สวินหยาง ยอดหญิงไร้พ่าย

สวินหยาง ยอดหญิงไร้พ่าย: ภาค 1 บทที่ 9 แผนร้ายถูกเปิดโปง ตอนที่ 9

#9ภาค 1 บทที่ 9 แผนร้ายถูกเปิดโปง

บทที่ 9 แผนร้ายถูกเปิดโปง

ณ ป่าอ้อ สองฝั่งคนม้าโรมรัน ฆ่าฟันกันจนท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีดำมืด

แม้องครักษ์ของฉู่หลิงอวิ้นจะฝีมือไม่ธรรมดา แต่ทางฝั่งหนานหัวก็บ้าคลั่ง ส่งทหารมาหนุนทัพอย่างต่อเนื่อง การสู้รบที่อีกฝ่ายมีกำลังหมุนเวียนมาไม่จบสิ้นเช่นนี้ ต่อให้เป็นมนุษย์เหล็กก็ยากจะทนไหว

ฉู่หลิงอวิ้นที่อยู่บนรถม้าไม่ได้เผยตัวออกมาสักนิด สาวใช้สองคนนามว่าจื่อเหวยกับจื่อซวี่เกาะอยู่ข้างหน้าต่าง เฝ้าติดตามสถานการณ์สู้รบด้านนอก กระวนกระวายเหงื่อท่วมตัว

“ฝั่งหนานหัวมีทหารมาเพิ่มอีกแล้ว ท่านหญิง ปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไปไม่ได้นะเจ้าคะ” จื่อซวี่พูดออกมาอย่างอดไม่ได้ “หลี่หลินพวกนั้นต้านไว้ได้อีกไม่นานแน่ พวกหนานหัวเป็นคนถ่อยไร้เหตุผล หากว่าพวกมันชิงตัวท่านหญิงไป ผลลัพธ์นั้นข้าไม่กล้าจะคิดเลย!”

ท่านหญิงอันเล่อ นามฉู่หลิงอวิ้น ความสามารถรูปโฉมสมบูรณ์พร้อม ครองตำแหน่ง ‘หญิงงามอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวง’ ได้อย่างเต็มภาคภูมิ วันนี้หากว่าถูกคนของหนานหัวชิงตัวไปที่ค่ายทหารเข้าจริงๆ ผลที่ตามมาไม่ต้องคิดก็พอจะเดาออก

จื่อเหวยได้ยินดังนั้นก็ลนลานขาดสติ หยุดคิดครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยว่า “ท่านหญิง จะทำเช่นไรดี พวกหนานหัวคนเยอะแกร่งกล้า ไม่สู้ให้คนไปตามทหารที่ค่ายมาช่วยดีไหมเจ้าคะ?”

ไม่ว่าอย่างไร ก็ไม่อาจให้ฉู่หลิงอวิ้นตกไปอยู่ในมือของพวกหนานหัวได้อย่างเด็ดขาด

“โง่เง่า!” ฉู่หลิงอวิ้นแผดเสียงอย่างมีอารมณ์ ตาหงส์ตวัดมองเป็นการขู่เตือน “ตอนนี้องค์รัชทายาทบัญชาการอยู่ที่ค่าย ข้าไปขอทหารเขามาช่วย ไม่เท่ากับเป็นการแหกปากตะโกนว่าข้ากับฉีเหยียนมาที่นี่ เพื่อวางแผนให้ร้ายเขาหรือ?”

“แต่...แต่ว่า...” เสียงฆ่าฟันด้านนอกดุเดือดมากขึ้นทุกที จื่อซวี่ร้อนใจจนแทบน้ำตาไหล “ปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปต้องเกิดเรื่องขึ้นแน่ๆ เจ้าค่ะ! ไอ้พวกคนหนานหัวนี่ก็อย่างไร ทำเหมือนว่าพวกเราเป็นคู่แค้นคู่อาฆาตไปได้”

“ท่านหญิง!” จื่อเหวยไม่กล้าออกความเห็นเรื่อยเปื่อย เพียงจ้องมองนางอย่างอ้อนวอน

“เรื่องจะขอกำลังทหารจากค่ายนั้น พวกเจ้าเลิกคิดไปได้เลย วันนี้ต่อให้พวกเราต้องตายอยู่ที่นี่ ก็จะไม่ยอมเผยเบาะแสให้คนของรัชทายาทรู้เป็นอันขาด” ฉู่หลิงอวิ้นสีหน้าเคร่งเครียด แต่ก็ไม่ยอมถอยแม้แต่ครึ่งก้าว

เมื่อใดก็ตามที่ร่องรอยของพวกนางถูกเปิดเผย นั่นก็เท่ากับเปิดฉากเป็นศัตรูกับจวนรัชทายาทอย่างสมบูรณ์

อีกอย่าง สิ่งที่ฮ่องเต้รังเกียจเป็นที่สุดก็คือลูกหลานที่มีใจทะยานอยาก ยิ่งไปกว่านั้น ฉู่ฉีเฟิงยังเป็นพระราชนัดดาที่ฝ่าบาทให้ความสำคัญมากที่สุดอีกด้วย

ถึงเวลานั้น หากมีคนรู้ว่าพวกนางวางแผนจัดการฉู่ฉีเฟิง ไม่ใช่แค่รัชทายาทฉู่อี้อัน แม้แต่ฮ่องเต้ก็คงไม่มีทางปล่อยเอาไว้แน่ คนของจวนอ๋องหนานเหอย่อมต้องเตรียมตัวถูกกำจัด เส้นทางข้างหน้าคงยากลำเข็ญเป็นที่สุด

ผลร้ายผลดีที่จะตามมา ฉู่หลิงอวิ้นรู้แจ้งแก่ใจดีอยู่ แต่สถานการณ์ตอนนี้ก็ทำให้นางสับสนจนยากจะตัดสินใจได้จริงๆ

“ไม่ได้ ไม่อาจนั่งรอความตายอยู่เฉยๆ!” ฉู่หลิงอวิ้นจิกเล็บลงกลางฝ่ามือ ใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็กัดฟันพูดว่า “รีบส่งคนไปหุบเขาเพลิงอัคคี เรียกฉีเหยียนกลับมาช่วยเหลือ บอกเขาว่าตอนนี้ยังไม่ต้องไปกังวลเรื่องทางนั้น”

ฉู่ฉีเฟิงรอดไปได้ วันข้างหน้าก็ยังมีโอกาสลงมือ แต่ถ้านางถูกเปิดโปงว่าตัวคนอยู่ที่นี่ นั่นถึงจะเป็นจุดจบอย่างไม่ต้องสงสัย

“เจ้าค่ะ!” จื่อซวี่ราวกับคว้าโอกาสสุดท้ายที่จะรอดชีวิตไว้ได้ รีบร้อนออกไปสั่งการ

ฉู่หลิงอวิ้นนั่งอยู่ตรงมุมรถ พยายามกัดฟันวางท่าสงบนิ่ง หากจะพูดว่าไม่กลัวเลยนั่นคงเป็นเรื่องโกหก เวลานี้ เสื้อผ้าด้านหลังเปียกเหงื่อจนชื้นไปทั้งแผ่นแล้ว

นางก็ไม่รู้ว่าเหตุใดวันนี้ถึงได้โชคร้ายนัก ถึงกับถูกพวกหนานหัวหาเรื่องอย่างไร้เหตุผล ตอนนี้ทำได้แค่เพียงภาวนาให้ฉีเหยียนกลับมาช่วยนางให้ทัน ไม่อย่างนั้น นางก็เหลือเพียงความตายเป็นตัวเลือกสุดท้ายแล้ว

...

ค่ายทหารซีเยว่

พวกฉู่ฉีเฟิงสาวเท้ารีบร้อน มุ่งหน้าไปทางกระโจมของฉู่สวินหยาง

ขณะนี้เป็นเวลาดึกมากแล้ว ระหว่างกระโจมมีกองไฟแต่งแต้มอยู่ท่ามกลางผืนดินกว้างขวาง ยิ่งทำให้แผ่นดินคล้ายกว้างไกลสุดลูกหูลูกตามากกว่าเดิม

ความรู้สึกฟ้าใหญ่แผ่นดินกว้างเช่นนี้ ฉู่สวินหยางในชาติก่อนรู้สึกหลงใหลมันอยู่เสมอ ดังนั้น แม้ตนต้องทนลำบากเพียงลำพังอยู่ที่ด่านชายแดนแห่งนี้ถึงหกปีเต็ม แต่สำหรับนางแล้ว นี่เป็นสถานที่ซึ่งควรค่าแก่การระลึกถึง

ขณะที่กำลังเดิน ฉู่สวินหยางสูดหายใจเข้าลึกเต็มปอด...

ความรู้สึกได้เกิดใหม่อีกครั้งมันช่างประเสริฐเหลือเกิน

ฉู่ฉีเฟิงในเวลานี้มีไฟโทสะอยู่เต็มท้อง จึงไม่ได้สังเกตเห็นปฏิกิริยาเล็กน้อยของนางที่อยู่ข้างๆ

สองคนเดินจนเกือบจะถึงกระโจมของฉู่สวินหยางแล้ว ทว่ายังไม่ทันได้เข้าไปใกล้ ก็เห็นชิงเถิงกับชิงหลัวกำลังคุกเข่าก้มหน้าท่าทางสิ้นหวังอยู่กลางลมหนาวยามค่ำคืน

บนร่างของชิงเถิงยังคงสวมชุดของฉู่สวินหยางอยู่ ดูท่าว่าแผนการจะล้มเหลว ฉู่อี้อันจับได้แล้วว่านางปลอมเป็นฉู่สวินหยางเพื่อหลอกเขา

ฉู่สวินหยางกับฉู่ฉีเฟิงหันมาสบตากันครั้งหนึ่ง แลกเปลี่ยนสายตาอย่างรู้ใจกัน ต่างคนต่างยักไหล่ จากนั้นก็เร่งฝีเท้าเดินเข้าไป

“ท่านหญิง!” ชิงเถิงร้อนรนทนไม่ไหว เห็นว่าทั้งสองคนกลับมาแล้ว แม้จะไม่กล้าส่งเสียงดังแต่ก็อดจะยักคิ้วหลิ่วตาส่งสัญญาณบอกไม่ได้

ฉู่สวินหยางกะพริบตาปริบๆ ตอบนาง แสดงท่าทางบอกนางว่าให้รอก่อนอย่าเพิ่งวู่วามทำอะไร จากนั้นก็ตรงไปเปิดประตูพรมและเดินหายเข้าไปด้านใน

ภายในกระโจม ฉู่อี้อันนั่งหน้าทะมึนตึงอยู่ที่ขอบเตียง สีหน้าเคร่งเครียดจริงจังราวกับว่ากำลังจะเกิดสงคราม

กลางกระโจมยังมีคนอีกผู้หนึ่งคุกเข่าอยู่ นั่นก็คือหมอที่ติดตามกองทัพมา คนที่ตรวจอาการให้ฉู่สวินหยางคนนั้น

ไม่รู้ว่าเขาผู้นั้นคุกเข่าอยู่นานเท่าไรแล้ว ครั้นทั้งสองคนเข้าไปก็เห็นว่าแผ่นหลังของเขาชุ่มไปด้วยเหงื่อ แม้จะก้มหน้างุดมองไม่เห็นสีหน้าอารมณ์ แต่ก็ดูออกว่าถูกทำให้ตกใจไปไม่น้อย

“ท่านพ่...” ทั้งคู่เข้าไปแล้ว กำลังจะคารวะฉู่อี้อัน ก็พลันถูกเสียงคำรามตวาดใส่ “พวกเจ้าสองคน คุกเข่าลงเดี๋ยวนี้!”

ทั้งชาติก่อนและชาตินี้ นี่เป็นครั้งที่สองเท่านั้นที่ฉู่สวินหยางเคยเห็นท่านพ่อเกรี้ยวกราดรุนแรง ครั้งที่แล้วก็คือช่วงเวลาประมาณนี้ ตอนที่ฉู่ฉีเฟิงถูกคนลอบทำร้าย

ฉู่สวินหยางชะงักค้าง ส่วนฉู่ฉีเฟิงที่อยู่ด้านข้างทิ้งตัวคุกเข่าเสียงดังตุ้บ นางรีบคุกเข่าตามลงไปติดๆ แต่ฝ่ายพี่ชายกลับยกมือห้ามไว้

ฉู่ฉีเฟิงเงยหน้ามองฉู่อี้อันที่นั่งอยู่เบื้องหน้า เอ่ยเสียงจริงจัง “ท่านพ่อ น้องยังเด็ก ไตร่ตรองไม่รอบคอบ ไม่ได้ตั้งใจจะฝ่าฝืนกฎระเบียบของกองทัพ เพราะนางเป็นห่วงข้า จึงได้หนีออกไปโดยพลการ หากท่านพ่อจะลงโทษ ก็ลงโทษข้าเถอะ”

“เจ้ายังจะปกป้องนาง?” ฉู่อี้อันเดือดดาลพลางตบฝ่ามือลงบนเตียง เตียงทั้งหลังพลันสั่นโยก

คราวนี้เขาโกรธแล้วจริงๆ บนใบหน้าไม่หลงเหลือความอบอุ่นอยู่สักนิด เอ่ยว่า “ก็เพราะเจ้าเอาแต่ให้ท้ายนาง นางถึงได้ไม่เคยเห็นกฎระเบียบอยู่ในสายตา ถึงขั้นไม่สนใจคำสั่งของข้า แอบเคลื่อนย้ายองครักษ์ข้างกายข้าไม่พอ ยังหนีออกไปโดยไม่ได้รับอนุญาต คำสั่งทหารหนักแน่นเท่าภูผาคืออะไร? คำพวกนี้ยังต้องให้ข้าสอนพวกเจ้าอีกรอบหรือไม่? เจ้าเห็นคำพูดของข้าเป็นเพียงลมผ่านหูเท่านั้นรึ?”

เขาไม่ได้โกรธที่ฉู่สวินหยางแอบเคลื่อนไหวองครักษ์ของเขา หรือว่าแอบหนีออกจากค่าย แต่เป็นเพราะว่าที่แห่งนี้สถานการณ์ล่อแหลม พวกหนานหัวจ้องจะขย้ำตาไม่กะพริบ ฉู่สวินหยางหนีออกไปคนเดียว หากไปพบกับพวกหนานหัวเข้า ผลลัพธ์เขายิ่งไม่กล้าจะคาดคิด

ตอนนี้แม้บุตรสาวบุตรชายสองคนจะกลับมาอย่างปลอดภัยแล้ว แต่แค่คิดไปถึงเรื่องนั้น ความเดือดดาลก็โจมตีเข้าสู่หัวใจทันที

เจตนาของท่านพ่อ ฉู่สวินหยางใช่ว่าไม่รู้ แม้สิ่งที่กำลังเผชิญอยู่ตอนนี้คือใบหน้าเย็นชาและความโกรธเคือง แต่ในใจของนางกลับมีความอบอุ่นแผ่ซ่าน ขอบตาพลันแดงก่ำ ไม่ทันตั้งตัว น้ำตาก็ร่วงแหมะๆ ลงมาเสียแล้ว

ฉู่ฉีเฟิงที่ก้มหน้าอยู่ข้างๆ รู้สึกถึงความชื้นที่หลังมือ ครั้นเงยหน้าขึ้นมองเห็นว่านางร้องไห้ก็กระสับกระส่าย รีบเอ่ยปาก “สวินหยาง เจ้าเป็นอะไร ไม่ต้องร้องนะ คนที่ท่านพ่อต่อว่าคือข้า ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเจ้าเสียหน่อย”

ยิ่งเขาพูดแบบนั้น น้ำตาของฉู่สวินหยางยิ่งพรั่งพรูลงมามากกว่าเดิม

ฝ่ายพี่ชายพลันลุกขึ้นอย่างไม่สนใจสิ่งใด ยกมือปาดน้ำตาให้นางวุ่นวาย “เป็นอะไร หรือว่าแผลบนหัวไหล่ของเจ้าเจ็บขึ้นมาอีกแล้ว?”

ฉู่อี้อันพลันหน้าเปลี่ยนสี ลืมเรื่องเดือดดาล รีบตะโกนออกไปนอกกระโจมว่า “ทหาร รีบไปตามหมอมา!”

ฉู่สวินหยางได้ยินก็หัวเราะทั้งน้ำตา หันศีรษะไปมองหมอกัวที่คุกเข่าอยู่ด้านข้าง แล้วเอ่ยว่า “เหตุใดท่านพ่อจึงมองข้ามของดีใกล้ตัวเล่า? หมอกัวก็อยู่ที่นี่แล้วมิใช่หรือ?”

น้ำเสียงของนางเสนาะหู ทั้งยังเป็นเสียงขึ้นจมูกเช่นคนที่เพิ่งผ่านการร้องไห้มา

ทว่าหมอกัวผู้นั้นกลับตัวสั่นเมื่อได้ฟัง ขนที่ท้ายทอยลุกซู่ตั้งชันไปหมด

เพราะเขารู้ว่าแผนร้ายถูกเปิดโปงเสียแล้ว

และเวลานี้...

ก็เป็นเวลาคิดบัญชีความแค้นหลังจบเรื่อง

------------------------------------------------------------------------

สวินหยาง ยอดหญิงไร้พ่าย: ภาค 1 บทที่ 9 แผนร้ายถูกเปิดโปง ตอนที่ 9