สวินหยาง ยอดหญิงไร้พ่าย: ภาค 1 บทที่ 11 การเปลี่ยนแปลงของทัพหนานหัว ตอนที่ 11
บทที่ 11 การเปลี่ยนแปลงของทัพหนานหัว
“พาตัวเขาไปรับโทษเสีย!” ฉู่ฉีเฟิงกล่าว ส่งสายตาให้กับชิงหลัว
ในเมื่อจวนอ๋องหนานเหอหาญกล้าถึงขั้นใช้คนผู้นี้ เพื่อให้มั่นใจว่าเขาจะไม่ทรยศ ย่อมต้องกำจุดอ่อนของเขาเอาไว้แน่ ดังนั้น ต่อให้จับคนไปทรมานเค้นความจริงอย่างไรก็คงเสียแรงเปล่า
รอจนหมอกัวถูกลากออกไปแล้ว ฉู่อี้อันจึงเปิดปากพูดด้วยน้ำเสียงลุ่มลึก “เป็นฝีมือของจวนอ๋องหนานเหอกระมัง?”
นอกจากน้องรองของเขาแล้ว คนอื่นไม่มีความกล้าและไม่มีกำลังมากพอจะลงมือกับบุตรธิดาของเขา
ฉู่ฉีเฟิงและฉู่สวินหยางสบตากันครั้นหนึ่ง ฝ่านฉู่สวินหยางลุกยืนขึ้นแล้วเอ่ยกับผู้เป็นบิดาว่า “ลูกเพียงรีบออกไปตามหาพี่รอง แต่ระหว่างทางบังเอิญพบกับร่องรอยของฉู่หลิงอวิ้น โชคดีแค่ตกอกตกใจแต่ไม่ได้รับอันตรายอะไร ลูกกับพี่รองวางแผนล่อให้พวกหนานหัวดักรถม้าของนางเอาไว้แถวๆ ป่าอ้อ ถ้าฉู่ฉีเหยียนมากับนางด้วยล่ะก็ เขาก็คงอยู่แถวๆ หุบเขาเพลิงอัคคี ลูกกับพี่รองไม่รู้ว่าควรจะลงมือกับพวกเขาดีหรือไม่ ดังนั้นจึงรีบกลับมาหาท่านพ่อเพื่อขอคำแนะนำ”
“ท่านพ่อ ท่านหญิงอันเล่อเป็นแก้วตาดวงใจของเสด็จย่า พวกเขาไม่ระวังจนไปมีเรื่องกับชาวหนานหัวเข้า นั่นก็ต้องโทษที่พวกเขาโชคร้าย หากว่าพวกเราลงมือเอง เกรงว่าจะถูกกัดไม่ปล่อย สิ่งที่ตามมาจะมีแต่ความยุ่งยาก” ฉู่ฉีเฟิงกล่าว นี่เป็นสาเหตุที่เมื่อครู่เขาอดทนไม่แตะต้องฉู่หลิงอวิ้นและรีบเดินทางกลับมาที่ค่าย
ไม่เช่นนั้น จากสิ่งที่พวกเขาทำกับสวินหยาง เขาไม่ถือสาที่จะออกแรงช่วยชาวหนานหัวสักหน่อย กำจัดพวกนั้นทิ้งเสีย
“ไม่ต้องไปยุ่งกับพวกเขา ทำเป็นว่าเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้นก็แล้วกัน!” ฉู่อี้อันตอบ ตริตรองอยู่ครู่หนึ่งแล้วสั่งฉู่ฉีเฟิงว่า “เจ้าไปจัดการเรื่องหมอกัวให้เรียบร้อย ทำให้เหมือนอุบัติเหตุหน่อย หากบอกว่าติดโรคจนตายดูไม่ค่อยน่าเชื่อถือนัก”
“ขอรับ ลูกรู้แล้วว่าควรจัดการเช่นไร” ฉู่ฉีเฟิงรับคำสั่ง แล้วแอบกะพริบตาส่งให้ฉู่สวินหยาง จากนั้นจึงขอตัวออกไปจัดการ
ตอนนี้ในกระโจมจึงเหลือแต่บิดาและบุตรสาวเพียงสองคน ฉู่อี้อันวางถ้วยน้ำชาในมือลงแล้วเดินไปดูบาดแผลที่หัวไหล่ของฉู่สวินหยาง “บาดเจ็บได้อย่างไร? เจ็บหรือไม่?”
“ใส่ยาเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ ลูกทำให้ท่านพ่อต้องเป็นห่วงแล้ว” ฉู่สวินหยางเงยหน้าสบตากับเขา แย้มยิ้มสว่างไสว
“เจ้าเด็กคนนี้ พ่อก็แค่ดุเจ้าสองคำ ต้องเอามาเป็นอารมณ์ด้วยรึ? อายุตั้งเท่าไรแล้ว ยังจะร้องไห้ขี้มูกโป่งอีก?” ฉู่อี้อันถอนหายใจเฮือก มองดวงตาแดงก่ำของนาง แม้จะยังปั้นหน้าเคร่งขรึม แต่เสียงกลับอ่อนลงบ้างแล้ว
“ท่านพ่อ! ลูกก็แค่คิดถึงท่าน!” ฉู่สวินหยางสะอื้น พลันโถมตัวใส่อกของเขา แล้วกอดแรงๆ
ฉู่อี้อันอึ้งไปครู่หนึ่ง แต่เข้าใจผิดคิดไปอีกทาง ตบเข้าที่บ่าของนางอย่างจนใจ “เอาเถอะ ก็แค่หัวโขกนิดเดียว หมอก็บอกแล้วนี่ว่าไม่ได้มีอะไรร้ายแรง”
“อื้ม!” ฉู่สวินหยางสูดน้ำมูกฟืดๆ เอ่ยเสียงเสียงขึ้นจมูกว่า “ตอนที่ข้าหลับไปข้าฝันร้าย กลัวว่าพอตื่นขึ้นมาแล้วจะไม่เจอท่านพ่ออีก!”
“เด็กโง่!” ฉู่อี้อันลูบผมนางแรงๆ
ฉู่สวินหยางแอบอิงอยู่ข้างกายเขา หัวใจพลันสงบและเต็มอิ่มอย่างน่าประหลาด
ฉู่อี้อันไม่ได้รั้งกายอยู่นาน สักพักก็ถูกผู้ช่วยทหารเก๋อมาเชิญตัวไป ก่อนไปยังสั่งให้ฉู่สวินหยางพักผ่อนมากๆ
นางผงกศีรษะอย่างเชื่อฟัง สายตามองตามแผ่นหลังนั้นเดินจากไป ริมฝีปากเผยออกมาเป็นรอยยิ้ม
ไม่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดในความฝันจะเจ็บปวดทรมานเพียงใด แต่ก็ยังต้องขอบคุณสวรรค์ที่ทำความปรารถนาสุดท้ายของนางให้เป็นจริง
ท่านพ่อ แม้ข้าจะรู้ว่าทุกอย่างที่ท่านทำลงไปก็เพื่อให้ข้ามีชีวิตอยู่ต่อ แต่บุตรสาวของท่านคนนี้ถูกท่านตามใจจนเสียนิสัยแล้ว ทั้งทะนงตนและเย่อหยิ่ง ท่านจะให้ข้ามีชีวิตต่อไปโดยแลกกับการเป็นของเล่นสูงศักดิ์ให้ผู้อื่นควบคุมอยู่ในกำมือได้อย่างไร? ยิ่งกว่านั้น...
ข้าไม่อาจละทิ้งบุญคุณที่ท่านรักใคร่และเลี้ยงดูข้ามาตลอดหลายปี ข้าไม่มีทางยอมให้พวกท่านต้องเดินข้ามแม่น้ำเหลืองสายนั้นไปอย่างโดดเดี่ยว
โชคดีเพียงใด ที่ชีวิตนี้ของข้าได้มีบิดาเช่นท่าน
โชคดีเพียงใด ที่โชคชะตาพลิกหมุน สุดท้ายส่งข้าให้กลับมาอยู่ข้างกายท่านอีกครั้ง
ท่านพ่อ โชคดีจริงๆ ที่ข้ายังได้เป็นบุตรสาวของท่านอยู่
ความจริงนางมีคำพูดมากมายที่อยากจะพูดกับบิดา แต่ทว่าก็ไม่อาจกล่าวออกไปได้ จึงได้แต่เก็บทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้กับตัวเอง
ฉู่อี้อันเดินออกมาจากกระโจม ชิงเถิงที่คุกเข่าอยู่อย่างเหี่ยวเฉารีบดึงสติกลับมาโดยเร็ว ยืดหลังตรงแน่ว ฉู่อี้อันใช้สายตาเยือกเย็นเหลือบมองสองคนนั้น กล่าวตำหนิว่า “พวกเจ้าสองคนคุกเข่าให้ดีๆ ฟ้าไม่สว่าง ไม่อนุญาตให้ลุก!”
ครั้นกล่าวจบก็สาวเท้ายาวๆ จากไปพร้อมท่านเก๋อ เดินไปได้ระยะทางหนึ่งก็ถามออกไปตรงๆ “ท่านรีบร้อนตามหาข้า หรือว่ากองทัพเกิดเรื่องอะไรขึ้น?”
“องค์รัชทายาท กองทัพหนานหัวทางนั้นคล้ายจะมีการเคลื่อนไหวใหญ่” ท่านเก๋อเอ่ยเสียงจริงจัง เคร่งขรึม
สีหน้าของฉู่อี้อันเปลี่ยนเป็นครุ่นคิด หยุดเท้าลงอย่างไม่รู้ตัว
“ครึ่งเค่อก่อนหน้านี้ สายสืบรายงานว่าเห็นเปลวเพลิงขนาดใหญ่กลางกองทัพของพวกนั้นกะทันหัน ลุกโหมจนน่ากลัว เรื่องราวโดยละเอียดยังไม่ชัดเจน ดูจากรูปการณ์ในตอนนี้ น่าจะเกิดความขัดแย้งภายใน” ท่านเก๋อเอ่ย
“เหตุใดจู่ๆ ถึงเกิดความขัดแย้งภายใน? ครึ่งปีมานี้สถานการณ์ของทัพนั้นมั่นคงมาก” ฉู่อี้อันสูดหายใจ แล้วสาวเท้าอย่างไม่รีรอกลับไปที่กระโจมบัญชาการ
ในเวลาเดียวกัน ทางด้านป่าอ้อ ตอนที่ฉู่ฉีเหยียนได้รับข่าวจากองครักษ์ก็รีบร้อนกลับมา ได้ทันเห็นแผ่นหลังของพวกหนานหัวที่กำลังสลายตัวอย่างรวดเร็วเข้าพอดี
พวกหนานหัวคนเยอะแกร่งกล้า ทางด้านฉู่หลิงอวิ้นคิดว่าคงใกล้จะตั้งรับไม่ไหวแล้ว ขณะที่กำลังร้อนใจก็เห็นคนพวกนั้นถอยหนี ทุกคนจึงอยู่ในความงงงันช่วงขณะหนึ่ง
ฉู่ฉีหยียนตะบึงม้าเข้ามาจากไกลๆ สีหน้าเคร่งขรึม “เกิดอะไรขึ้น? ทำไมถึงไปมีเรื่องกับพวกหนานหัวได้?”
“ท่านชาย!” หลี่หลินรีบทำความเคารพ ปาดเลือดที่เปื้อนอยู่บนหน้า ส่ายศีรษะยิ้มขื่น “ข้าก็ไม่ค่อยเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ พวกข้าอารักขารถม้าของท่านหญิงจนมาถึงตรงนี้ ก็เห็นว่าทางด้านหน้ามีศพจำนวนหนึ่งนอนขวางอยู่ จากนั้นพวกหนานหัวก็ปรากฏตัวขึ้นมาติดๆ ไม่แยกแยะผิดถูกก็โจมตีพวกเราเสียอย่างนั้น พวกข้ากำลังน้อยกว่าตั้งรับไม่ไหว ทั้งเกรงว่าท่านหญิงจะมีภัย จึงได้แต่ส่งคนไปส่งข่าวให้ท่าน”
ขณะที่เล่า ข้ารับใช้ก็พยุงฉู่หลิงอวิ้นลงมาจากรถม้า
นางมองแผ่นหลังของพวกหนานหัวที่รีบร้อนล่าถอยไปอยู่ไกลลิบๆ คิ้วก็ขมวดพันกันยุ่ง เอ่ยปากด้วยความรำคาญว่า “นี่มันอะไร? เมื่อครู่ยังบ้าคลั่งกันอยู่เลย เหตุใดอยู่ดีๆ ก็หนีไปกันหมดแล้ว?”
“ไม่ทราบแน่ชัดขอรับ” หลี่หลินส่ายหน้า
ฉู่หลิงอวิ้นเดินเข้ามา จ้องมองใบหน้าอึมครึมของฉู่ฉีเหยียนที่อยู่บนม้า เมื่อจะรู้ว่างานของเขาก็ไม่ราบรื่นเช่นกัน จึงยกมือตบลงที่หัวเข่าของเขาเบาๆ กล่าวปลอบใจว่า “เวลามีอีกมาก ครั้งนี้ไม่สำเร็จก็ยังมีครั้งหน้า อย่าเพิ่งถอดใจ ดูจากท่าทางของพวกหนานหัว ที่แห่งนี้คงใกล้จะเกิดเรื่องวุ่นวายแล้ว พวกเรารีบกลับเมืองหลวงจะดีกว่า ไม่อาจเจอคนของวังบูรพาที่นี่ได้”
“อืม!” ฉู่ฉีเหยียนพยักหน้า สั่งให้คนรีบเก็บข้าวของแล้วเร่งเดินทางกลับเมืองหลวงอย่างไม่หยุดพัก
เรื่องราวภายในของทัพหนานหัววุ่นวายรุนแรง ค่ำคืนนี้ไม่อาจมีใครได้หลับตานอน
ฉู่สวินหยางเดิมทีไม่ได้สนใจ หลังจากหลับไปตื่นหนึ่ง ตอนที่ฉู่ฉีเฟิงมาหานางยามรุ่งสาง นางถึงได้รู้ว่าเกิดเรื่องขึ้นในกองทัพของหนานหัว เมื่อได้ฟังเรื่องราวอย่างละเอียดแล้วก็รู้สึกตกตะลึงไปหมด
แค่เวลาเพียงชั่วข้ามคืน ฟ้าดินพลันพลิกเปลี่ยน...
ไม่เพียงแค่ฉู่ฉีเฟิงทางนี้ แม้แต่ทิศทางของประวัติศาสตร์ทั้งหมดก็เปลี่ยนไปจากเส้นทางเดิมในชาติก่อนอย่างมาก ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่นอกเหนือการคาดคะเนของนางไปโดยสิ้นเชิง
------------------------------------------------------------------------