สวินหยาง ยอดหญิงไร้พ่าย: ภาค 1 บทที่ 3 ทะเลเพลิงฝังศพ ตอนที่ 3
บทที่ 3 ทะเลเพลิงฝังศพ
ห้องลับใต้ดินมืดสลัวได้รับการจัดระเบียบใหม่ทั้งหมด เตียงแกะสลักมีผ้าห่มไหม เทียนแดงสว่างจ้า ของประดับทุกชิ้นมีแต่ความหรูหราประณีต
ฉู่สวินหยางพิงอยู่ที่มุมหนึ่งของกำแพง เข่าข้างหนึ่งชันขึ้น นั่งอย่างสงบด้วยท่วงท่าสบายๆ ไร้กิริยา แสงเทียนบนโต๊ะด้านข้างแต้มสีแดงแปลกๆ ลงบนดวงหน้าซีดเผือดของนาง
นัยน์ตาของนางสุกใส ทว่าว่างเปล่า นางแหงนหน้าขึ้นเล็กน้อย เหม่อมองใยแมงมุมกระจุกหนึ่งบนคานที่ไม่ได้รับการเช็ดถู
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไร ก็มีเสียงฝีเท้าที่มั่นคงเป็นจังหวะลอยมา ร่างสูงของบุรุษผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้นตรงบันไดปากทางเข้า
เขาก้าวเท้าเดินลงมา โบกมือให้สาวใช้สองคนที่เฝ้าอยู่หน้าประตูออกไปก่อน
ฉู่สวินหยางใช้หางตาเหลือบมองเขาทีหนึ่ง แต่ยังพิงตัวกับผนังไม่ขยับเขยื้อน
ต่างจากท่าทีเย็นชาเด็ดขาดบนหอเล็กในวันก่อน ฉู่ฉีเหยียนกลับมีท่าทีเคร่งขรึม เดินตรงมาหยุดที่เบื้องหน้านางอย่างไม่ลังเล ทรุดตัวนั่งบนส้นเท้า เอื้อมมาคว้ามือข้างหนึ่งของนางไปกุมไว้
“สวินหยาง อย่าโทษข้าเลย เพื่อปกป้องเจ้า ข้าก็ทำได้เพียงเท่านี้!” ฉู่ฉีเหยียนกล่าว “ฮ่องเต้มีราชโองการ ให้ประหารคนของวังบูรพาไม่ให้เหลือ ต่อให้ข้าไม่ทำ ก็ต้องมีคนอื่นทำอยู่ดี”
“พี่รองล่ะ?” ฉู่สวินหยางไม่เคลื่อนไหว แม้แต่อารมณ์บนหน้าก็ไม่เปลี่ยนสักนิด เพียงโพล่งถามออกไปอย่างตรงประเด็น “เมื่อวานที่ลานประหาร ข้าไม่เห็นเขา”
“สวินหยาง...” ฉู่ฉีเหยียนถอนหายใจเฮือก บนใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความจนปัญญา ทว่าก็หาวงใยนางอย่างเหลือแสน เขาลุกขึ้นไปนั่งที่ข้างกาย ออกแรงกุมมือนาง แล้วถึงเปิดปากด้วยความกลัดกลุ้มว่า “กลางดึกวานซืน ที่ห้องลับวังบูรพา ก่อนที่คนในวังเจ้าจะถูกคุมตัวไปลานประหาร เขา...ฮ่องเต้ก็พระราชทานสุราพิษให้เขาดื่มแล้ว”
“เหอะ...” ฉู่สวินหยางได้ยินดังนั้น ก็สบถออกมาหนึ่งคำอย่างไม่ยี่หระ หลับตาลงพร้อมเหยียดยิ้มเย้ยหยัน
“สวินหยาง!” ฉู่ฉีเหยียนกำมือนางแน่น น้ำเสียงยิ่งฟังดูหมดหนทาง “นิสัยของฮ่องเต้เจ้าก็รู้ดี ถึงแม้จะทรงโปรดปราณฉีเฟิงมาโดยตลอด แต่ยิ่งรักมากย่อมต้องแค้นมาก ทรงรู้แล้วว่าฉีเฟิงเป็นบุตรกำพร้าที่ราชวงศ์ก่อนทิ้งเอาไว้ เจ้าก็รู้ดีว่าจุดจบมันจะต้องออกมาเป็นเช่นนี้”
“เรื่องราวมาถึงขั้นนี้ เจ้าก็ยังจะหลอกข้า?” ฉู่สวินหยางลืมตาอีกครั้ง คลื่นอารมณ์ในดวงตาซัดโถมเป็นเงาวูบวาบ เจือความรู้สึกโศกเศร้าอาดูร นางจ้องมองดวงหน้าหล่อเหลาที่อยู่เบื้องหน้า เอ่ยแต่ละคำออกมาด้วยความชัดเจนแช่มช้า “ข้ากับพี่รองเติบโตด้วยกันมาแต่เด็ก ตัวติดกันเงาไม่เคยห่าง เขาจะใช่หรือไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของท่านพ่อ ไม่มีใครรู้ดีมากไปกว่าข้าหรอก”
นัยน์ตาของฉู่ฉีเหยียนแข็งค้างไปโดยพลัน แม้บนใบหน้าจะไม่ได้เผยพิรุธ แต่ในใจเหมือนมีเชือกเส้นหนึ่งกำลังบีบรัดอยู่
“เจ้ารู้หรือ?” ฉู่ฉีเหยียนถาม คิ้วเข้มขมวด สีหน้าซับซ้อน
“พวกเขาล้วนเป็นครอบครัวข้า” ฉู่สวินหยางมองตรงเข้าไปในดวงตาเขา เผยยิ้มให้อย่างช้าๆ เป็นรอยยิ้มที่สุดแสนจะเปล่าเปลี่ยวและวังเวง “ในบุตรธิดาของท่านพ่อ หากจะมีใครสักคนที่เป็นกากเดนในราชวงศ์ก่อน เช่นนั้นคำตอบก็มีเพียงอย่างเดียว คนๆ นั้นคงต้องเป็นข้า!”
ความหนักแน่นของนาง ไม่เหลือที่ให้ใครได้สงสัยแย้งความทั้งสิ้น
แววตาของฉู่ฉีเหยียนวาบไหว สายตาจ้องเขม็งอยู่ที่ใบหน้าของนาง แต่ผ่านไปเนิ่นนานก็ไม่ได้เปิดปากพูดสักประโยค
ผู้หญิงคนนี้ทั้งกล้าและทะนงตน ที่หาได้ยากยิ่งกว่าคือความว่องไวในการสังเกต และความเฉียบขาดในการตัดสินใจที่อยู่สูงเหนือคนปกติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทหารหรือข้อราชการต่างๆ ก็ตามที
มันเป็นที่ประจักษ์โดยทั่วกัน เพราะนับแต่นางไปบัญชาการทัพอยู่ที่ชายแดนแคว้นหนานหัวด้วยตนเองนานถึงหกปี นางไม่เคยปราชัยในศึกครั้งใด
เขาชอบความงดงามและความเฉลียวฉลาดของนาง ชื่นชมความเด็ดขาดห้าวหาญของนาง ลุ่มหลงนางจนถอนตัวไม่ขึ้น ราวกับโดนมนตร์ดำร่ายใส่ แต่ขณะเดียวกัน...
สิ่งที่มากกว่านั้นคือความหวาดกลัว ไม่มีสักนาที ที่เขาจะหยุดเตรียมพร้อมหรือไม่ป้องกันตัว
ที่เขามีความรู้สึกเช่นนี้อยู่รางๆ ก็เป็นเพราะสตรีผู้นี้หยิ่งผยอง ไม่ใช่คนที่เขาจะสามารถควบคุมเอาไว้ในฝ่ามือได้
ตอนนี้ก็ประเสริฐยิ่งแล้ว นางสูญเสียคนหนุนหลัง ไร้ที่พึ่งพา แม้แรงจะพลิกฝ่ามือโจมตีก็ไม่มีเหลือ ในที่สุด เขาก็สามารถครอบครองนางได้โดยไร้ความกังวล
“สวินหยาง มันผ่านไปหมดแล้ว” ในใจลอบถอนหายใจอย่างผ่อนคลาย ฉู่ฉีเหยียนโอบนางไว้ในอ้อมแขนอย่างแผ่วเบา “เมื่อวานนี้ ข้าจัดการส่งนักโทษหญิงที่รูปร่างคล้ายเจ้าไปรับโทษกับฮ่องเต้แทนแล้ว ไม่ว่าความจริงของเรื่องนี้จะเป็นเช่นไร จะไม่มีใครบนโลกนี้ได้ล่วงรู้ฐานะแท้จริงของเจ้า เจ้าอยู่ข้างกายข้าอย่างสบายใจเถอะ รอจนถึงเวลาที่ข้ามแดนออกไปได้แล้ว ข้าจะให้ฐานะใหม่แก่เจ้า ส่วนเรื่องราวในอดีตพวกนั้น ลืมมันไปให้หมดเสีย”
ฉู่สวินหยางปิดตาลง ส่ายศีรษะอย่างไร้เยื่อใย “ผ่านมาขนาดนี้แล้ว เจ้าก็ยังไม่เข้าใจ เจ้าคิดว่าหลังจากที่รู้ว่าพวกเขาต้องมาตายเพราะข้าแล้ว ข้าจะยังใช้ชีวิตต่อไปอย่างไม่รู้สึกรู้สาอะไรได้อีกหรือ?”
“ข้ารู้อยู่แล้วว่าเจ้าจะเป็นเช่นนี้ และก็กลัวที่สุดว่าเจ้าจะเป็นเช่นนี้” ฉู่ฉีเหยียนมุ่นคิ้ว สองมือกุมไหล่ของนาง ใช้แววตาเจ็บปวดจ้องมอง “สวินหยาง ความคิดของเสด็จอาเจ้าน่าจะเข้าใจดีกว่าใครๆ เพื่อที่จะปกป้องเจ้า แม้แต่ชีวิตเขาก็พร้อมจะสละให้ได้ ตอนนี้ไม่ง่ายกว่าจะได้ทางรอดสุดท้ายมา หากเจ้าไม่รักษาชีวิตไว้ จะไม่ละอายใจต่อหลายร้อยชีวิตของวังบูรพาที่ต้องเสียไปหรืออย่างไร?”
“ข้ายังควรจะมีชีวิตอยู่ต่ออีกหรือ?” มุมปากของสวินหยางมีรอยยิ้มเจิดจ้าติดอยู่ตลอด แม้ดวงหน้าจะซีดเผือด แต่ก็ยากจะปกปิดความสง่าบนใบหน้า ซ้ำยิ่งขับให้ดูสะคราญโดดเด่น
หัวใจของฉู่ฉีเหยียนคล้ายจะหยุดเต้นไปขณะหนึ่ง
ฉู่สวินหยางผลักเขาออกแล้วหยัดกายลุกขึ้น ปลายนิ้วเรียวซีดลากผ่านรอยแตกของอิฐบนผนังด้านข้าง จากนั้นเดินไปหยุดที่โต๊ะกลางห้อง มือหยิบกาหยก แล้วรินเหล้าใส่สองจอก
ฉู่ฉีเหยียนลุกเดินตามไป มองนิ้วงามที่สะท้อนเป็นสีสวยอยู่บนกาหยก คล้ายตกอยู่ในภวังค์ความคิด
นางหยิบจอกเหล้าที่รินเสร็จแล้วส่งไปให้ด้านหน้าเขา “มาส่งท่านพ่อเป็นเพื่อนข้าที”
อีกฝ่ายชะงักงุนงง แต่สุดท้ายก็ยื่นมือออกไปรับ ฉู่สวินหยางหัวเราะ แหงนหน้ากระดกเหล้าหมดจอก จากนั้นก็หยิบกาขึ้นมา เทเหล้าที่เหลืออยู่ด้านในลงบนพื้น
ฉู่ฉีเหยียนไม่อาจเลี่ยง จึงได้แต่ดื่มลงไปเท่านั้น
ฉู่สวินหยางกวาสายตามองไปรอบๆ ห้อง พลางยกมุมปากขึ้นหัวเราะเบาๆ เอ่ยว่า“นี่เป็นห้องลับด้านหลังห้องหนังสือของท่านพ่อข้า เจ้าสามารถจัดการให้ข้ามาอยู่ที่นี่ได้ แสดงว่าตอนนี้เสด็จลุงรองน่าจะนั่งเป็นประมุขของวังบูรพาแล้ว ยินดีกับเจ้าด้วย ท่านหวงจ่างซุน...คนใหม่!”
ตอนจบประโยค น้ำเสียงของนางคล้ายเจือเสียงหัวเราะถูกใจ
สีหน้าของฉู่ฉีเหยียนบิดเบี้ยวตั้งแต่ได้ยินประโยคแรกของนาง
“คงประหลาดใจมากสินะว่าข้ารู้จักห้องลับนี้ได้อย่างไร?” ฉู่สวินหยางเพียงแค่ยิ้มบางๆ “ท่านพ่อไม่เคยมีความลับกับข้า เช่นเดียวกัน ในวังบูรพาแห่งนี้ก็ไม่มีความลับใดที่ข้าจะไม่รู้”
“สวินหยาง...เจ้า...” หัวสมองราวกับมีเลือดตีกลับขึ้นฉับพลัน ฝีเท้าของฉู่ฉีเหยียนซวนเซ ถอยหลังไปสองก้าวอย่างระวังภัย
“ข้ารู้ว่าเจ้าขี้ระแวง ก่อนที่จะส่งข้ามาที่นี่ก็คงจะเอาสิ่งของที่ติดตัวข้ามาออกไปหมดแล้ว แต่ว่าในห้องลับนี้เล่า?” ฉู่สวินหยางหัวเราะ สายตามองไปทางรอยแตกบนผนังที่นิ้วมือเคยไล้ผ่านอย่างบอกเป็นนัย
“เจ้าคิดว่าแทงกระดูกสะบักแล้ว ทำลายวรยุทธ์ข้าแล้ว ข้าก็ทำอะไรต่อมิอะไรไม่ได้แล้วหรือ? ถ้าข้าจะฆ่าคน จะเวลาไหน จะสถานที่ใด ก็ย่อมทำได้ทั้งนั้น”
“เพราะเหตุใด...” อวัยวะภายในของฉู่ฉีเหยียนแปรปรวน ราวกับว่ากำลังถูกฉีกออกจากกัน ใบหน้าของเขาเปลี่ยนไปเป็นอีกสี “เพื่อเจ้า ข้ายอมถอยให้จนถึงที่สุดแล้ว เพื่อที่จะช่วยชีวิตเจ้าให้ได้ แม้แต่ราชโองการของฮ่องเต้ก็ยอมขัด แต่เจ้ากลับตอบแทนข้าเช่นนี้?”
“ฉู่ฉีฮุยตาขาวขนาดไหน ฝีมือมีเท่าไรข้าย่อมรู้ดี ถ้าไม่มีคนเบื้องบนคอยกระตุ้นเขาลับหลัง เขาทำเรื่องเช่นนี้ออกมาไม่ได้หรอก เจ้าก็เลิกแสดงละครเสียทีเถอะ!” สีหน้าของฉู่สวินหยางเปลี่ยนเป็นเย็นยะเยือกในพริบตา เอ่ยเสียงกร้าวว่า
“พิษนี้ไม่มียาถอน! เจ้าซุ่มวางแผนให้ร้ายคนของวังบูรพาสามร้อยหกสิบแปดคน ข้าสังหารองครักษ์เกราะทองของเจ้าสามร้อยหกสิบเจ็ดคน ชีวิตต่อชีวิต พอดีเลย เจ้าจะได้เป็นศพสุดท้าย!”
“เจ้า...” พิษพลันออกฤทธิ์ บวกกับแรงอารมณ์ที่กระตุ้นพิษให้เข้าสู่หัวใจเร็วขึ้น ดวงหน้าทั้งใบของฉู่ฉีเหยียนกลายเป็นสีดำคล้ำ
“ถูกต้อง ในเหล้ามีพิษ ข้าก็ดื่มเช่นกัน ไม่เช่นนั้นเจ้าก็คงไม่ยอมติดกับข้ากระมัง?” ดวงตาของฉู่สวินหยางโค้งขึ้น หัวเราะเสียงนุ่ม มุมปากมีเลือดไหลออกมาอย่างช้าๆ
ขณะที่พูด นางก็ใช้แขนกวาดเชิงเทียนจนร่วงกราวลงพื้น
เหล้าที่ถูกราดลงบนพื้น ติดไฟในทันใด เปลวเพลิงม้วนโหม ลามไปถึงผ้าม่านเตียงที่ห้อยอยู่ด้านข้างอย่างรวดเร็ว นางไม่เสียดายที่จะใช้ชีวิตตนเองเป็นเหยื่อล่อ ที่แท้นางคำนวณทุกก้าวอย่างระมัดระวัง ก็เพราะต้องการชีวิตของเขา
ในหัวสมองเจ็บแปลบ ฉู่ฉีเหยียนรีบกดทับกำลังภายในให้สงบ ตวาดเสียงเหี้ยม “ทหาร!”
ตะโกนจบ ก็กระอักเลือดสีดำออกมาทันที
“ฝ่าบาท!” องครักษ์จำนวนมากที่ถูกสั่งให้เฝ้าอยู่หน้าประตูตั้งแต่ต้นพากันกรูเข้ามา เห็นหน้าตาเขาดำคล้ำก็พากันตกใจแตกตื่น “จ่างซุนถูกพิษ เร็ว รีบไปเชิญหมอหลวงมา”
ฉู่ฉีเหยียนไม่ยอมตัดใจ ตอนที่จะถูกคนพยุงออกไปก็ยังขืนกัดฟัน พุ่งไปหนึ่งก้าว ใช้กำลังบังคับช้อนตัวฉู่สวินหยางไว้ในอ้อมแขน จากนั้นสาวเท้าออกไปด้านนอกอย่างรวดเร็ว เค้นเสียงลอดฟันออกมาทีละคำ “ถ้าวันนี้เจ้าจะต้องตายให้ได้ เจ้าก็ต้องตายอยู่ข้างกายข้าเท่านั้น”
ฉู่สวินหยางบาดเจ็บอยู่ เดิมทีก็อ่อนแรงเต็มทน ฉู่ฉีเหยียนยังสามารถใช้กำลังภายในกดทับพิษไว้ได้ชั่วคราว แต่นางกลับลมหายใจรวยริน ไม่มีแม้เรี่ยวแรงขัดขืน
เขาอุ้มนางรีบร้อนเดินขึ้นบันไดไป ด้านหน้าอีกเพียงไม่กี่ก้าวก็จะสามารถออกไปได้แล้ว
ทันใดนั้น ริมฝีปากของฉู่สวินหยางพลันกระตุกยิ้มประหลาดขึ้น มือขวาที่โอบคอเขาไว้ด้านหลังยกขึ้นสูง ดึงเอาปิ่นปักผมเขาออกมา แทงเข้าที่ท้ายทอยของเขา
“ฝ่าบาท ระวัง!” องครักษ์ที่ติดตามมาด้วยพลันร้องตกใจ ฝ่ามือพุ่งออกไปดั่งสายฟ้า กระแทกใส่สตรีที่คิดลอบสังหารจนกระเด็นออกไป
ห้องลับเบื้องหลังถูกไฟกลืนกินจนไม่เห็นเงา ร่างน้อยอ่อนแรงของสตรีเหมือนกับผีเสื้อปีกหัก นางเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะกระโดดลงไป
ฉู่ฉีเหยียนเบิกตาโพลง มือยื่นออกไปคว้าตามสัญชาติญาณ แต่คว้าได้เพียงควันว่างเปล่ากลุ่มหนึ่งเท่านั้น
ท่ามกลางเปลวเพลิงที่ลุกโหม รอยยิ้มของหญิงผู้นั้นก็ยังงดงามดังเก่า ทุกถ้อยทุกคำดังชัด ลอยออกมาจากทะเลเพลิง “แม้ไม่อาจตายในวันเดียวกัน แต่ข้ากับเจ้าไม่มีวันได้นอนร่วมโลง!”
ลมสารทหวีดหวิว ด้านหนึ่งของวังบูรพาไฟโหมเสียดฟ้า
...
บุรุษหล่อเหลาที่หยุดม้าอยู่มุมถนนกำลังฟังผู้ใต้บัญชารายงานสารลับ หว่างคิ้วสวยคล้ายถูกลมราตรีแต่งแต้มให้ดูเฉยเมย
“กลับเถอะ” เขากระตุกม้ากลับไป ไม่ยินดียินร้าย
----------------------------------------------------------------------------