหญิงของตนนั้นความจำเป็นเลิศ นางอาจจะเห็นแผนที่หรือว่าได้ยินองค์รัชทายาทพูดถึง หรือไม่บางทีท่านชายก็อาจจะเคยเล่าอะไรให้นางฟัง ครั้นแล้วก็ไม่ได้ซักไซ้ไล่ความต่อ

ฉู่สวินหยางควบม้า เร่งความเร็วมุ่งหน้าไปทางหุบเขาเพลิงอัคคี ลมสารทพัดกลิ่นหญ้าข้างทางเข้าปะทะหน้า ยิ่งกระตุ้นให้ใจของนางร้อนรน

เวลาหมุนย้อน นับจากวันที่มอดไหม้ในทะเลเพลิง เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง คล้ายว่ามันเป็นเพียงฝันร้ายตื่นหนึ่ง ทั้งนางยังได้ย้อนกลับไปในช่วงเวลาหกปีก่อน ซึ่งก็คือฤดูใบไม้ร่วงที่นางอายุได้สิบหกปี

ในปีนั้น สงครามที่ทำกับชาวหนานหัวร้อนแรงนัก ฉู่อี้อันผู้เป็นบิดารับราชโองการให้นำทัพไปชายแดน นางกับพี่ชายฝาแฝด ฉู่ฉีเฟิงจึงได้ติดตามไปด้วย

ทว่าเมื่อวานนี้ พวกนางเพิ่งจะเดินทางอย่างยาวไกลนับพันลี้จนมาถึงค่ายทหาร ม้าของนางตกใจจนสะบัดนางตกจากหลัง ทำให้นางสลบไสลไม่ได้สติ

ครั้นพี่รองได้ยินหมอในค่ายพูดว่ามีสมุนไพรวิเศษที่สามารถสลายเลือดคั่งและห้ามเลือดได้อย่างชะงัด ขึ้นอยู่กลางหุบเขาเพลิงอัคคีซึ่งห่างออกไปยี่สิบลี้ เขาก็รีบพาคนออกจากค่ายไปในคืนนั้นเลย

แต่คิดไม่ถึงเลยว่า ฉู่ฉีเฟิงจากไปคราวนั้นกินเวลาถึงหนึ่งวันหนึ่งคืน รอจนกระทั่งเข้าวันที่สามมีคนไปพบเข้า จึงได้รู้ว่าระหว่างที่เขาเดินทางกลับได้ถูกชาวหนานหัวลอบโจมตีจนบาดเจ็บสาหัส ต่อมาเมื่อได้รับการช่วยเหลือ แม้ชีวิตจะพอรักษาไว้ได้ แต่ต้องสูญเสียขาทั้งสองข้างไป ทั้งชีวิตที่เหลือไม่สามารถลุกขึ้นยืนได้อีกแล้ว

และด้วยเหตุนี้เอง พี่ชายนางผู้ซึ่งมีความสามารถเป็นเลิศ จนได้รับความโปรดปราณอย่างมากล้นจากฮ่องเต้จึงสูญเสียตำแหน่งผู้สืบทอดแห่งวังบูรพาไป ถูกคนในตระกูลและคนในราชสำนักกดเอาไว้จนยากจะเคลื่อนไหว

จนกระทั่งท้ายที่สุด...

เพื่อที่จะปกป้องนาง เขายอมรับโทษทัณฑ์กากเดนในราชวงศ์ก่อนแทนนาง ดื่มยาพิษแทนนาง ตายไปเพราะความคลางแคลงของญาติที่สนิทที่สุด

ชาติก่อน นางติดค้างพี่รองมากเกินไป ครานี้เวียนกลับมา นางจะเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม

ตอนนี้เวลาใกล้จะเที่ยงแล้ว ฉู่สวินหยางใจร้อนรุ่ม หวดแส้ลงสะโพกม้าซ้ำๆ แค้นใจที่ไม่อาจติดปีกให้มัน จะได้เร่งความเร็วให้มากอีกหน่อย

ม้าของนางเป็นม้าชั้นดีที่ฉู่ฉีเฟิงควักเงินก้อนใหญ่ซื้อมา ทั้งยังฝึกหัดมันด้วยตนเอง พวกจูหยวนซานแม้จะควบตามมาอย่างไม่ลดละ แต่ก็ถูกสะบัดทิ้งไว้เบื้องหลังเป็นระยะช่วงหนึ่ง

เบื้องหน้าคือป่าอ้อที่ไกลสุดลูกหูลูกตา ฉู่สวินหยางตะบึงม้าต่อไป

หรือว่า...

จะมีการซุ่มโจมตี?

หัวใจของฉู่สวินหยางกระตุกวูบ ค้อมตัวลงต่ำตามสัญชาติญาณ หมอบอยู่ข้างตัวม้า หลบคมอาวุธ

“แย่แล้ว!” จูหยวนซานคำรามเสียงทุ้ม ขณะกำลังจะสั่งการให้องครักษ์เตรียมการป้องกัน จู่ๆ ก็มีลูกธนูทะลุพุ่งออกมาจากป่าอ้อลึก พุ่งตรงมาที่หน้าอกของเขา

จูหยวนซานถือเป็นคนมีฝีมือผู้หนึ่ง แต่คะเนแล้วว่าไม่อาจต้านพลังของธนูที่พุ่งเข้ามาได้ ช่วงวินาทีเป็นตายจึงตัดสินใจทิ้งตัวลงจากหลังม้าอย่างไม่เป็นท่า ถึงค่อยเอาชีวิตรอดจากธนูดอกนั้นมาได้

เวลาเดียวกันนั้นเอง ก็มีร่างเงาสายหนึ่งเคลื่อนไหวเร็วราวกับสายฟ้า กระโจนออกมาจากป่าอ้อที่สูงเท่ากับสองช่วงคน

รูปร่างของคนผู้นั้นคล่องแคล่วแข็งแรง เสื้อผ้าทั่วร่างขาดวิ่น ดูไม่ค่อยออกว่าสภาพเดิมเป็นอย่างไร บนตัวมีบาดแผลเล็กใหญ่นับไม่ถ้วน โดยรวมแล้วเป็นร่างโชกเลือดร่างหนึ่ง

แม้จะบาดเจ็บสาหัสถึงเพียงนั้น แต่กลับไม่ส่งผลถึงฝีมือที่ว่องไวเลยสักนิด

เรื่องระทึกพลิกพลัน ฉู่สวินหยางดึงบังเหียนม้า หันศีรษะกลับไปมอง

เวลานี้ คนผู้นั้นยืนอยู่ตรงกลางระหว่างนางกับพวกจูหยวนซาน ปิดกั้นเส้นทางเอาไว้ ลูกธนูที่ง้างจนสายตึงเปรี๊ยะในมือเล็งไปทางพวกจูหยวนซานอย่างระแวดระวังเต็มที่ ทิ้งไว้เพียงภาพแผ่นหลังให้ฉู่สวินหยางเห็นจากไกลๆ

หัวใจของฉู่สวินหยางพลันเต้นผิดจังหวะ ถึงแม้จะเรียกไม่ได้ว่างามจนสะกดสายตา แต่แผ่นหลังนั้น...

คล้ายกับคนผู้หนึ่งมากเหลือเกิน

------------------------------------------------------------------------

สวินหยาง ยอดหญิงไร้พ่าย: ภาค 1 บทที่ 4 หกปีที่แล้ว ตอนที่ 4