สวินหยาง ยอดหญิงไร้พ่าย: ภาค 1 บทที่ 12 เหยียนหลิงส่งยา ตอนที่ 12
บทที่ 12 เหยียนหลิงส่งยา
“พี่รอง ข่าวของท่านเชื่อถือได้หรือเปล่า?” ฉู่สวินหยางถามคิ้วขมวด หว่างคิ้วแทบจะรวมกันกลายเป็นรอยขีดสามเส้น
“อืม!” ฉู่ฉีเฟิงพยักหน้า สีหน้าเคร่งเครียดไม่ต่างกัน ถอนหายใจ “คืนวานกองทัพของหนานหัวเกิดกบฏภายใน ข่าวยืนยันแล้วว่าเป็นความจริง ผู้ดูแลทัพหรงเสี่ยนหยางสังหารผู้นำก่อนรบ เมื่อตัดหัวแม่ทัพฝ่ายยุทธ์เฉิงหนานเอินได้แล้ว ก็ทำการกวาดล้างคนเก่าๆ ของเฉิงหนานเอินอย่างรวดเร็วในคราเดียว ทหารที่ไม่ยอมสวามิภักดิ์ต้องถูกสำเร็จโทษด้วยชีวิต ฝังกลบดินทั้งหมด ทัพหนานหัวสองแสนนาย ภายในคืนเดียวหายไปถึงหนึ่งในสิบ ตอนนี้ทหารทั้งหมดหนึ่งแสนแปดหมื่นนายล้วนตกอยู่ในมือของหรงเสี่ยนหยาง”
“เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้?” ฉู่สวินหยางมั่นใจว่าฉู่ฉีเฟิงไม่มีทางนำเรื่องเช่นนี้มาล้อเล่น แต่พอฟังจบสุดท้ายก็หัวเราะออกมาอย่างไม่อยากจะเชื่อ
ตามเรื่องราวของชาติก่อน ระยะนี้ภายในของทัพหนานหัวมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อยู่จริง แต่ไม่เหมือนกับที่ฉู่ฉีเฟิงได้เล่าไป ในชาติก่อน การเปลี่ยนแปลงควรจะเกิดขึ้นในคืนนี้ สาเหตุมาจากผู้ดูแลทัพหรงเสี่ยนหยางถูกรายงานว่าฉ้อโกงเสบียงเข้ากระเป๋าตนเอง แม่ทัพเฉิงหนานเอินต้องการคุมตัวเขากลับไปเมืองหลวงเพื่อให้ฮ่องเต้หนานหัวตัดสินโทษด้วยพระองค์เอง แต่หรงเสี่ยนหยางเป็นสุนัขจนตรอกดิ้นรนไม่ยอมให้จับ สองฝ่ายจึงเกิดการประมือกันอย่างดุเดือด ผลสุดท้ายหลานชายของหรงเสี่ยนหยางผู้ซึ่งมีคุณธรรมสูงส่งจึงได้ลงมือกำจัดญาติของตน ขณะที่เขานำคนคิดจะแหกค่ายออกไปก็ถูกสังหารตายคาที่
แต่ว่าในชาตินี้ เรื่องราวพลิกผัน คนที่ตายกลับเป็นแม่ทัพเฉิงหนานเอิน!
“สังหารผู้นำก่อนรบ หากเขาไม่สามารถให้เหตุผลดีๆ แก่ฮ่องเต้แห่งหนานหัวได้ล่ะก็ เช่นนั้นเขาก็จะได้รับโทษฐานก่อกบฏ” ฉู่สวินหยางกล่าว
หรือเพราะเรื่องที่เขาฉ้อโกงเสบียงรั่วไหล ถึงได้รีบลงมือก่อนชิงความได้เปรียบ ฆ่าปิดปากเฉิงหนานเอิน?
“หรงเสี่ยนหยางเป็นซื่อจื่อของจวนเจิ้นกั๋วกง[footnoteRef:1] ซึ่งเป็นขุนนางตงฉินตั้งแต่สถาปนาแคว้น อายุได้สิบหกก็เข้าร่วมกองทัพ จนถึงปีนี้ก็ใกล้จะสามสิบปีแล้ว ถือเป็นผู้มีความสามารถคนหนึ่งของราชสำนัก เขาไม่น่าจะลงมือเพราะความหุนหัน” ฉู่ฉีเฟิงกล่าว ความหมายมีนัยลึกซึ้ง “หรงเสี่ยนหยางได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ดูแลทัพเมื่อสองเดือนก่อน ถึงแม้ทางหนานหัวจะไม่มีท่าทีอะไรชัดเจน แต่จุดที่น่าสงสัยนั้นมีไม่น้อย อีกอย่าง หลังจากที่เขาเข้ามาในกองทัพ พวกเราทางนี้ถึงได้รับมือยากขึ้นเรื่อยๆ” [1: กั๋วกง (国共) ตำแหน่งบรรดาศักดิ์สูงสุดของชั้นกง ชั้นหนึ่ง ขั้นรอง และเป็นตำแหน่งขุนนางระดับสูงสุดที่จะได้รับพระราชทานจากฮ่องเต้ ถือเป็นตำแหน่งสำหรับเชื้อพรวงศ์ มักจะเป็นพระนัดดาและพระปนัดดาในองค์ฮ่องเต้ หากเป็นขุนนางทั่วไปได้รับตำแหน่งนี้ ส่วนมากจะเรียกกันว่าไคกั๋วกง (开国公)]
ฉู่สวินหยางได้ฟัง ในใจพลันกระตุกเล็กน้อย เริ่มจริงจังมากขึ้น “ความหมายของพี่รองก็คือ คนผู้นี้ก็คือสาเหตุที่ทำให้สถานการณ์สงครามระหว่างสองแคว้นย่ำแย่ลงกว่าเดิม”
“ข้าเคยหารือกับท่านพ่อเกี่ยวกับเรื่องนี้ เฉิงหนานเอินผู้นั้นเป็นบุคคลมีความดีความชอบใหญ่หลวง หากจะอ้างว่าเขายึดเอาความชอบของหรงเสี่ยนหยางก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ เพียงแต่ทางหนานหัวก็ยังไม่มีข่าวที่แน่ชัดรั่วไหลออกมา ตอนนี้พูดอะไรไปก็เป็นเพียงการคาดเดาของพวกเราเพียงฝ่ายเดียว” ฉู่ฉีเฟิงตอบ หากบอกอะไรมากไปก็กลัวว่านางจะคิดมาก ถึงได้เปลี่ยนเรื่องเสีย “ตอนนี้ยังไม่ต้องสนใจเรื่องนี้หรอก ข้าจะมาบอกเจ้าว่าคืนวานเกิดเรื่องที่ทัพหนานหัว หมากที่เจ้าวางไว้ตรงป่าอ้อเลยได้รับผลกระทบไปด้วย สองคนนั้นหนีกลับเมืองหลวงไปแล้ว”
“จริงรึ?” ฉู่สวินหยางตอบรับเสียงเบา ในใจไม่ได้รู้สึกเสียใจอย่างที่แสดงออก
การสกัดขบวนของฉู่หลิงอวิ้นเป็นเพียงของขวัญที่นางต้องการส่งให้ฉู่ฉีเหยียนก็เท่านั้น จะสำเร็จหรือล้มเหลว จริงๆ แล้วนางหาได้สนใจไม่
แน่นอนล่ะ หากตอนนี้เอาคืนเขาได้ก่อนสักครั้ง คิดว่าฉู่ฉีเหยียนคงจะต้องตกใจมากทีเดียว แต่ว่า...
“ให้พวกเขาหนีรอดไปได้ ก็อาจจะไม่ใช่เรื่องไม่ดี เสด็จย่าเข้าข้างนางยิ่งกว่าอะไร หากว่านางตายอยู่ที่นี่จริงๆ ต่อให้ไม่มีหลักฐานว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับพวกเรา อย่างไรเสียก็คงต้องมีการนองเลือด” ฉู่สวินหยางกล่าว เผยรอยยิ้มให้ฉู่ฉีเฟิง แสดงให้เห็นว่านางไม่ใส่ใจเรื่องนี้จริงๆ
“เจ้าเข้าใจก็ดีแล้ว” ฉู่ฉีเฟิงยิ้มแย้ม ทีแรกเงยหน้าคิดจะตบไหล่นาง พลันนึกได้ว่าไหล่ของนางบาดเจ็บ หัวคิ้วจึงขมวดขึ้นมาอีกครั้ง “แผลที่ไหล่ของเจ้าไม่เป็นอะไรจริงๆ ใช่หรือไม่ อยากให้ข้าหาหมอหญิงสักคนมาช่วยดูหรือไม่? ถึงแม้บาดแผลจะไม่ร้ายแรง แต่เจ้าก็เป็นเด็กผู้หญิง ที่นี่ไม่ได้พร้อมพรักเหมือนเมืองหลวง กลัวว่าจะทิ้งรอยแผลเป็นเอาไว้แน่”
ชายหญิงแตกต่าง ทั้งฐานะของฉู่สวินหยางก็สูงศักดิ์ บาดแผลบนร่างนางไม่สามารถเรียกหมอในกองทัพมาดูได้
“ไม่เป็นไร พอใส่ยาเลือดก็หยุดไหลแล้ว รอให้แผลสมานก็หมดเรื่อง” ฉู่สวินหยางเอ่ย “ก็แค่เหตุสุดวิสัย ข้าดูแลสักหน่อยก็ดีแล้ว พี่รองอย่าเอาแต่กังวลเรื่องนี้เลย”
ฉู่ฉีเฟิงได้ยินดังนั้น สีหน้าพลันไร้ความอ่อนโยน ยิ่งเห็นว่านางทำท่าทางไม่แยแส ในใจกลับไม่ได้รู้สึกดีขึ้น
ฉู่สวินหยางไม่อยากให้เขายึดติดกับเรื่องนี้ จึงเปลี่ยนไปพูดเรื่องอื่น สองพี่น้องคุยกันอยู่พักหนึ่ง ฉู่ฉีเฟิงยังเป็นห่วงเรื่องการเคลื่อนไหวภายในของทัพหนานหัว ถึงได้ขอตัวจากไปก่อน
ฉู่สวินหยางจะลงจากเตียงไปส่งเขา แต่เขากลับห้ามเอาไว้ “เมื่อคืนเจ้าลำบากไม่น้อย นอนต่ออีกหน่อยเถอะ ชิงหลัวกับชิงเถิงสองคนนั้นยังคุกเข่าอยู่ด้านนอก ถ้ามีเรื่องอะไรก็เรียกพวกนั้นเข้ามาได้ ไม่เป็นไรหรอก”
ฉู่อี้อันเป็นคนพูดหนึ่งก็คือหนึ่งไม่มีสอง แต่ก็ไม่ถึงขนาดให้ข้างกายของบุตรสาวไม่มีคนคอยรับใช้ดูแล
“อืม!” ฉู่สวินหยางรับคำ พลันฉุกคิดเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ จึงเรียกเขาไว้ “พี่รอง ท่านรู้หรือไม่ว่าในราชสำนักของหนานหัวมีขุนนางหรือตระกูลสูงศักดิ์ที่ใช้แซ่สองตัวอย่างเหยียนหลิงหรือไม่?”
“ตระกูลของขุนนางชั้นสูงขึ้นไปไม่มี ส่วนที่ฐานะต่ำลงมาก็...ถ้าเจ้าอยากรู้ กลับไปข้าจะช่วยสืบดูให้” ฉู่ฉีเฟิงคิดไม่ถึงว่าจู่ๆ นางจะถามเรื่องนี้ จึงอดแปลกใจไม่ได้ “เหตุใดอยู่ดีๆ เจ้าถามถึงเรื่องนี้?”
“ไม่มีอะไร ก็ถามไปอย่างนั้นแหละ” ฉู่สวินหยางส่งยิ้มให้ “ข้าไม่มีอะไรแล้ว พี่รองไปจัดการเรื่องของท่านเถอะ”
ฉู่ฉีเฟิงไม่ได้ติดใจอะไร หมุนกายเดินออกจากกระโจมไป
ฉู่สวินหยางกลับไปนอนบนเตียง แต่ไม่อยากจะนอนต่อแล้ว
ประวัติศาสตร์จะไม่เปลี่ยนแปลงอย่างไร้ต้นสายปลายเหตุ วันนี้ฉู่ฉีเฟิงรอดผ่านเคราะห์กรรมมาได้ เป็นเพราะการมาเกิดใหม่ของนางทำให้ร่างที่ควรจะหลับลึกตื่นขึ้นมาก่อนเวลา เช่นนั้น สิ่งเลวร้ายที่เกิดขึ้นกับทางหนานหัวเกิดขึ้นเพราะอะไร?
ถึงแม้จะไม่มีเค้าลางที่บ่งชี้ไปทางเหยียนหลิงจวิน แต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด ในใจของฉู่สวินหยางกลับมีลางสังหรณ์บางอย่าง...
เรื่องนี้ เขาจะต้องมีส่วนด้วยอย่างแน่นอน
แต่การวางแผนปลุกระดมการเปลี่ยนแปลงในกองทัพอย่างใหญ่โตเช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องที่คนธรรมดาสามัญจะทำได้ ถ้าหากเรื่องนี้เกี่ยวพันถึงเหยียนหลิงจวินจริงๆ ล่ะก็ คนผู้นี้ต้องครองสักตำแหน่งในสังคมชนชั้นสูงของหนานหัวอย่างแน่นอน
หรือว่า...
เหยียนหลิงจวินมิใช่ชื่อแซ่ที่แท้จริงของเขา?
ฉู่สวินหยางตั้งสติขึ้นมาฉับพลัน รู้สึกว่าข้อนี้มีความเป็นไปได้สูง จึงดีดตัวขึ้นมานั่งอย่างรวดเร็ว
ประจวบกับเวลานั้นชิงหลัวเลิกประตูพรมเดินเข้ามาพอดี ถามด้วยความแปลกใจว่า “เหตุใดท่านหญิงถึงลุกขึ้นมาเจ้าคะ?”
“มีอะไรหรือ?” ฉู่สวินหยางไม่ตอบ เอ่ยถามกลับ
“อ้อ!” ชิงหลัวได้สติ มุ่นคิ้วพลางยื่นขวดกระเบื้องเล็กๆ สองใบที่กำไว้ในมือไปให้เบื้องหน้านาง “นี่คือสิ่งที่นายกองจูนำมาให้ บอกว่ามีคนส่งมาให้และฝากมอบให้ท่านหญิง ข้าตรวจสอบดูแล้ว ขวดหนึ่งยากิน อีกขวดหนึ่งยาทา ล้วนเป็นยาดีหายากที่ใช้สำหรับรักษาบาดแผลภายนอกเจ้าค่ะ”
“มอบให้ข้าหรือ?” ฉู่สวินหยางรับสองขวดเล็กมาไว้ในมือ จ้องมองด้วยความสงสัย
ชาตินี้ไม่เหมือนชาติก่อน นางเพิ่งมาถึงที่นี่ได้สองวัน แถวนี้ไม่มีใครรู้จักนางเสียหน่อย ใครกันที่ส่งยามาให้นาง?
มือลูบขวดกระเบื้องสองใบเบาๆ อย่างใจลอย ในสมองของฉู่สวินหยางพลันมีแสงแวบผ่าน แล้วสังเกตลายกล้วยไม้ที่อยู่บนขวดคอสูงสีขาวในมืออีกครั้ง นึกอะไรบางอย่างออกอย่างกะทันหัน
มันคือขวดยาจินชวงที่ก่อนหน้านี้นางสอดใส่ไว้ในอกเสื้อของเหยียนหลิงจวิน
ดังนั้น...
ฉู่สวินหยางสูดหายใจเข้าอย่างแรง รีบสวมรองเท้าแล้ววิ่งออกจากกระโจมไป
------------------------------------------------------------------------