สวินหยาง ยอดหญิงไร้พ่าย: ภาค 1 บทที่ 7 พี่น้องพบหน้า ตอนที่ 7
บทที่ 7 พี่น้องพบหน้า
“ให้ข้าน้อยเป็นคนพาเขากลับไปที่ค่าย?” จูหยวนซานเอ่ยอย่างไม่ค่อยแน่ใจนัก
เพราะฐานะของคนผู้นี้ไม่ปกติ หากเป็นชาวหนานหัวจริงๆ การพาตัวเขากลับไปที่ค่ายคงจะไม่สมควรเป็นอย่างยิ่ง
“ไม่!” ฉู่สวินหยางก็คิดเช่นเดียวกับเขา รีบยกมือปัดความคิดนั้นทิ้งทันที ก่อนจะหยิบยาจินชวงที่ตนใช้เหลือไว้ เทลงบนบาดแผลสองสามแห่งที่สาหัสบนร่างของเหยียนหลิงจวิน แล้วเอ่ยว่า “เจ้าให้คนสองคนพาเขาไปทิ้งไว้แถวๆ จุดพักม้าก็พอ สุดท้ายจะรอดหรือไม่รอด ให้ขึ้นอยู่กับชะตาของเขาเอง”
พูดจบ นางก็ยัดขวดยาจินชวงที่เหลืออยู่ครึ่งขวดใส่ในอกเสื้อของเหยียนหลิงจวิน
ระหว่างนางกับเหยียนหลิงจวินไม่ถือว่าสนิทสนมกัน วันนี้ที่ยอมยื่นมือเข้าช่วยก็เป็นเพราะความบังเอิญเท่านั้น นางไม่มีหน้าที่ไปรับผิดชอบความเป็นตายของเขา
จูหยวนซานเรียกสององครักษ์เข้ามาหา สั่งการไปสองประโยคว่าให้พาตัวเหยียนหลิงจวินไปก่อน
ฉู่สวินหยางพลันนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงเรียกสองคนนั้นไว้ กล่าวเสริมอีกประโยค “ก่อนถึงจุดพักม้าอย่าลืมเปลี่ยนเกราะกับหมวกออก อย่าให้ใครรู้ตัวตนของพวกเจ้า”
ไม่ว่าจะชาติก่อนหรือชาตินี้ สัญชาติญาณมักจะร้องบอกเสมอ ว่าเหยียนหลิงจวินผู้นี้เบื้องหลังไม่ธรรมดา มิต้องเกี่ยวพันกันไว้จะเป็นดีที่สุด
“ทราบแล้วขอรับ!” สององครักษ์รับคำสั่งแล้วจากไป
ฉู่สวินหยางปัดชุดบนตัวแล้วลุกยืนขึ้น กวาดสายตาไปรอบๆ มองดูสภาพแวดล้อมแห่งนั้นอย่างรวดเร็วครั้งหนึ่ง
สองข้างทางมีแต่ป่าอ้อที่สูงถึงสองช่วงคน เหมาะแก่การซุ่มกำลังเป็นที่สุด
“หยวนซาน ไปจัดการเรื่องหนึ่งแทนข้าที!” มุมปากของฉู่สวินหยางยกโค้งเป็นรอยยิ้มเย็นเยือก สีหน้าจริงจัง
จูหยวนซานไม่ถามสักคำก็พยักหน้าตกลงแล้ว แค่มองสีหน้าของนางก็รู้ว่าไม่ใช่เรื่องเล็กๆ แน่
“อีกเดี๋ยวเจ้าทิ้งคนไว้ที่นี่สองคน จัดการซากศพกับคราบเลือดให้เรียบร้อย อีกอย่าง ข้าเคยเห็นแผนที่ของท่านพ่อ ผ่านจากป่าอ้อพวกนี้ไปอีกสามลี้ก็จะเป็นค่ายของชาวหนานหัวแล้วใช่หรือไม่” ฉู่สวินหยางกล่าว สายตามองทะลุป่าอ้อรกชัฏไปยังทิศทางของสถานที่แห่งใดสักแห่งหนึ่ง
“ใช่แล้วขอรับ!” จูหยวนซานตอบ
ฉู่สวินหยางเลิกคิ้ว หัวเราะเบาๆ ก่อนจะกล่าวว่า “เช่นนั้นก็เข้าทาง”
จูหยวนซานไม่เข้าใจเรื่องราว คิ้วผูกกันวุ่นวาย
นางทำท่าบอกให้เขาเขยิบหูเข้ามาใกล้ๆ จากนั้นก็สั่งการไปสองสามประโยค
ครั้นจูหยวนซานได้ฟัง เขาก็สูดลมหายใจลึกครั้งหนึ่ง แล้วมองหน้านางด้วยความสงสัย
ฉู่สวินหยางไม่อธิบายอะไร นางหมุนตัวกลับไปกวักมือเรียกองครักษ์อีกคนที่อยู่ด้านหลังตน บอกว่า “ลู่หยวน เจ้ามานี่”
ผู้มีนามว่าลู่หยวนเดินเข้ามา ฉู่สวินหยางก็กระซิบสั่งงานข้างหูเขาสองประโยคเช่นเดียวกัน
องครักษ์สองสามคนแลกเปลี่ยนสายตากัน ไม่รู้ว่านางมีแผนร้ายอะไรกันแน่ แต่พอเห็นท่าทางจริงจังไม่คล้ายว่ากำลังล้อเล่นของนางแล้ว แม้ในใจตนจะยังไม่หายสงสัย ทว่าก็รับคำด้วยความเคยชิน
“ท่านหญิงยังมีเรื่องอื่นจะสั่งอีกหรือไม่ขอรับ?” จูหยวนซานถาม
ฉู่สวินหยางเม้มปากไตร่ตรองสักพัก สุดท้ายก็สั่งว่า “ระวังตัวด้วย ในกลุ่มคนพวกนั้นไม่มีทางขาดคนเก่งมีฝีมือ ถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็ไม่ต้องฝืน ชีวิตสำคัญที่สุด อีกอย่าง พยายามอย่าเปิดเผยตัวตน ทั้งหมดให้คำนึงถึงความปลอดภัยของพวกเจ้าเป็นอย่างแรก”
นางพูดด้วยท่าทีจริงจัง จูหยวนซานรู้สึกตื่นตัวระวังภัย หลังจากรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะแล้วก็พาคนจากไป
เด็กสาวไม่รั้งอยู่ตรงนั้นนาน นำองครักษ์ที่เหลืออีกสามคนเร่งเดินทางต่อไปยังทิศทางของหุบเขาเพลิงอัคคี
ภูมิประเทศของหุบเขาเพลิงอัคคีมีลักษณะพิเศษเฉพาะตัว แนวเทือกเขาทางทิศเหนือและทิศตะวันตกเป็นภูเขาไฟสองลูกที่ยังมีชีวิตและคุกรุ่นอยู่ ผ่านไปช่วงเวลาหนึ่งมันก็จะปะทุออกมา และเพราะเขม่าควันดำรูปทรงที่แปลกตา ทำให้ผู้คนที่เคยผ่านเข้ามาที่นี่ต่างขนานนามมันว่าขุนนรก แต่ร้อยกว่าปีที่ผ่านมานี้ ภูเขาไฟทั้งสองลูกกลับไม่เคยปะทุขึ้นอีกอย่างผิดวิสัย ซึ่งหลายสรรพสิ่งก็ได้รับประโยชน์จากเตาร้อนธรรมชาติสองลูกนี้ อีกทั้งสภาพอากาศกลางหุบเขาลึกมีความประหลาดพิสดาร มีสมุนไพรและพืชพรรณหายากหลากหลายชนิด แต่เป็นเพราะว่ารอบทิศถูกทับถมไปด้วยหินหนืดที่ภูเขาไฟพ่นออกมา ภูมิประเทศซับซ้อน เดินทางยากลำบาก หน้าผาทั้งสองด้านก็มักจะมีหินกลิ้งตกลงมาทับคนที่เข้ามาเก็บยาสมุนไพรจนบาดเจ็บอยู่บ่อยครั้ง ดังนั้น สำหรับมนุษย์แล้ว สถานที่แห่งนี้ก็คือดินแดนต้องห้ามดีๆ นี่เอง
ทางเข้าหุบเขาอยู่ทางทิศตะวันออกและทิศใต้อย่างละหนึ่งเส้นทาง
เส้นทางเข้าหุบเขาทางทิศตะวันออกค่อนข้างราบเรียบ แต่เพราะเส้นทางวกวน จึงต้องอ้อมไปไกลมาก
ทว่าเส้นทางฝั่งทิศใต้นั้นสูงชัน สองข้างทางอันตรายยากลำบาก แต่สามารถประหยัดเวลาในการเข้าสู่ใจกลางหุบเขาได้ถึงครึ่งหนึ่ง
เมื่อชาติที่แล้ว ฉู่ฉีเฟิงเกิดเรื่องขึ้นในช่วงฟ้าสางของวันถัดไป
ฉู่ฉีเฟิงเป็นห่วงอาการบาดเจ็บของนาง ตอนที่เข้าไปจะต้องใช้เส้นทางลัดอย่างแน่นอน ซึ่งก็คือเข้าไปจากฝั่งทิศใต้ ครั้นตกดึกเก็บยาสมุนไพรได้ก็รีบร้อนเดินทางกลับ แต่เพราะกลางดึกฟ้ามืดลมแรงจึงจำต้องใช้เส้นทางฝั่งทิศตะวันออกอย่างไม่มีทางเลือก
ระหว่างทางเส้นทางของทางทิศใต้เต็มไปด้วยชัยภูมิที่อันตรายโดยธรรมชาติ จึงไม่มีทางจะโดนดักซุ่มโจมตี
หากฉู่ฉีเหยียนจะลงมือ ก็ต้องรออยู่ที่เส้นทางด้านทิศตะวันออกเท่านั้น
ฉู่สวินหยางฟาดแส้ตะบึงม้า มุ่งหน้าสู่ปากทางเข้าหุบเขาทางทิศใต้
ม้าวิ่งอย่างไม่หยุดพักมาเกือบสองชั่วยาม เวลานี้ใกล้จะพลบค่ำแล้ว เมื่อไปถึงจุดที่ห่างจากปากทางเข้าประมาณสองลี้ นางก็เห็นเจี่ยงลิ่ว องครักษ์ประจำตัวของฉู่ฉีเฟิงกำลังจูงม้าศึกเจ็ดแปดตัวเดินมา
ครั้นรู้ว่าตนไม่ได้มาผิดทาง หัวใจของฉู่สวินหยางจึงค่อยสงบลง ส่งเสียงแล้วหวดม้าเข้าไปหา
“ท่านหญิง?” เห็นนางเข้ามาที่นี่ เจี่ยงลิ่วประหลาดใจยิ่งนัก อ้าปากค้าง
“พี่รองเข้าไปในหุบเขาแล้วหรือ?” ฉู่สวินหยางไม่มีเวลาอธิบายเรื่องราว เอ่ยปากถามทันที
“ขอรับ เส้นทางเข้าหุบเขายากลำบาก ไม่อาจขี่ม้าเข้าไปได้ ท่านชายจึงพาคนเดินเท้าเข้าไป ทั้งยังสั่งให้ข้าน้อยนำม้าไปรอที่ทางออกทิศตะวันออก” เจี่ยงลิ่วตอบ
“ไม่ต้องไปแล้ว ข้าจะเข้าไปตามพี่รองในหุบเขา อีกเดี๋ยวพวกเจ้าก็พาม้ามารอข้าที่ทางออกนี้แหละ” ฉู่สวินหยางบอกกับเจี่ยงลิ่วและองครักษ์อีกสามคนที่นางพามา แล้วตะบึงม้าจากไปทันที
ด้านหน้าของนางนั้น ยิ่งเข้าใกล้หุบเขาเพลิงอัคคีมากเท่าไร เส้นทางก็ยิ่งบีบแคบ กอไม้เลื้อยปกคลุม เดินทางยากลำบากนัก
หลังจากเข้าไปได้สักหนึ่งลี้ ฉู่สวินหยางก็จำต้องยอมสละม้า นางดึงแส้อ่อนจากอกเสื้อ คว้าดาบยาวมาถือไว้ในมือ ด้านหนึ่งใช้ดาบยาวผ่าดงหญ้าเพื่อเปิดทาง อีกด้านก็แกะรอยเท้าที่พวกฉู่ฉีเฟิงทิ้งเอาไว้ก่อนหน้า
ต้นหญ้าบางแห่งที่สูงหน่อยก็สูงเกือบเท่าระดับอกของนาง ยังดีที่ฉู่ฉีเฟิงพาคนเดินผ่านไปก่อนรอบหนึ่งแล้ว จึงไม่ต้องลำบากแกะรอยมากนัก
ฉู่สวินหยางเดินต่อไปเรื่อยๆ นางยังไม่ค่อยเข้าใจภูมิประเทศของหุบเขานี้นัก แต่หากคำนวณจากเวลาที่ฉู่ฉีเฟิงเกิดเรื่องขึ้นเมื่อชาติที่แล้ว เขาจะยังไม่เจอการซุ่มโจมตีของฉู่ฉีเหยียนภายในระยะเวลาใกล้ๆ นี้แน่
ท่ามกลางต้นหญ้าและวัชพืช ยังมีเถาวัลย์หนามแหลมขึ้นปะปนอยู่ด้วย นางไม่ทันรู้สึกตัว เนื้อหนังนอกร่มผ้าอย่างหลังมือและแก้มก็ถูกขีดข่วนเป็นรอยแผลเล็กๆ เต็มไปหมด
นางฝ่าไปอย่างทุลักทุเล เดินต่อไปได้อีกราวๆ ครึ่งชั่วยาม จนท้องฟ้าเริ่มมืดลงแล้ว เบื้องหน้าถึงได้มองเห็นแผ่นหลังและศีรษะของคนหลายคนที่โผล่พ้นจากต้นหญ้าขึ้นมา ดูจากโครงร่างแล้วยากจะคาดเดา
“พี่รอง!” ฉู่สวินหยางตะโกนเสียงดังลั่นด้วยความตื่นเต้น เท้าก็ไล่ตามไปเบื้องหน้าอีกสองก้าว
เด็กหนุ่มผู้นั้นหันศีรษะกลับมา ดวงตาเป็นประกาย ดวงหน้างามสง่าหล่อเหลา เป็นพี่รองฉู่ฉีเฟิงของนางจริงๆ
หัวใจที่ลอยเคว้งอยู่ครึ่งวัน ในที่สุดก็กลับเข้าที่เข้าทางได้ทั้งหมด ฉู่สวินหยางพลันรู้สึกอบอุ่นหัวใจ รีบโยนดาบสุดรักในมือทิ้ง แล้วกระโจนไปข้างหน้า
ฉู่ฉีเฟิงแสดงออกชัดเจนว่าคาดไม่ถึง ที่น้องสาวของตนเองจะปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหัน เมื่อครู่ที่ได้ยินเสียงนางตะโกนเรียกก็ยังนึกว่าตนหูแว่วไปเอง ครั้นหันกลับมามองก็รู้สึกตกตะลึง จากนั้นก็รีบโยนดาบเหล็กกล้าที่ใช้นำทางเล่มหนึ่งทิ้ง หมุนกายวิ่งไปหานาง
ทั้งสองคนเหยียบย่ำต้นหญ้าที่สูงถึงหน้าอก วิ่งเข้าไปหาอีกฝ่าย
ระยะทางที่ห่างกันใกล้ๆ เพียงไม่กี่สิบก้าว แต่ในความรู้สึกของฉู่สวินหยางนั้น มันช่างเนิ่นนานราวกับอยู่คนละโลก
ความรู้สึกยินดีที่ได้ของรักกลับคืนล้นปรี่อยู่ในหัวใจของนาง
ในที่สุด ฉู่ฉีเฟิงก็กระโจนมาอยู่เบื้องหน้านาง แขนยาวดึงนางเข้าสู่อ้อมกอดอย่างแรง
“สวินหยาง!”
------------------------------------------------------------------------