สวินหยาง ยอดหญิงไร้พ่าย: ภาค 1 บทที่ 1 ประหารยกครัว ตอนที่ 1
บทที่ 1 ประหารยกครัว
สี่แยกถนนเวลาย่ำรุ่ง เดิมทีนี่เป็นช่วงเวลาที่เงียบสงบที่สุดของวัน
ทว่าวันนี้ ความสงบของถนนสายการค้าทั้งสายกลับถูกกองกำลังขนาดใหญ่จากมุมฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของวังหลวงทำลายจนสิ้น
รถคุมนักโทษหลายสิบคันถูกควบคุมโดยองครักษ์หลวงเกือบหมื่นนาย เคลื่อนตัวอย่างช้าๆ ออกจากวังบูรพา
ถนนยาวไปสิบลี้ ศีรษะคนเบียดเสียดชะเง้อชะแง้ สองข้างทางแน่นขนัดไปด้วยชาวบ้านที่มามุงดู ทหารคุ้มกันแน่นหนากั้นคนออกเป็นสองฝั่ง ไม่อนุญาตให้พวกเขาเข้าใกล้รถคุมนักโทษ
ท่ามกลางบรรยากาศกดดันและหนักอึ้ง ฝูงชนเริ่มกระซิบกระซาบ
“มีเรื่องอะไรกันเล่า? ขบวนใหญ่โตปานนี้ นักโทษประหารมาจากไหนมากมาย?”
“นักโทษประหารอะไร เมื่อครู่เจ้าไม่เห็นรึว่ารถคุมนักโทษคันแรกด้านหน้าโน่นมีใครนั่งอยู่ข้างใน ข้าจะบอกให้ เป็นองค์รัชทายาท!”
“จะเป็นไปได้อย่างไร? เมื่อวานตอนบ่ายอ่อนๆ ข้าไปขายผักที่ตลาดเหนือ ยังเห็นรถม้าขององค์รัชทายาทกับคังจวิ้นอ๋อง[footnoteRef:1]กำลังกลับวังบูรพาหลังเลิกประชุมอยู่ไกลๆ อยู่เลย ได้ยินว่าท่านหญิงสวินหยางชนะศึกที่ชายแดนอีกครั้งแล้ว ฮ่องเต้ดีพระทัย ยังตบรางวัลให้เป็นพะเนิน!” [1: จวิ้นอ๋อง เป็นบรรดาศักดิ์รองจากชินอ๋องหนึ่งขั้น ได้จากการสืบสกุล หรือได้รับพระราชทานจากฮ่องเต้เนื่องจากมีความดีความชอบ ]
“เฮ้อ เจ้าพูดได้ถูกแล้ว เรื่องก็เกี่ยวกับตัวคังจวิ้นอ๋องนี่แหละ”
“อย่างไรเล่า?”
“ได้ยินว่าคังจวิ้นอ๋องไม่ใช่สายเลือดแท้ๆ ขององค์รัชทายาท แต่เป็นโอรสขององค์หญิงฉางๆ อะไรสักอย่างในราชวงศ์ก่อน! ข้านึกชื่อไม่ออก แต่เรื่องเป็นราวๆ นี้แน่! พวกเจ้าก็ไม่ลองคิดดูเล่า พอเรื่องนี้แดงขึ้นมาจะมีโทษทัณฑ์ใด? ซุกซ่อนกากเดนของราชวงศ์ก่อนเอาไว้! นี่เท่ากับคิดกบฏ! ไม่ว่าจะตกอยู่บนหัวใครก็มีแต่โทษหนักอย่างยึดทรัพย์ประหารยกครัวทั้งนั้น! เห็นขบวนรถคุมนักโทษพวกนี้หรือไม่? วังบูรพาทั้งบนล่างรวมแล้วสามร้อยหกสิบแปดชีวิต กระทั่งคนที่รับผิดชอบเทเศษอาหารหลังวังก็จะโดนประหารที่นี่ทั้งหมด ถนนข้างหน้านั่นมีติดประกาศออกมาแล้ว ล้วนแต่โทษตาย สักคนก็ไม่เว้น!”
“องค์รัชทายาทเป็นโอรสแท้ๆ ของฮ่องเต้เชียวนะ คนต่างพูดว่าแม้เสือจะดุร้ายแต่ก็ไม่กินลูกตัวเอง...”
“ชู่ว! เจ้าอยากตายหรือ ถึงกล้าวิพากษ์วิจารณ์ฮ่องเต้ลับหลัง? เจ้ามีกี่หัวกัน?”
“อ้อ! แต่เรื่องนี้คิดๆ ดูก็แปลก เจ้าเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า องค์รัชทายาทเป็นผู้สืบทอดบัลลังก์ของราชวงศ์เรา ภายภาคหน้าก็คือคนที่จะได้เป็นฮ่องเต้ แล้วเหตุใดต้องไปช่วยเลี้ยงลูกชายขององค์หญิงอะไรนั่นในราชวงศ์ก่อน นี่... นี่มันฟังขึ้นเสียที่ไหน!”
“ใครจะไปรู้ล่ะ! สรุปก็คือข่าวนี้แน่ยิ่งกว่าแช่แป้ง เจ้าดูผู้นำขบวนหน้าสุดนั่น เห็นไหม? นั่นน่ะ...คนที่ใส่ชุดราชสำนักสีแดง นั่นก็คือหวงจ่างซุน[footnoteRef:2]ของฮ่องเต้ ฉู่ฉีฮุย! เขาเป็นคนบอกความลับนี้กับฮ่องเต้ด้วยตัวเอง หวงจ่างซุนนั่นเป็นใคร เป็นลูกชายแท้ๆ ขององค์รัชทายาทเชียวนะ เรื่องนี้ท่าจะจริงถึงแปดส่วน ว่ากันว่าฮ่องเต้เห็นแก่ความดีความชอบที่เขานำเรื่องมารายงาน ทั้งวังบูรพาถึงได้มีเลือดเนื้อก้อนหนึ่งเหลือรอดมาได้ นี่อย่างไรล่ะ เพื่อแสดงความภักดี วันนี้เขากับใต้เท้าเหยียนหลิงแห่งกรมอาญาถึงได้มาเป็นผู้คุมการประหารด้วยกัน” [2: หวงจ่างซุน ใช้เรียกหลานชายคนโตของฮ่องเต้ โดยสามารถเป็นได้ทั้งหลานชายคนโตจากภรรยาเอก และจากอนุ]
“บุตรฟ้องบิดา บิดาฆ่าบุตร เรื่องในราชวงศ์นี่มันช่าง...”
“ชู่ว! รีบเลิกพูดเถอะ สายสืบจากในวังมาโน่นแล้ว”
...
ท่ามกลางเสียงจ้อกแจ้กจอแจ ฝูงชนพากันล้อมอยู่รอบลานประหารจากหัวถนนยาวไปจนสุดสี่แยกท้ายถนน กระทั่งน้ำยังยากจะไหลผ่านไปได้
ยามเหม่าเค่อแรก[footnoteRef:3] หวงจ่างซุนฉู่ฉีฮุยที่ทำหน้าที่คุมการประหารได้ทำการอ่านพระราชโองการของฮ่องเต้... [3: ยามเหม่า คือช่วงเวลาประมาณ ตีห้าถึงเจ็ดโมงเช้า (5.00-7.00 น.) เค่อแรก หมายถึงเพิ่งเข้าสู่ช่วงเวลานั้นๆ โดย ‘เค่อ’ เป็นชื่อเรียกหน่วยบอกเวลาของจีน หนึ่งเค่อมีระยะประมาณสิบห้านาที]
เหตุด้วยองค์รัชทายาทแอบซุกซ่อนกากเดนในราชวงศ์ก่อน คิดวางแผนก่อกบฏ จึงถูกตัดสินโทษตาย ให้ประหารยามอู่[footnoteRef:4] วังบูรพาทั้งบนล่างล้วนต้องโทษข้อหาสมรู้ร่วมคิด แต่เพราะคนที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้มีมากเกินไป ให้ดำเนินการทันที [4: ยามอู่ คือช่วงเวลาประมาณ สิบเอ็ดโมงถึงบ่ายโมง (11.00-13.00 น.)]
องค์รัชทายาทฉู่อี้อันที่ผมเผ้ากระเซิง สภาพย่ำแย่ถูกลากขึ้นไปบนแท่นประหาร รอการมาถึงของยามอู่อย่างสงบ คนอื่นๆ ถูกลากลงมาจากรถคุมขังเป็นกลุ่มๆ กลุ่มละแปดคน แล้วประหารต่อหน้าธารกำนัล ดาบใหญ่ของเพชฌฆาตจะฟันลงหนึ่งครั้งทุกๆ ครึ่งเค่อ สีเลือดสาดกระเซ็น ซากศพกองเกลื่อน
บรรยากาศของฝูงชนที่เดิมทีกระสับกระส่ายสงบลงโดยไม่ทันรู้ตัว ทุกคนล้วนกลั้นหายใจ แต่ละครั้งที่คมดาบของเพชฌฆาตฟันฉับ ต่างแลกมาซึ่งร่างที่สั่นสะท้านด้วยความอกสั่นขวัญแขวนของผู้คนมากมาย
นักโทษประหารถูกนำตัวขึ้นไปกลุ่มแล้วกลุ่มเล่า ก่อนจะเปลี่ยนเป็นศพที่ศีรษะกับร่างแยกจากกันแล้วถูกลากลงมา
นับแต่ฟ้าสางจนกระทั่งถึงเที่ยงวัน ถนนทั้งสายต่างคลุ้งไปด้วยกลิ่นคาวเลือดเข้มข้น ภายในเมืองหลวงที่สงบสุขรุ่งเรืองคล้ายกับเป็นเมืองที่ตายแล้ว ภายใต้แสงแดดอันสดใส กลับมีบรรยากาศประหลาดและความมืดทึบที่น่ากลัวลุกลามไปอย่างช้าๆ
มองดูศีรษะของผู้คนในวังบูรพากลิ้งหลุนๆ ลงพื้น ฉู่ฉีฮุยเหมือนนั่งอยู่บนพรมเข็ม สีหน้ากระวนกระวาย ปลายฤดูใบไม้ร่วงเดือนสิบลมหนาวโชยพัด แต่เขากลับเหงื่อชุ่มกาย
“ใต้เท้าเหยียนหลิง นี่ก็ใกล้เที่ยงวันแล้ว ให้ข้าลาไปก่อนได้หรือไม่” เห็นว่านักโทษกลุ่มสุดท้ายถูกนำตัวขึ้นแท่นประหาร ฉู่ฉีฮุยถึงได้กระแอมพลางเปิดปาก “พวกกบฏ... อย่างไรเสียก็เป็นบิดาของข้า ข้า...”
ฮ่องเต้ส่งเขามาคุมการประหารก็เพื่อยืมโอกาสนี้ให้เขาแสดงความภักดี เขาไม่กล้าไม่มา แต่พอนึกถึงเรื่องที่ตนหักหลังบิดาและพี่น้อง ใจก็ยังคงรู้สึกหวาดผวา โดยเฉพาะ...
ยังมีฉู่สวินหยาง น้องสาวร่วมบิดาต่างมารดาคนนั้นที่ไม่ได้ติดแหที่ทอดไว้ เมื่อคิดถึงจุดนี้ คล้ายว่าเส้นขนทั่วทั้งร่างของเขาจะลุกชัน
เหยียนหลิงจวินที่นั่งอยู่หลังโต๊ะยาวถัดจากเขากำลังจิบน้ำชาอย่างสบายอกสบายใจ เสพสำราญราวกับไม่ได้ถูกกลิ่นคาวเลือดรบกวนเลยแม้สักเสี้ยว เวลานี้ถึงค่อยหรี่ตาลงเล็กน้อย เงยหน้าขึ้นมองฟ้าที่ดวงอาทิตย์ร้อนแรงแขวนตัวสูง มุมปากยกขึ้นเป็นเส้นโค้งงาม พึมพำความว่า “เวลาก็พอสมควรแล้ว เชิญท่านชายตามสบาย!”
“ประเสริฐ! ประเสริฐ!” ฉู่ฉีฮุยถอนหายใจด้วยความโล่งอก รีบประสานมือบอกลา จากนั้นผละจากแท่นประหารที่เหลืออยู่แค่นักโทษอย่างองค์รัชทายาทฉู่อี้อัน เร่งฝีเท้าเดินลงไปจูงม้า
“ใต้เท้า ยามอู่แล้วขอรับ!” ผู้ช่วยกรมอาญาผู้หนึ่งก้าวออกมาข้างหน้า เอ่ยเตือนเหยียนหลิงจวินด้วยเสียงทุ้มต่ำ “สมควรลงทัณฑ์นักโทษแล้ว”
“อืม!” เหยียนหลิงจวินตอบรับเสียงเรียบ สีหน้าไม่แสดงอารมณ์ ยังคงหลุบตาจิบชาต่อ
ผู้ช่วยคนนั้นได้รับคำสั่งจึงรับเอาป้ายลงทัณฑ์มา เขากระแอมเล็กน้อย ยกมือเตรียมจะทิ้งป้าย...
ในยามนั้นเองสถานการณ์พลันแปรเปลี่ยน ด้านหลังฝูงชนที่ออกันอยู่มีเสียงฝีเท้าม้าห้อกระชั้นกังวานดังลอยมา
เวลานี้ถนนทั้งสายประหนึ่งอเวจีบนโลกมนุษย์ก็ไม่ปาน แม้เสียงสักแอะก็หามีไม่ เสียงกีบเท้าม้าศึกที่ควบมาอย่างเร่งร้อนนั้นจึงย่ำลงบนหัวใจของทุกผู้ทุกคนอย่างชัดเจน
ฝูงชมถอยออกเป็นสองฝั่งอย่างไม่รู้ตัว เพ่งมองไปตามเสียง เห็นเป็นม้าดำร่างใหญ่ตัวหนึ่งพุ่งมาด้วยความเร็วประดุจสายฟ้า
บนหลังม้ามีสตรีอ่อนเยาว์ในชุดเกราะอ่อนทั้งตัว ผมซึ่งถูกมัดรวบเป็นหางม้าอย่างง่ายๆ สะบัดไหวตามลมมาตลอดทาง ในสีหน้าเย็นชาเจือแววสังหาร ทว่าดวงหน้านั้นกลับงดงามหยาดเยิ้ม ดั่งเหมยแดงที่ผลิบานบนหน้าผายอดเขาหิมะ โดดเด่นเป็นสง่าท่ามกลางหิมะที่เริงระบำตามสายลม กระแทกเข้าสู่สายตาผู้คนให้เมามายจนยากจะถอดถอน
แววตาสะกดใจ ผู้พบพานใดๆ ต่างหลงใหลตกตะลึง
รอถึงตอนที่องครักษ์ซึ่งคุมอยู่รอบลานประหารรู้ตัวอีกที หนึ่งคนกับหนึ่งม้าก็พุ่งทะยาน บุกกระโจนข้ามกำแพงมนุษย์ชั้นนอกสุดเข้าไปได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
“สวิน...สวินหยาง?” ฉู่ฉีฮุยที่ปีนขึ้นม้าไปครึ่งทางแล้วได้สติก่อนใครเพื่อน เท้าลื่นพรืดร่วงตกลงมา เหงื่อเย็นผุดเต็มใบหน้า ท่าทางผวาหวาดกลัว
ทันทีที่ฉู่สวินหยางควบม้าบุกเข้าสู่ลานประหาร ในขณะที่สายตาแหลมคมกวาดมอง ก็รับรู้ได้อย่างแม่นยำถึงตัวตนของเขา สองขาหนีบท้องม้าแล้วโผนทะยานขึ้นมา
การเคลื่อนไหวของนางแข็งแรงมีพลัง ท่วงท่าคล่องแคล่วปราดเปรียว พริบตาที่ถีบตัวลอยขึ้นกลางอากาศ ทวนหิมะสีแวววาวที่อยู่ในมือขวามาโดยตลอดก็กระทบเข้ากับแสงอาทิตย์เจิดจ้า เกิดเป็นประกายคมปลาบเย็นเยียบ ทันทีที่ตัวคนลงถึงพื้น คมทวนก็ชี้ไปยังฉู่ฉีฮุยอย่างมั่งคง
“สวินหยาง ข้าเป็นพี่ชายแท้ๆ ของเจ้านะ เจ้า...เจ้ามันอกตัญญู เจ้าจะแตะต้องข้าไม่ได้!” ฉู่ฉีฮุยหน้าไร้สีเลือด ถูกบีบให้ร่นถอยหลังก้าวแล้วก้าวเล่า
“พี่ชาย?” ทวนในมือของฉู่สวินหยางจ่ออยู่ที่หน้าอกของเขา ไม่คลาดเคลื่อนไปสักนิด ก้าวเท้าไล่ต้อนจนกระทั่งเขาจนมุมอยู่ที่ด้านล่างแท่นประหาร หมดสิ้นหนทางหนีอย่างสมบูรณ์ “มือเจ้าเปื้อนเลือดของคนในวังบูรพาตั้งมากมายเท่าไร ยังจะกล้าเสนอหน้ามานับญาติกับข้า?”
“ข้า...ข้าเองก็จนใจ!” น้องสาวตนมีนิสัยเช่นไร ฉู่ฉีฮุยรู้แจ้งแก่ใจดี อีกอย่างสติของเขาก็กระเจิดกระเจิงไปตั้งแต่ตอนที่นางปรากฏตัวขึ้นเมื่อครู่นี้แล้ว ตอนนี้จะยืนให้มั่นยังทำไม่ได้ ขาพลันอ่อนยวบทรุดลงไปกองกับพื้น มือก็คว้าทวนของนางไว้ไม่ยอมปล่อย อ้อนวอนด้วยน้ำมูกน้ำตาที่ไหลพราก “สวินหยาง ข้าก็แค่ไม่อยากตาย เจ้า...เจ้าอยากจะโกรธ ก็ไปโกรธเจ้ารองโน่น หากไม่มีเขา เรื่องราวก็คงไม่มาถึงจุดนี้! เพราะเจ้ารอง! เพราะเขา! ล้วนเป็นเพราะเขาไม่ดี!”
น้ำเสียงปนสะอื้นของฉู่ฉีฮุยราวกับคำสาปบทหนึ่งที่ลอยมากระทบโสตของฉู่สวินหยาง กัดกินจิตวิญญาณของนางไม่ยอมหยุด นางรู้สึกจุกแน่นอยู่ในอก ปวดร้าวราวจะแตกสลาย หัวใจพลันสั่นไหวไปช่วงหนึ่ง
ฉวยโอกาสตอนที่นางเสียสมาธิ นัยน์ตาของฉู่ฉีฮุยพลันลุกโชนไปด้วยความหวัง ผลักทวนที่จ่ออยู่ตรงอกของตนออกอย่างแรง หมุนกายพลิกตัวขึ้นไปบนแท่นประหาร วิ่งไปทางเหยียนหลิงจวินที่นั่งสงบอยู่หลังโต๊ะยาว
เพราะว่าเขาลุกลนจนเกินไป มือเท้าไม่คล่องแคล่ว วิ่งไปได้เพียงสองก้าวก็ล้มคะมำลงกับพื้น
นัยน์ตาของฉู่สวินหยางมีความเย็นเยียบแวบผ่าน รวบรวมสติกลับมาในพริบตา ปลายเท้าสะกิดพื้นเบาๆ ทะยานตัวตามขึ้นไปด้านบนของแท่นประหาร
ฉู่ฉีฮุยลุกขึ้นมาอย่างหัวหกก้นขวิด ล้มลุกคลุกคลานวิ่งไปข้างหน้า
ตอนนี้เองเหยียนหลิงจวินที่วางตนว่าเรื่องราวไม่ได้มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับตนมาตลอดถึงค่อยขยับชุดราชสำกบนตัวอย่างสง่างาม ลุกขึ้นยืนแล้วเยื้องย่างออกมาจากหลังโต๊ะยาว
“ใต้เท้าหยียนหลิง!” ฉู่ฉีฮุยเหมือนคว้าได้ฟางเส้นสุดท้ายที่จะช่วยให้เขารอดชีวิต จับหมับเข้าที่ชายแขนเสื้อแล้วหลบอยู่ด้านหลังเขา
ฉู่สวินหยางยกทวนประจัญอยู่เบื้องหน้า บุรุษผู้นั้นกลับไม่หลบไม่หนี
เพราะว่าหลายปีมานี้ประจำการอยู่ชายแดน โอกาสกลับเข้าวังหลวงมีจำกัด ฉู่สวินหยางไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กับคนผู้นี้มากนัก แต่ก็เคยเห็นหน้าค่าตากันอยู่บ้างตามงานเลี้ยงในวังหลวงโดยมีกลุ่มคนมากมายกั้นขวางอยู่ มักจะรู้สึกว่าในความสบายๆ ปลอดโปร่งของคนผู้นี้ มีบางสิ่งที่ไม่อาจคาดเดาได้อยู่
สัญชาตญาณในใจของฉู่สวินหยางร้องเตือน ทว่าทวนในมือกลับไร้ซึ่งความลังเล จ่อตรงไปที่คอหอยของชายผู้นั้น
เหยียนหลิงจวินกลับไม่มีทีท่าว่าจะลงมือสักนิด เพียงมองนางด้วยสายตาราบเรียบ
ฉู่ฉีฮุยที่หลบอยู่ด้านหลังเขากลับขวัญเสีย กระตุกชายแขนเสื้อเขายิก เอ่ยปากร้อนรน “ใต้เท้าเหยียนหลิง! ช่วยข้าที! นางเด็กคนนี้มันบ้าไปแล้ว! นางจะฆ่าข้า! นางต้องการชิงตัวนักโทษ! ช่วยข้าด้วย! ท่านช่วยข้าด้วย!”
“เรื่องดูแลการประหารในวันนี้อยู่ในความรับผิดชอบของข้า” เหยียนหลิงจวินยืดหลังตรง ดวงหน้าหล่อเหลางามสง่า ท่าทางสบายๆ ตั้งแต่ต้นจนจบ เวลานี้เพิ่งจะเปิดปากพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบไร้คลื่นลมว่า “ท่านหญิงต้องการฆ่าคน? ชิงตัวนักโทษ?”
จากท่าทางสบายๆ ตอนนี้เริ่มเกิดเป็นอารมณ์
คนผู้นี้ ตลอดเวลาเอาแต่วางมาดเป็นบัณฑิตผู้หนึ่ง แต่ฉู่สวินหยางมองเห็นชัดแจ้งว่ามือของเขาพลิกหมุนอย่างชำนาญ ครู่เดียวก็ดึงแขนเสื้อให้หลุดจากมือของฉู่ฉีฮุยได้แล้ว
จากนั้นขณะที่เขาก้าวย่างอย่างมั่นคงผ่านร่างของนางไป พริบตาที่หัวไหลเฉียดกัน ยังมีเวลาทันพยักหน้าบอกนาง “เชิญท่านหญิงตามสบาย! แต่เพราะอยู่ในความรับผิดชอบ ข้าน้อยจะรีบกลับไปโยกทหารจากที่ว่าการมาช่วยเหลือ”
ระหว่างเอ่ยวาจา อาภรณ์ก็พลิ้วสะบัด เดินจากไปไกลได้หลายก้าวแล้ว
ฉู่สวินหยางตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อหันศีรษะกลับไปมอง เขาก็พลิกกายขึ้นม้าไปแล้ว
หน่วยองครักษ์ที่เร่งรุดมาจากไกลๆ พุ่งโอบล้อมแท่นประหารไว้ทุกทิศ ข้ามผ่านผู้คนที่กั้นกลาง ฉู่สวินหยางคล้ายจับได้รางๆ ว่ามุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อยตอนที่เขาหันหน้ากลับไป ยังคงใช้น้ำเสียงราบเรียบเอ่ยว่า “ท่านหญิงฐานะสูงศักดิ์ เป็นขุนนางผู้มีความดีความชอบต่อราชสำนัก ข้าน้อยต้องกลับวังหลวงเพื่อไปขอราชโองการเสียก่อน ท่านชาย ที่นี่ขอมอบให้ท่านชั่วคราวแล้ว”
จบคำก็เงื้อแส้ฟาดม้า ทะยานข้ามฝูงชนออกไปด้วยท่วงท่าสูงสง่าดังเดิม ห้อทะยานห่างออกไปเรื่อยๆ
วาจาที่เขาทิ้งเอาไว้กลับทิ้งความหวาดหวั่นไว้ในใจของทุกคน ภายใต้สถานการณ์ตึงเครียด ไม่มีใครกล้าลงมือโดยพลการ
ท่านหญิงสวินหยางเชี่ยวชาญการรบ ทั้งยังเป็นพระราชนัดดาแท้ๆ ของฮ่องเต้ ถึงแม้ทั้งวังบูรพาจะถูกลงทัณฑ์ แต่หวงจ่างซุนก็มิใช่ว่าได้รับการยกเว้นหรือ? ไม่แน่ว่าท่านหญิงสวินหยางคนนี้ก็อาจจะเป็นข้อยกเว้นด้วยก็เป็นได้
ฉู่ฉีฮุยตกใจหัวใจแทบวาย ลุกลี้ลุกลนพลางกวาดสายตาล่อกแล่ก ขณะที่กำลังสิ้นหวัง ก็พลันหมุนตัวพุ่งไปหาองค์รัชทายาทฉู่อี้อันที่ถูกมัดไว้ให้คุกเข่ารออยู่กลางแท่นประหาร
ก่อนที่ฉู่สวินหยางจะตามจับได้ทัน เขาก็ลนลานควักกริชสั้นออกมาจากแขนเสื้อ จ่อเข้าที่คอของคนผู้นั้น เอ่ยเสียงสั่นว่า “เจ้าอย่าเข้ามา ถ้าเจ้าขยับเข้ามาอีก ข้า...ข้าจะฆ่าท่านพ่อ!”
ทวนพุ่งพรวดออกไปแล้วชักกลับมา แค่พริบตาเดียว แสงเลือดสาดกระเซ็น แทงทะลุอกของสองคนที่ซ้อนกันอยู่
องค์รัชทายาทฉู่อี้อันผู้ไร้ซึ่งกำลังและหวงจ่างซุนฉู่ฉีฮุยต่างเลือดไหลทะลัก จบชีวิตลง...
ด้วยทวนในมือของบุตรี และน้องสาวแท้ๆ ของพวกเขา
------------------------------------------------------------------------