สวินหยาง ยอดหญิงไร้พ่าย: ภาค 1 บทที่ 8 ตาต่อตา ฟันต่อฟัน ตอนที่ 8
บทที่ 8 ตาต่อตา ฟันต่อฟัน
“สวินหยาง!” เสียงเรียกของฉู่ฉีเฟิงสะท้อนอยู่ข้างหู เจือไปด้วยความดีใจและทำอะไรไม่ถูก
ขอบตาของฉู่สวินหยางเปียกชุ่มเล็กน้อย ก่อนที่นางจะดันตัวออกจากอกของเขา เงยหน้าขึ้นพร้อมกับรอยยิ้ม “พี่รอง!”
“เหตุใดเจ้าถึงมาโผล่ที่นี่ได้ เจ้าฟื้นตั้งแต่เมื่อไร ท่านหมอไม่ได้บอกว่า...” ฉู่ฉีเฟิงกวาดสายตาสำรวจดูนางตั้งแต่หัวจรดเท้า เด็กหนุ่มที่สุขุมเยือกเย็นกลายเป็นภรรยาที่จู้จี้ขี้บ่นไปเสียแล้ว
สุดท้ายสายตาของเขาก็ไปหยุดอยู่ที่ผ้าพันแผลบริเวณหัวไหล่ของฉู่สวินหยางซึ่งมีเลือดซึมออกมาเล็กน้อย จึงแตกตื่นขึ้นมาอีก รีบคว้าแขนของนางไว้ เอ่ยอย่างร้อนรน “เหตุใดจึงบาดเจ็บเอาได้?”
เขาพูดพลางพยายามแกะผ้าพันแผลออกเพื่อตรวจดูอาการ
“ข้าไม่เป็นไร!” ฉู่สวินหยางเบี่ยงหัวไหล่หลบมือของเขา “ข้ามีหลายเรื่องจะพูดกับท่านพี่ แต่ฟ้ามืดแล้ว เส้นทางแถบนี้เดินลำบาก พวกเรากลับไปที่ค่ายก่อน ท่านพ่อไม่รู้ว่าข้าออกมา หากกลับไปช้า สาวใช้ของข้าสองคนนั้นคงได้ถูกลงโทษเป็นแน่”
“ไม่เป็นไรแน่รึ?” ฉู่ฉีเฟิงคิ้วพันกันยุ่งเหยิง มองดูใบหน้าที่ซีดขาวของน้องสาวเล็กน้อย หัวใจปวดหนึบราวกับถูกทิ่มแทง
สำหรับน้องสาวคนนี้ เขาคอยเฝ้าทะนุถนอม เห็นนางสำคัญยิ่งกว่าชีวิตตนเองเสียอีก ยิ่งถ้าอยู่ภายใต้การเลี้ยงดูของฉู่อี้อันด้วยแล้ว ยิ่งแทบจะจับนางประคบประหงมไว้กลางฝ่ามือเลยก็ว่าได้ ดังนั้น เมื่อเห็นว่านางบาดเจ็บถึงขั้นเลือดตกยางออก จึงย่อมกังวลใจเป็นธรรมดา
“ข้าก็แค่ไม่ทันระวัง เลยโดนเฉี่ยวเข้าเท่านั้นเอง ข้าไม่ได้บอบบางขนาดนั้นเสียหน่อย” ฉู่สวินหยางตอบ พลางยิ้มยิงฟันใส่เขา
“น้องสาวของข้า ฉู่ฉีเฟิง ย่อมต้องบอบบางมากกว่าใครๆ อยู่แล้ว” ฉู่ฉีเฟิงเห็นนางทำท่าทางเช่นนั้น นัยน์ตาสดใสของเขาก็พลันเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ยกมือขึ้นลูบศีรษะของนางไปมาอย่างรักใคร่
จากนั้น เขาก็จับศีรษะของฉู่สวินหยางมาซบที่หัวไหล่ของตน โอบเอาไว้อย่างแผ่วเบา
แม้จะอยู่ต่อหน้าธารกำนัล ต้องคอยระวังระยะห่างชายหญิง แต่สำหรับฉู่สวินหยางและฉู่ฉีเฟิงนั้น พวกเขาสองพี่น้องไม่เคยแบ่งแยกกันและกัน
“ท่านพี่ไม่กลัวตามใจข้าจนเสียนิสัยหรือ” ฉู่สวินหยางฝังหน้าลงที่หัวไหล่ของอีกฝ่าย เช็ดคราบน้ำตาที่เอ่อคลอกับเสื้อของเขาจนแห้ง
ตั้งแต่ที่นางเข้าใจเรื่องราวต่างๆ นางไม่เคยร้องไห้ออกมาสักครั้ง
นางอยากจะยิ้ม ยิ้มรับกับทุกสิ่งที่ต้องเผชิญ แต่ว่าวินาทีนี้ นางสัมผัสแผ่นอกอบอุ่นที่ไม่ได้เจอมาเนิ่นนาน ได้ฟังเสียงหัวใจที่เต้นรัวเร็วอย่างมั่นคงของคนที่รักซึ่งเคยต้องแยกจาก
นางพลันรู้สึกว่า สิ่งที่นางเรียกมันว่าความเข้มแข็ง ความจริงแล้วมันไม่มีความหมายเลยสักนิด
พวกเขาคือครอบครัวของนาง พวกเขาจะช่วยกันแบกพยุงแผ่นฟ้าอันกว้างใหญ่ผืนนี้เอาไว้ ณ ที่แห่งนี้ นางไม่ต้องฝืนตัวเอง และไม่ต้องบังคับให้ตนเองไปทำเรื่องใดๆ
ยามมีความสุขก็ยิ้มออกมากว้างๆ ยามที่เศร้าใจก็ร้องไห้ออกมาสุดเสียง
ทำตามใจและเป็นอิสระ เป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริง
“เด็กดี เจ้าจะเอาแต่ใจย่อมได้ แต่อย่าได้โอ้อวดถือดีเด็ดขาด ข้ากับท่านพ่อล้วนเหมือนกัน ขอเพียงวันนั้นพวกเรายังมีชีวิตอยู่ ต่อให้เจ้าเหิมเกริมจนเทียมฟ้าแล้วจะเป็นไรไปเล่า?” ฉู่ฉีเฟิงยิ้มสว่างสดใส
“ข้าจะถือคำพูดของท่านพี่เป็นคำสัญญา ข้าจดเอาไว้ในใจแล้วนะ” ฉู่สวินหยางยิ้มกว้าง ผละศีรษะออกมาจากไหล่ของอีกฝ่าย ขณะที่มองดูคิ้วตาที่อ่อนโยน นางก็หัวเราะขึ้นมา “ครั้งนี้ข้าหนีออกมาจากค่ายโดยพลการ กลับไปท่านพ่อต้องเดือดดาลมากแน่ๆ สัญญาแล้วนะ ถึงตอนนั้นพี่ต้องรับผิดแทนข้าด้วย”
“เจ้าเด็กคนนี้!” รอยยิ้มบนใบหน้าของฉู่ฉีเฟิงเจิดจ้ากว่าเก่า เขายกมือขึ้นลูบบริเวณด้านหลังของศีรษะนางอีกครั้ง “เจ้าไม่เป็นไรแน่นะ เมื่อวานตอนที่ข้าดู ศีรษะเจ้าบวมปูดออกมาเป็นลูกใหญ่มากทีเดียว”
“ข้ายืนสบายดีอยู่ตรงนี้แล้วเจ้าค่ะ ถ้ายังมัวชักช้าฟ้าก็จะมืดแล้ว รีบไปก่อนเถอะ!” ฉู่สวินหยางกล่าว
“อืม” ฉู่ฉีเฟิงสังเกตดูนางอยู่พักหนึ่ง เห็นนางหัวเราะพูดจาเหมือนปกติจึงวางใจ หันหน้ากลับไปสั่งการองครักษ์ที่ติดตามมา คนทั้งกลุ่มจึงเร่งฝีเท้ากลับไปตามเส้นทางเดิม
เวลานั้นเอง พวกเจี่ยงลิ่วก็พาม้ามาถึงทางเข้าหุบเขาเรียบร้อยแล้ว เมื่อเห็นว่าท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีมืดสลัว ขณะที่ใจกำลังร้อนเป็นไฟนั้นเอง พวกเขาก็พลันเห็นคนกลุ่มหนึ่งออกมาจากพงหญ้าลึก
“ท่านหญิง! ท่านชาย!” พวกเจี่ยงลิ่วรีบเข้ามารับ ช่วยกันเปิดทางให้
“อืม!” ฉู่ฉีเฟิงพยักหน้ารับเบาๆ “สถานที่แห่งนี้ไม่ควรรั้งอยู่นาน รีบกลับไปที่ค่ายก่อนเถอะ!”
“ขอรับ!” เจี่ยงลิ่วก้มศีรษะ เรียกให้คนจูงม้าเข้ามา พวกเขาจึงขี่ม้าจากไปโดยไม่รั้งรอ
พื้นที่แถบนี้เป็นใจกลางที่สองทัพมักปะทะกัน จุดใดจุดหนึ่งอาจจะกลายเป็นสนามรบได้ทุกเวลา ทั้งพวกเขายังต้องเร่งเดินทางกลางคืน ดังนั้น จึงไม่กล้าชักช้าแม้แต่เสี้ยววินาที
ตลอดทางแทบจะไม่มีการสนทนาใดๆ ทั้งสิ้น มีเพียงม้าที่เร่งฝีเท้าอย่างไม่หยุดพัก หลังจากผ่านไปสองชั่วยามก็มาถึงป่าอ้อผืนนั้นอีกครั้ง
“ท่านชาย ด้านหน้าเหมือนมีเสียงต่อสู้กัน” ท่ามกลางองครักษ์หลายนาย เจี่ยงลิ่วมีประสาทหูไวที่สุด เขาเอ่ยอย่างไม่ไว้ใจว่า “หรือว่าทหารของอีกฝั่งลอบโจมตี ถึงได้มีการปะทะกัน?”
คนจำนวนหนึ่งรั้งบังเหียนให้หยุด ฉู่ฉีเฟิงกำลังจะส่งคนให้ไปดู แต่ฉู่สวินหยางกลับยกมือห้ามไว้ เอ่ยว่า “เจี่ยงลิ่ว เจ้าพาคนอ้อมไปรอที่อีกฝั่งของป่าอ้อ เดี๋ยวข้ากับพี่รองจะรีบตามไป”
ขณะที่พูด นางก็พลิกตัวลงจากม้าไปแล้ว ก่อนจะเงยหน้าหันไปมองฉู่ฉีเฟิงที่อยู่บนหลังม้า พูดด้วยสีหน้าจริงจัง “พี่รอง ข้าจะพาท่านไปดูอะไรบางอย่าง”
ปกติแล้วฉู่สวินหยางไม่วิ่งเข้าหาเรื่องยุ่งยาก ฉู่ฉีเฟิงจึงลงจากหลังม้าตามนางไปโดยที่ไม่หยุดคิด
หลังจากเดินตามทิศทางของเสียงต่อสู้ไปเรื่อยๆ สถานการณ์เบื้องหน้าคล้ายจะดุเดือดยิ่งนัก แม้จะอยู่ห่างกันมากขนาดนี้ แต่ก็ยังได้กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง
เพื่อระวังภัย ฉู่ฉีเฟิงเดินนำหน้าฉู่สวินหยางอยู่ครึ่งก้าวอย่างเงียบๆ คุ้มครองนางไว้ภายในอาณาเขตที่ตนจะสามารถปกป้องนางได้
ฉู่สวินหยางเห็นการกระทำนั้นอยู่ในสายตา ในใจรู้สึกอบอุ่นนัก ทว่านางก็ไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไร เดินตามหลังเขาไปจนใกล้กับสถานที่เกิดเหตุ สุดท้ายทั้งสองคนหยุดฝีเท้าลงที่ด้านหลังของป่าอ้อที่สูงราวสองช่วงคน
ถนนสายน้อยไม่ไกลออกไป ทั้งคนทั้งม้าของสองฝั่งพัวพันกันวุ่น รถม้าที่ดูธรรมดาเรียบง่าย ทว่าประณีตบรรจงคันหนึ่งถูกบังคับให้หยุดอยู่กลางถนน องครักษ์ในชุดสีเขียวอ่อนแบบเดียวกันสิบกว่านายกระจายตัวคุ้มกันอยู่รอบๆ รถม้า
ทหารหนานหัวร้อยนายก็ล้อมวงปิดตายอยู่ด้านนอก สองฝั่งสู้กันดุเดือด บนพื้นตอนนี้มีร่างนอนอยู่หลายสิบศพแล้ว ทั้งหมดล้วนแต่เป็นทหารของหนานหัว
“สังหารคนของข้าอย่างโหดเหี้ยม ยังพูดจาใหญ่โตไม่สำนึก พวกเจ้าเป็นสายลับของซีเยว่ หากวันนี้ข้าตัดหัวสุนัขของพวกเจ้าไม่ได้ ข้าสาบานจะไม่เป็นคนอีก” ผู้นำฝั่งหนานหัวอับอายจนเดือดดาล ยืนตวาดก้องอยู่บนเนินเล็กๆ
“ก็บอกแล้วว่าการตายของชายหัวโล้นพวกนั้นไม่เกี่ยวกับพวกข้า พวกข้าเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดาที่ผ่านทางมา หากพวกเจ้ายังไม่เลิกตอแย ก็อย่าได้โทษว่าข้าไม่เกรงใจ!” องครักษ์ที่อยู่ด้านข้างรถม้าตอกกลับด้วยสีหน้าเย็นชา น้ำเสียงเคร่งขรึม ถึงจะเผชิญหน้ากับสถานการณ์ยากลำบากเช่นนี้ แต่เขากลับไม่มีท่าทีเกรงกลัวแม้แต่น้อย
“เป็นคนของจวนอ๋องหนานเหอ” ฉู่ฉีเฟิงขมวดคิ้ว ใบหน้าที่ราบเรียบสูงสง่าพลันมีความเย็นเยือกวูบผ่าน
“อืม!” ฉู่สวินหยางพยักหน้า “เดิมทีข้าออกจากค่ายมาก็เพื่อตามหาท่านพี่ แต่ระหว่างทางเกิดเรื่องไม่คาดฝันเล็กน้อย ก็เลยลองให้พวกหยวนซานจัดฉากนี้ขึ้นมา คิดไม่ถึงว่าจะเป็นคนของจวนอ๋องหนานเหอจริงๆ”
อุบายของฉู่สวินหยางนั้นง่ายมาก ก่อนอื่นก็ให้จูหยวนซานพาคนไปล่อพวกหนานหัวออกมากลุ่มหนึ่ง จากนั้นให้ลู่หยวนซ่อนตัวอยู่ที่นี่ เมื่อเห็นขบวนรถม้าของฉู่หลิงอวิ้นปรากฏขึ้นแต่ไกล ก็ให้นำศพของพวกชายหัวโล้นที่ซ่อนไว้ข้างทางโยนออกมาบนถนน ขวางรถม้าของฉู่หลิงอวิ้นเอาไว้ ขณะที่พวกองครักษ์กำลังตรวจสอบศพที่ขวางทางอยู่นั้นเอง พวกหนานหัวก็จะมาถึงพอดีและเกิดการเข้าใจผิด คิดว่าการตายของพวกชายหัวโล้นเป็นฝีมือองครักษ์ของฉู่หลิงอวิ้น อย่างไรเสียช่วงนี้สถานการณ์ของสองทัพค่อนข้างจะอ่อนไหว วิธียัดเยียดความผิดอย่างนี้มีโอกาสสำเร็มากถึงเก้าส่วน
ในเมื่อฉู่ฉีเหยียนกล้าออกอุบายทำร้ายฉู่ฉีเฟิง นางก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่ใช้วิธีตาต่อตา ฟันต่อฟันกับเขา ต่อให้วันนี้ฉู่หลิงอวิ้นเกิดเรื่องจนต้องมาตายอยู่ที่นี่ พวกเขาก็ไม่คู่ควรที่จะได้รับความสงสารหรือเห็นใจเลยด้วยซ้ำ
“คนในรถม้าคือท่านหญิงอันเล่อกระมัง?” ฉู่ฉีเฟิงไม่ได้ถามอะไรพวกนั้น แต่กลับจับประเด็นได้อย่างรวดเร็ว
ฉู่สวินหยางไม่ได้ตอบความ ฉู่ฉีเฟิงจึงตีที่แขนนางเบาๆ กระซิบว่า “ไปเถอะ พวกเรากลับไปที่ค่ายกันก่อน!”
หากฉู่หลิงอวิ้นปรากฏตัวขึ้นที่นี่ นั่นย่อมแน่นอนว่าฉู่ฉีเหยียนจะต้องอยู่แถวๆ นี้ด้วยเช่นกัน มีหลายเรื่องไม่จำเป็นต้องพูดให้กระจ่าง
สองคนถอยห่างจากป่าอ้ออย่างเงียบๆ หลังจากที่ไปรวมตัวกับพวกเจี่ยงลิ่วแล้ว พวกเขาถึงจะขี่ม้ากลับค่ายพร้อมกัน ครั้นถึงหน้าประตูค่ายก็เห็นจูหยวนซานกำลังเดินวนไปวนมาด้วยสีหน้าร้อนรน
“ท่านชาย! ท่านหญิง!” เมื่อเห็นว่าทั้งสองคนกลับมาอย่างปลอดภัย จูหยวนซานจึงดีอกดีใจเกินเหตุ
ฉู่ฉีเฟิงพลิกตัวลงจากม้า ใบหน้านิ่งสงบ โยนบังเหียนใส่มือของเขาแล้วสาวเท้าเข้าไปด้านใน พลางสั่งเสียงเย็นว่า “ไป! ไปพาตัวท่านหมอกัวที่ตรวจอาการของท่านหญิงเมื่อคืนมาหาข้า!”
ไม่ว่าจุดประสงค์ของอีกฝ่ายคืออะไร แต่เพื่อจัดฉากวางอุบาย กลับหาญกล้ามาแตะต้องน้องสาวสุดที่รักของเขา มันผู้นั้นไม่มีทางได้ตายดี!
------------------------------------------------------------------------